ANMELDENวันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก จนกระทั่งมาถึงวันงานพิธีแต่งงานของคุณหนูทั้งสาม เพราะเป็นพิธีแต่งงานของพระโอรสทั้งสามของฝ่าบาทพร้อมกันถึงสามพระองค์ทำให้ภายในเมืองหลวงต่างถูกประดับไปด้วยผ้าแดงจนทั่วทั้งเมือง ขบวนเจ้าสาวค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากจวนไปทีละขบวนอย่างไม่รู้จักสิ้นสุดก่อนจะมาถึงขบวนสุดท้ายที่เป็นคู่ของเว่ยอ๋องกับคุณหนูสามตระกูลฟาง ฟางลี่อิน
เจ้าบ่าวที่นั่งอยู่บนหลังม้าท่าทางสูงสง่าใบหน้าหล่อเหลา หลายคนที่ยังไม่เคยได้พบหน้าเว่ยอ๋องตามเมื่อต้องตาครั้งแรกก็ทำเอาถึงกับเคลิบเคลิ้มจนอาจจะเก็บเอาไปนอนฝัน ส่วนฟางลี่อินที่พยายามจะมองดูใบหน้าของเจ้าบ่าวหลายครั้งหากแต่ผ้าคลุมหน้าผืนนี้กลับค่อนข้างหนาทำให้มองสิ่งใดแทบไม่เห็น ก่อนที่หญิงสาวจะได้แต่ถอนหายใจแต่ก็ยังคงคิดในแง่ดีว่าอย่างไรเสียคืนนี้ก็ย่อมได้เห็นอย่างแน่นอน
พิธีแต่งงานในครั้งนี้นับได้ว่าเป็นพิธีแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พิธีการแต่ละพิธีการดำเนินไปอย่างราบรื่นก่อนที่กูกูจะเป็นผู้นำเจ้าสาวเข้าไปนั่งรอยังภายในห้องหอโดยที่มีสาวใช้ข้างกายคอยปรนนิบัติ ตลอดทั้งวันฟางลี่อินยังไม่มีสิ่งใดตกถึงท้องเลยแม้แต่อย่างเดียว เพราะนางกลัวว่าหากกินเยอะนางอาจจะปวดท้องเอาได้ จึงทำได้เพียงจิบน้ำไปเล็กน้อยเท่านั้นและเมื่อมีโอกาสขณะที่นั่งรอเจ้าบ่าว ผูเถาสาวใช้คนสนิทหยิบขนมมงคลหลายชิ้นส่งให้กับนายสาว
"คุณหนูทานขนมก่อนเถิดเจ้าค่ะ วันนี้ท่านยังไม่ได้ทานสิ่งใดเลยนะเจ้าคะ"
"อื้ม ข้าหิวเหลือเกิน" ฟางลี่อินกล่าวออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย
"เช่นนั้นก็ทานให้มากหน่อยเถิดเจ้าค่ะ"
"อื้ม อันนั้นข้าอยากกินอันนั้น..." ฟานลี่อินเลิกผ้าคลุมหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนชี้ไปยังของที่ตนอยากจะกิน สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์เห็นดังนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ก่อนจะหยิบขนมมงคลยื่นใส่ปากของนายสาว ในขณะที่สองมือของนางทำหน้าที่จับผ้าคลุมหน้าเอาไว้ไม่ให้ปิดบังวิสัยทัศน์ในการมองเห็น และเมื่อกินไปหลายชิ้นแล้วสาวใช้จึงได้รินน้ำชามาให้แก้กระหาย หญิงสาวถอนหายใจออกมาหลังจากกินเสร็จราวกับว่ารู้สึกโล่งใจมากเพียงใด
"เฮ้อ! ค่อยยังชั่วหน่อย"
"อิ่มแล้วหรือเจ้าค่ะ" ผูเถาเอ่ยถามนายสาวของตน
"อืม อิ่มแล้ว ขอบใจเจ้ามาก"
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ คุณหนูท่านร้อนหรือไม่เจ้าค่ะให้บ่าวนำพัดมาพัดให้ดีหรือไม่"
"ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้าจะว่าพวกเราไม่รู้จักความเปล่าๆ"
"เจ้าค่ะ"
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันเสียงฝีเท้าของใครบางคนก็กำลังตรงมาที่นี่ พร้อมกับเสียงพูดคุยดูเหมือนว่าเจ้าบ่าวจะกำลังกลับมาที่ห้องนี้แล้ว ชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับสาวเท้าเข้ามาหาเจ้าสาวที่นั่งรออยู่บนเตียง ผูเถาที่เป็นสาวใช้ทำความเคารพชายหนุ่มก่อนจะก้าวเท้าออกจากห้องโดยที่ไม่ลืมปิดประตู หลังจากปิดประตูเสร็จก็หันมาพบกับองครักษ์ของเว่ยอ๋อง ผูเถายอบกายคารวะอีกฝ่ายอีกครั้งก่อนจะยืนห่างออกมาจากหน้าประตูห้องหอราวห้าก้าว
"เจ้าเป็นสาวใช้ของพระชายาหรือ"
"เจ้าค่ะ" ผูเถาหันไปเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงสุภาพแล้วหันกลับมายืนนิ่งทำหน้าที่ของตนต่อไป
"เจ้าชื่ออันใดงั้นหรือ"
"ข้าน้อย ผูเถาเจ้าค่ะ"
"ชื่อน่ารักเสียจริง" ผูเถาหันไปขมวดคิ้วกับอีกฝ่ายที่อยู่ ๆ เขาก็ชมว่าชื่อของนางน่ารัก ก่อนจะหันมาทำหน้านิ่งดังเดิม
"ข้ามีนามว่า ถังเสียน เป็นองครักษ์คนสนิทของท่านอ๋อง"
"เจ้าค่ะ" ถังเสียนมองว่าการพยายามผูกไมตรีกับสาวใช้ของพระชายานั้นจะยากยิ่งนัก หญิงสาวพูดน้อยทั้งยังเป็นประเภทถามคำตอบคำ แต่เอาเถิดคงจะเพราะว่ายังไม่คุ้นเคยกันเขายังมีเวลาทำความรู้จักนางอีกมาก คิดเช่นนั้นชายหนุ่มก็ยืนตรงหันหน้าไปทางเดียวกับหญิงสาวก่อนจะทำหน้าที่ของตนในการเฝ้าประตูห้องหอต่อไป
ภายในห้องหอ
ชายหนุ่มหยิบไม้รั้งผ้าคลุมหน้าของหญิงสาวขึ้น ฟางลี่อินที่เฝ้ารอที่จะได้เห็นหน้าสามีอยู่แล้วถึงกับตื่นเต้นเป็นอย่างมาก และเมื่อผ้าคลุมหน้าถูกเปิดออกนางก็พบกับบุรุษรูปงามที่สวมชุดมงคลสีแดงเช่นเดียวกับนาง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนผู้นี้แหละที่เป็นสามีของนาง ฟางลี่อินถึงกับยกยิ้มอย่างยินดีโดยไม่มีท่าทีเขินอายเช่นเดียวกับสตรีทั่วไปแม้แต่น้อย พร้อมทั้งยังคิดในใจว่าการแต่งงานคราวนี้นางไม่ขาดทุนแล้ว!
"ท่านอ๋อง"
"เจ้าหิวหรือไม่" ชายหนุ่มเ่ยถามหญิงสาวอย่างห่วงใย ที่เขารีบปลีกตัวออกมาก็เพราะเกรงว่าเจ้าสาวของเขานั้นจะเป็นลมในห้องหอเพราะรอเขาจนหิวตายไปเสียก่อน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดมากเกินไปมองดูจากรอยขนมที่มุมปากของนาง ดูท่านางคงจะกินเสียจนอิ่มแล้วมากกว่า
"ข้าไม่หิวเจ้าค่ะ"
"อ๋อ... เช่นนั้นหรือ ข้าก็นึกว่าเจ้ากินจนอิ่มแล้วเสียอีก" ชายหนุ่มกล่าวขึ้นเสียงเบาในประโยคท้ายในขณะที่หันหลังเดินกลับมายังโต๊ะอาหารพร้อมกับรินสุราใส่จอกทั้งสองแล้วเดินกลับมายื่นจอกสุราให้กับหญิงสาว
ฟางลี่อินรับมันมาก่อนจะยกขึ้นดื่มพร้อมๆกันกับเขา ก่อนจะยื่นจอกสุราคืนให้กับชายหนุ่ม จิ้นฝานนำจอกสุราทั้งสองจอกไปวางไว้ที่โต๊ะแล้วหันกลับมาเอ่ยกับเจ้าสาวของเขา
"เจ้าจะอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนหรือไม่"
"เอ่อ! ได้หรือเจ้าคะ" ฟางลี่อินเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักราวกับเด็กสาวใสซื่อ ซึ่งนางก็ใสซื่อจริงๆนี่นาเกิดมาพึ่งเคยแต่งงานเป็นครั้งแรกนางย่อมทำตัวไม่ถูก ทั้งสามีของนางก็หล่อเหลาชนิดกระชากจิตวิญญาณเช่นนั้น สตรีใดได้พบก็ต้องมือไม้สั่นเป็นธรรมดา
"ได้สิ ข้าจะช่วยเรียกสาวใช้ของเจ้าให้เข้ามาช่วยก็แล้วกัน ส่วนข้าจะออกไปสะสางธุระเล็กน้อยแล้วจึงค่อยกลับมา"
"เจ้าค่ะ" ฟางลี่อินที่เห็นชายหนุ่มเอ่ยเช่นนั้นก็ไม่ปฏิเสธ นางเห็นว่าเขายินยอมออกจากห้องไปก็คงเป็นเพราะว่าต้องการให้นางผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความสะดวกใจสินะ! สามีของนางช่างเป็นคนดียิ่งนัก
ผูเถาถูกเรียกให้เข้ามาปรนนิบัติหญิงสาวอีกครั้ง นางทำหน้าที่ช่วยนายสาวถอดเครื่องประดับและเครื่องแต่งกายอันหรูหราใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะแล้วเสร็จ ฟางลี่อินให้เวลาในอ่างน้ำเพียงไม่นานก็อาบน้ำเสร็จ นางนั่นอยู่หน้ากระจกในขณะที่สาวใช้กำลังสางผมของนางอยู่อย่างเบามือ
"ผูเถาเจ้าว่าท่านอ๋องหล่อเหลามากหรือไม่" ฟางลี่อินเปิดประเด็นขึ้น
"หล่อเหลามากเจ้าค่ะ คราวนี้คุณหนูของบ่าวไม่ขาดทุนแล้วเจ้าค่ะ"
"อื้ม! เจ้ากล่าวได้ดี ข้ามองว่าท่านอ๋องหล่อเหลามากจริงๆ" หล่อมากจนตับสั่นเลยทีเดียว ประโยคหลังฟางลี่อินทำได้เพียงแต่คิดในใจเท่านั้น
"แต่น่าเสียดาย..." ผูเถาอื่นขึ้นเพียงแต่นางยังเอ่ยไม่จบก็ดูเหมือนจะได้ยินฝีเท้าของใครคนหนึ่งตรงมาที่ห้องพอดี
"น่าเสียดายอันใดหรือ" ในขณะที่ฟางลี่อินยังอยากสนทนาต่อหากแต่ดูเหมือนในตอนนี้จะยังไม่ใช่เวลาอันสมควรนัก เพราะต่อจากนี้นางควรเข้าหอใช่หรือไม่! หือออ นางยังไม่พร้อมสักนิด คิดในใจเสร็จที่ขมับของนางก็มีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย ผูเถาที่เห็นว่าคนที่ก้าวเข้ามาคือท่านอ๋องนางจึงได้ถอยห่างออกจากห้องมา
"เจ้าอาบน้ำเสร็จแล้วหรือ"
"เจ้าค่ะ... เอ๊ะ! ท่านอาบน้ำแล้วอย่างนั้นหรือเจ้าคะ"
"อืม ข้ากลัวว่าเจ้าจะอึดอัดใจก็เลยแวะไปอาบที่เรือนของข้ามาน่ะ"
"เป็นเช่นนี้นี่เอง..." ฟางลี่อินที่เห็นอีกฝ่ายใส่ใจถึงเพียงนี้ก็ยิ่งรู้สึกประทับใจยิ่งนัก ซึ่งแท้จริงแล้วน่าจะเป็นเพราะใบหน้าของอีกฝ่ายกำลังล่อลวงใจนางอยู่ต่างหาก หญิงสาวมองดูชายหนุ่มด้วยสายตาเป็นประกายอย่างรู้สึกซาบซึ้งใจ
ในขณะที่จิ้นฝานได้แต่ยกยิ้มให้นางอย่างใจเย็นหากแต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหวาดกลัวภรรยาผู้นี้ไม่น้อย นางทำท่าทีว่าคลั่งไคล้เขาถึง เพียงนี้คงไม่ใช่ว่ากำลังคิดไม่ดีไม่ร้ายอยู่กับเขาหรอกนะ เขาได้แต่พยายามเก็บความรู้สึกไว้ในใจมิได้แสดงออกมาให้นางได้รับรู้ ว่าแท้จริงแล้วเขาแอบเห็นนิสัยที่แท้จริงของนางมาก่อนที่จะแต่งงานกันแล้ว ชายหนุ่มสาวเท้าเข้าไปนั่งข้างๆหญิงสาวบนเตียงพร้อมกับเอ่ยอย่างสุภาพ
"วันนี้เจ้าคงเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เช่นไรเจ้าก็พักผ่อนเถิด"
"เอ๋! แล้ว... เอ่อ เราไมต้อง เอ่อ เข้าหอกันหรือเจ้าคะ"
"หา! เอ่อ ไม่เป็นไรหากเจ้าไม่พร้อมข้าก็ไม่ฝืนใจเจ้า"
"ข้า... ข้าพร้อมเจ้าค่ะ" ฟางลี่อินหันมาเผชิญหน้ากับเขาคืนนี้เป็นคืนแต่งงาน ทั้งสามีของนางก็หล่อเหลาปานนั้นนางจะยอมปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเสียเปล่าได้อย่างไร ในเวลานี้ย่อมเป็นช่วงเวลาที่ดี ท่านย่ากล่าวว่านางจะต้องมัดใจสามีให้ได้ยามนั้นเมื่อเขาตกหลุมรักนางเขาก็จะไม่มีคนอื่นนากจากนาง ถึงตอนนั้นชีวิตในเรือนหลังของนางก็จะมีแต่ความสงบสุขไม่วุ่นวาย เพราะการแต่งงานครั้งนี้เป็นสมรสพระราชทานแต่งได้แต่ไม่อาจหย่าร้างได้ ฉะนั้นก็มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นชีวิตของนางจึงจะราบรื่นและสงบสุขดังคำสอนของท่านย่าของนางกล่าวไว้
"ตะ แต่ข้ารู้สึกไม่สะบายเล็กน้อย แค่กๆ" จิ้นฝานถึงกับแกล้งรับบทเป็นอ๋องขี้โรค
"ท่านไม่สบายงั้นหรือ ให้ข้าตามหมอหลวงดีหรือไม่เจ้าคะ"
"ไม่ต้อง! เป็นเพราะตอนที่อยู่ที่เขตการปกครองไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมทำให้โรคประจำตัวของข้ากำเริบอยู่บ่อยครั้งนัก"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ที่เขาลือกันว่าท่านมิได้ร่ำรวยเป็นความจริงหรือไม่เจ้าคะ ท่านจึงไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ยาสมุนไพรที่ใช้แพงมากหรือไม่ ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าท่านมีโรคประจำตัว เจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้ง เหตุใดท่านจึงไม่ขอพระราชทานยาจากฝ่าบาทเล่าเจ้าคะ" ฟางลี่อินเอ่ยอย่างยืดยาว แววตาของนางมีความเห็นใจชายหนุ่มเพิ่มขึ้นหลายส่วน
"ตามที่ร่ำลือกัน ข้าเป็นท่านอ๋องที่ยากจนที่สุดจริงๆ เจ้ารังเกียจข้าหรือไม่" ฟางลี่อินที่เห็นท่าทีซึมเศร้าของอีกฝ่ายก็ยิ่งนึกสงสาร ก่อนจะส่ายหน้าอยู่หลายครั้ง
"ไม่เลย ข้าไม่รังเกียจท่าน ท่านหล่อเหลาปานนี้ข้าจะรังเกียจท่านลงได้อย่างไร" ฟางลี่อินตอบเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง หากแต่มันทำให้จิ้นฝานรู้สึกแทบล้มทั้งยืนที่เห็นภรรยาคลั่งไคล้ในใบหน้าของเขาแม้กระทั่งมองข้ามสิ่งไม่ดีมากมายไปได้อย่างน่ายกย่อง
"ขอบใจเจ้ามาก ที่ไม่รังเกียจบุรุษขี้โรคเช่นข้า"
"เจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องกังวล ข้าภรรยาจะดูแลท่านเป็นอย่างดี จงวางใจได้เลย!" จิ้นฝานที่ได้ยินคำมั่นที่อีกฝ่ายให้กับเขา ชายหนุ่มถึงกับเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาวก่อนจะพบว่าดวงตาของนางเปล่งประกายจริงใจ ไม่เหมือนเสแสร้งแกล้งทำแม้แต่น้อยจึงได้แต่ถอนหายใจ หากแต่อันใดที่โกหกไปแล้วก็ย่อมต้องโกหกต่อไป แกล้งป่วยไปเช่นนี้ก็อาจจะดีกว่าก็เป็นได้
ฟางลี่อินที่คิดว่าสามีของนางจะดีกับนางแค่เมื่อวานเสียอีก มาวันนี้อยู่ ๆผิงเซียวก็รีบมารายงานแต่เช้าว่าท่านอ๋องให้ผิงเซียวมาถามนางว่า นางต้องการไปยังหมู่บ้านชาวประมงกับเขาหรือไม่ ฟางลี่อินที่เหมือนจะยุ่งในตอนแรกก็ทำตัวให้กลายเป็นคนว่างงานเสียอย่างนั้น พร้อมกับตอบตกลงไปอย่างไม่ลังเลแม้ว่าในใจจะแอบคิดว่าชายหนุ่มอาจจะล่อลวงนางไปฆ่าแล้วโยนทิ้งทะเลก็ได้นะ หึหึ"เหล่ากง!" เสียงสดใสอันเป็นเอกลักษณ์ของฟางลี่อินดังขึ้น พร้อมกับท่าทางโบกไม้โบกมือขณะที่มองเห็นชายหนุ่มยืนรออยู่ที่หน้าจวน ชายหนุ่มเพียงยกยิ้มที่มุมปากพร้อมกับส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ"เหล่ากง! ท่านรอข้านานหรือไม่เจ้าค่ะ"
"เอาละ! เช่นนั้นมาพูดถึงธุระของข้ากันเถิด""เชิญฮูหยินกล่าวมาได้เลย""ข้าคิดที่จะเปิดสมาคมการค้าเกษตรกรรมและพืชผล เจ้าค่ะ""สมาคมการเกษตรกรรมและพืชผลงั้นหรือ""ถูกต้องเจ้าค่ะ โดยที่มีข้าเป็นหัวเรือใหญ่ในสมาคม จัดตั้งขึ้นก็เพื่อเปิดรับซื้อสินค้าและผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านในราคาที่ยุติธรรม ก่อนจะนำ
ผิงเซียวแจ้งความประสงค์ว่าพระชายาต้องการออกไปเดินเล่นในเมือง จิ้นฝานเห็นว่าไม่มีอะไรต้องกังวลอีกอย่างหญิงสาวคงจะรู้สึกเบื่อที่เอาแต่ตามติดเขาจึงต้องการเปิดหูเปิดตานอกจวนเสียบ้างจึงได้อนุญาต พร้อมกับสั่งการองครักษ์ให้คอยติดตามเพื่ออารักขาภรรยาอย่างดี ผิงเซียวมองเห็นถึงความใส่ใจของท่านอ๋องที่มีต่อพระชายาก็ถึงกับลอบยกยิ้มกับองครักษ์คนสนิทของเขาฟางลี่อินได้ออกจากจวนเป็นครั้งแรกสมใจ โดยมีเหล่าองครักษ์ที่คอยติดตามพร้อมกับสาวใช้คนสนิทอย่างผูเถาและผิงเซียว ภายในเมืองซานตงผิงเซียวเล่านี้เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเดิมเพราะพัฒนาขึ้นมากจำนวนชาวเมืองก็เพิ่มมากขึ้น แหล่งการค้าก็หลากหลายมากขึ้น ที่นี่ติดกับตลาดท่าเรือที่เว่ยอ๋องได้พัฒนาให้เหล่าพ่อค้าสามารถขึ้
สองสามีทานสำรับเย็นพร้อมกันฟางลี่อินยังคงเอาอกเอาใจสามีเช่นเคย เว่ยอ๋องไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของหญิงสาวเพราะคิดว่าอย่างไรทั้งคู่ก็เป็นสามีภรรยากันเขาไม่ควรทำร้ายจิตใจของนางด้วยความเย็นชา ก่อนจะฝืนยิ้มให้นางทุกครั้งที่อีกฝ่ายพยายามคีบอาหารที่นางชอบให้เขาลิ้มรส ก่อนที่เขาจะคิดในใจว่าเหตุใดนางจะต้องคีบทุกอย่างที่นางชอบให้เขาลิ้มรสด้วยนะ! เหตุใดนางจึงไม่กินเสียเอง ชายหนุ่มแอบกลอกตาหลายครั้งหากแต่ก็ยังกินทุกอย่างที่นางคีบให้โดยไม่บ่นหลังจากที่รับสำรับเย็นกันเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาที่ทั้งสองควรจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่เรือนของตนเอง หากแต่ฟางลี่อินมิได้ทำเช่นนั้นนางยังคงเดินตามชายหนุ่มกลับมาที่เรือนของเขา เว่ยอ๋องมองดูร่างบางของหญิงสาวด้วยแววตางุนงง ก่อนจะเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ทางด้านฟางลี่อินที่หลังจากกลับมาจากเรือนของสามีก็เอาแต่ยิ้มอารมณ์ดีทั้งวัน นางสั่งให้โรงครัวเตรียมทำมือเย็นแสนอร่อยเอาไว้รอท่าสามีหลังจากที่เขาตื่น เย็นนี้จะได้ทานอาหารด้วยกันแปลงผักของฟางลี่อินเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมากว่าเก้าส่วน หลายวันมานี้ทุกคนในจวนต่างขยันขันแข็งมาก ทั้งยังรู้สึกสนุกสนานไม่น้อย พวกเขารู้สึกว่าหลายวันที่ผ่านมาตั้งแต่ท่านอ๋องพาพระชายากลับมายังจวนอ๋องแห่งนี้ ที่นี่ก็ไม่ได้เงียบเหมาอีกต่อไป พระชายาลี่อินเองก็ใจดีกับบ่าวไพร่ยิ่งนักสองสามวันแรกก็เรียกพวกเขาออกมารวมตัวกันทั้งยังแจกจ่ายเงินตำลึงให้พวกเขาคนละสองตำลึง ก่อนจะเอ่ยขอบคุณที่พวกเขาช่วยดูแลจวนอ๋องและท่านอ๋องเป็นอย่างดี แม้ว่าจวนอ๋องจะอยู่กันอย่างเรียบง่ายเช่นนี้ก็ตาม ต่อมาพระชายายังให้พี่ผิงเซียวแจกจ่ายชุดใหม่คนละสองชุดเป็นของขวัญทำเอาบ่าวไพร่ปลาบปลื้มกันถ้วนหน้า ภายใ
หลายวันที่ชายหนุ่มไม่อยู่ที่จวนอ๋อง ฟางลี่อินได้เข้ามาคอยดูแลความเป็นอยู่ทุกอย่างของจวนแห่งนี้ ก่อนที่นางจะได้รู้ว่าสามีของนางช่างเป็นคนที่ใช้ชีวิตได้อย่างเรียบง่ายเหลือเกิน เสื้อผ้าที่เขาชอบใส่นั้นก็มีเพียงไม่กี่ชุด แม้จะมีชุดที่ประณีตและถูกตัดเย็บอย่างดีส่งมาจากวังหลวงหากแต่น้อยครั้งนักที่จะถูกหยิบยกออกมาใส่ ซึ่งฟางลี่อินก็ไม่เข้าใจว่าเขาจะทำตัวยากจนเช่นนี้ไปเพื่อสิ่งใดกัน หญิงสาวหยิบยกเสื้อผ้าแต่ละตัวของสามีออกมาก็ได้แต่ส่ายหน้ากับตัวเองเบาๆพร้อมกับคิดในใจผู้เดียวว่า(สามีผู้น่าสงสารของข้า!)ฟางลี่อินสั่งให้สาวใช้ของนางนำผ้าที่นำมาจากหีบสินเดิมเพื่อเอามาตัดเย็บชุดใช้ชายหนุ่มอยู่หลายชุด ส่วนขนาดตัวก็วัดจากชุดเดิมที่เขาใส่ประจำใช้เวลาไม่กี่วันก็แล้วเสร็จไปสามถึงสี่ชุด หญิงสาวสังเกตว่าชายหนุ่มนั้นไม่ค่อยชื่นชอบเสื้อผ้าที่มีลวดลายมากนักนางจึงเลือกที่จะปักลายเฉพาะบางจุดเท่านั้นหลายวันต่อมาเว่ยอ๋องกลับจากต่างเมืองหลังจากไปจัดการธุระเสียหลายวัน แท้จริงแล้วเขามีกำหนดกลับจวนตั้งแต่สามวันก่อนหากแต่มีเรื่องบางอย่างติดขัดทำให้ไม







