เข้าสู่ระบบวันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก จนกระทั่งมาถึงวันงานพิธีแต่งงานของคุณหนูทั้งสาม เพราะเป็นพิธีแต่งงานของพระโอรสทั้งสามของฝ่าบาทพร้อมกันถึงสามพระองค์ทำให้ภายในเมืองหลวงต่างถูกประดับไปด้วยผ้าแดงจนทั่วทั้งเมือง ขบวนเจ้าสาวค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากจวนไปทีละขบวนอย่างไม่รู้จักสิ้นสุดก่อนจะมาถึงขบวนสุดท้ายที่เป็นคู่ของเว่ยอ๋องกับคุณหนูสามตระกูลฟาง ฟางลี่อิน
เจ้าบ่าวที่นั่งอยู่บนหลังม้าท่าทางสูงสง่าใบหน้าหล่อเหลา หลายคนที่ยังไม่เคยได้พบหน้าเว่ยอ๋องตามเมื่อต้องตาครั้งแรกก็ทำเอาถึงกับเคลิบเคลิ้มจนอาจจะเก็บเอาไปนอนฝัน ส่วนฟางลี่อินที่พยายามจะมองดูใบหน้าของเจ้าบ่าวหลายครั้งหากแต่ผ้าคลุมหน้าผืนนี้กลับค่อนข้างหนาทำให้มองสิ่งใดแทบไม่เห็น ก่อนที่หญิงสาวจะได้แต่ถอนหายใจแต่ก็ยังคงคิดในแง่ดีว่าอย่างไรเสียคืนนี้ก็ย่อมได้เห็นอย่างแน่นอน
พิธีแต่งงานในครั้งนี้นับได้ว่าเป็นพิธีแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พิธีการแต่ละพิธีการดำเนินไปอย่างราบรื่นก่อนที่กูกูจะเป็นผู้นำเจ้าสาวเข้าไปนั่งรอยังภายในห้องหอโดยที่มีสาวใช้ข้างกายคอยปรนนิบัติ ตลอดทั้งวันฟางลี่อินยังไม่มีสิ่งใดตกถึงท้องเลยแม้แต่อย่างเดียว เพราะนางกลัวว่าหากกินเยอะนางอาจจะปวดท้องเอาได้ จึงทำได้เพียงจิบน้ำไปเล็กน้อยเท่านั้นและเมื่อมีโอกาสขณะที่นั่งรอเจ้าบ่าว ผูเถาสาวใช้คนสนิทหยิบขนมมงคลหลายชิ้นส่งให้กับนายสาว
"คุณหนูทานขนมก่อนเถิดเจ้าค่ะ วันนี้ท่านยังไม่ได้ทานสิ่งใดเลยนะเจ้าคะ"
"อื้ม ข้าหิวเหลือเกิน" ฟางลี่อินกล่าวออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย
"เช่นนั้นก็ทานให้มากหน่อยเถิดเจ้าค่ะ"
"อื้ม อันนั้นข้าอยากกินอันนั้น..." ฟานลี่อินเลิกผ้าคลุมหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนชี้ไปยังของที่ตนอยากจะกิน สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์เห็นดังนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ก่อนจะหยิบขนมมงคลยื่นใส่ปากของนายสาว ในขณะที่สองมือของนางทำหน้าที่จับผ้าคลุมหน้าเอาไว้ไม่ให้ปิดบังวิสัยทัศน์ในการมองเห็น และเมื่อกินไปหลายชิ้นแล้วสาวใช้จึงได้รินน้ำชามาให้แก้กระหาย หญิงสาวถอนหายใจออกมาหลังจากกินเสร็จราวกับว่ารู้สึกโล่งใจมากเพียงใด
"เฮ้อ! ค่อยยังชั่วหน่อย"
"อิ่มแล้วหรือเจ้าค่ะ" ผูเถาเอ่ยถามนายสาวของตน
"อืม อิ่มแล้ว ขอบใจเจ้ามาก"
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ คุณหนูท่านร้อนหรือไม่เจ้าค่ะให้บ่าวนำพัดมาพัดให้ดีหรือไม่"
"ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้าจะว่าพวกเราไม่รู้จักความเปล่าๆ"
"เจ้าค่ะ"
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันเสียงฝีเท้าของใครบางคนก็กำลังตรงมาที่นี่ พร้อมกับเสียงพูดคุยดูเหมือนว่าเจ้าบ่าวจะกำลังกลับมาที่ห้องนี้แล้ว ชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับสาวเท้าเข้ามาหาเจ้าสาวที่นั่งรออยู่บนเตียง ผูเถาที่เป็นสาวใช้ทำความเคารพชายหนุ่มก่อนจะก้าวเท้าออกจากห้องโดยที่ไม่ลืมปิดประตู หลังจากปิดประตูเสร็จก็หันมาพบกับองครักษ์ของเว่ยอ๋อง ผูเถายอบกายคารวะอีกฝ่ายอีกครั้งก่อนจะยืนห่างออกมาจากหน้าประตูห้องหอราวห้าก้าว
"เจ้าเป็นสาวใช้ของพระชายาหรือ"
"เจ้าค่ะ" ผูเถาหันไปเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงสุภาพแล้วหันกลับมายืนนิ่งทำหน้าที่ของตนต่อไป
"เจ้าชื่ออันใดงั้นหรือ"
"ข้าน้อย ผูเถาเจ้าค่ะ"
"ชื่อน่ารักเสียจริง" ผูเถาหันไปขมวดคิ้วกับอีกฝ่ายที่อยู่ ๆ เขาก็ชมว่าชื่อของนางน่ารัก ก่อนจะหันมาทำหน้านิ่งดังเดิม
"ข้ามีนามว่า ถังเสียน เป็นองครักษ์คนสนิทของท่านอ๋อง"
"เจ้าค่ะ" ถังเสียนมองว่าการพยายามผูกไมตรีกับสาวใช้ของพระชายานั้นจะยากยิ่งนัก หญิงสาวพูดน้อยทั้งยังเป็นประเภทถามคำตอบคำ แต่เอาเถิดคงจะเพราะว่ายังไม่คุ้นเคยกันเขายังมีเวลาทำความรู้จักนางอีกมาก คิดเช่นนั้นชายหนุ่มก็ยืนตรงหันหน้าไปทางเดียวกับหญิงสาวก่อนจะทำหน้าที่ของตนในการเฝ้าประตูห้องหอต่อไป
ภายในห้องหอ
ชายหนุ่มหยิบไม้รั้งผ้าคลุมหน้าของหญิงสาวขึ้น ฟางลี่อินที่เฝ้ารอที่จะได้เห็นหน้าสามีอยู่แล้วถึงกับตื่นเต้นเป็นอย่างมาก และเมื่อผ้าคลุมหน้าถูกเปิดออกนางก็พบกับบุรุษรูปงามที่สวมชุดมงคลสีแดงเช่นเดียวกับนาง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนผู้นี้แหละที่เป็นสามีของนาง ฟางลี่อินถึงกับยกยิ้มอย่างยินดีโดยไม่มีท่าทีเขินอายเช่นเดียวกับสตรีทั่วไปแม้แต่น้อย พร้อมทั้งยังคิดในใจว่าการแต่งงานคราวนี้นางไม่ขาดทุนแล้ว!
"ท่านอ๋อง"
"เจ้าหิวหรือไม่" ชายหนุ่มเ่ยถามหญิงสาวอย่างห่วงใย ที่เขารีบปลีกตัวออกมาก็เพราะเกรงว่าเจ้าสาวของเขานั้นจะเป็นลมในห้องหอเพราะรอเขาจนหิวตายไปเสียก่อน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดมากเกินไปมองดูจากรอยขนมที่มุมปากของนาง ดูท่านางคงจะกินเสียจนอิ่มแล้วมากกว่า
"ข้าไม่หิวเจ้าค่ะ"
"อ๋อ... เช่นนั้นหรือ ข้าก็นึกว่าเจ้ากินจนอิ่มแล้วเสียอีก" ชายหนุ่มกล่าวขึ้นเสียงเบาในประโยคท้ายในขณะที่หันหลังเดินกลับมายังโต๊ะอาหารพร้อมกับรินสุราใส่จอกทั้งสองแล้วเดินกลับมายื่นจอกสุราให้กับหญิงสาว
ฟางลี่อินรับมันมาก่อนจะยกขึ้นดื่มพร้อมๆกันกับเขา ก่อนจะยื่นจอกสุราคืนให้กับชายหนุ่ม จิ้นฝานนำจอกสุราทั้งสองจอกไปวางไว้ที่โต๊ะแล้วหันกลับมาเอ่ยกับเจ้าสาวของเขา
"เจ้าจะอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนหรือไม่"
"เอ่อ! ได้หรือเจ้าคะ" ฟางลี่อินเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักราวกับเด็กสาวใสซื่อ ซึ่งนางก็ใสซื่อจริงๆนี่นาเกิดมาพึ่งเคยแต่งงานเป็นครั้งแรกนางย่อมทำตัวไม่ถูก ทั้งสามีของนางก็หล่อเหลาชนิดกระชากจิตวิญญาณเช่นนั้น สตรีใดได้พบก็ต้องมือไม้สั่นเป็นธรรมดา
"ได้สิ ข้าจะช่วยเรียกสาวใช้ของเจ้าให้เข้ามาช่วยก็แล้วกัน ส่วนข้าจะออกไปสะสางธุระเล็กน้อยแล้วจึงค่อยกลับมา"
"เจ้าค่ะ" ฟางลี่อินที่เห็นชายหนุ่มเอ่ยเช่นนั้นก็ไม่ปฏิเสธ นางเห็นว่าเขายินยอมออกจากห้องไปก็คงเป็นเพราะว่าต้องการให้นางผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความสะดวกใจสินะ! สามีของนางช่างเป็นคนดียิ่งนัก
ผูเถาถูกเรียกให้เข้ามาปรนนิบัติหญิงสาวอีกครั้ง นางทำหน้าที่ช่วยนายสาวถอดเครื่องประดับและเครื่องแต่งกายอันหรูหราใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะแล้วเสร็จ ฟางลี่อินให้เวลาในอ่างน้ำเพียงไม่นานก็อาบน้ำเสร็จ นางนั่นอยู่หน้ากระจกในขณะที่สาวใช้กำลังสางผมของนางอยู่อย่างเบามือ
"ผูเถาเจ้าว่าท่านอ๋องหล่อเหลามากหรือไม่" ฟางลี่อินเปิดประเด็นขึ้น
"หล่อเหลามากเจ้าค่ะ คราวนี้คุณหนูของบ่าวไม่ขาดทุนแล้วเจ้าค่ะ"
"อื้ม! เจ้ากล่าวได้ดี ข้ามองว่าท่านอ๋องหล่อเหลามากจริงๆ" หล่อมากจนตับสั่นเลยทีเดียว ประโยคหลังฟางลี่อินทำได้เพียงแต่คิดในใจเท่านั้น
"แต่น่าเสียดาย..." ผูเถาอื่นขึ้นเพียงแต่นางยังเอ่ยไม่จบก็ดูเหมือนจะได้ยินฝีเท้าของใครคนหนึ่งตรงมาที่ห้องพอดี
"น่าเสียดายอันใดหรือ" ในขณะที่ฟางลี่อินยังอยากสนทนาต่อหากแต่ดูเหมือนในตอนนี้จะยังไม่ใช่เวลาอันสมควรนัก เพราะต่อจากนี้นางควรเข้าหอใช่หรือไม่! หือออ นางยังไม่พร้อมสักนิด คิดในใจเสร็จที่ขมับของนางก็มีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย ผูเถาที่เห็นว่าคนที่ก้าวเข้ามาคือท่านอ๋องนางจึงได้ถอยห่างออกจากห้องมา
"เจ้าอาบน้ำเสร็จแล้วหรือ"
"เจ้าค่ะ... เอ๊ะ! ท่านอาบน้ำแล้วอย่างนั้นหรือเจ้าคะ"
"อืม ข้ากลัวว่าเจ้าจะอึดอัดใจก็เลยแวะไปอาบที่เรือนของข้ามาน่ะ"
"เป็นเช่นนี้นี่เอง..." ฟางลี่อินที่เห็นอีกฝ่ายใส่ใจถึงเพียงนี้ก็ยิ่งรู้สึกประทับใจยิ่งนัก ซึ่งแท้จริงแล้วน่าจะเป็นเพราะใบหน้าของอีกฝ่ายกำลังล่อลวงใจนางอยู่ต่างหาก หญิงสาวมองดูชายหนุ่มด้วยสายตาเป็นประกายอย่างรู้สึกซาบซึ้งใจ
ในขณะที่จิ้นฝานได้แต่ยกยิ้มให้นางอย่างใจเย็นหากแต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหวาดกลัวภรรยาผู้นี้ไม่น้อย นางทำท่าทีว่าคลั่งไคล้เขาถึง เพียงนี้คงไม่ใช่ว่ากำลังคิดไม่ดีไม่ร้ายอยู่กับเขาหรอกนะ เขาได้แต่พยายามเก็บความรู้สึกไว้ในใจมิได้แสดงออกมาให้นางได้รับรู้ ว่าแท้จริงแล้วเขาแอบเห็นนิสัยที่แท้จริงของนางมาก่อนที่จะแต่งงานกันแล้ว ชายหนุ่มสาวเท้าเข้าไปนั่งข้างๆหญิงสาวบนเตียงพร้อมกับเอ่ยอย่างสุภาพ
"วันนี้เจ้าคงเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เช่นไรเจ้าก็พักผ่อนเถิด"
"เอ๋! แล้ว... เอ่อ เราไมต้อง เอ่อ เข้าหอกันหรือเจ้าคะ"
"หา! เอ่อ ไม่เป็นไรหากเจ้าไม่พร้อมข้าก็ไม่ฝืนใจเจ้า"
"ข้า... ข้าพร้อมเจ้าค่ะ" ฟางลี่อินหันมาเผชิญหน้ากับเขาคืนนี้เป็นคืนแต่งงาน ทั้งสามีของนางก็หล่อเหลาปานนั้นนางจะยอมปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเสียเปล่าได้อย่างไร ในเวลานี้ย่อมเป็นช่วงเวลาที่ดี ท่านย่ากล่าวว่านางจะต้องมัดใจสามีให้ได้ยามนั้นเมื่อเขาตกหลุมรักนางเขาก็จะไม่มีคนอื่นนากจากนาง ถึงตอนนั้นชีวิตในเรือนหลังของนางก็จะมีแต่ความสงบสุขไม่วุ่นวาย เพราะการแต่งงานครั้งนี้เป็นสมรสพระราชทานแต่งได้แต่ไม่อาจหย่าร้างได้ ฉะนั้นก็มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นชีวิตของนางจึงจะราบรื่นและสงบสุขดังคำสอนของท่านย่าของนางกล่าวไว้
"ตะ แต่ข้ารู้สึกไม่สะบายเล็กน้อย แค่กๆ" จิ้นฝานถึงกับแกล้งรับบทเป็นอ๋องขี้โรค
"ท่านไม่สบายงั้นหรือ ให้ข้าตามหมอหลวงดีหรือไม่เจ้าคะ"
"ไม่ต้อง! เป็นเพราะตอนที่อยู่ที่เขตการปกครองไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมทำให้โรคประจำตัวของข้ากำเริบอยู่บ่อยครั้งนัก"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ที่เขาลือกันว่าท่านมิได้ร่ำรวยเป็นความจริงหรือไม่เจ้าคะ ท่านจึงไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ยาสมุนไพรที่ใช้แพงมากหรือไม่ ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าท่านมีโรคประจำตัว เจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้ง เหตุใดท่านจึงไม่ขอพระราชทานยาจากฝ่าบาทเล่าเจ้าคะ" ฟางลี่อินเอ่ยอย่างยืดยาว แววตาของนางมีความเห็นใจชายหนุ่มเพิ่มขึ้นหลายส่วน
"ตามที่ร่ำลือกัน ข้าเป็นท่านอ๋องที่ยากจนที่สุดจริงๆ เจ้ารังเกียจข้าหรือไม่" ฟางลี่อินที่เห็นท่าทีซึมเศร้าของอีกฝ่ายก็ยิ่งนึกสงสาร ก่อนจะส่ายหน้าอยู่หลายครั้ง
"ไม่เลย ข้าไม่รังเกียจท่าน ท่านหล่อเหลาปานนี้ข้าจะรังเกียจท่านลงได้อย่างไร" ฟางลี่อินตอบเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง หากแต่มันทำให้จิ้นฝานรู้สึกแทบล้มทั้งยืนที่เห็นภรรยาคลั่งไคล้ในใบหน้าของเขาแม้กระทั่งมองข้ามสิ่งไม่ดีมากมายไปได้อย่างน่ายกย่อง
"ขอบใจเจ้ามาก ที่ไม่รังเกียจบุรุษขี้โรคเช่นข้า"
"เจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องกังวล ข้าภรรยาจะดูแลท่านเป็นอย่างดี จงวางใจได้เลย!" จิ้นฝานที่ได้ยินคำมั่นที่อีกฝ่ายให้กับเขา ชายหนุ่มถึงกับเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาวก่อนจะพบว่าดวงตาของนางเปล่งประกายจริงใจ ไม่เหมือนเสแสร้งแกล้งทำแม้แต่น้อยจึงได้แต่ถอนหายใจ หากแต่อันใดที่โกหกไปแล้วก็ย่อมต้องโกหกต่อไป แกล้งป่วยไปเช่นนี้ก็อาจจะดีกว่าก็เป็นได้
"แต่ข้าปรารถนาจะได้มันมาครอบครอง" สตรีผู้นั้นกล่าวอย่างต้องการเอาชนะ แท้จริงแล้วนางคือจางเหมยฮวา คุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีกรมคลังคนใหม่หญิงสาวเดินทางมาที่นี่ก็เพื่อต้องการแต่งเข้าจวนเว่ยอ๋อง แต่เพราะบิดาไม่เห็นด้วยจึงได้หลบหนีจากจวนมาพร้อมกับองครักษ์ นางได้ยินว่าพระชายาเว่ยอ๋องนั้นไม่งดงามเท่านางและเมื่อได้ยลโฉมของอีกฝ่ายจางเหมยฮวาก็คิดว่าข่าวลือนั้นช่างไม่น่าเชื่อถือแม้แต่น้อย เพราะฟางลี่อินไม่ใช่ว่าไม่งดงามเท่านางหากแต่เทียบนางไม่ได้แม้แต่กระผีกเดียวด้วยซ้ำ"ข้าตกลงซื้อเครื่องดนตรีชิ้นนี้แล้ว ทั้งคนขายก็ยังตกลงแล้วว่าจะขายมันให้กับข้าไม่ทราบว่าแม่นางท่านนี้ไม่รู้จักคำว่ามารยาทหรอกหรือจึงได้เสนอหน้าเข้ามาแย่งชิงสิ่งของของผู้อื่น" ฟางลี่อินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สตรีเช่นนี้ทั้งชีวิตของนางเจอมานักต่อนักดูท่านางคงไม่ได้ต้องการจะซื้อไวโอลินเครื่องนี้เพราะอยากจะได้จริงๆ เพียงแค่ต้องการอยากจะเอาชนะก็เท่านั้นเองวาจาตรงไปตรงมาของฟางลี่อินทำให้จางเหมยฮวารู้สึกโกรธจนควันออกหู เพราะถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจจึงทำให้นางมองไม่เห็นหัวผู้ใดทั้งสิ้น เป็นพระชายาเว่ยอ๋องแล้วอย่างไร ยามนี้ก็อายุมาก
เจ็ดปีผ่านไปซานตงกลายเป็นเขตพื้นที่ที่แสนอุดมสมบูรณ์ จากเมื่อก่อนที่แสนแห้งแล้งชาวเมืองยากแค้นหลังจากที่เว่ยอ๋องใช้เวลากว่าสิบปีที่นี่ก็กลายเป็นเขตพื้นที่ที่เจริญรุ่งเรืองไม่แพ้เมืองหลวง ผู้คนต่างเดินทางไปมาเพื่อทำมาค้าขาย ชาวเมืองอยู่ดีกินดี มีเนื้อให้กิน มีผักให้ปลูก ยามหน้าหนาวก็มีถ่านให้ใช้ ยามหน้าร้อนก็ยังมีน้ำแข็งให้ได้ลอง ทุกอย่างล้วนเกิดจากแรงกายที่มุ่งหวังที่จะให้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเว่ยอ๋องทั้งสิ้นนอกจากสินค้าทุกอย่างจะถูกตรวจสอบเพื่อกำหนดไม่ให้มีราคาที่แพงเกินไปแล้ว หากร้านค้าใดที่จำหน่ายสินค้าแพงเกินคุณภาพจะต้องถูกปรับและจะต้องถูกยึดใบอนุญาตค้าขายอีกด้วยท่าเรือก็มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายกับชาวโพ้นทะเลของแปลกตาหลายสิ่งหลายอย่างอย่างถูกนำมาจัดวางขาย หากสิ่งใดที่เป็นที่คุ้นตาในโลกก่อนก็มักจะถูกฟางลี่อินซื้อมาเก็บไว้ที่จวน ตัวอย่างเช่นเครื่องดนตรี ทำให้เว่ยอ๋องต้องสั่งช่างไม้ให้สร้างเรือนหลังใหม่ให้กับนางเพื่อเอาไว้ใช้เก็บข้าวของเหล่านี้โดยเฉพาะ"พระชายาเพคะ มีข่าวลือว่าวันนี้เรือของชาวโพ้นทะเลจะเทียบท่าเจ้าค่ะ" หลันซีเอ่ยรายงานให้นายหญิงของตนได้ทราบ"จริงหรื
"ท่านอย่ามาล้อข้าเล่นนะ! " หญิงสาวเริ่มจะมีโทสะจริงๆ เสียแล้ว เจียงสือที่เห็นท่าทีที่เข้าใจยากของสตรีตรงหน้าก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา เขาเกี้ยวนางมานานเกือบปีแล้วแต่ดูเหมือนนางจะไม่เคยรู้ตัวเลยสักนิด"เหตุใดข้าต้องล้อเล่น เอาละ ตาข้าถามเจ้าบ้าง เจ้ากำลังคิดที่จะแต่งงานเช่นนั้นหรือ? " หลี่เซียงมองหน้าชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจหากแต่ก็ตอบไปตามจริง"ถูกต้องแล้ว""เจ้าคิดจะแต่งกับผู้ใด" เจียงสือเอ่ยถามนางด้วยสีหน้าจริงจัง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีล้อเล่นหลี่เซียงจึงนั่งลงที่บนเก้าอี้ที่อยู่อีกฝั่งของโต๊ะน้ำชา"ผู้ใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรักข้าขอเพียงให้เกียรติข้าและยินยอมให้ข้าทำทุกสิ่งได้ตามใจต้องการก็พอ" หญิงสาวเอ่ยอย่างจริงจัง นางไม่ได้ต้องการความรัก นางต้องการเพียงอิสระที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างที่นางต้องการ สามีจะมีอนุภรรยาสักกี่คนก็ล้วนได้ทั้งหมด ขอเพียงเขายังคงให้เกียรตินางในฐานะภรรยาและยินยอมให้นางทำสิ่งใดก็ได้อย่างอิสระ เท่านั้นก็นับว่าดีพอแล้ว"เช่นนั้นก็แต่งกับข้า" เจียงสือเอ่ยออกมาตามจริงโดยไม่ต้องคิดให้มากความ เดิมทีเขาเองก็ชอบพอนางอยู่แล้ว เรื่องตามใจนั้นก็ล้วนเป็นที่แน่นอนหากนางต้อง
พักหลังมานี้หลี่เซียงใช้เวลาทุ่มเทฝึกฝนน้องชายให้กลายเป็นผู้นำตระกูลที่เข้มแข็งในภายหน้าทำให้นางแทบจะไม่มีเวลาดูแลตนเองเลย โชคดีที่ได้เคล็ดลับการบำรุงผิวมาจากพระชายาเว่ยอ๋อง ทำให้แม้ว่านางจะตรากตรำทำงานหนักนอนดึกเพียงใดรอยเหี่ยวย่นก็ไม่สามารถทำร้ายนางได้แม้แต่น้อย"คุณหนูเจ้าคะ น้ำมันแกะนี้ดียิ่งเจ้าค่ะบ่าวรู้สึกว่าผิวของท่านดูเหมือนจะขาวผ่องขึ้นกว่าเดิมมากนัก" สาวใช้ของหลี่เซียงเอ่ยชม"ข้าก็คิดเช่นนั้น เจ้าว่าหากว่าเรานำมาขายคงจะได้กำไรดีไม่น้อยเพียงแต่ต้นทุนสูงยิ่งทั้งยังมีจำนวนจำกัด""คุณหนูท่านเก็บเอาไว้ใช้เองดีกว่าเจ้าค่ะ" สาวใช้เอ่ยตามจริงของมีไม่มากทั้งยังราคาแพงมิสู้ให้คุณหนูของนางเก็บเอาไว้บำรุงตนเองดีเสียกว่า"อื้ม เสียดายยิ่ง ข้าคิดว่าจะหากำไรจากมันได้อีกมากเสียอีก เอ้อ! จริงสิข้าว่าข้าเดินทางขึ้นเหนือสักครั้งดีกว่า""จะดีหรือเจ้าคะ? ผู้ใดก็รู้ว่าแดนเหนือนั้นมีแต่หิมะทั้งยังหนาวเย็นตลอดทั้งปีระยะทางก็ไกลแสนไกล ผู้อาวุโสในตระกูลจะต้องไม่เห็นด้วยเป็นแน่เจ้าค่ะ""เฮ้อ! ข้าอยากจะมีอิสระบ้าง" อยู่ ๆ หลี่เซียงก็ตะโกนออกมาเสียงไม่เบานัก นางเบื่อที่จะต้องมานั่งคำนวณบัญชีในทุกๆ วันค
เดินทางมานานกว่าสองชั่วยามสุดท้ายก็มาถึงชายป่าแห่งหนึ่งทั้งสองก็ต้องลงเดินอีกราวครึ่งชั่วยาม ก่อนจะถึงที่พักที่เป็นเรือนที่ตั้งอยู่บนหุบเขา เส้นทางไม่ได้ลำบากราวกับถูกเตรียมไว้เป็นอย่างดี เรือนไม้ไผ่งดงามเหมือนพึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ไม่นานนี้ ตั้งตระหง่านท่ามกลางป่าดอกเหมยที่กินพื้นที่เรือนโดยรอบทั้งหมด ฟางลี่อินที่เห็นที่นี่เป็นครั้งแรกก็พึงพอใจเป็นอย่างมาก ที่นี่งดงามมากจริงๆ ทั้งยังเงียบสงบอีกต่างหาก"เรือนผู้ใดหรือเจ้าคะ?" หญิงสาวหันไปเอ่ยถามสามี"ของเจ้า""ของข้า? " เมื่อได้ยินว่าเป็นเรือนที่ชายหนุ่มสร้างไว้เพื่อนาง หญิงสาวจึงรู้สึกทั้งประหลาดใจและยินดียิ่ง ก่อนจะนึกว่าเขาเอาเวลาใดมาสร้างเรือนที่งดงามเช่นนี้ให้กับนาง เหตุใดนางจึงไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย"อื้ม เข้าไปข้างในกันเถิด""เจ้าค่ะ"ภายในเรือนมีข้าวของเครื่องใช้วางอยู่พอประมาณ เดินผ่านฉากกั้นเข้าไปก็เป็นในส่วนของเตียงนอนที่มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่สามารถนอนได้สองคนพอดิบพอดี"ชอบหรือไม่? " เว่ยอ๋องเดินเข้ามาสวมกอดหญิงสาวจากด้านหลังก่อนจะก้มลงจุมพิตที่ซอกคอของหญิงสาวทำเอาฟางลี่อินถึงกับขนลุกเกรียว ท่าทางเช่นนี้นางย่อมเข้าใจได้ดีว่าชา
หลังจากที่ตลอดสามเดือนนั้นไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม สุดท้ายแล้วเว่ยอ๋องก็ได้มีวันเวลาดีๆ เช่นผู้อื่นเสียที ใครกันที่กล่าวว่าการเป็นอ๋องปกครองนั้นสุขสบายเขาอยากจะจับพวกมันมาทำงานแทนเขายิ่งนัก แต่แม้จะไม่ได้สุขสบายเช่นอยู่ในเมืองหลวงก็ตาม หากแต่มีอิสระอย่างที่เมืองหลวงไม่สามารถมีได้ ชายหนุ่มกำลังนอนหนุนอยู่บนตักของภรรยา ในขณะที่ฟางลี่อินกำลังใช้ไม้ปลายขนนกทำความสะอาดหูให้เขา เว่ยอ๋องสั่งให้แม่นมนำตัวจิ้นฝูซานไปดูแลเพราะวันนี้เขาต้องการอยู่กับภรรยาเพียงลำพังโดยที่ไม่มีผู้ใดมาขัดขวาง หากเจ้าก้อนกลมนั่นอยู่ด้วยภรรยาก็จะเอาแต่ดูแลบุตรชายและละเลยเขาในที่สุด"เหล่ากง เหตุใดวันนี้จึงได้ว่างได้เจ้าคะ?" นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย"จัดการกับกลุ่มค้าเกลือเถื่อนเสร็จก็ส่งมอบคนให้เจียงสือนำตัวพวกเขาเข้าเมืองหลวงไปแล้ว""แล้วท่านไม่ต้องไปด้วยหรอกหรือเจ้าคะ? ""ไม่ต้องหรอก"เว่ยอ๋องตอบภรรยาในขณะที่ดวงตาของเขายังปิดสนิท"คุณชายเจียงนี่ ใช่คุณชายใหญ่ตระกูลเจียงหรือไม่? " เมื่อเว่ยอ๋องได้ยินภรรยาเอ่ยถามถึงบุรุษอื่น ดวงตาคมเข้มก็เบิกกว้างขึ้นในทันที ก่อนจะลุกขึ้นนั่งพร้อมกับจดจ้องมาที่หญิงสาวพร้อมกับกลิ่นน้
หลังจากที่ฟางลี่อินตั้งครรภ์ได้ราวสี่เดือน หญิงสาวก็คิดว่าตนเองควรตอบรับเทียบเชิญสักใบจึงได้ให้ต้วนกงกงส่งตอบรับเทียบเชิญหนึ่ง ซึ่งเป็นงานเลี้ยงของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงผู้เป็นมารดาของแม่
ผิงเซียวแจ้งความประสงค์ว่าพระชายาต้องการออกไปเดินเล่นในเมือง จิ้นฝานเห็นว่าไม่มีอะไรต้องกังวลอีกอย่างหญิงสาวคงจะรู้สึกเบื่อที่เอาแต่ตามติดเขาจึงต้องการเปิดหูเปิดตานอกจวนเสียบ้างจ
สองสามีทานสำรับเย็นพร้อมกันฟางลี่อินยังคงเอาอกเอาใจสามีเช่นเคย เว่ยอ๋องไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของหญิงสาวเพราะคิดว่าอย่างไรทั้งคู่ก็เป็นสามีภรรยากันเขาไม่ควรทำร้ายจิตใจของนางด้วยคว
ทางด้านฟางลี่อินที่หลังจากกลับมาจากเรือนของสามีก็เอาแต่ยิ้มอารมณ์ดีทั้งวัน นางสั่งให้โรงครัวเตรียมทำมือเย็นแสนอร่อยเอาไว้รอท่าสามีหลังจากที่เขาตื่น เย็นนี้จะได้ทานอาหารด้วยกัน







