Se connecter" อย่ามายุ่งกับคนของกู " " เธอคิดว่าฉันยอมทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อเธอ ? " " นั้นซิ ฉันคงสำคัญตัวเองผิดไป "
Voir plus- มหาลัย -
“ สำหรับวันนี้ก็มีเท่านี้ อย่าลืมงานที่อาจารย์สั่งกันละ ”“ ครับ / ค่ะ ”
“ งั้นก็เลิกคลาสจ้ะ ”
“ โอ้ยย งาน งาน งานอีกแล้ว จะเป็นลม ” หลังจากอาจารย์เดินออกไปได้ไม่นานคนข้างๆก็หันหน้ามาโอดครวญกับฉันทันที
“ ยิ้ม ยิ้มอะไร อิผัก งานจะทับตายอยู่ละ ” ก็จะไม่ให้ยิ้มได้ไง ก็มันน่าตลกนี่หนา
“ ก็ขำแกไง บ่นอยู่ได้ ” ไม่ว่าจะคลาสไหนน้ำหวานก็บ่นตลอด
“ จะไม่ให้บ่นได้ไง งานเก่าฉันยังทำไม่เสร็จงานใหม่ก็เข้ามาแล้ว ” จริงๆช่วงนี้งานก็เยอะมากนั้นแหละ ก็แหง่ละตอนนี้ พวกเราอยู่ปี 4 กันแล้วงานก็ต้องเยอะเป็นธรรมดา
“ ว่าแต่แกเหอะ ทำเสร็จหมดยัง ” ฉันก็ส่ายหน้าแทนคำตอบกลับไป งานฉันก็ยังไม่เสร็จหรอกแต่ก็เกือบแล้ว
“ ถ้าฉันเป็นแกนะผักขม ฉันต้องตายแน่ ๆ ”
“ แกอึดชะมัด แบ่งเวลายังไงว่ะ เรียนก็ต้องเรียน งานก็ต้องทำ ” พูดถึงงาน วันนี้เวรฉันนี่หน่า
“ ฉันไปก่อนนะแก ”
“ เออๆ กลับดีๆ ” น้ำหวานก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรมากเพราะเข้าใจว่าทำไมฉันถึงกลับก่อน
ฉันยังไม่ได้แนะนำตัวเลยใช่ไหม ฉันชื่อ ผักขม ใช่ ผักขม นั้นแหละค่ะชื่อฉันแปลกดีไหมละ ฉันคิดว่ามันแปลกนะ ตอนนี้ฉันเรียนอยู่คณะอักษรศาสตร์ ที่มหาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง แต่ที่มาเรียนที่นี้ได้ก็เพราะได้รับทุน ส่วนค่าใช้จ่ายต่างๆฉันก็ทำงานส่งตัวเอง ฉันออกมาอยู่คนเดียวตั้งแต่อยู่ ม.4 แล้ว ตั้งแต่แม่ฉันเสีย บ้านที่เคยเป็นบ้านมันก็ไม่ใช่อีกต่อไป ฉันเลยตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียว แต่ชั่งเรื่องนั้นมันเถอะ
ตุบ !
“ อ๊ะ ! ” เพราะมัวแต่คิดอะไรเพลินๆเลยทำให้ฉันเดินชนกับใครเข้าก็ไม่รู้ ฉันยกมือขึ้นมาลูบหน้าผากตัวเองเบาๆ เจ็บชะมัดชนโดนตรงไหนเนี่ย“ จิ๊ ” แต่เสียงต่อมาทำให้ฉันเลิกสนใจความเจ็บของตัวเอง แล้วรีบพูดออกไปทันที
“ ขะ ขอโทษนะ เจ็บตรงไหนรึเปล่า ” ฉันพูดออกไปแล้วมองสำรวจตามเนื้อตัวของคนตรงหน้า ก่อนจะไปหยุดตรงใบหน้าที่ดูจะเหวี่ยงๆของเขา จมูกที่เป็นสันรับกับรูปหน้าของเขา ไหนจะผมสีดำที่เป็นสีเดียวกับดวงตานั้นอีก มันยิ่งทำให้ผิวของเขาที่ขาวอยู่แล้วดูขาวขึ้นไปอีก
“ มองไรหนักหนาวะ ” เป็นอีกครั้งที่ฉันได้สติจากคำพูดของคนตรงหน้า แต่น้ำเสียงเขาดูติดจะรำคาญฉันซะมากกว่า
“ เอ่อ...ขอโทษอีกครั้งนะ ” เขาน่าจะไม่เจ็บตรงไหนหรอก เพราะเขาตัวใหญ่กว่าฉันตั้งเยอะ ขนาดฉันเดินชนเขาฉันยังกระเด็นเลย
“ น่ารำคาญ หลบดิ๊ ” น่ารำคาญ ? เขาเป็นคนที่พูดจาแบบนี้กับคนที่ขอโทษรึไงกันนะ
“ ..... ” ฉันยังไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเขาก็เดินผ่านฉันไปเลย ผู้ชายคนนี้นิสัยชั่งขัดกับหน้าตาจริงๆ แต่มองดูดีๆเค้าก็ดูน่ากลัวอยู่นะ
“ หื้ม ? ” ฉันเลิกสนใจเรื่องของผู้ชายคนนั้น แล้วตั้งท่าจะเดินไปหน้ามหาลัย แต่ตาเจ้ากรรมก็เหลือบไปเห็นว่ามีอะไรตกอยู่
“ เกียร์หรอ ” น่าจะใช่ละมั้ง ผู้ชายคนนั้นเรียนวิศวะหรอ ดูเท่ขึ้นมาอีกขั้นเลยแหะ แต่ผู้ชายแบบนั้นก็คงจะดูดีแค่ภายนอก ฉันยอมรับเลยนะว่าเขาดูดีเอามากๆเลย แต่ฉันไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยดีกว่า ส่วนเกียร์นี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะใช่ของเขาจริงๆไหม อาจจะเป็นของคนอื่นทำตกไว้ก่อนหน้านี้ก็ได้
“ ไว้ค่อยไปตามหาเจ้าของแล้วกัน ” ถ้าฉันยังมัวแต่ยืนอยู่ตรงนี้คงจะได้ไปทำงานสายแน่ ๆ
..
.
‘ แน่น’ พูดได้คำเดียวเลย แต่มันก็คงไม่แปลกหรอกตอนนี้ก็เป็นเวลาเลิกเรียน และเลิกงานรถเมล์ที่ค่าโดยสารไม่แพงใครๆเค้าก็ขึ้นกัน ฉันค่อยๆกระเถิบไปทีละนิดเพื่อหาที่ว่าง ให้ตัวเองได้มีที่ยืน ถ้าไม่ไปคันนี้ก็คงไปทำงานไม่ทัน ทางเลือกฉันมีไม่เยอะ อะไรที่ทนได้ก็ต้องทนไปก่อน อย่างเช่นตอนนี้ที่ต้องมายืนอยู่กลางกลุ่มนักศึกษาต่างมหาลัยที่ดูน่ากลัวพอๆกับผู้ชายคนที่ฉันเจอก่อนหน้านี้แต่ตอนนี้คงน่ากลัวกว่า
เอี๊ยดดด !!!
กริ้ง !!!
อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการขับรถเมล์มันเป็นแบบนี้จริงๆ เบรกกระทันหันจนฉันหน้าเกือบทิ่มดีนะที่เกาะราวจับได้ทัน ไม่งั้นคงลงไปกองกับพื้นแล้ว ละแล้วนั้นมันใช่เกียร์ที่ฉันเก็บได้รึเปล่านะ ที่อยู่ในมือของหนึ่งในนักศึกษากลุ่มนั้น
“ เอ่อ... เราขอคืนนะ ” เมื่อคิดว่าใช่แล้วจริงๆ ฉันเลยทำใจดีสู้เสือยื่นมือไปขอมันคืนมา ถึงมันจะไม่ใช่ของฉันจริงๆแต่ฉัน ก็ควรจะมีความรับผิดชอบโดยการเอาไปแจ้งคณะเพื่อตามหาเจ้าของต่อไป เพราะเท่าที่รู้มาเกียร์มันสำคัญกับเด็กวิศวะมาก
“ ของเธอ ? ” ผู้ชายคนนั้นถามย้ำฉันมา
“ อืม ของฉันเอง ขอบคุณนะ ” ฉันก็ได้แต่ตอบไปอย่างกล้าๆกลัวๆแล้วยื่นมือไปหยิบเกียร์ในมือของผู้ชายคนนั้นแล้วรีบเดินไปตรงประตูทันที ดีหน่อยที่ป้ายหน้ามันถึงที่หมายของฉันพอดี
.
.
.
ทำไมนักศึกษากลุ่มนั้นถึงมองฉันแปลกๆ ตั้งแต่หยิบเกียร์นั้นขึ้นมาแล้วขนาดตอนนั้นที่ฉันลงมาจากรถเมล์แล้วนักศึกษากลุ่มนั้นก็ยังมองจนรถผ่านหน้าฉันไป
“ ผักขมจ้ะ ช่วยเอาไปเสิร์ฟโต๊ะ 5 หน่อยนะ ” ฉันหลุดออกจากภวังค์ที่กำลังใช้ความคิดหันมาสนใจกับขนมตรงหน้าที่พี่แก้มยื่นมาให้ ฉันทำงานที่ร้านคาเฟ่แห่งหนึ่ง ที่นี้จะเปิดตั้งแต่หนึ่งทุ่มจนถึงตีสองและเปิดทุกวัน แต่พนักงานจะวนกันมาทำ ในหนึ่งวันก็จะมีพนักงานประมาณ 4-5 คน คาเฟ่ที่นี้จะกึ่งๆบาร์หน่อยจะมีดนตรีสดให้ฟัง มีอาหาร ค็อกเทล และเครื่องดื่มอีก บลาๆ งานมันก็ไม่ถึงกับหนักมากก็คงแล้วแต่วัน วันไหนคนเยอะก็จะหนักหน่อย วันไหนคนน้อยก็จะสบาย แต่ส่วนใหญ่ที่นี้ไม่มีคำว่าคนน้อยนะคะ อาจจะเป็นเพราะอยู่ไม่ไกลจากมหาลัยมากนัก เลยมักจะมีนักศึกษามากันเยอะอยู่เหมือนกัน การตกแต่งที่นี้ก็สวยมากๆ อาหาร เครื่องดื่ม ก็ดีด้วยเช่นกัน พนักงานที่นี้เขาก็คัดหน้าตากันนะคะ ฉันก็ไม่ได้หน้าตาดีอะไรหรอกอย่าพึ่งเข้าใจผิดกัน แต่เพราะฉันน่าสงสารมั้งพี่แก้มที่เป็นเจ้าของร้านเลยให้เข้ามาทำงาน
“ วันนี้เหนื่อยหน่อยนะ คนเยอะเลย ” เสียงต้าร์ ต้าร์ก็เป็นพนักงานที่นี้เหมือนกันหมอนี้นะ เรียกลูกค้าดีมากๆเลยละ
“ อืม ” ฉันก็ตอบกลับไปสั้นๆ
“ เวรเธอทีไร คนเยอะทุกที ” เสียงต้าร์บ่นออกมาเบาๆ
“ ฉันก็คิดงั้น แต่เป็นเพราะนายมากกว่ามั้ง ” ก็อย่างที่บอกนั้นแหละ หมอนี้อ่ะตัวเรียกลูกค้า
“ มันก็ต้องเป็นงั้นอยู่แล้ว ฉันหล่อขนาดนี้ ” ต้าร์หล่ออันนี้ไม่เถียงค่ะ แต่ก็หลงตัวเองมากเหมือนกัน
“ ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไงว่ะ ”ฉันได้แต่ส่ายหน้าให้กับความหลงตัวเองของต้าร์
“ ไปทำหน้าที่ของนายได้แล้ว ไม่งั้นฉันจะฟ้องพี่แก้ม ”
“ ชิ๊ ขู่เก่งจริงๆ ”
.
.
.
เฮ้ออออ ฉันนอนถอนหายใจอยู่บนเตียงหลังจากกลับมาจากที่คาเฟ่ วันนี้คนเยอะมากจริงๆ สูบพลังงานฉันออกไปเยอะเลย ฉันหลับตาลงสักพักแล้วก็เหมือนจะนึกอะไรออกเลยลุกออกไปจากเตียง
“ มันใช่ของนายรึเปล่านะ ” เอาเป็นว่าเรื่องนี้ค่อยหาวิธีตามหาเจ้าของแล้วกัน แต่เกียร์นี้ดูแตกต่างจากเกียร์ทั่วๆไป มันดูแปลกตาไม่ใช่ว่าฉันจะเห็นเกียร์วิศวะบ่อยๆหรอกนะ แต่เกียร์อันนี้มันดูสะดุดตาและแปลกตามากจริงๆ
“ เฮ้อออ ” พอมองเกียร์แล้วสายตาแปลกๆของนักศึกษากลุ่มนั้นที่มองฉันก็ลอยมาอีกแล้ว นี่ทำไมฉันต้องมานั่งคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องเกียร์แค่เส้นเดียวด้วยนะ หวังว่ามันคงไม่มีอะไรหรอกเนอะ
“ อดทนหน่อยนะผักขม ” มันมักจะเป็นคำพูดที่ฉันบอกตัวเองทุกครั้งเวลารู้สึกเหนื่อย
“ พรุ่งนี้ทุกอย่างจะดีขึ้น ” ใช่ ! วันนี้อาจจะเหนื่อยหน่อยแต่พรุ่งนี้มันจะดีขึ้น
สามวันต่อมา" เดี๋ยวนี้กลับบ้านเร็วทุกวันนะมึง " ตอนนี้ผมกำลังเก็บของเตรียมจะไปรับผักขม วันนี้เราเลิกเรียนพร้อมกัน" เรื่องของกู " ผมเงยหน้ามองไอสงแล้วก้มเก็บของต่อ" ไอสัส ได้หญิงแล้วลืมเพื่อน " แต่ก็ไม่วายที่ไอสงมันจะว่าผม แต่แล้วไงมันเรื่องจริง" เป็นมึงจะเลือกเพื่อนหรือเลือกหญิง " เก้าทัพที่นั่งข้างๆหันไปถามสงคราม" ไม่น่าถาม อย่างกูก็ต้องเลือก.... " ไอสงหยุดพูดแล้วทำหน้าเจ้าเลห์ใส่พวกผม" หญิงดิว้ะ ถามอะไรไม่คิด "" ไอสัส " คำตอบของไอสงครามไม่ได้ผิดไปจากที่ผมคิดเท่าไหร่ แต่ก็อดด่ามันไม่ได้จริงๆ แต่เชื่อผมเถอะครับถ้าถึงเวลานั้นจริงๆมันก็ต้องเลือกเพื่อนอยู่แล้ว" พวกมึงจะตามกูมาทำไมเนี่ย " ผมไม่เข้าใจจริงๆแทนที่จะแยกย้ายกันกลับแต่พวกมันเสือกเดินตามผมมาที่คณะอักษร แม้แต่ไอออกศึกก็มาด้วย เอากับพวกมันเหอะ" อยากมาดูสาวอักษร " เรื่องผู้หญิงนี้ยกให้มันจริงๆ ไอสงคราม" กูแค่เดินมาเรื่อย ๆ " อยากจะให้ไอเก้ามันสาบานจริงๆว่ามันแค่เดินมาเรื่อย ๆ ไม่ได้ตามผมมา แต่คิดไปคิดมาก็อย่าเลยเดี๋ยวแม่งตายฟรี" แล้วมึงอ่ะ " ผมหันไปถามไอออกศึกที่เดินตามมาเงียบๆ" กูตามไอเก้ามา " โอ้โห้ แม่งมากันเป็นทีมว้
@ คอนโด" นายเข้ามาทำไมอ่ะ " ฉันกำลังวุ่นกับการทำอาหารอยู่ในครัวแต่เห็นบัลลังก์เดินเข้ามาเลยอดที่จะถามออกไปไม่ได้ ปกติเวลาฉันทำอาหารก็ไม่เห็นว่าเค้าจะเข้ามา" มาช่วยเธอไง ? " บัลลังก์พูดจบก็เดินเข้ามาแล้วก็มองๆของที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์" นายเนี่ยนะจะมาช่วย ?เคยเข้าครัวก่อนรึเปล่าเหอะ " ถึงคำถามฉันจะดูดูถูกเค้าไปหน่อยก็เถอะ แต่มันก็จริงนิ ตั้งแต่ฉันมาอยู่ที่นี้ฉันยังไม่เคยเห็นบัลลังก์จะเข้าครัวมาทำอาหารอะไรเลย" แล้วนี้ไม่เข้าตรงไหน " บัลลังก์ยกคิ้วแบบกวนๆมาให้ฉัน ไม่ใช่แค่หน้าเค้านะที่กวนคำพูดก็กวนอวัยวะเบื้องล่างที่สุด" เหอะ ฉันเสียเวลามาเยอะแล้ว นายช่วยออกไปนั่งรอแบบที่เคยทำเถอะ เชิญ " ฉันผายมือเพื่อเป็นการย้ำว่าให้เค้ารีบๆออกไป ฉันจะได้ทำอาหารต่อ เพราะตอนนี้ฉันเริ่มหิวแล้ว เอาเวลาที่ยืนเถียงกับเค้ามาทำอาหารตอนนี้ฉันคงทำอะไรได้หลายอย่างแล้ว" คนเรามันก็ควรได้รับโอกาสเพื่อพิสูจน์ตัวเอง " แล้วบัลลังก์ก็เดินตรงไปที่ถ้วยผักที่ฉันหั่นเตรียมไว้แล้ว นี่เค้าไม่ฟังที่ฉันพูดเลยใช่ไหม" จะมาช่วยหรือมาเป็นภาระมากกว่าเดิมนะ " ฉันพูดกับตัวเองเบาๆ เพราะยังไงก็คงไล่คนอย่างบัลลังก์ออกไปไม่ได้อยู่
- ตอนเย็น -“ บัลลังก์... ” ตอนนี้ฉันกับบัลลังก์อยู่ในรถกำลังจะกลับคอนโด แต่มันมีเรื่องที่ค้างคาใจฉันตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้ว แต่ฉันก็ลังเลที่จะถามบัลลังก์เหมือนกัน เอาไงดี ฉันควรจะถามดีไหมนะ“ มีอะไรก็พูด ”“ แสนรู้ ” บัลลังก์เค้าแสนรู้จริงๆนะ ไม่ว่าฉันมีอะไร บัลลังก์เค้าก็จะมองออกทุกอย่าง ทุกอย่างจนฉันหมั่นไส้“ ..... ”“ ฉันชม ไม่เห็นต้องมองแบบนั้นเลย ” มองเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อกันไปได้ ถึงคำชมของฉันจะออกแนวว่าเค้าเป็นน้องหมาก็เถอะ“ คือ...ออกศึกกับน้องมิลินเค้ามีปัญหาอะไรกันรึเปล่า ” จากที่ฉันสังเกตมาเหมือนสองคนนั้นจะมีปัญหาอะไรกันเลย และทุกครั้งก็เหมือนจะมีแค่มิลินที่รู้สึก ฉันหมายถึงเสียใจอ่ะเหมือนจะมีแค่น้องที่เสียใจ“ จะพูดว่ามีปัญหากันก็คงจะไม่ใช่ซะทีเดียว ” หมายถึงไม่ได้มีปัญหากันหรอ“ ช่วยอธิบายให้เข้าใจได้ไหม ”“ มีอะไรมาแลก ” บัลลังก์หันมามองหน้าฉันแล้วกระตุกยิ้มเบาๆก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับท้องถนนอีกครั้ง“ ไม่อยากตอบ พูดตรงๆมันจะตายรึไง ” การตอบคำถามแบบนั้นของบัลลังก์ หมายถึงเค้าไม่อยากตอบ ถ้าคำถามนี้ไม่ตอบ งั้นฉันถามใหม่ก็ได้“ ออกศึกรักมิลินไหม ” เพราะสิ่งที่ฉันเห็นมัน
- มหาลัย -“ ขอบคุณที่มาส่ง ” ฉันเอ่ยขอบคุณบัลลังก์ทันทีที่รถมาจอดยังหน้าคณะของตัวเอง“ ..... ” เมื่อเห็นบัลลังก์เค้าไม่ได้ตอบอะไรกลับมาฉันลยเช็คของของตัวเองก่อนลงจากรถอีกครั้งเพื่อความมั่นใจก่อนจะเปิดประตูลงจากรถหมับแต่บัลลังก์ก็คว้าข้อมือฉันไว้ก่อน ฉันเลยหันไปมองบัลลังก์ว่ามีอะไรรึเปล่าแต่เค้าก็มองหน้าฉันนิ่งอยู่สักพักก่อนจะพูดออกมา พูดออกมาเลยดอกพิกุลมันจะร่วงรึไงนะ“ เที่ยงนี้จะมากินข้าวที่คณะฉันไหม ”“ วันนี้เหรอ.... ” สมองฉันกำลังประมวลผลอยู่ว่าวันนี้ฉันกับบัลลังก์พักตรงกันรึเปล่า ซึ่งวันนี้ฉันกับเค้าพักตรงกันถึงว่าทำไมบัลลังก์ถึงถาม เค้าจำตารางเรียนฉันได้ด้วยหรอ“ จะคิดนานทำไมว้ะ ” พอฉันยังไม่ให้คำตอบบัลลังก์ก็มาหงุดหงิดใส่ฉัน อะไรของเค้า“ แล้วนายจะมาหงุดหงิดใส่ฉันทำไมเนี่ย ”“ ก็เธอช้า แค่ตอบว่าจะไปหรือไม่ไปมันยากตรงไหน ” เค้าเป็นอะไรของเค้า“ นายก็หัดใจเย็นซะบ้างซิ ” เพราะเค้าชอบใจร้อนแบบนี้ไงถึงได้มีเรื่องอยู่บ่อยๆ“ สรุป ? ” บัลลังก์พ่นลมหายใจออกมาเบาๆเหมือนพยายามทำให้ตัวเองใจเย็นลงแล้ถามฉันอีกครั้ง“ อื้อ เดี๋ยวเลิกเรียนแล้วฉันไป ” คำตอบของฉันคงสร้างความพอใจให้บัลลังก์อ
“ จะไปไหน ” นี่คงเป็นประโยคแรกที่บัลลังก์พูดกับฉันหลังจากที่เราทะเลาะกันเมื่อคืน“ ไปทำงาน ”“ เวลานี้ ? ” บัลลังก์ก้มมองนาฬิกาข้อมือตัวเองแล้วถามฉันเสียงเรียบ“ อืม ” มันก็คงไม่แปลกหรอกที่บัลลังก์จะถาม เพราะตอนนี้มันบ่ายโมงตรงซึ่งเวลาปกติที่ฉันจะเดินทางไปทำงานคือช่วงห้าโมงเย็นเกือบๆหกโมง แต่วันนี้
สามวันต่อมานี่คงเป็นวันแรกที่ฉันจะได้เจอกับต้าร์หลังจากเกิดเหตุการณ์บ้าๆนั้น เอาจริงๆ ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันจะใช่ต้าร์ไหม แต่ในเมื่อวันนี้มาถึง ฉันก็จำเป็นต้องเลือกห่างจากต้าร์ ฉันคงเลิกยุ่งกับต้าร์ไปเลยคงไม่ได้ เพราะนั้นคงดูไร้เหตุผลเกินไป แบบนี้มันคงดีที่สุดสำหรับทุกคนแล้ว“ ผักขม ”“ ผักขม !!
- บัลลังก์ -“ มึงมั่นใจหรอว้ะ ว่าเป็นไอเวรนั้น ” ไอเก้าทัพถามผมที่นั่งอยู่ตรงข้ามมัน ตอนนี้ผมอยู่ห้องไอสงครามแล้วก็ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมอยู่ห้องสงครามแต่เป็นไอเก้าทัพพูดกับผมเพราะว่าผมโทรตามพวกมันมารวมกันที่นี้รวมถึงไอออกศึกด้วย“ ถ้าไม่ใช่ไอต้าร์กูก็นึกไม่ออกแล้วว่าใครที่ผักขมไว้ใจ ” ผักขมเป็นคนที่
“ อื้มมมม ~~ ” ฉันรู้สึกตัวเมื่อแสงอาทิตย์มันส่องมาโดนหน้า แต่ทันทีที่ร่างกายของฉันขยับ ฉันก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว พอลืมตาขึ้นมาดูก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ในรถซึ่งข้างๆฉันก็เป็นบัลลังก์และสภาพของเราสองคนมันค่อนข้างจะไม่เรียบร้อยเท่าไหร่“ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ” หลังจากตั้งสติได้ฉันก็ตั้งคำถามกับตัวเอง