Masuk@VENIKA CLUB : [เวนิก้า คลับ]
บนชั้นลอยภายในโซน VIP สุดหรูของ VENIKA CLUB ร่างสูงของเวกัสนั่งเอนหลังพิงกับโซฟาตัวยาวในท่วงท่าสบาย ๆ มือหนาหมุนแก้ววิสกี้ไปมา ทว่าไม่ได้ยกขึ้นดื่ม สายตาคมกริบดูว่างเปล่าและเหม่อลอย ราวกับมีเรื่องต้องให้คิดมากมาย
ในหัวของเขาตอนนี้ไม่ได้เงียบเชียบเหมือนดวงตาที่ดูว่างเปล่า แต่ก็ไม่ได้ถูกรบกวนด้วยเสียงดังกระหึ่มของเพลงที่เปิดในผับ ทว่าเสียงนั้นกลับเป็นเสียงครวญครางแหบแผ่วของเธอคนนั้น ที่ดังก้องหูซ้ำ ๆ ในความทรงจำอันน่าขนลุก
เสียงนั้นรบกวนสมาธิของเขาจนแทบหายใจไม่เป็นจังหวะ นอนหลับไม่เต็มตาเลยสักวัน จนต้องพาตัวเองออกมาระบายความอัดอั้นและกลบมันด้วยเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มเช่นตอนนี้
“เป็นอะไรไป? ทำหน้าอย่างกับคนกำลังอกหัก...”
นิกา หรือ ชานิกา พิบูลไกรศร สาวสวยเซ็กซี่ในชุดเดรสคัตเอาต์สีแดงสด เอ่ยถามเพื่อนสนิทอย่างเวกัส แค่เห็นเขาแวะเวียนเข้ามาที่ผับเธอก็แปลกใจมากแล้ว แต่อาการเหม่อลอยของเขากลับทำให้นิกาแปลกใจยิ่งกว่า
เวกัสตวัดสายตาดุใส่เธอเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมา อย่างไม่สบอารมณ์
“คนอย่างเรา ไม่เคยได้ใช้คำนั่นหรอก...” เวกัสตอบ ก่อนจะยกแก้ววิสกี้ขึ้นกระดกรวดเดียวจนหมด นั่นยิ่งทำให้เพื่อนที่สนิทและรักกันมานานอย่างชานิกาเกิดข้อสงสัย ว่าอะไรหรือใครกัน? ที่ทำให้เพื่อนของเธอตกอยู่ในอาการหัวร้อนได้ขนาดนี้
“จริงเหรอ...แต่อาการมันฟ้องนะ ดูตาของเวตอนนี้สิ มันดูล่อกแล่กผิดปกตินะ” ชานิกาเอนตัวเข้ามาใกล้เขา ด้วย สายตาอยากรู้เต็มที
“นิกา!” เวกัสทำเสียงดุ จนชานิกาต้องทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา พลางหัวเราะชอบใจที่ได้ยั่วโมโหเขา
“นิกาก็แค่สงสัย...ปกติตัวแรงอย่างเวไม่เคยอยู่ในโหมดเหม่อลอยแบบนี้นี่...มันต้องมีอะไรสักอย่างสิน่า พอจะบอกได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”
“นาน ๆ เราจะมาที่ผับครั้ง แทนที่นิกาจะพูดถึงเรื่องผลกำไร แต่มานั่งสอบสวนเรายังกับตำรวจ บางที่เราก็คิดนะ...ว่าการถอนตัวออกจากการเป็นหุ้นส่วน อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดี” เวกัสโพล่งขึ้นอย่างหัวเสีย
“เฮ้! นิกายังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ นิกาก็แค่เป็นห่วง เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก เวมีเรื่องไม่สบายใจทำไมนิกาจะดูไม่ออก อยู่ ๆ มาหัวร้อนพาลใส่นิกาได้ไง ถ้าเวยังคิดถึงความเป็นเพื่อนก็ควรจะแบ่งทุกข์แบ่งสุขกัน ไม่ใช่ปล่อยให้นิกาเป็นห่วงอยู่ฝ่ายเดียว แต่ถ้าไม่เห็นนิกาเป็นเพื่อน...เวก็ไม่ต้องพูดก็ได้”
ชานิกาเองก็เริ่มงอน เมื่อเวกัสแสดงออกถึงอาการที่เขาไม่เคยเป็นใส่เธอ เขาไม่เคยหัวร้อนใส่เธอแบบนี้มาก่อน แม้เธอจะยั่วให้เขาโกรธมากแค่ไหน เวกัสก็ไม่เคยอารมณ์เสียใส่เธอแบบนี้
แม้ตอนนี้ชานิกาจะงอนเขา แต่พ่อตัวแรงของเธอก็ไม่ยอมตอบหรือบอกอะไร จนชานิกาแทบจะถอดใจไม่เซ้าซี้
“เฮ้อ! รำคาญคนคนหนึ่ง ใจก็อยากจับมาหักคอให้ตาย ที่เราหงุดหงิดจนนอนไม่หลับ ก็เพราะกำลังคิดวิธีจัดการกับยัยโหดนั่นอยู่ คิดว่าจะทำยังไงให้ยัยนั่นคลานมาสยบแทบเท้าเรา และขอร้องให้เรายอมยกโทษให้”
พอชานิกาทำเป็นงอนก็เข้าตามสูตร เวกัสจะอ่อนข้อทันที เพราะชานิการู้ว่าเขาไม่เคยปล่อยให้ชานิกาโกรธได้นาน มีแค่เธอคนนี้...ที่ตัวแรงอย่างเวกัสจะยอมใจอ่อนและตามง้อ ถ้าไม่ใช่...ก็อย่าหวังว่าเขาจะยอม
“ผู้หญิงเหรอ? ฟังดูโกรธแค้นจัง” ชานิกาสังเกตจากน้ำเสียง
“ถ้าฆ่าได้...ก็อยากจะฆ่า” เวกัสสบถออกมาอย่างหนักแน่น
“ปกติเวไม่ค่อยมีเรื่องกับผู้หญิงเชิงพยาบาทแบบนี้ ส่วนมากจะมีเรื่องในเชิงพิศวาสมากกว่า”
ชานิกาถามราวกับสงสัย ปกติเวกัสไม่ใช่คนที่จะมีเรื่องกับผู้หญิงในเชิงอาฆาตแค้นแบบนี้ เธอเห็นแต่เขาหิวผู้หญิงเข้าม่านรูด ก็ไม่เคยได้ยินว่าจะปาดคอหั่นศพอย่างตอนนี้เลย
“อย่าพูดให้ชวนอ้วก...”
“ขนาดนั้นเลยเหรอ ถามจริง...สวยไหม?” ชานิกาถาม
“อย่างยัยโหดนั่น ไม่คู่ควรกับคำนี้” เวกัสว่า พลางกลอกตาจนชานิกานึกหมั่นไส้
“ที่พูดถึงน่ะ คนหรืออะไร ฟังดูไม่มีข้อดีเลย...เขาทำอะไรให้เวไม่พอใจขนาดนั้น”
“อย่างยัยนั่น...แค่เกิดมาแย่งอากาศคนอื่นหายใจก็ผิดแล้ว”
“ดูโกรธแค้นนะเราน่ะ หาสวย ๆ แถวนี้เยียวยาไหม?” ชานิกาเอ่ยขึ้นอย่างรู้ใจ คนอย่างเวกัสเวลาอารมณ์บูดต้องใช้สาวสวยเยียวยา
“เป็นความคิดที่ดี...หามาให้สูบวิญญาณสักคนดิ ถ้าดีขึ้นจะคืนปันผลหุ้นให้สักสิบเปอร์เซ็นต์”
“จริงนะ...เดี๋ยวจัดให้เลย”
ชานิกายยิ้มให้เวกัสเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนและหันหน้าออกไปยังระเบียงชั้นลอยมองผ่านกระจกใสที่กลั้นกลางความเป็นส่วนตัวให้กับโซน VIP เพียงแค่มองออกไปตามความลึกของร้าน สายตาก็เหลือบไปเจอความสดใสน่ารักน่าขยี้ ตรงตามแบบที่เพื่อนรักของเธอต้องการ กำลงนั่งอยู่ตรงมุมห้องอีกฟากฝั่งเพียงลำพัง
“ตรงมุมห้องฝั่งนั้นน่าสนนะ...เฮียเวนึกอยากหิ้วกลับไปทานที่บ้านไหม?”
ชานิกานำเสนอมาก จนเวกัสยกยิ้มพอใจ ก่อนจะสาดวิสกี้อึกสุดท้ายเข้าคอ แล้วลุกขึ้นเดินมาดูทันที
แต่แล้วหัวใจของเขาก็เหมือนหยุดเต้นไปชั่ววินาที เมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างบางในชุดเดรสสีครีมอ่อน นั่งยิ้มอยู่ตรงมุมห้องนั้น
“ใบหยก...” เวกัสเอ่ยชื่อเธอราวกระซิบ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างเล็กน้อยด้วยความไม่เชื่อสายตา
ภาพของเธอตอนนี้แตกต่างจากสิ่งที่เขาเห็นที่มหาลัยทุกวัน ราวกับคนละคน ร่างเพรียวบางในชุดเดรสโทนสีสดใส ที่ตัดกับผิวขาวผ่องจนออร่า ใบหน้าที่เคยดุดันฉาบเคลือบไปด้วยรอยยิ้มน่ารัก สลับกับการหัวเราะจนเห็นคมฟันซี่เล็กๆ แหลม ๆ อย่างมีเสน่ห์ เธอไม่ได้เต้นอย่างคนอื่น เพียงแค่นั่งดูเพื่อน ๆ เต้นและยกแก้วนมปั่นขึ้นมาจิบเป็นครั้งคราว แต่ภาพนั้นกลับดึงดูดสายตาเขาให้นิ่งมองจนไม่สามารถละสายตาหนีไปที่อื่นได้
ชานิกามองตามสายตาของเวกัสแล้วก็หัวเราะหึ ๆ ในลำคอ เพราะตอนนี้เพื่อนรักของเธอทำราวกับโดนมนต์เสน่ห์ของน้องนมปั่นคนนี้เข้าแล้ว
“ชอบแบบนี้นี่เอง…ชอบนมปั่น ฮ่า ๆ”
เวกัสถึงกบเลื่อนสายตากลับมาโฟกัสที่แก้วในมือ แล้วก็ยกขึ้นมาดื่มแก้เก้อ ทั้งที่เขาพึ่งจะดื่มมันหมดไปเมื่อกี๊ ทำให้ชานิกายิ่งหัวเราะแรงขึ้นไปอีก
“ประสาท...จืดชืดไร้อารมณ์ขนาดนั้น” เวกัสกลบเกลื่อนความรู้สึก เพราะกลัวว่าชานิกาจะรู้ว่ายัยนั่นคือคนคนเดียวกันกับยัยประธานโหดที่เขาอยากจะบีบคอให้ตาย
“แหม...แต่เวมองแบบตาไม่กะพริบเลยนะ...เอาไลน์ไหม?” ชานิกายังไม่เลิกล้อ
“ไม่ได้อยากได้เลย...” เวกัสหันหลังให้กับภาพของเธอคนนั้น เพราะยิ่งเห็นเขาก็ยิ่งหงุดหงิดมากกว่าเดิม
“เฮ้! เห็นไหม...เวมัวแต่ชักช้าโดนไอ้หน้าตี๋นั่นปาดหน้าให้แล้ว”
คำพูดของชานิกาทำให้เวกัสหันกลับไปมอง เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแค่เพียงเสี้ยววินาทีที่เขาหันหลังให้เธอ จะมีผู้ชายร่างสูงก้าวเข้าไปนั่งข้างเธอ แล้วโน้มตัวลงไปพูดใกล้ ๆ หูของเธอจนเกินสิ่งที่คนเพิ่งรู้จักกันควรทำ
เสียงดนตรีที่ดังลั่นเหมือนจะหายออกไปจากโสตประสาทในทันที เวกัสวางแก้ววิสกี้ลงบนโต๊ะด้วยแรงโทสะ จนทำให้แก้วกระแทกกับโต๊ะไม้ราคาแพงเสียงดัง และเกิดรอยร้าวที่ก้นแก้วในทันที
“หึ...ยัยโหด...ที่แท้ก็แรดตัวแม่แบบที่เขาว่าจริง ๆ”
ชานิกาขมวดคิ้วงุนงง กับใบหน้าที่แทบจะฆ่าคนได้ของเวกัสตอนนี้
“เว...อย่าบอกนะว่า...” เธอพยายามเดาสุ่ม แต่กลับถูกสายตาของเขาตวัดจ้องจนดูน่ากลัว
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ...ไม่ต้องอยากรู้...”
เขาตวาดเธอเสียงดังอย่างไม่เคยทำมาก่อน แต่แววตาคมเข้มเริ่มดุดันมากขึ้น จนดูอันตราย สันกามข้างแก้มนูนจนขึ้นสัน ราวกับว่าเขากำลังกัดฟันแน่นและอดทนกับอะไรสักอย่าง
“ใจเย็น...” ชานิกาพยายามเอาน้ำลูบใจ เพราะคนอย่างเวกัส เวลาโกรธหรือโมโหไม่ได้น่ารักเลยสักนิด คนที่อยู่รอบข้างพร้อมชะตาขาดได้ทุกเมื่อ และเธอก็ไม่อยากเสี่ยงเป็นคนคนนั้น...
แหม...พ่อตัวแรง ปากแซ่บนะพ่อนะ ว่าแต่...โกรธอะไรก๊อนนนน ใบหยกหนีไปลูกกกก
ใบหยกเดินกลับมายังโต๊ะด้วยแข็งขาที่หนักอึ้ง เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเข้าห้องน้ำเสร็จหรือยัง เพราะภาพที่เห็นเมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ริมฝีปากของเขาที่จูบกับผู้หญิงคนนั้น ทั้งที่เคยจูบเธอเช่นกัน มือของเขาที่โอบประคองคนอื่น สายตาอ่อนโยนยามที่เขามองเธอ และท่าทางที่เหมือนคนสนิทสนมกันมากนั่นอีก มันทำให้หัวใจของเธอเริ่มจุกแน่นขึ้นทีละนิด“ใบหยก?” กระทั่งเสียงวิเวียนดังขึ้น เธอจึงสะดุ้งและรีบหันกลับไปมอง“ฮะ! วะ...ว่าไง?”“เป็นอะไรหรือเปล่า? ทำไมหน้าซีดแบบนั้น”“เปล่า”“แน่ใจนะ?” มินตราถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง ใบหยกพยักหน้ารัว ๆ เพื่อยืนยัน“แค่... คนในห้องน้ำเยอะน่ะ เลยรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย”“งั้นก็นั่งพักก่อน... ถ้าไม่โอเคก็บอกนะ” มินตราเอ่ยด้วยความเป็นห่วงเพื่อน“อือ” เธอนั่งลงตรงเดิม แต่ดวงตากลับเผลอมองขึ้นไปทางโซน VIP ที่อยู่ชั้นสองตลอดเวลา แม้รู้ดีว่าไม่ควรมอง แต่สุดท้ายก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้และเมื่อเธอมองขึ้นไป ภาพที่เห็นเพียงชั่วครู่ก็ทำให้เธอรู้สึกจุกเสียดไปทั้งใจอีกครั้ง เพราะผู้หญิงที่อยู่ข้าง ๆ เขากำลังยิ้มและหัวเราะกับเขาอย่างชื่นบานส่วนเวกัส... แม้จะไม่ได้ยิ้ม แ
หลายชั่วโมงนับตั้งแต่เวกัสเดินผ่านหน้าเธอไป ใบหยกก็รู้สึกไม่สนุกกับปาร์ตี้เอาเสียเลย เสียงเพลงที่เคยสนุกกลับดังน่ารำคาญ แสงไฟหลากสีที่สาดส่องไปทั่วผับทำให้เธอรู้สึกเวียนหัวอย่างไม่มีเหตุผล แม้กระทั่งอาหารบนโต๊ะที่ก่อนหน้านี้เธอยังบอกว่าอร่อย ตอนนี้กลับกลายเป็นไร้รสชาติไปเสียหมดสุดท้ายใบหยกจึงตัดสินใจลุกออกจากโต๊ะเพื่อไปเข้าห้องน้ำ เธอเดินผ่านทางเดินแคบที่ทอดยาวไปยังอีกฝั่งของผับอย่างเงียบ ๆ ทว่าเพียงไม่กี่ก้าว... สองเท้าก็ต้องชะงักลงเพราะคนที่เธอไม่อยากเจอมากที่สุดในตอนนี้... กำลังยืนอยู่ตรงหน้า เวกัสยืนพิงกำแพงอยู่ตรงมุมทางเดิน ร่างสูงที่คุ้นตาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มแขนยาวถูกปลดกระดุมช่วงบนออกเล็กน้อย ข้างกายเขาคือหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ทั้งสวยและรูปร่างดีผู้หญิงคนที่เธอเห็นมากับเขาตั้งแต่แรก แต่ครั้งนี้สิ่งที่ทำให้ใบหยกหยุดนิ่ง ไม่ใช่เพราะหญิงสาวกำลังยืนอยู่ใกล้ชิดเวกัส หากแต่เป็นเพราะภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าร่างบางของเธอคนนั้น กำลังเขย่งปลายเท้าขึ้น ก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเวกัสช้า ๆ ใบหยกถึงกับตาค้างอยู่ตรงนั้น เหมือนกำลังช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้นเธอควรจะหันหลังกลับไป ควรจะ
หลังจากวันนั้น ทั้งเวกัสและใบหยกต่างเลือกวิธีเดียวกัน ในการรับมือกับความรู้สึกที่ยังค้างคาอยู่ในใจนั่นคือการทำงานราวกับว่าหากทั้งคู่ทุ่มเทให้กับโปรเจกต์มากพอ เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาจะค่อย ๆ จางหายไปเอง แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยใบหยกยังคงรับผิดชอบทุกอย่างเหมือนเดิม เธอเดินตรวจงาน ไล่เช็กวัสดุ ตรวจรายละเอียดของแบบก่อสร้าง และประชุมกับทีมจนแทบไม่มีเวลาพักเพียงแต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เธอจะไม่เดินไปหาเวกัสอีกแล้ว“ลมหนาว ฝากบอกเวกัสหน่อยนะว่าตรงโครงสร้างด้านตะวันออกมีปัญหาเรื่องการยึดนอต ฉันอยากให้เขาช่วยตรวจแบบอีกครั้ง”“ได้” ลมหนาวพยักหน้า“แต่ถ้าเขาไม่ว่างก็ไม่เป็นไรนะ เราปรับเองได้”ประโยคหลังเหมือนตั้งใจพูดให้ตัวเองสบายใจมากกว่าอีกด้านหนึ่ง เมื่อคำบอกเล่าถูกส่งไปถึงเวกัส เขาก็เพียงรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย“ก็ให้ริกเตอร์จัดการไปดิ” เขาตอบแบบปัด ๆ จนหลุยส์ขมวดคิ้ว“แต่เธออยากให้นายดูแบบให้ตรงกันด้วย” ลมหนาวเอ่ย“บอกไปว่าไม่ว่าง... ทำเท่าที่ทำได้”คำตอบสั้น ๆ ทำให้ลมหนาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วเดินกลับไปทว่าพออยู่เพียงลำพัง เวกัสกลับมองแบบแปลนตรงหน้าอยู่
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ใบหยกยังคงเลือกหลบหน้าเวกัสอย่างต่อเนื่อง เธอทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และทำเหมือนหัวใจของตัวเองไม่ได้สั่นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงทุ้มคุ้นหูดังอยู่ไม่ไกลเวกัสเองก็พยายามอดทน วันแรกเขาปล่อยผ่าน วันที่สองเขายังเงียบ แต่พอวันที่สาม ใบหยกเดินผ่านเขาไปโดยไม่แม้แต่จะหันมอง ชายหนุ่มก็หมดความอดทนในที่สุดช่วงเย็น... หลังจากคนอื่นทยอยกลับกันเกือบหมดแล้ว ใบหยกกำลังเก็บเอกสารอยู่ในห้องเก็บอุปกรณ์ เสียงประตูด้านหลังก็ดังขึ้นปัง! เธอหันกลับไปมองทันที ก็เห็นร่างสูงของเวกัสยืนพิงอยู่ที่หน้าประตู“เราต้องคุยกัน” ใบหยกเม้มริมฝีปากแน่น เพียงได้ยินเสียงเขาหัวใจเธอก็สั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้“ฉะ... ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับนาย”“แต่ฉันมี” เขาสวนขึ้นทันควัน“งั้นก็พูดมาสิ ฉันจะฟัง”“เธอจะเอาแต่ทำเหมือนฉันไม่มีตัวตนแบบนี้อีกนานแค่ไหน?”ใบหยกชะงักงันไป เพราะเธอไม่คิดว่าเขาจะพูดได้เข้าประเด็นทันทีขนาดนี้“ฉันไม่ได้ทำแบบนั้น”“ไม่ได้ทำ?” เวกัสหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่แววตากลับไม่มีความขบขันอยู่เลย“สามวันแล้วใบหยก สามวันที่เธอหลบหน้าฉันทุกครั้งที่เจอ”“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย?” คำถามนั้นทำให้เวกัส
หลังจากคืนนั้น... คนที่นอนไม่หลับกลับไม่ได้มีเพียงแค่เวกัสคนเดียว แต่มีใบหยกอีกคนที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียง ทว่าดวงตากลับเปิดค้างมองเพดานอย่างไร้จุดหมายเธอพลิกตัวไปทางซ้าย... แล้วก็พลิกกลับมาทางขวา สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะยกหมอนขึ้นมาปิดหน้า“ใบหยก...แกเป็นอะไรของแกเนี่ย”คำถามนั้นไม่มีคำตอบ เพราะต่อให้พยายามบอกตัวเองว่าทุกอย่างเป็นเพียงความผิดพลาด แต่ภาพของเวกัสกลับยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดทั้งสายตา น้ำเสียง อ้อมกอด และความรู้สึกในช่วงเวลานั้น ยิ่งพยายามลืม...กลับยิ่งจำ และสิ่งที่ทำให้เธอสับสนที่สุด ไม่ใช่เรื่องที่เธอเผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเขาแต่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหาก เธอไม่รู้ว่าควรเรียกมันว่าอะไรหวั่นไหว? ผูกพัน? หรือเพียงแค่ความรู้สึกชั่ววูบที่เกิดขึ้นเพราะอยู่ใกล้กันมากเกินไป“เขาคือแค่เวกัส...” ใบหยกพึมพำกับตัวเอง“ผู้ชายที่ชอบเอาชนะคนอื่น แล้วฉันจะไปหวั่นไหวกับเขาทำไม เธอนี่มันไร้สาระจังเลยใบหยก” เธอพยายามหาเหตุผลมาปลอบตัวเอง แต่หัวใจกลับไม่ยอมเชื่อฟังรุ่งเช้า... ใบหยกจึงเลือกวิธีที่คิดว่าง่ายที่สุด... คือการโฟกัสที่การทำงานถ้าพยาย
หลังจากเช้าวันนั้น ใบหยกก็เลือกวิธีรับมือกับความรู้สึกของตัวเองอย่างง่ายที่สุด ด้วยการหลบหน้าเวกัสเธอไม่ได้หนีงาน ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ และไม่ได้ทำตัวผิดปกติต่อหน้าคนอื่น ตรงกันข้าม... ใบหยกกลับทุ่มเทให้กับโปรเจกต์มากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เธอเดินตรวจงานตั้งแต่เช้า ไล่เช็กแบบแปลนทีละจุด ตรวจรายละเอียดของโครงสร้าง พูดคุยกับทีมงาน และจดบันทึกทุกอย่างลงในสมุดอย่างตั้งใจเพียงแต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเวกัสใกล้เข้ามา เธอจะหาข้ออ้างเดินไปอีกด้านทันที“ใบหยก ฉัน...”“เดี๋ยวฉันไปเช็กอีกฝั่งก่อนนะ” “เดี๋ยวสิ... ฉันยังพูดไม่จบ”“เอาไว้ค่อยคุยกันนะ”เธอตอบเร็วเสียจนเวกัสได้แต่มองตามแผ่นหลังบางที่เดินจากไป ครั้งแรกเขายังไม่คิดอะไร ครั้งที่สองยังพอเข้าใจ แต่นี่ผ่านไปเป็นวันแล้ว ใบหยกก็เอาแต่อ้างนั่นนี่ และแทบจะไม่สบตากับเขาเลยสักครั้งจนเวกัสเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ยิ่งเธอพยายามหลบ เขาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกผลักออกห่างทั้งที่เมื่อคืน... เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของเขา ยังมองเขาด้วยแววตาสั่นไหว แต่วันนี้กลับทำเหมือนเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้า“เชี่ย... แม่ง!” เสียงสบถเบา ๆ ทำ
“อย่าเฮีย! ผมยอมแล้วเฮีย...ผมยอมแล้ว...” ใบหยกถึงกับรีบถอยออกห่างจนชิดกำแพง พลางถอนหายใจอย่างโล่งอกด้วยความรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่คนเข้ามาช่วยคือ...เวกัส ตัวแรงตัวพ่อแห่งความเสเพล แต่ใบหยกกลับรู้สึกว่าเขาคือคนที่ไว้ใจได้ที่สุดในตอนนี้ ซึ่งมันขัดแย้งกับจิตใต้สำนึกของเธออย่างแรง “ผู้หญิ
บนชั้น VIP ที่มีแสงไฟนุ่มสลัวเล็กน้อย เสียงเบสก็ไม่ได้ดังกระแทกจนหูชาเหมือนข้างล่าง วิเวียนกับมินตราขึ้นมาเจอฟลอร์เต้นรำก็กรี๊ดกร๊าดกันอย่างตื่นเต้น จนเผลอทิ้งใบหยกให้นั่งเฝ้าโต๊ะเพียงคนเดียว เพื่อที่จะไปออกสเต็ปกันอย่างเมามันใบหยกถึงกับส่ายหัวให้กับความรักสนุกของเพื่อน ๆ ถึงเธอจะไม่ได้ออกไปแจมกับ
เสียงเพลงภายในผับยังคงดังกระหึ่มอย่างต่อเนื่อง จนสั่นสะเทือนยันพื้นห้อง ในขณะที่สองสาวกลับมานั่งลงข้าง ๆ ใบหยกหลังจากออกไปโยกย้ายจนได้เหงื่อกันพอใจแล้ว“เพลงสนุกมากเลย ระบบเสียงโคตรดี” วิเวียนเริ่มรีวิวให้คะแนนความหรูหราของผับ สมกับที่เธออยากพาเพื่อน ๆ มาเที่ยวตั้งแต่แรก“อาหารก็อร่อยนะ เครื่องดื่ม
ณ ห้องชมรมภายในศูนย์สาธิตวิทยาของสถาบัน EST ตอนช่วงเวลาบ่ายคล้อย ใบหยกยังคงนั่งก้มหน้าอยู่กับแบบแปลนชิ้นงานบนโต๊ะออกแบบอย่างเคร่งเครียด ดินสอไม้ด้ามยาวหมุนไปมาอยู่ระหว่างนิ้วเรียว ราวกับกำลังใช้ความคิดในหัวไม่หยุด“ใบหยกจ๋า!”เสียงหวานใสแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ของวิเวียนดังขึ้นจากข้างหลัง เพื่อย้ำกั







