FAZER LOGIN
มู่หรันเฟิงคิดว่านี่เป็นเรื่องไร้สาระที่สุดตั้งแต่ที่เธอเคยทำมา สายตามองไปทางเพื่อนรักทั้งสามคนที่เดินฝ่าแดดร้อน คนที่ดูจะกระตือรือร้นมากที่สุดก็คงไม่พ้นซูมี่ที่เป็นคนชักชวนพวกเธอมา
เจ้าแม่ไฉ่หงกำลังเป็นที่โด่งดังในโลกออนไลน์แม้แต่แม่ของเธอยังรู้จัก เมื่อรู้ว่าซูมี่ชวนเธอมาขอพร แม่ก็รีบดันหลังเธอออกจากบ้านทันทีโดยที่ยังไม่ได้กินข้าวเช้าด้วยซ้ำ
“ลูกควรออกไปข้างนอกบ้าง จะมัวแต่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านได้ยังไง แม่ได้ยินว่าเจ้าแม่ไฉ่หงศักดิ์สิทธิ์มาก ทำไมลูกไม่ลองขอพรเรื่องแฟนดูล่ะ” แม่ของเธอยังคงกังวลกับชีวิตคู่ของลูกสาวมากเกินไปทั้งที่เธอเพิ่งจะเรียนอยู่มหาวิทยาลัยและกำลังศึกษาในระดับปริญญาโท มู่หรันเฟิงได้แต่ส่ายหัวกับความเจ้ากี้เจ้าการของแม่ ทนเสียงรบเร้าไม่ไหวจึงตกปากรับคำหนิงซูมี่ไป
“นี่พวกแกเดินเร็ว ๆ หน่อย เดี๋ยวแดดออกก็บ่นร้อนกันอีก” หนิงซูมี่ร้องบอกเพื่อน ๆ ที่เดินหน้าหงิกหน้างอมาเพราะถูกเธอโทรปลุกให้ตื่นกันแต่เช้า
“เรื่องไร้สาระแบบนี้ไม่เห็นต้องชวนฉันมาเลย เสียเวลาอ่านหนังสือ” ถ้าไม่ใช่เพราะแม่ขอให้มาหรือมีมี่ชวนเธอไม่มีทางทำอะไรแบบนี้เด็ดขาด มู่หรันเฟิงยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา เป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้วที่พวกเธอเดินทางมาที่นี่ แสงแดดที่เริ่มแผดเผาทำให้ใบหน้าสวยชื้นไปด้วยเหงื่อ
“แกนั่นแหละที่ต้องควรมามูมากที่สุด ชีวิตนี้ยังไม่เคยโดนจิ้มเลยไม่ใช่เหรอ มาขอพรเถอะเผื่อจะได้มีวาสนาโดนเปิดซิงบ้าง” ยูทูบเบอร์สาวในชุดเกาะอกสีแดงและกระโปรงสีดำสั้นเพียงแค่คืบตะโกนออกมา ขณะทำสีหน้าสงสารเพื่อนรักที่ยังไม่ประสีประสากับเรื่องพวกนี้ พอหยิบยกขึ้นมาพูดทีไรก็จะทำท่าจะเป็นจะตายทุกที
“เดี๋ยวสิ เรื่องแบบนี้ก็ต้องเอาออกมาพูดกันในสถานที่แบบนี้ด้วยเหรอ” เด็กเรียนอย่างมู่หรันเฟิงถึงกับหน้าเหวอเมื่อได้ยินคำพูดที่ตรงไปตรงมาของเพื่อนสนิท ที่เธอยังซิงก็เพราะไม่มีผู้ชายคนไหนมาจีบต่างหาก
แม้ภาคปฏิบัติจะไม่เคยแต่ภาคทฤษฎีนี่แน่นปึ๊กเลยน่ะ ขอให้บอก ยัยคนพูดเองต่างหากทำตัวเป็นเซียนไม่เห็นว่ามันเคยประกาศว่าคบกับใครสักคน เห็นจะมีก็แต่แอบชอบเขาจนแชทหนักขวา ต้องกินแห้วเป็นพัก ๆ ไม่ใช่เหรอ?
“ที่จริงน่าจะมาตอนกลางคืนนะตอนกลางวันแบบนี้ไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ฉันยังไม่สร่างเมาเลย อีกอย่างมาตอนกลางวันแบบนี้แม่ดาราสาวจะไม่ต้องปลอมตัวอย่างหนักเลยหรือไง” ลู่ต้าเหนิงบ่นออด ๆ แอด ๆ แต่ก็เดินตามเพื่อนไปอย่างทุลักทุเล
“เอาน่านาน ๆ จะได้รวมตัวกันที เดี๋ยวขอพรเสร็จพวกเรามาถ่ายรูปด้วยกันก่อนกลับนะฉันจะเอาได้เอาไปลงในช่องทางโซเชียลส่วนตัวของฉัน พวกชาวเน็ตที่เอาแต่เม้าท์ว่าฉันบ้างาน บ้าเงิน จนไม่มีเพื่อนคบจะได้สงบปากสงบคำลงบ้าง” เสวี่ยเยว่ฮวาดาราสาวชื่อดังพูดพลางขยับแว่นกันแดดสีดำสนิทให้เข้าที่
หลังจากเดินทางมาถึงสถานที่ขอพรทุกคนก็ยืนพักจนหายเหนื่อยแล้วเริ่มสงบจิตสงบใจ มองรูปปั้นเจ้าแม่ตรงหน้าแล้วเริ่มอธิษฐานในสิ่งที่ปรารถนาทันที ผ่านไปครู่หนึ่งที่ทั้งสี่คนตั้งสมาธิอยู่ที่คำขออย่างสุดพลัง ท่านเป็นเจ้าแม่ที่โดดเด่นทางเรื่องความรักที่คนอยากมีคู่ต้องเข้าคิวมาเพื่อสักการะเลยทีเดียว
“คราวนี้แหละฉันจะต้องได้ผัวสักที” หนิงซูมี่เอ่ยอย่างลิงโลด เพื่อน ๆ ที่ได้ฟังต่างก็ส่ายหน้าเพราะเอือมระอาในเรื่องความบ้าผู้ชายของเพื่อนสาวคนนี้
“แต่ฉันไม่ได้มาขอผู้นะ ฉันมาขอเงิน เจ้าแม่จะให้หรือไม่ให้ไม่รู้แต่ขอไว้ก่อน” เสวี่ยเยว่ฮวาบอกกับหนิงซูมี่และเพื่อน ๆ อย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก เพราะที่เธอมาในวันนี้เพราะอยากเจอเพื่อนมากกว่า
“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วไหว้พระขอพรเสร็จแล้วพวกเราไปหาอะไรกินเป็นครั้งสุดท้ายกันเถอะ” ลู่ต้าเหนิงหันมาชวนเพื่อน ๆ ที่ยืนกันอยู่คนละทิศคนละทาง
“แกนี่พูดอะไรเป็นลางจริง ๆ เลยนะต้าเหนิง ครั้งสุดท้ายบ้าบออะไรกัน ถึงฉันจะเอาแต่ทำงานจนแทบไม่มีเวลาว่างแต่ก็ยังพยายามหาเวลามาหาพวกแกนะ”
“บ้าน่ะ ฉันหมายถึงมาที่นี่เป็นครั้งสุดท้ายต่างหาก เพราะถ้าท่านศักดิ์สิทธิ์จริงพวกเราก็ไม่ต้องกลับมาอีกไง” ลู่ต้าเหนิงเถียงข้าง ๆ คู ๆ
“เออนั่นสิต้าเหนิงอย่าพูดอะไรแบบนั้นสิ แกคงดื่มเหล้าจนสมองเลอะเลือนไปแล้วมั้ง ถ้ายังไม่เจอห้าหกฉันคนนี้จะยังไม่ยอมตายโดดเด็ดขาด”
“ฉันล่ะเชื่อแกเลยมีมี่ ที่สามารถพูดเรื่องนี้ออกมาได้หน้าตาเฉย” แต่พอลู่ต้าเหนิงพูดเรื่องของกินท้องของมู่หรันเฟิงก็ส่งเสียงร้อง มื้อเช้ายังไม่ทันได้เข้าปากก็โดนลากออกมาที่นี่ หวังว่าเจ้าแม่ไฉ่หงคงเห็นความลำบากของเธอแล้วช่วยประทานพรให้เธอด้วย
“ฉันก็พูดเล่นไปเรื่อยเปื่อยนั่นแหละ แกอย่าคิดมากเลยหรันเฟิง ว่าแต่มื้อเที่ยงนี้พวกเราจะกินอะไรกันดี”
“เอาเป็นอะไรง่าย ๆ ดีไหมฉันยังมีถ่ายแบบกับถ่ายละครอาทิตย์หน้า เดี๋ยวน้ำหนักขึ้นเวลาลดจะลำบาก” เสวี่ยเยว่ฮวาพูดพลางส่งยิ้มแหย ๆ ให้กับเพื่อน เพราะกลัวว่าเพื่อน ๆ จะบ่นว่าเรื่องมากแม้จะรู้ว่าทุกคนดูแลตัวเองดีอยู่แล้ว หน้าตาของแต่ละคนสามารถเป็นดาราได้อย่างสบายๆ เลย เพียงแค่พวกมันไม่ได้สนใจก็เท่านั้นเอง
หลังจากตกลงกันพักใหญ่สาว ๆ ก็ตัดสินใจเลือกฝากท้องไว้ที่ร้านหม้อไฟเจ้าประจำ รูปปั้นเจ้าแม่ไฉ่หงสว่างวาบชั่วขณะหนึ่งโดยไม่มีใครสังเกต ทั้งสี่สาวเดินออกไปยังร้านจุดหมายที่ค้นหาในโซเชียล เสียงพูดคุยเรื่องสัพเพเหระดังขึ้นก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้านไปทำธุระส่วนตัว
ไม่มีใครรู้ว่าพรที่พวกเธอขอนั้นกำลังทำงานอยู่เงียบ ๆ จนเวลาล่วงเลยผ่านไปเจ็ดวัน เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นทำเอามู่หรันเฟิงต้องรีบร้อนออกจากบ้านโดยที่ยังไม่ทันได้ลาแม่สักคำ
“ต้าเหนิงเอาสุรามาอีก” มู่หรันเฟิงเทสุราในไหแต่ไม่มีสุราไหลลงมาสักหยด เมื่อไม่ทันใจจึงเดินโซซัดโซเซไปที่ชั้นวางสุราเอง ในขณะที่เขย่งตัวจะเอื้อมมือไปคว้าสุราชั้นบนสุดร่างของมู่หรันเฟิงก็จวนเจียนจะล้มลง โชคดีที่มือคู่หนึ่งรับไว้ทันสายตาของนางเพ่งมองเห็นบุรุษผู้หนึ่งหน้าตาคุ้นเคยอยู่บ้าง ดวงตาของนางกะพริบถี่หลายรอบพิจารณาใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น“ฮูหยิน สามีของเจ้าจากไปเพียงไม่นานถึงกับลืมกันแล้วหรือ” สมองที่มึนงงของนางนิ่งไปชั่วขณะเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อนึกได้ถึงคำสั่งสามีมู่หรันเฟิงรีบยืนตัวตรงทั้งที่ร่างกายเอนเอียงไปมา ทำหน้าตาจริงจังใส่สามี “ข้าดื่มไปเพียงนิดเดียวยังไม่เมานะเจ้าคะ” โจวจื่อหยางแทบจะหลุดขำเมื่อได้ยินข้อแก้ตัวของภรรยา“กลิ่นสุราบนตัวเจ้าแรงเสียขนาดนี้ คงไม่ต่ำกว่าสิบไหแล้วกระมัง” มู่หรันเฟิงก้มดมกลิ่นของตัวเอง ย่นจมูกเมื่อไม่เห็นจะได้กลิ่นสุราอย่างที่เขาบอก“ข้าใช้ถุงหอมกลบกลิ่นสุราแล้วนี่นา” นางพึมพำเบา ๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าสามีได้ยินทุกคนที่นางพูด โจวจื่อหยางอยากจับภรรยาตัวน้อยมาตีกับความซนของนาง มู่หรันเฟิงมักจะเป็นอย่างนี้ทุกครั้งเขาถึงไม่อ
แต่เดิมจางเหมยหลินมีหน้าตาที่งดงามถึงได้มัดใจใต้เท้ามู่บิดาของมู่หรันเฟิงได้อยู่หมัด แม้ตอนนี้จะทำงานหนักจนผิวไม่เนียนนุ่มเหมือนก่อน ใบหน้าดูซูบตอบแต่ก็ยังเหลือเค้าโครงของความงดงามมากกว่าสาวชาวบ้านทั่วไปเมื่อได้ยินสหายพูดเช่นนั้น พวกมันก็หันมาให้ความสนใจสตรีตรงหน้าแทน “บุตรชายเจ้าติดเงินพวกข้าไว้แต่ไม่มีคืน ถ้าไม่อยากให้มันตายเจ้าก็จ่ายเงินแทนมันมา” ฝั่งอันธพาลแบมือออกมาเพื่อให้นางนำเงินขึ้นมาจ่ายจางเหมยหลินเป็นเพียงบ่าวตักของเสีย อีกทั้งยังถูกฮูหยินใหญ่ของจวนคอยกลั่นแกล้ง เงินแม้แต่อีแปะเดียวติดตัวนางก็ไม่มี ทั้งที่แต่ก่อนไม่ว่าต้องการอะไรนางก็มีกำลังซื้อได้ นั่นเป็นเพราะสินเดิมของมารดามู่หรันเฟิง“ข้าไม่มีเงิน” จางเหมยหลินที่ตกต่ำลงส่ายหน้าอย่างอดสู“หากเจ้าไม่มีเงิน ทำไมไม่ใช้ร่างกายของเจ้าทอดกายให้พวกข้าชื่นชมเพื่อแลกกับเงินเพียงเล็กน้อยสักหน่อยเล่า” จางเหมยหลินเพิ่งรู้ตัวว่าสายตาของพวกมันพุ่งตรงมาที่นาง จะให้นางใช้ร่างกายแลกกับชีวิตบุตรชายนางย่อมไม่ทำ จางเหมยหลินก็คือจางเหมยหลิน รักบุตรชายเพียงใดแต่นางย่อมรักชีวิตตัวเองมากกว่า ไม่เช่นนั้นคงไม่หนีไปเป็นอนุของคหบดีเพื่อหวังสบาย“
“เสร็จงานแล้วข้าจะรีบตามไป” โจวจื่อหยางหอมไปที่แก้มของฮูหยิน ใบหน้างามแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย สองมือดันแผงอกสามีให้ออกห่างเมื่อเขาทำท่าจะหอมไปที่แก้มอีกข้าง“พอแล้วเจ้าค่ะ” ห่างกันเพียงไม่กี่ชั่วยามก็รู้สึกเหมือนห่างกันไกลนับพันลี้ นับว่าเป็นเรื่องคุ้นตาของบ่าวไพร่ ใต้เท้ามู่ผู้นี้รักภรรยายิ่งกล้าปฏิเสธคุณหนูจวนขุนนางใหญ่ที่ยอมแต่งเข้ามาเป็นฮูหยินรอง โชคดีที่ฮ่องเต้เองเอ็นดูมู่หรันเฟิงไม่น้อยจึงไม่มีใครกล้าใช้อำนาจบีบบังคับได้ นับว่ามู่หรันเฟิงได้เกาะขาทองคำขาใหญ่หลังจากแต่งงานไม่ว่าโจวจื่อหยางจะไปทำงานไกลแค่ไหนมู่หรันเฟิงก็จะตามเขาไปด้วยทุกที่ แถมบางครั้งยังช่วยสอนชาวบ้านแถบนั้นในการปลูกเพาะพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้น ๆ ด้วย“การประชุมขุนนางเสร็จเมื่อไร ข้าจะรีบตามไปทันที” โจวจื่อหยางจับจูงมือภรรยาขึ้นรถม้าเพื่อไปส่งยังร้านสุราของสหายมู่หรันเฟิง“แล้วข้าจะรอนะเจ้าคะ” ภายในรถม้าบุผ้านวมอย่างดี มีน้ำชากับขนมเตรียมไว้ให้ฮูหยินเสมอ เมื่อขึ้นมานั่งบนรถม้าโจวจื่อหยางก็กอดเอวภรรยาเข้ามาแนบชิดเห็นวันนี้ภรรยาแต่งกายงดงามเป็นพิเศษ เขาก็รู้สึกไม่อยากไปทำงาน อยากที่จะอยู่กับนางทั้งวัน
“พวกข้าพยายามหามาคืนแล้ว แต่ได้มาเพียงเท่านี้” อารองเอ่ย“แล้วเอาเงินที่ใดไปไถ่ออกมาเจ้าคะ” มู่หรันเฟิงถามเพราะกลัวทุกคนจะลำบากแต่มู่เฉินเฟิงกลับยิ้ม “ข้าบอกเรื่องหนึ่งหมื่นตำลึงทองกับทุกคนแล้ว นี่ก็เงินส่วนหนึ่งที่เจ้าแบ่งให้ ขนาดใช้ไปเยอะถึงเพียงนั้นยังไม่หมดเลย ส่วนเรื่องท่านย่า” มู่เฉินเฟิงไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยดีหรือไม่ จึงหันไปหาบิดา“ถึงอย่างไรก็ยังเป็นมารดา ข้ากับอาสามของเจ้าเลยคิดว่าจะส่งเงินช่วยเหลือเล็กน้อยในแต่ละเดือน”มู่หรันเฟิงพยักหน้า “ให้เขาทำไร่หากินกันเองด้วยสิเจ้าคะ ที่ดินตรงนั้นมีที่ให้เพาะปลูกได้ พวกเขาจะได้ช่วยเหลือตัวเองได้”อารองพยักหน้า “นั่นเป็นความคิดที่ดี”ในที่สุดเมื่อวันมงคลมาถึงมู่หรันเฟิงก็ขึ้นเกี้ยวไปยังบ้านเจ้าบ่าว ชาวเมืองต่างมาร่วมแสดงความยินดีเพราะเป็นสมรสพระราชทาน และการกวาดล้างขุนนางทุจริตก่อนหน้าทำให้โจวจื่อหยางขึ้นเป็นเหมินเซี่ยเสิ่งเสนาบดีฝ่ายตรวจสอบ กลายเป็นขุนนางขั้นสอง แถมยังประทานจวนและที่ดินรวมถึงทรัพย์สินต่าง ๆ เพื่อประกาศคุณงามความดีงานพิธีวันนี้จึงมีตระกูลขุนนางชั้นสูงเข้าร่วมมากมาย แต่โจวจื่อหยางก็อยู่ต้อนรับเพียงไม่นาน ทิ้งให้สหายอย่า
มู่หย่งเซินและมู่เจี้ยนหาวถูกจับด้วยข้อหาเดียวกันคือติดสินบน เพียงแต่บิดาติดสินบนเรื่องตำแหน่งขุนนาง ผิดร้ายแรงจึงถูกเนรเทศ ส่วนบุตรชายนั้นติดสินบนเรื่องผลสอบจากนี้สืบไปจะไม่สามารถเข้าสอบและรับราชการเป็นขุนนางได้อีก“ฮูหยินจางท่านเองเล่ามีใบบันทึกสินเดิมหรือไม่” จางเหมยหลินส่ายหน้า ความวุ่นวายทุกอย่างที่โถมเข้ามามันรุนแรงราวกับพายุ นางไม่อยากจะฝืนอีกแล้ว “ข้าไม่มีสินเดิมเหลือแล้วเจ้าคะ”“เช่นนั้นเจ้าก็ไปได้แต่ตัว จวนแห่งนี้จะถูกยึดเช่นเดียวกับทรัพย์สินอื่นที่เหลือ”ฮูหยินเฒ่าที่คิดหนีเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่บุตรชายบอกให้ไปหาน้องชายที่เมืองผิงอัน ก็โวยวายขึ้นมาเมื่อแม้แต่รถม้าก็ถูกยึด “หากยึดเช่นนี้แล้วข้าจะกลับผิงอันได้อย่างไร” มู่หรันเฟิงที่เพิ่งมาถึงก็เหนื่อยใจกับภาพที่เห็นนางรู้ว่าฮูหยินเฒ่าหากไปที่ผิงอันจะต้องสร้างความวุ่นวายให้ที่นั่นเป็นแน่ จึงแสดงออกถึงความกตัญญูครั้งสุดท้าย เพื่อจะเป็นกุศลให้กับแม่นางมู่เจ้าของร่างนี้“อีกไม่นานข้าก็จะแต่งออกไปแล้ว โฉนดนี้แม่ข้าตั้งใจจะเอาไว้ให้สาวใช้ของนาง เป็นที่ดินนอกกำแพงเมืองไปเล็กน้อย หากท่านย่าไม่รังเกียจ ก็พาฮูหยินกับหลาน ๆ คนอื่นไป
เถ้าแก่เนี้ยเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ฟังคำถาม นางเพียงยกจอกสุราขึ้น “ถ้าเจ้าชนะข้าได้ แล้วข้าจะบอก” เห็นอีกฝ่ายคอแข็งเช่นนี้มู่หรันเฟิงก็ยิ่งเอะใจในขณะที่กำลังยกไหสุราเถ้าแก่เนี้ยเองก็ยื่นมือออกมาเช่นกัน ทำให้มือของอีกฝ่ายแตะโดนที่ท่อนแขนเรียวของมู่หรันเฟิง สีหน้าของเถ้าแก่เนี้ยนิ่งไปสักพักก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นตกใจปนดีใจหันมาจ้องนางไม่วางตาคิ้วของมู่หรันเฟิงขมวด “หน้าข้ามีอะไรติดหรือ”“เป็นแกใช่ไหมหรันเฟิง นี่แกตายแล้วก็มาที่นี่เหมือนกันเหรอ” “ต้าเหนิงเป็นแกจริง ๆ ด้วย ฉันนึกว่าแกจะยังมีชีวิตอยู่ที่ดีในโลกนั่นซะอีก ก่อนหน้านี้เพิ่งจะเจอมีมี่ไปเอง” เมื่อพูดออกไปเช่นนั้นต้าเหนิงก็รีบถามกลับทันที“แกเจอมีมี่เหรอ ฉันเองก็เจอเยว่ฮวาเหมือนกัน” แบบนี้หมายความว่าพวกเธอทั้งสี่คนก็มากันครบเลยนะสิ มู่หรันเฟิงรับปากว่าจะส่งจดหมายไปบอกมีมี่ที่เมืองคุณหมิงว่าเพื่อน ๆ คนอื่นตอนนี้กำลังอยู่ในเมืองหลวง ให้เร่งเดินทางมาเจอหลังจากเทศกาลปล่อยโคมวันรุ่งขึ้นก็เกิดเหตุการณ์วุ่นวายทั่วทั้งเมืองหลวง เพราะมีพระราชโองการเกี่ยวกับพฤติกรรมของบรรดาขุนนางที่ฉ้อฉลและทุจริต บรรดาขุนนางกังฉินทั้งหลายถูกจับและถูกริบทร







