เข้าสู่ระบบ@VENIKA CLUB : [เวนิก้า คลับ]
บนชั้นลอยภายในโซน VIP สุดหรูของ VENIKA CLUB ร่างสูงของเวกัสนั่งเอนหลังพิงกับโซฟาตัวยาวในท่วงท่าสบาย ๆ มือหนาหมุนแก้ววิสกี้ไปมา ทว่าไม่ได้ยกขึ้นดื่ม สายตาคมกริบดูว่างเปล่าและเหม่อลอย ราวกับมีเรื่องต้องให้คิดมากมาย
ในหัวของเขาตอนนี้ไม่ได้เงียบเชียบเหมือนดวงตาที่ดูว่างเปล่า แต่ก็ไม่ได้ถูกรบกวนด้วยเสียงดังกระหึ่มของเพลงที่เปิดในผับ ทว่าเสียงนั้นกลับเป็นเสียงครวญครางแหบแผ่วของเธอคนนั้น ที่ดังก้องหูซ้ำ ๆ ในความทรงจำอันน่าขนลุก
เสียงนั้นรบกวนสมาธิของเขาจนแทบหายใจไม่เป็นจังหวะ นอนหลับไม่เต็มตาเลยสักวัน จนต้องพาตัวเองออกมาระบายความอัดอั้นและกลบมันด้วยเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มเช่นตอนนี้
“เป็นอะไรไป? ทำหน้าอย่างกับคนกำลังอกหัก...”
นิกา หรือ ชานิกา พิบูลไกรศร สาวสวยเซ็กซี่ในชุดเดรสคัตเอาต์สีแดงสด เอ่ยถามเพื่อนสนิทอย่างเวกัส แค่เห็นเขาแวะเวียนเข้ามาที่ผับเธอก็แปลกใจมากแล้ว แต่อาการเหม่อลอยของเขากลับทำให้นิกาแปลกใจยิ่งกว่า
เวกัสตวัดสายตาดุใส่เธอเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมา อย่างไม่สบอารมณ์
“คนอย่างเรา ไม่เคยได้ใช้คำนั่นหรอก...” เวกัสตอบ ก่อนจะยกแก้ววิสกี้ขึ้นกระดกรวดเดียวจนหมด นั่นยิ่งทำให้เพื่อนที่สนิทและรักกันมานานอย่างชานิกาเกิดข้อสงสัย ว่าอะไรหรือใครกัน? ที่ทำให้เพื่อนของเธอตกอยู่ในอาการหัวร้อนได้ขนาดนี้
“จริงเหรอ...แต่อาการมันฟ้องนะ ดูตาของเวตอนนี้สิ มันดูล่อกแล่กผิดปกตินะ” ชานิกาเอนตัวเข้ามาใกล้เขา ด้วย สายตาอยากรู้เต็มที
“นิกา!” เวกัสทำเสียงดุ จนชานิกาต้องทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา พลางหัวเราะชอบใจที่ได้ยั่วโมโหเขา
“นิกาก็แค่สงสัย...ปกติตัวแรงอย่างเวไม่เคยอยู่ในโหมดเหม่อลอยแบบนี้นี่...มันต้องมีอะไรสักอย่างสิน่า พอจะบอกได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”
“นาน ๆ เราจะมาที่ผับครั้ง แทนที่นิกาจะพูดถึงเรื่องผลกำไร แต่มานั่งสอบสวนเรายังกับตำรวจ บางที่เราก็คิดนะ...ว่าการถอนตัวออกจากการเป็นหุ้นส่วน อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดี” เวกัสโพล่งขึ้นอย่างหัวเสีย
“เฮ้! นิกายังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ นิกาก็แค่เป็นห่วง เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก เวมีเรื่องไม่สบายใจทำไมนิกาจะดูไม่ออก อยู่ ๆ มาหัวร้อนพาลใส่นิกาได้ไง ถ้าเวยังคิดถึงความเป็นเพื่อนก็ควรจะแบ่งทุกข์แบ่งสุขกัน ไม่ใช่ปล่อยให้นิกาเป็นห่วงอยู่ฝ่ายเดียว แต่ถ้าไม่เห็นนิกาเป็นเพื่อน...เวก็ไม่ต้องพูดก็ได้”
ชานิกาเองก็เริ่มงอน เมื่อเวกัสแสดงออกถึงอาการที่เขาไม่เคยเป็นใส่เธอ เขาไม่เคยหัวร้อนใส่เธอแบบนี้มาก่อน แม้เธอจะยั่วให้เขาโกรธมากแค่ไหน เวกัสก็ไม่เคยอารมณ์เสียใส่เธอแบบนี้
แม้ตอนนี้ชานิกาจะงอนเขา แต่พ่อตัวแรงของเธอก็ไม่ยอมตอบหรือบอกอะไร จนชานิกาแทบจะถอดใจไม่เซ้าซี้
“เฮ้อ! รำคาญคนคนหนึ่ง ใจก็อยากจับมาหักคอให้ตาย ที่เราหงุดหงิดจนนอนไม่หลับ ก็เพราะกำลังคิดวิธีจัดการกับยัยโหดนั่นอยู่ คิดว่าจะทำยังไงให้ยัยนั่นคลานมาสยบแทบเท้าเรา และขอร้องให้เรายอมยกโทษให้”
พอชานิกาทำเป็นงอนก็เข้าตามสูตร เวกัสจะอ่อนข้อทันที เพราะชานิการู้ว่าเขาไม่เคยปล่อยให้ชานิกาโกรธได้นาน มีแค่เธอคนนี้...ที่ตัวแรงอย่างเวกัสจะยอมใจอ่อนและตามง้อ ถ้าไม่ใช่...ก็อย่าหวังว่าเขาจะยอม
“ผู้หญิงเหรอ? ฟังดูโกรธแค้นจัง” ชานิกาสังเกตจากน้ำเสียง
“ถ้าฆ่าได้...ก็อยากจะฆ่า” เวกัสสบถออกมาอย่างหนักแน่น
“ปกติเวไม่ค่อยมีเรื่องกับผู้หญิงเชิงพยาบาทแบบนี้ ส่วนมากจะมีเรื่องในเชิงพิศวาสมากกว่า”
ชานิกาถามราวกับสงสัย ปกติเวกัสไม่ใช่คนที่จะมีเรื่องกับผู้หญิงในเชิงอาฆาตแค้นแบบนี้ เธอเห็นแต่เขาหิวผู้หญิงเข้าม่านรูด ก็ไม่เคยได้ยินว่าจะปาดคอหั่นศพอย่างตอนนี้เลย
“อย่าพูดให้ชวนอ้วก...”
“ขนาดนั้นเลยเหรอ ถามจริง...สวยไหม?” ชานิกาถาม
“อย่างยัยโหดนั่น ไม่คู่ควรกับคำนี้” เวกัสว่า พลางกลอกตาจนชานิกานึกหมั่นไส้
“ที่พูดถึงน่ะ คนหรืออะไร ฟังดูไม่มีข้อดีเลย...เขาทำอะไรให้เวไม่พอใจขนาดนั้น”
“อย่างยัยนั่น...แค่เกิดมาแย่งอากาศคนอื่นหายใจก็ผิดแล้ว”
“ดูโกรธแค้นนะเราน่ะ หาสวย ๆ แถวนี้เยียวยาไหม?” ชานิกาเอ่ยขึ้นอย่างรู้ใจ คนอย่างเวกัสเวลาอารมณ์บูดต้องใช้สาวสวยเยียวยา
“เป็นความคิดที่ดี...หามาให้สูบวิญญาณสักคนดิ ถ้าดีขึ้นจะคืนปันผลหุ้นให้สักสิบเปอร์เซ็นต์”
“จริงนะ...เดี๋ยวจัดให้เลย”
ชานิกายยิ้มให้เวกัสเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนและหันหน้าออกไปยังระเบียงชั้นลอยมองผ่านกระจกใสที่กลั้นกลางความเป็นส่วนตัวให้กับโซน VIP เพียงแค่มองออกไปตามความลึกของร้าน สายตาก็เหลือบไปเจอความสดใสน่ารักน่าขยี้ ตรงตามแบบที่เพื่อนรักของเธอต้องการ กำลงนั่งอยู่ตรงมุมห้องอีกฟากฝั่งเพียงลำพัง
“ตรงมุมห้องฝั่งนั้นน่าสนนะ...เฮียเวนึกอยากหิ้วกลับไปทานที่บ้านไหม?”
ชานิกานำเสนอมาก จนเวกัสยกยิ้มพอใจ ก่อนจะสาดวิสกี้อึกสุดท้ายเข้าคอ แล้วลุกขึ้นเดินมาดูทันที
แต่แล้วหัวใจของเขาก็เหมือนหยุดเต้นไปชั่ววินาที เมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างบางในชุดเดรสสีครีมอ่อน นั่งยิ้มอยู่ตรงมุมห้องนั้น
“ใบหยก...” เวกัสเอ่ยชื่อเธอราวกระซิบ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างเล็กน้อยด้วยความไม่เชื่อสายตา
ภาพของเธอตอนนี้แตกต่างจากสิ่งที่เขาเห็นที่มหาลัยทุกวัน ราวกับคนละคน ร่างเพรียวบางในชุดเดรสโทนสีสดใส ที่ตัดกับผิวขาวผ่องจนออร่า ใบหน้าที่เคยดุดันฉาบเคลือบไปด้วยรอยยิ้มน่ารัก สลับกับการหัวเราะจนเห็นคมฟันซี่เล็กๆ แหลม ๆ อย่างมีเสน่ห์ เธอไม่ได้เต้นอย่างคนอื่น เพียงแค่นั่งดูเพื่อน ๆ เต้นและยกแก้วนมปั่นขึ้นมาจิบเป็นครั้งคราว แต่ภาพนั้นกลับดึงดูดสายตาเขาให้นิ่งมองจนไม่สามารถละสายตาหนีไปที่อื่นได้
ชานิกามองตามสายตาของเวกัสแล้วก็หัวเราะหึ ๆ ในลำคอ เพราะตอนนี้เพื่อนรักของเธอทำราวกับโดนมนต์เสน่ห์ของน้องนมปั่นคนนี้เข้าแล้ว
“ชอบแบบนี้นี่เอง…ชอบนมปั่น ฮ่า ๆ”
เวกัสถึงกบเลื่อนสายตากลับมาโฟกัสที่แก้วในมือ แล้วก็ยกขึ้นมาดื่มแก้เก้อ ทั้งที่เขาพึ่งจะดื่มมันหมดไปเมื่อกี๊ ทำให้ชานิกายิ่งหัวเราะแรงขึ้นไปอีก
“ประสาท...จืดชืดไร้อารมณ์ขนาดนั้น” เวกัสกลบเกลื่อนความรู้สึก เพราะกลัวว่าชานิกาจะรู้ว่ายัยนั่นคือคนคนเดียวกันกับยัยประธานโหดที่เขาอยากจะบีบคอให้ตาย
“แหม...แต่เวมองแบบตาไม่กะพริบเลยนะ...เอาไลน์ไหม?” ชานิกายังไม่เลิกล้อ
“ไม่ได้อยากได้เลย...” เวกัสหันหลังให้กับภาพของเธอคนนั้น เพราะยิ่งเห็นเขาก็ยิ่งหงุดหงิดมากกว่าเดิม
“เฮ้! เห็นไหม...เวมัวแต่ชักช้าโดนไอ้หน้าตี๋นั่นปาดหน้าให้แล้ว”
คำพูดของชานิกาทำให้เวกัสหันกลับไปมอง เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแค่เพียงเสี้ยววินาทีที่เขาหันหลังให้เธอ จะมีผู้ชายร่างสูงก้าวเข้าไปนั่งข้างเธอ แล้วโน้มตัวลงไปพูดใกล้ ๆ หูของเธอจนเกินสิ่งที่คนเพิ่งรู้จักกันควรทำ
เสียงดนตรีที่ดังลั่นเหมือนจะหายออกไปจากโสตประสาทในทันที เวกัสวางแก้ววิสกี้ลงบนโต๊ะด้วยแรงโทสะ จนทำให้แก้วกระแทกกับโต๊ะไม้ราคาแพงเสียงดัง และเกิดรอยร้าวที่ก้นแก้วในทันที
“หึ...ยัยโหด...ที่แท้ก็แรดตัวแม่แบบที่เขาว่าจริง ๆ”
ชานิกาขมวดคิ้วงุนงง กับใบหน้าที่แทบจะฆ่าคนได้ของเวกัสตอนนี้
“เว...อย่าบอกนะว่า...” เธอพยายามเดาสุ่ม แต่กลับถูกสายตาของเขาตวัดจ้องจนดูน่ากลัว
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ...ไม่ต้องอยากรู้...”
เขาตวาดเธอเสียงดังอย่างไม่เคยทำมาก่อน แต่แววตาคมเข้มเริ่มดุดันมากขึ้น จนดูอันตราย สันกามข้างแก้มนูนจนขึ้นสัน ราวกับว่าเขากำลังกัดฟันแน่นและอดทนกับอะไรสักอย่าง
“ใจเย็น...” ชานิกาพยายามเอาน้ำลูบใจ เพราะคนอย่างเวกัส เวลาโกรธหรือโมโหไม่ได้น่ารักเลยสักนิด คนที่อยู่รอบข้างพร้อมชะตาขาดได้ทุกเมื่อ และเธอก็ไม่อยากเสี่ยงเป็นคนคนนั้น...
แหม...พ่อตัวแรง ปากแซ่บนะพ่อนะ ว่าแต่...โกรธอะไรก๊อนนนน ใบหยกหนีไปลูกกกก
หลังจากคืนนั้น... คนที่นอนไม่หลับกลับไม่ได้มีเพียงแค่เวกัสคนเดียว แต่มีใบหยกอีกคนที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียง ทว่าดวงตากลับเปิดค้างมองเพดานอย่างไร้จุดหมายเธอพลิกตัวไปทางซ้าย... แล้วก็พลิกกลับมาทางขวา สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะยกหมอนขึ้นมาปิดหน้า“ใบหยก...แกเป็นอะไรของแกเนี่ย”คำถามนั้นไม่มีคำตอบ เพราะต่อให้พยายามบอกตัวเองว่าทุกอย่างเป็นเพียงความผิดพลาด แต่ภาพของเวกัสกลับยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดทั้งสายตา น้ำเสียง อ้อมกอด และความรู้สึกในช่วงเวลานั้น ยิ่งพยายามลืม...กลับยิ่งจำ และสิ่งที่ทำให้เธอสับสนที่สุด ไม่ใช่เรื่องที่เธอเผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเขาแต่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหาก เธอไม่รู้ว่าควรเรียกมันว่าอะไรหวั่นไหว? ผูกพัน? หรือเพียงแค่ความรู้สึกชั่ววูบที่เกิดขึ้นเพราะอยู่ใกล้กันมากเกินไป“เขาคือแค่เวกัส...” ใบหยกพึมพำกับตัวเอง“ผู้ชายที่ชอบเอาชนะคนอื่น แล้วฉันจะไปหวั่นไหวกับเขาทำไม เธอนี่มันไร้สาระจังเลยใบหยก” เธอพยายามหาเหตุผลมาปลอบตัวเอง แต่หัวใจกลับไม่ยอมเชื่อฟังรุ่งเช้า... ใบหยกจึงเลือกวิธีที่คิดว่าง่ายที่สุด... คือการโฟกัสที่การทำงานถ้าพยาย
หลังจากเช้าวันนั้น ใบหยกก็เลือกวิธีรับมือกับความรู้สึกของตัวเองอย่างง่ายที่สุด ด้วยการหลบหน้าเวกัสเธอไม่ได้หนีงาน ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ และไม่ได้ทำตัวผิดปกติต่อหน้าคนอื่น ตรงกันข้าม... ใบหยกกลับทุ่มเทให้กับโปรเจกต์มากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เธอเดินตรวจงานตั้งแต่เช้า ไล่เช็กแบบแปลนทีละจุด ตรวจรายละเอียดของโครงสร้าง พูดคุยกับทีมงาน และจดบันทึกทุกอย่างลงในสมุดอย่างตั้งใจเพียงแต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเวกัสใกล้เข้ามา เธอจะหาข้ออ้างเดินไปอีกด้านทันที“ใบหยก ฉัน...”“เดี๋ยวฉันไปเช็กอีกฝั่งก่อนนะ” “เดี๋ยวสิ... ฉันยังพูดไม่จบ”“เอาไว้ค่อยคุยกันนะ”เธอตอบเร็วเสียจนเวกัสได้แต่มองตามแผ่นหลังบางที่เดินจากไป ครั้งแรกเขายังไม่คิดอะไร ครั้งที่สองยังพอเข้าใจ แต่นี่ผ่านไปเป็นวันแล้ว ใบหยกก็เอาแต่อ้างนั่นนี่ และแทบจะไม่สบตากับเขาเลยสักครั้งจนเวกัสเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ยิ่งเธอพยายามหลบ เขาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกผลักออกห่างทั้งที่เมื่อคืน... เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของเขา ยังมองเขาด้วยแววตาสั่นไหว แต่วันนี้กลับทำเหมือนเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้า“เชี่ย... แม่ง!” เสียงสบถเบา ๆ ทำ
“ใบหยก...แกมันบ้าไปแล้ว ทำอะไรลงไปเนี่ย”เสียงพึมพำของใบหยกดังขึ้นท่ามกลางห้องนอนที่เงียบสนิท ตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน ใบหยกก็แทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เธอเอาแต่นั่งนิ่งอยู่บนเตียง ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนแล้วพลิกไปพลิกมาอย่างกระสับกระส่าย ยิ่งพยายามไม่คิด ภาพของเวกัสก็ยิ่งชัดขึ้นมาในหัวแววตาคมเข้มของเขา น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เรียกชื่อเธอ อ้อมแขนที่เคยทำให้เธอรู้สึกทั้งหวาดระแวงและปลอดภัยในเวลาเดียวกัน รวมไปถึงจุมพิตที่ทำให้หัวใจของเธอสั่นไหวจนไม่เหลือความเป็นตัวเอง“โอ๊ย...ทำไมฉันต้องไปยอมเขาด้วยนะ”ใบหยกยกมือขึ้นปิดใบหน้า เธอพลิกตัวนอนคว่ำแล้วซุกใบหน้าลงกับหมอน รู้สึกว่าความร้อนกำลังไล่ขึ้นมาบนแก้มอีกครั้งเธอไม่เคยคิดเลยว่า ตัวเองจะเผลอปล่อยตัวปล่อยใจให้คนอย่างเวกัสเข้ามาใกล้ได้ขนาดนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอยังระวังเขาทุกฝีก้าวเขาทั้งเจ้าเล่ห์ ชอบเอาชนะ และไม่เคยยอมใคร แต่วันนี้เธอกลับเป็นฝ่ายตอบรับความรู้สึกนั้นเสียเอง“แล้วพรุ่งนี้ฉันจะมองหน้าเขาได้ยังไง...”คำถามหลุดออกมาพร้อมเสียงถอนหายใจ เพียงแค่คิดว่าจะต้องเจอเวกัสในวันพรุ่งนี้ หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลใบหยกหลับตาแน่น พยา
เวกัสที่กำลังสนุกกับสองเต้าอวบ ค่อย ๆ สอดปลายนิ้วแหวกเนื้อผ้าผื่นบางช้า ๆ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วดุดันร่องเนื้อนุ่ม แล้วขำแลกผ่านม่านกุหลาบสีหวานเข้าไปข้างในความชุ่มฉ่ำที่ปูทางไว้ทำให้ทุกอย่างไหล่ลื่นจนแทรกผ่านได้ง่ายเพียงขยับเบา ๆ“อ๊า! วะ... เว ฮื่อ! เว!”ใบหยกเผลอหลุดเสียงครางลั่นด้วยความเสียว นี่เป็นครั้งแรกและเป็นคนเดียวที่เธอยอมให้สัมผัสตัวเธอได้อย่างใกล้ชิดมากขนาดนี้“แน่นจังเลยหยก... ฮืม!”เวกัสกัดฟันแน่น พลางซุกไซ้ไปทั่วทั้งลำคอและลาดไหล่ของเธอ ในขณะที่มือของเขากำลังรังแกจุดอ่อนไหวของเธออย่างแผ่วเบา“ฮึก! เวกัส... อย่า... เรา... หยุดแค่นี้ได้ไหม”ใบหยกเอ่ยราวกับคนไม่มีทางออก เพราะเธอเองก็เริ่มควบคุมตัวเองไม่ไหวแล้ว“ถ้ามันคือรางวัลที่เราอยากได้ล่ะหยก... หืม...”น้ำเสียงของเขาทั้งออดอ้อนและนุ่มนวลจนใบหยกสั่นสะท้านทุกครั้งที่ได้ยิน“อ๊า! เวกัส... อื้อ!”ใบหยกถึงกับครางลั่น เมื่อเวกัสเริ่มขยับจังหวะของปลายนิ้ว แถมเสียงที่มันเล็ดลอดออกมา ก็ช่างน่าอายเสียจริง“ลองดูก็ได้... นิดเดียว...”ตอนนี้เวกัสเหมือนรถที่กำลังเบรกแตก ความฝันในคืนนั้นที่เขาฝันว่าได้ครอบครองเธอ มันแล่นแป๊บเข้ามาจนหัว
ทั้งคู่สบตากันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ภายในห้องใต้ฐานหอนาฬิกาเงียบเสียจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่อยู่ใกล้กันเกินกว่าระยะปลอดภัย ใบหยกยังคงกำแผ่นป้ายเอาไว้แน่น ขณะที่แววตาของเวกัสกลับอ่อนลงอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงความเงียบที่เหมือนกำลังพูดแทนทุกความรู้สึกผ่านทางสายตาจวบจนเวกัสค่อย ๆ โน้มใบหน้าเข้าไปหาเธอช้า ๆ ราวกับเปิดโอกาสให้ใบหยกถอยหนีได้ทุกเมื่อ ทว่าเธอกลับยืนนิ่ง ทั้งจ้องสบตาเขาราวกับท้าทาย ในขณะที่หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบกลบเสียงรอบตัว“อืม...”ริมฝีปากของทั้งสองแตะกันอย่างแผ่วเบาเวกัสหลับตาพริ้ม เขาพยายามควบคุมตัวเองจนร่างกายสั่นเทา ทั้งที่เขาไม่เคยใช้ความนุ่มนวลแบบนี้กับใครมาก่อน ก่อนจะค่อย ๆ ถอนจูบนั้นอย่างอ้อนยิ้มสายตาของทั้งคู่สบผสานกันอีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงจุมพิตสั้น ๆ ที่อ่อนโยนจนใบหยกแทบไม่เชื่อว่าจะเป็นสัมผัสของคนคนเดียวกันกับเวกัสที่เธอเคยรู้จัก“นะ... นาย...”มือหนาค่อย ๆ รับแผ่นป้ายออกจากมือของเธอ แล้ววางมันลงบนโต๊ะด้านข้าง โดยไม่ได้เร่งรัดหรือบีบบังคับ จากนั้นจึงหันกลับมาหาเธออีกครั้ง“เว... เวกัส... ฮึก! ฮื่อ...”และครั้งนี้.
การก่อสร้างหอนาฬิกาดำเนินมาเกือบครบหนึ่งสัปดาห์... จากชิ้นงานที่เคยมีเพียงโครงร่าง วันนี้มันเริ่มกลายเป็นรูปร่างขึ้นมาอย่างชัดเจน ฐานโครงสร้างแข็งแรง ตัวเรือนสูงตระหง่าน และกลไกภายในที่ซับซ้อนค่อย ๆ ถูกประกอบเข้าที่ทีละส่วนทุกอย่างสำเร็จไปแล้วมากกว่าครึ่ง หากไม่มีอะไรผิดพลาด... อีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ หอนาฬิกาแห่งนี้ก็น่าจะเสร็จสมบูรณ์ตลอดทั้งวันทุกคนจึงแทบไม่ได้หยุดมือ เสียงเครื่องมือดังสลับกับเสียงเรียกหากันของสมาชิกในทีม นักศึกษาบางคนอยู่บนโครงนั่งร้าน บางคนกำลังตรวจสอบกลไก บางคนช่วยจัดเตรียมวัสดุอยู่ด้านล่างส่วนใบหยก... เธอจะใกล้อยู่บริเวณนั้นเสมอ ไม่ว่าจะมีใครเรียกหาเธอจากตรงไหน เธอก็มักจะเป็นคนแรกที่เดินเข้าไปช่วย“ตรงนี้เอาไว้ให้เราจัดการเอง นายไปดูอีกฝั่งเถอะ”“ระวังนะ เดี๋ยวเราช่วยจับให้”“อันนี้ตรวจอีกครั้งก็ได้ เราไม่อยากให้มีข้อผิดพลาด”ทั้งที่ร่างกายเหนื่อยล้า แต่ดวงตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เหมือนคนที่กำลังวิ่งเข้าใกล้เส้นชัยทีละก้าว และเวกัสเอง... ก็เป็นหนึ่งในคนที่วิ่งอยู่บนเส้นทางเดียวกันกับเธอ ตกเย็น... แสงอาทิตย์สีส้มอ่อน เริ่มทอดผ่านช่องว่างของอาคารเรียน
(5ปีก่อน...)ภายในงานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัทเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือจากการจับฉลากของขวัญของพนักงานทั้งบริษัท ชายคนหนึ่งได้รับของขวัญเป็นกล่องคุกกี้หอมหวานกับตุ๊กตาหมีขนฟูตัวใหญ่เป็นรางวัล แนบมากับซองเงินโบนัสของปีนี้ ซึ่งเขาจะได้ใช้จ่ายสำหรับค่าเล่าเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้กับลูกสาว
เสียงส้นรองเท้ากระแทกกับพื้นไม้ของห้องใต้ดินภายในตึกวิศวกรรมเครื่องกลดังลั่น ท่ามกลางเสียงเงียบกริบที่ตึงเครียดกว่าสนามรบ สายตาทุกคู่จับจ้องร่างสูงที่เดินวนไปมาอยู่กลางห้อง พร้อมประกายความโกรธแค้นอันรุนแรง ที่ฉายชัดในดวงตาสีเข้มของเขา“แม่งเอ๊ย!!!” เวกัสสะบัดเสื้อช็อปออกจากร่าง ก่อนจะเหวี่ยงลงพื้นอ
ช่วงเช้าของวันใหม่...คณะวิศวกรรมศาสตร์ยังคงวุ่นวายเหมือนเคย เสียงฝีเท้านิสิตนักศึกษาดังกระทบพื้นกระเบื้องแผ่วเบา พร้อมเสียงหัวเราะและการทักทายสลับกันไปทว่าภายในโถงล็อกเกอร์ของคณะกลับมีบางอย่างผิดปกติออกไป ทุกคนเหมือนจะมีจุดโฟกัสเดียวกันทั้งคณะ ตรงล็อกเกอร์หมายเลข 21 ซึ่งเป็นล็อกเกอร์ของประธานสภานั
“อะ…อื้มมม…เวกัส…”เสียงครางหวานหูปนแหบพร่าดังสะท้อนในความมืดเป็นระลอก สลับกับเสียงลมหายใจหอบกระชั้น เหมือนสายฝนที่กำลังซัดกระหน่ำลงมาไม่หยุดในตอนนี้ในขณะที่ร่างกำยำของชายหนุ่มก็กำลังกระแทกความแข็งแกร่งอย่างหนักหน่วงใส่ร่างบาง ที่นอนอ่อนแรงอยู่ใต้ร่างของเขาอย่างไม่อาจหยุดยั้ง“อาส์...ฮึ่ม...” ชายหน







