Masukหวังซื่อตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า แข้งขาอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงกับพื้น ทว่ายังไม่ทันที่นางจะสรรหาข้ออ้างใดมาแก้ต่าง เสียงทุ้มต่ำของนายพรานหนุ่มก็ดังก้องขึ้นอีกระลอก
“ไม่ต้องถึงมือนักชันสูตรหรอก ยามเว่ยของวันนี้ข้าล่าสัตว์อยู่บนเขาเหมาซาน บังเอิญเห็นสตรีชราผู้หนึ่งท่าทางลุกลน แอบนำถ้วยกระเบื้องดินเผาเปื้อนคราบสีเหลืองไปฝังกลบไว้ใต้ต้นกุ้ยฮวาหลังเรือนตระกูลซี หากผู้นำหมูบ้านต้องการประจักษ์พยาน ข้าซวี่หยางยินดีเดินทางไปให้การที่ศาลาว่าการ”
สิ้นคำประกาศของซวี่หยาง ฟางเส้นสุดท้ายของหวังซื่อก็ขาดสะบั้น นางกรีดร้องเสียงหลง โขกศีรษะลงกับพื้นดินดังปึก ๆ อย่างไร้ศักดิ์ศรี
“ผู้นำหมูบ้านเมตตาด้วย! ซิงเอ๋อร์ ป้าผิดไปแล้ว! ป้าถูกผีบังตา เห็นแก่ที่ป้าเคยเลี้ยงดูเจ้ามาตั้งแต่บิดามารดาเจ้าด่วนจากไป ละเว้นพวกเราแม่ลูกสักครั้งเถิด อย่าส่งพวกเราไปศาลาว่าการเลย!”
ชาวบ้านรอบด้านต่างถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ สตรีผู้นี้ช่างหน้าหนาเกินทน ตอนจะฆ่าเขาไม่คิดถึงสายเลือด พอจวนตัวกลับมาอ้างบุญคุณจอมปลอม
ซีซิงมองภาพน่าสมเพชเบื้องหน้าด้วยสายตาเย็นชา
“บุญคุณจานข้าวบูดกับน้ำแกงล้างหม้อที่ท่านโยนให้ข้ากินประดุจสุนัขตัวหนึ่งน่ะหรือ? ได้ ข้าจะถือว่าทดแทนให้หมดสิ้นกันในวันนี้ ทว่ามีข้อแม้สองประการ”
หญิงสาวชูนิ้วขึ้นมาทีละนิ้ว น้ำเสียงเด็ดขาดไม่อนุญาตให้ผู้ใดโต้แย้ง “ประการแรก คืนโฉนดที่ดินสิบหมู่ และกุญแจเรือนของบิดามารดาข้ามาเดี๋ยวนี้ ประการที่สอง ผู้นำหมูบ้าน ข้ารบกวนท่านเป็นพยาน เขียนหนังสือตัดขาดให้ข้าที นับจากวินาทีนี้ ซีซิงผู้นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลซีสายหลักอีก หากพวกเขากล้าระรานข้าอีกแม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะตีงูให้ตายคาที่ พาไปส่งศาลาว่าการโดยไม่ละเว้น!”
หวังซื่อแม้จะปวดใจที่ต้องสูญเสียที่ดินทำเลทอง ทว่าเมื่อเทียบกับชีวิตและอนาคตของบุตรชาย นางจำต้องกล้ำกลืนฝืนทน ล้วงเอาโฉนดที่ดินที่ซ่อนไว้อย่างดีในสาบเสื้อออกมาโยนให้หลี่เจิ้งด้วยมืออันสั่นเทา
การจัดการเป็นไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด หลี่เจิ้งใช้พู่กันและหมึกที่เตรียมมาสำหรับจดบัญชีเงินทำศพ ตวัดเขียนหนังสือตัดขาดอย่างชัดเจน ประทับรอยนิ้วมือของทั้งสองฝ่าย เป็นอันเสร็จพิธี ชาวบ้านต่างพากันแยกย้ายด้วยความรู้สึกสั่นสะท้านในใจ ไม่มีใครกล้ามองซีซิงด้วยสายตาดูแคลนว่าเป็นเด็กกำพร้าหัวอ่อนอีกต่อไป
เมื่อลานดินหน้าบึงฝังศพเหลือเพียงความเงียบสงัด ซีซิงเก็บโฉนดที่ดินและหนังสือตัดขาดเข้าสาบเสื้ออย่างระมัดระวัง ก่อนจะหันไปประสานมือคารวะบุรุษชุดครามที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่เงียบ ๆ
“บุญคุณช่วยชีวิตและออกหน้าเป็นพยานในวันนี้ ซีซิงขอจดจำไว้ในใจ ขอบคุณคุณชายซวี่หยาง”
ซวี่หยางหลุบตามองสตรีเบื้องหน้า ดวงตาคมกริบของเขาแฝงความประหลาดใจลึกล้ำ
“แม่นางซีซิงเกรงใจไปแล้ว ผู้ที่ตายแล้วฟื้น ซ้ำยังรู้หลักการแพทย์และพลิกฝีปากต้อนคนพาลได้จนมุมด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็น ไม่ว่ามองมุมใดก็หาใช่ดรุณีชาวบ้านธรรมดาที่ข้าเคยรู้จักไม่”
คำพูดแทงใจดำทำเอาซีซิงชะงักไปครึ่งจังหวะ ทว่านางหาได้ตื่นตระหนกไม่ หญิงสาวยืดแผ่นหลังตั้งตรง สบสายตากับเขาอย่างท้าทาย “คนเราเมื่อก้าวขาข้ามประตูปรโลกไปแล้วย่อมตาสว่าง นายพรานที่ซัดใบไผ่ทะลวงเหล็กกล้าได้ ก็หาใช่นายพรานธรรมดาเช่นกัน ต่างคนต่างมีความลับ ถือว่าเจ๊ากันไปดีหรือไม่?”
มุมปากของซวี่หยางยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาที่แทบมองไม่เห็นทำให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยตอบ ร่างกายของซีซิงกลับทรยศความเข้มแข็งทั้งหมด
ความกดดันและอะดรีนาลีนที่พุ่งพล่านเริ่มเหือดหาย พิษพีซวงที่ยังหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือดผสานกับความอ่อนล้าของร่างกายเดิม ปะทุขึ้นมาอย่างฉับพลัน โลกทั้งใบหมุนคว้าง ภาพเบื้องหน้าพร่ามัว ซีซิงกระอักเลือดสีคล้ำออกมาอีกคำ ร่างบอบบางร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
“แม่นางซีซิง!”
ซวี่หยางขยับตัวรวดเร็ว ท่อนแขนแกร่งตวัดโอบรอบเอวบางไว้ได้ทันท่วงที กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสมุนไพรเจือจางจากตัวชายหนุ่มลอยเข้าจมูก ทว่าในเสี้ยววินาทีที่มือของซีซิงปัดไปโดนข้อมือของเขา สัญชาตญาณแพทย์ก็ทำงานโดยอัตโนมัติ ปลายนิ้วเรียวสัมผัสชีพจรที่เต้นระรัวใต้ผิวหนังของบุรุษตรงหน้า
ดวงตาของซีซิงเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ชีพจรสายนี้บ้าคลั่ง ดุดัน และกำลังกัดกินอวัยวะภายใน คล้ายมีสิ่งมีชีวิตนับพันชอนไชอยู่ในกระแสเลือด
“ท่าน ร่างกายท่านมีพิษกู่ขั้นรุนแรง!” นางเค้นเสียงกระซิบอย่างยากลำบาก
ซวี่หยางชะงักงัน แววตาที่เคยนิ่งสงบแปรเปลี่ยนเป็นอันตรายวาวโรจน์ สตรีผู้นี้จับชีพจรเพียงผิวเผินกลับล่วงรู้ความลับดำมืดที่เขาซุกซ่อนไว้
ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ซักไซ้ไล่เลียง หูที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนของทั้งคู่กลับได้ยินเสียงผิดปกติพร้อมกัน
สวบ สวบ สวบ
มันมิใช่เสียงลมพัดใบไม้แห้ง แต่เป็นเสียงฝีเท้าแผ่วเบาของผู้ฝึกยุทธ์นับสิบคนที่กำลังโอบล้อมบึงฝังศพเข้ามาจากทุกทิศทาง รังสีอำมหิตพุ่งเป้ามายังบุรุษชุดครามอย่างชัดเจน
ซวี่หยางตวัดสายตามองเข้าไปในเงามืดของป่าไผ่ มือข้างหนึ่งกระชับเอวซีซิงแน่นขึ้น ส่วนมืออีกข้างเลื่อนไปจับด้ามกระบี่อ่อนที่ซ่อนอยู่ใต้เข็มขัดหนัง น้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยกระซิบข้างใบหูของหญิงสาวที่สติกำลังเลือนราง
“หลับตาซะ แล้วอย่าส่งเสียงร้อง”
“ซวี่หยาง!” ซีซิงถลาเข้าไปประคองร่างที่ร้อนระอุราวกับเตาไฟของเขา“อาซิง? นั่นเจ้าใช่หรือไม่”เสียงเรียกอันคุ้นเคยเจือความร้อนรนดังก้องมาจากหลังพุ่มไม้ แสงสีส้มอ่อนๆ จากโคมไฟกระดาษไผ่ส่องสว่างขึ้น เผยให้เห็นร่างโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งในชุดฉางเผาสีฟ้าครามที่ซักจนซีดจาง ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดแฝงความอ่อนโยน ฉายแววตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อเห็นสภาพสะบักสะบอมของทั้งคู่อวิ๋นเซิน บัณฑิตหนุ่มเพื่อนบ้านผู้แสนดี น้ำใจที่เคยหยิบยื่นอาหารและสอนหนังสือให้เจ้าของร่างเดิม“พี่อวิ๋นเซิน!” ซีซิงร้องเรียกอวิ๋นเซินรีบวิ่งเข้ามาใกล้ ทว่าเมื่อเห็นกองเลือดบนเสื้อผ้าของซีซิง และบุรุษแปลกหน้าหน้าตาถมึงทึงที่นอนหอบหายใจรวยรินอยู่เคียงข้าง ดวงตาที่เคยอบอุ่นก็แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว เขาชักมีดสั้นเล่มเล็กที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมา ชี้ตรงไปยังหน้าอกของซวี่หยาง“เจ้าเป็นผู้ใด! ปล่อยมือจากอาซิงเดี๋ยวนี้ เจ้าคนป่าเถื่อน!” บัณฑิตหนุ่มตวาดลั่น ก้าวเข้ามาขวางหน้านางซวี่หยางแม้อยู่ในสภาพปางตาย ทว่าสายตาเหยี่ยวกลับตวัดมองอวิ๋นเซินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยาม มุมปากมีคราบเลือดสีดำไหลซึม “บัณฑิตหน้าขาวขาดยังไม่หย่านม มีปัญญ
“ฆ่ามัน! อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว เอาหัวของสุนัขรับใช้ผู้นี้กลับไปรับรางวัลที่เมืองหลวง!”สิ้นเสียงคำรามเหี้ยมเกรียมของหัวหน้ามือสังหารชุดดำ เงาร่างนับสิบที่เร้นกายอยู่ในป่าไผ่ก็พุ่งทะยานออกมา ประกายดาบโค้งรับแสงจันทร์เสี้ยวสาดสะท้อนไอสังหารเย็นเยียบ หมายจะสับร่างของชายหญิงกึ่งกลางวงล้อมให้กลายเป็นเศษเนื้อ“หลับตาซะ แล้วอย่าส่งเสียงร้อง” เสียงทุ้มลึกของซวี่หยางกระซิบชิดใบหูทว่าแทนที่ซีซิงจะหลับตาซุกซ่อนตัวด้วยความหวาดกลัวดั่งสตรีในห้องหอทั่วไป นางกลับเบิกตากว้าง ดวงตาทอประกายวาวโรจน์ มือเรียวอันไร้เรี่ยวแรงพยายามกำสาบเสื้อของบุรุษหนุ่มไว้แน่น พร้อมสวนกลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่าทว่าหนักแน่น“วิสัยของข้าหาใช่การหลบซ่อนอยู่หลังแผ่นหลังผู้อื่น หากท่านพลาดข้าก็ตาย ดังนั้นห้ามตายเด็ดขาด”ซวี่หยางชะงักไปชั่วจังหวะลมหายใจ มุมปากที่มักจะเรียบตึงเสมอเหยียดยิ้มหยันโลกขึ้นมาบางเบา “ปากดีนัก ระวังลิ้นจะขาดเอาได้แม่นางน้อย”เคร้ง!ยังไม่ทันสิ้นบทสนทนา ดาบเล่มแรกก็ฟาดฟันลงมาหมายบั่นคอซวี่หยาง ชายหนุ่มเพียงเบี่ยงกายหลบอย่างพลิ้วไหว มือหนาที่กุมด้ามอาวุธใต้เข็มขัดตวัดออกอย่างรวดเร็วฉัวะ!พริบตาเดียว
หวังซื่อตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า แข้งขาอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงกับพื้น ทว่ายังไม่ทันที่นางจะสรรหาข้ออ้างใดมาแก้ต่าง เสียงทุ้มต่ำของนายพรานหนุ่มก็ดังก้องขึ้นอีกระลอก“ไม่ต้องถึงมือนักชันสูตรหรอก ยามเว่ยของวันนี้ข้าล่าสัตว์อยู่บนเขาเหมาซาน บังเอิญเห็นสตรีชราผู้หนึ่งท่าทางลุกลน แอบนำถ้วยกระเบื้องดินเผาเปื้อนคราบสีเหลืองไปฝังกลบไว้ใต้ต้นกุ้ยฮวาหลังเรือนตระกูลซี หากผู้นำหมูบ้านต้องการประจักษ์พยาน ข้าซวี่หยางยินดีเดินทางไปให้การที่ศาลาว่าการ”สิ้นคำประกาศของซวี่หยาง ฟางเส้นสุดท้ายของหวังซื่อก็ขาดสะบั้น นางกรีดร้องเสียงหลง โขกศีรษะลงกับพื้นดินดังปึก ๆ อย่างไร้ศักดิ์ศรี“ผู้นำหมูบ้านเมตตาด้วย! ซิงเอ๋อร์ ป้าผิดไปแล้ว! ป้าถูกผีบังตา เห็นแก่ที่ป้าเคยเลี้ยงดูเจ้ามาตั้งแต่บิดามารดาเจ้าด่วนจากไป ละเว้นพวกเราแม่ลูกสักครั้งเถิด อย่าส่งพวกเราไปศาลาว่าการเลย!”ชาวบ้านรอบด้านต่างถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ สตรีผู้นี้ช่างหน้าหนาเกินทน ตอนจะฆ่าเขาไม่คิดถึงสายเลือด พอจวนตัวกลับมาอ้างบุญคุณจอมปลอมซีซิงมองภาพน่าสมเพชเบื้องหน้าด้วยสายตาเย็นชา“บุญคุณจานข้าวบูดกับน้ำแกงล้างหม้อที่ท่านโยนให้ข้ากินประดุจสุนั
พรึ่บ!ร่างสูงพลิ้วกายลงมาจากยอดไม้ไหว่อวี้ท่วงท่าสง่างามทว่าหนักแน่น ปลายรองเท้าหุ้มข้อสีดำสนิทแตะลงบนพื้นดินโดยไร้สุ่มเสียง บุรุษผู้นั้นสวมชุดเซ่ออีสีครามเข้มรัดกุม แผ่นหลังกว้างแบกคันธนูไม้จื่อถานและกระบอกใส่ลูกธนู แม้การแต่งกายจะดูต่ำต้อย ทว่ากลิ่นอายสูงศักดิ์และรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านรอบกาย กลับบีบคั้นจนผู้คนในบึงฝังศพแทบลืมหายใจซีซิงหรี่ตามองผู้มาเยือน ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย สันกรามคมกริบรับกับจมูกโด่งเป็นสัน ใต้หางตาซ้ายมีรอยแผลเป็นสีจางพาดผ่านเล็กน้อย ทว่ามันมิได้ลดทอนความดูดีลงเลย กลับเพิ่มกลิ่นอายความดิบเถื่อนและอันตรายมากยิ่งขึ้น‘ปราณยุทธ์ล้ำลึก อาศัยเพียงใบไผ่ก็ซัดพลั่วเหล็กกระเด็นได้ ชายผู้นี้มิใช่นายพรานธรรมดาแน่’ อดีตแพทย์ทหารหญิงประเมินในใจอย่างรวดเร็ว“โอ๊ย มือข้า ข้อมือข้าหักแล้ว!” เสียงร้องโหยหวนของซีคังทำลายความเงียบ ร่างอวบอ้วนดิ้นทุรนทุรายอยู่หน้าป้ายวิญญาณ เลือดสีสดไหลหยดจากง่ามมือที่ฉีกขาดหวังซื่อเห็นบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนบาดเจ็บสาหัสก็สติขาดผึง ลืมเลือนความหวาดกลัวเมื่อครู่จนสิ้น นางชี้หน้าบุรุษชุดครามพลางแผดเสียงแหลมปรี๊ด“ผู้ใด! เจ้าเป็นผู้ใดถึงกล้าสอดมือยุ่งเร
“ผีบิดามารดาเจ้าสิ ซีคัง!” เสียงหวานทว่าเย็นเยียบดังทะลุกลางปล้อง ซีซิงเหยียบขอบโลงไม้ กระโดดลงมายืนตระหง่านเบื้องหน้าหลุมศพตัวเอง ปัดฝุ่นดินตามเสื้อผ้าด้วยท่วงท่าสง่างาม “ลืมตาหมาป่าตาขาวของพวกเจ้าดูให้ดีว่าข้ามีเงาหรือไม่ ข้าคือคนหรือผี!”“ซ... ซิงเอ๋อร์ เจ้ายังไม่ตาย? เจ้าฟื้นจากความตายได้อย่างไร ท่านหมอหลี่บอกว่าเจ้าสิ้นลมแล้ว!” หวังซื่อละล่ำละลัก ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวผสมความเสียดายที่แผนการพังทลาย“ผิดหวังงั้นหรือ ป้าสะใภ้ใหญ่” หญิงสาวแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน ก้าวอาด ๆ เข้าไปหาคนทั้งสอง “บังเอิญว่าเมื่อครู่ข้าลงไปถึงหน้าประตูปราสาทเฟิงตู่แล้ว แต่ท่านยมราชบัญชีเป็นธรรม ตรวจดูแล้วพบว่าอายุขัยข้ายังเหลืออีกยาวไกลนัก ท่านจึงถีบส่งข้ากลับมา พร้อมฝากคำถามมาถึงพวกท่าน”ทุกย่างก้าวของร่างบางแผ่ซ่านด้วยแรงกดดันและจิตสังหารอันเข้มข้น จนชาวบ้านที่มาร่วมงานศพต้องกลืนน้ำลายและแหวกทางให้โดยสัญชาตญาณ“ท่านยมราชฝากถามว่า” ซีซิงหรี่ตาลง มุมปากยกยิ้มเหี้ยมเกรียม “ยาพิษพีซวงในน้ำแกงไก่ดำถ้วยนั้นรสชาติเป็นอย่างไร เหตุใดจึงใจดำอำมหิตรีบร้อนส่งหลานสาวสายเลือดเดียวกันลงนรก เพียงเพื่อ
มืดมิด อึดอัด และไร้ซึ่งปราณรื่นรมย์กลิ่นดินชื้นแฉะผสมผสานกับกลิ่นอับของไม้ลอยคลุ้งเตะจมูก ซีซิงพยายามขยับเปลือกตาอันหนักอึ้ง อาการปวดร้าวแล่นพล่านจากท้ายทอยจรดปลายเท้า นางสูดลมหายใจเข้าลึก ทว่ากลับสูดเอาเพียงฝุ่นผงและกลิ่นอับทึบเข้าปอดจนต้องไอโขลกออกมาเบา ๆ ทรวงอกสะท้อนขึ้นลงด้วยความยากลำบากในพื้นที่แคบสลัว เสียงร่ำไห้คร่ำครวญดังแว่วมาจากเบื้องบน เสียงนั้นแหบพร่า ฟังดูเจ็บปวดเจียนขาดใจ ทว่าในหูของแพทย์ทหารหญิงชั้นแนวหน้าแห่งศตวรรษที่ยี่สิบสองผู้ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน มันช่างเป็นน้ำเสียงที่เสแสร้งและตลบตะแลงสิ้นดี“โธ่ซิงเอ๋อร์ ช่างอาภัพนัก ฟ้าช่างไร้เมตตา พรากหลานสาวเพียงคนเดียวของข้าไปตั้งแต่วัยเยาว์ โรคระบาดบ้าบออันใดกัน เหตุใดจึงไม่มาเอาชีวิตหญิงชราใกล้ลงโลงอย่างข้าไปแทน!” เสียงของหวังซื่อ ป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลซีดังระงม ปานจะขาดใจตายตามร่างในโลงศพ“ท่านแม่ หักห้ามใจด้วยเถิด น้องซีซิงด่วนจากไป ซ้ำยังติดโรคร้าย พวกเราเร่งฝังกลบตามคำแนะนำของท่านหมอหลี่เถิดขอรับ หากชักช้าเกรงว่าไอสังหารจะแพร่กระจายสู่ชาวบ้านหมู่บ้านสิงฮวา ให้ซิงเอ๋อร์ได้ไปสู่สุขคติเถิด” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่พ







