Se connecter“ฆ่ามัน! อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว เอาหัวของสุนัขรับใช้ผู้นี้กลับไปรับรางวัลที่เมืองหลวง!”
สิ้นเสียงคำรามเหี้ยมเกรียมของหัวหน้ามือสังหารชุดดำ เงาร่างนับสิบที่เร้นกายอยู่ในป่าไผ่ก็พุ่งทะยานออกมา ประกายดาบโค้งรับแสงจันทร์เสี้ยวสาดสะท้อนไอสังหารเย็นเยียบ หมายจะสับร่างของชายหญิงกึ่งกลางวงล้อมให้กลายเป็นเศษเนื้อ
“หลับตาซะ แล้วอย่าส่งเสียงร้อง” เสียงทุ้มลึกของซวี่หยางกระซิบชิดใบหู
ทว่าแทนที่ซีซิงจะหลับตาซุกซ่อนตัวด้วยความหวาดกลัวดั่งสตรีในห้องหอทั่วไป นางกลับเบิกตากว้าง ดวงตาทอประกายวาวโรจน์ มือเรียวอันไร้เรี่ยวแรงพยายามกำสาบเสื้อของบุรุษหนุ่มไว้แน่น พร้อมสวนกลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่าทว่าหนักแน่น
“วิสัยของข้าหาใช่การหลบซ่อนอยู่หลังแผ่นหลังผู้อื่น หากท่านพลาดข้าก็ตาย ดังนั้นห้ามตายเด็ดขาด”
ซวี่หยางชะงักไปชั่วจังหวะลมหายใจ มุมปากที่มักจะเรียบตึงเสมอเหยียดยิ้มหยันโลกขึ้นมาบางเบา “ปากดีนัก ระวังลิ้นจะขาดเอาได้แม่นางน้อย”
เคร้ง!
ยังไม่ทันสิ้นบทสนทนา ดาบเล่มแรกก็ฟาดฟันลงมาหมายบั่นคอซวี่หยาง ชายหนุ่มเพียงเบี่ยงกายหลบอย่างพลิ้วไหว มือหนาที่กุมด้ามอาวุธใต้เข็มขัดตวัดออกอย่างรวดเร็ว
ฉัวะ!
พริบตาเดียว ปลายกระบี่ที่อ่อนช้อยทว่าคมกริบก็ตวัดตัดหลอดลมของมือสังหารคนแรกจนเลือดสีสดสาดกระเซ็นย้อมกอไผ่ ซีซิงเบิกตาค้าง กลิ่นคาวโลหิตคลุ้งเตะจมูก การลงมือของเขาช่างเฉียบขาด อำมหิต และไร้ซึ่งความลังเล
“กระบวนท่ารังสีอำมหิตสูงลิ่ว ทว่า อึก!” ซีซิงกระอักเลือดสีคล้ำออกมาอีกระลอก พิษพีซวงในกายเธอกำลังตีกลับ แต่นั่นยังไม่ร้ายแรงเท่ากับสิ่งที่นางสัมผัสได้จากร่างกายของบุรุษที่โอบกอดนางอยู่
ทุกครั้งที่ซวี่หยางเดินลมปราณ อุณหภูมิในกายเขาจะพุ่งสูงปรี๊ดสลับกับเย็นยะเยือก ชีพจรเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง พิษกู่ในหลอดเลือดของเขากำลังถูกกระตุ้นด้วยเจินชี่ที่เขาดึงมาใช้
“ด้านซ้ายสามก้าว มีคนซัดอ้านชี่” ซีซิงฝืนความเจ็บปวด ตะโกนบอกตำแหน่งเมื่อหูของนางได้ยินเสียงแหวกอากาศแผ่วเบา
ซวี่หยางเบี่ยงตัวหลบเข็มอาบยาพิษได้อย่างฉิวเฉียด เขาก้มมองสตรีในอ้อมแขนด้วยแววตาประหลาดใจลึกล้ำ นางมิเพียงไม่กรีดร้องเสียสติท่ามกลางห่าดาบ ทว่ายังประสาทสัมผัสเฉียบคมถึงเพียงนี้?
“ท่านใช้ปราณยุทธ์มากเกินไปแล้ว พิษกู่กำลังจะกลืนกินหัวใจท่าน” หญิงสาวกัดฟันเตือน “แทงจุดถานจงกลางอกของศัตรู เลี่ยงการปะทะด้วยกำลังภายใน สกัดจุดไท่หยางของพวกมันเสียจะได้จบศึกไวขึ้น”
ในฐานะแพทย์ทหาร นางรู้ดีถึงจุดตายและจุดอ่อนบนสรีระมนุษย์ ซวี่หยางแม้มิได้เอ่ยคำใด ทว่าเขากลับทำตามคำแนะนำของนางอย่างว่าง่าย หร่วนเจี้ยนในมือแปรเปลี่ยนวิถีจากการฟาดฟันด้วยพลังรุนแรง เป็นการทิ่มแทงจุดตายอย่างแม่นยำและประหยัดเรี่ยวแรงที่สุด
สวบ! สวบ! สวบ!
ร่างของมือสังหารร่วงหล่นลงพื้นทีละคน จนกระทั่งเหลือเพียงหัวหน้าชายชุดดำที่ยืนหอบหายใจ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อบุรุษสวมชุดนายพรานเบื้องหน้า
“จ... เจ้าเป็นใครกันแน่! เพลงกระบี่เช่นนี้มิใช่วิถีของชาวยุทธ์ทั่วไป!” หัวหน้ามือสังหารก้าวถอยหลัง
“คนที่กำลังจะไปเยือนปรโลก ไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อผู้ส่งสาร”
ซวี่หยางกดเสียงต่ำ ร่างสูงพุ่งทะยานไปข้างหน้า หร่วนเจี้ยนตวัดเพียงครั้งเดียว ศีรษะของหัวหน้ามือสังหารก็หลุดออกจากบ่า กลิ้งหลุนๆ ไปหยุดอยู่แทบเท้าป้ายหลุมศพตระกูลซี บรรยากาศรอบด้านกลับคืนสู่ความเงียบสงัด มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง
เคร้ง
กระบี่อ่อนร่วงหล่นจากมือหนา ซวี่หยางทรุดเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมกับกระอักเลือดสีดำสนิทออกมาคำโต หยดเลือดนั้นตกลงบนพื้นดินและกัดกร่อนหญ้าแห้งจนเกิดควันสีขาวลอยกรุ่น ซีซิงที่ถูกปล่อยลงนั่งพิงต้นไม้รีบคว้าข้อมือเขามาจับชีพจรทันที
“พิษกู่กำเริบหนักแล้ว! เส้นเลือดท่านกำลังจะแตก!” ซีซิงหน้าซีดเผือด นางล้วงเอาปิ่นเงินออกมา หมายจะแทงสกัดจุดระงับพิษให้เขา
“อย่า... สัมผัสข้า” ซวี่หยางปัดมือนางออกอย่างแรง ดวงตาคมกริบอันเคยเยือกเย็นบัดนี้แดงก่ำ เส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นตามลำคอและใบหน้า คล้ายมีตัวหนอนเล็กๆ กำลังชอนไชอยู่ใต้ผิวหนัง เขากัดฟันจนกรามเป็นสันนูน ฝืนรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ช้อนร่างบางของซีซิงขึ้นพาดบ่า
“ปล่อยข้านะ! ท่านจะพาข้าไปที่ใด!”
“ที่นี่ไม่ปลอดภัย กลิ่นเลือดจะเรียกพวกมันมาอีก” ชายหนุ่มเค้นเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะใช้วิชาตัวเบาดีดตัวขึ้นสู่ยอดไม้ พาร่างของทั้งสองทะยานฝ่าความมืดมิดของยามราตรี ทิ้งบึงฝังศพอันนองเลือดไว้เบื้องหลัง
ลมหนาวยามพาดผ่านบาดผิวจนแสบสัน ซวี่หยางพานางลัดเลาะข้ามเขามาจนถึงเขตเรือนเก่าซอมซ่อของตระกูลซีสายรอง ซึ่งเป็นบ้านเดิมของซีซิงที่นางเพิ่งทวงคืนมาได้ ทว่าทันทีที่ปลายเท้าแตะลงบนลานหน้าเรือน ร่างสูงใหญ่ก็สูญเสียการควบคุม ทรุดฮวบลงกับพื้นพร้อมกับร่างของซีซิงที่กลิ้งหลุดจากวงแขน
“ซวี่หยาง!” ซีซิงถลาเข้าไปประคองร่างที่ร้อนระอุราวกับเตาไฟของเขา“อาซิง? นั่นเจ้าใช่หรือไม่”เสียงเรียกอันคุ้นเคยเจือความร้อนรนดังก้องมาจากหลังพุ่มไม้ แสงสีส้มอ่อนๆ จากโคมไฟกระดาษไผ่ส่องสว่างขึ้น เผยให้เห็นร่างโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งในชุดฉางเผาสีฟ้าครามที่ซักจนซีดจาง ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดแฝงความอ่อนโยน ฉายแววตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อเห็นสภาพสะบักสะบอมของทั้งคู่อวิ๋นเซิน บัณฑิตหนุ่มเพื่อนบ้านผู้แสนดี น้ำใจที่เคยหยิบยื่นอาหารและสอนหนังสือให้เจ้าของร่างเดิม“พี่อวิ๋นเซิน!” ซีซิงร้องเรียกอวิ๋นเซินรีบวิ่งเข้ามาใกล้ ทว่าเมื่อเห็นกองเลือดบนเสื้อผ้าของซีซิง และบุรุษแปลกหน้าหน้าตาถมึงทึงที่นอนหอบหายใจรวยรินอยู่เคียงข้าง ดวงตาที่เคยอบอุ่นก็แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว เขาชักมีดสั้นเล่มเล็กที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมา ชี้ตรงไปยังหน้าอกของซวี่หยาง“เจ้าเป็นผู้ใด! ปล่อยมือจากอาซิงเดี๋ยวนี้ เจ้าคนป่าเถื่อน!” บัณฑิตหนุ่มตวาดลั่น ก้าวเข้ามาขวางหน้านางซวี่หยางแม้อยู่ในสภาพปางตาย ทว่าสายตาเหยี่ยวกลับตวัดมองอวิ๋นเซินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยาม มุมปากมีคราบเลือดสีดำไหลซึม “บัณฑิตหน้าขาวขาดยังไม่หย่านม มีปัญญ
“ฆ่ามัน! อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว เอาหัวของสุนัขรับใช้ผู้นี้กลับไปรับรางวัลที่เมืองหลวง!”สิ้นเสียงคำรามเหี้ยมเกรียมของหัวหน้ามือสังหารชุดดำ เงาร่างนับสิบที่เร้นกายอยู่ในป่าไผ่ก็พุ่งทะยานออกมา ประกายดาบโค้งรับแสงจันทร์เสี้ยวสาดสะท้อนไอสังหารเย็นเยียบ หมายจะสับร่างของชายหญิงกึ่งกลางวงล้อมให้กลายเป็นเศษเนื้อ“หลับตาซะ แล้วอย่าส่งเสียงร้อง” เสียงทุ้มลึกของซวี่หยางกระซิบชิดใบหูทว่าแทนที่ซีซิงจะหลับตาซุกซ่อนตัวด้วยความหวาดกลัวดั่งสตรีในห้องหอทั่วไป นางกลับเบิกตากว้าง ดวงตาทอประกายวาวโรจน์ มือเรียวอันไร้เรี่ยวแรงพยายามกำสาบเสื้อของบุรุษหนุ่มไว้แน่น พร้อมสวนกลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่าทว่าหนักแน่น“วิสัยของข้าหาใช่การหลบซ่อนอยู่หลังแผ่นหลังผู้อื่น หากท่านพลาดข้าก็ตาย ดังนั้นห้ามตายเด็ดขาด”ซวี่หยางชะงักไปชั่วจังหวะลมหายใจ มุมปากที่มักจะเรียบตึงเสมอเหยียดยิ้มหยันโลกขึ้นมาบางเบา “ปากดีนัก ระวังลิ้นจะขาดเอาได้แม่นางน้อย”เคร้ง!ยังไม่ทันสิ้นบทสนทนา ดาบเล่มแรกก็ฟาดฟันลงมาหมายบั่นคอซวี่หยาง ชายหนุ่มเพียงเบี่ยงกายหลบอย่างพลิ้วไหว มือหนาที่กุมด้ามอาวุธใต้เข็มขัดตวัดออกอย่างรวดเร็วฉัวะ!พริบตาเดียว
หวังซื่อตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า แข้งขาอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงกับพื้น ทว่ายังไม่ทันที่นางจะสรรหาข้ออ้างใดมาแก้ต่าง เสียงทุ้มต่ำของนายพรานหนุ่มก็ดังก้องขึ้นอีกระลอก“ไม่ต้องถึงมือนักชันสูตรหรอก ยามเว่ยของวันนี้ข้าล่าสัตว์อยู่บนเขาเหมาซาน บังเอิญเห็นสตรีชราผู้หนึ่งท่าทางลุกลน แอบนำถ้วยกระเบื้องดินเผาเปื้อนคราบสีเหลืองไปฝังกลบไว้ใต้ต้นกุ้ยฮวาหลังเรือนตระกูลซี หากผู้นำหมูบ้านต้องการประจักษ์พยาน ข้าซวี่หยางยินดีเดินทางไปให้การที่ศาลาว่าการ”สิ้นคำประกาศของซวี่หยาง ฟางเส้นสุดท้ายของหวังซื่อก็ขาดสะบั้น นางกรีดร้องเสียงหลง โขกศีรษะลงกับพื้นดินดังปึก ๆ อย่างไร้ศักดิ์ศรี“ผู้นำหมูบ้านเมตตาด้วย! ซิงเอ๋อร์ ป้าผิดไปแล้ว! ป้าถูกผีบังตา เห็นแก่ที่ป้าเคยเลี้ยงดูเจ้ามาตั้งแต่บิดามารดาเจ้าด่วนจากไป ละเว้นพวกเราแม่ลูกสักครั้งเถิด อย่าส่งพวกเราไปศาลาว่าการเลย!”ชาวบ้านรอบด้านต่างถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ สตรีผู้นี้ช่างหน้าหนาเกินทน ตอนจะฆ่าเขาไม่คิดถึงสายเลือด พอจวนตัวกลับมาอ้างบุญคุณจอมปลอมซีซิงมองภาพน่าสมเพชเบื้องหน้าด้วยสายตาเย็นชา“บุญคุณจานข้าวบูดกับน้ำแกงล้างหม้อที่ท่านโยนให้ข้ากินประดุจสุนั
พรึ่บ!ร่างสูงพลิ้วกายลงมาจากยอดไม้ไหว่อวี้ท่วงท่าสง่างามทว่าหนักแน่น ปลายรองเท้าหุ้มข้อสีดำสนิทแตะลงบนพื้นดินโดยไร้สุ่มเสียง บุรุษผู้นั้นสวมชุดเซ่ออีสีครามเข้มรัดกุม แผ่นหลังกว้างแบกคันธนูไม้จื่อถานและกระบอกใส่ลูกธนู แม้การแต่งกายจะดูต่ำต้อย ทว่ากลิ่นอายสูงศักดิ์และรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านรอบกาย กลับบีบคั้นจนผู้คนในบึงฝังศพแทบลืมหายใจซีซิงหรี่ตามองผู้มาเยือน ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย สันกรามคมกริบรับกับจมูกโด่งเป็นสัน ใต้หางตาซ้ายมีรอยแผลเป็นสีจางพาดผ่านเล็กน้อย ทว่ามันมิได้ลดทอนความดูดีลงเลย กลับเพิ่มกลิ่นอายความดิบเถื่อนและอันตรายมากยิ่งขึ้น‘ปราณยุทธ์ล้ำลึก อาศัยเพียงใบไผ่ก็ซัดพลั่วเหล็กกระเด็นได้ ชายผู้นี้มิใช่นายพรานธรรมดาแน่’ อดีตแพทย์ทหารหญิงประเมินในใจอย่างรวดเร็ว“โอ๊ย มือข้า ข้อมือข้าหักแล้ว!” เสียงร้องโหยหวนของซีคังทำลายความเงียบ ร่างอวบอ้วนดิ้นทุรนทุรายอยู่หน้าป้ายวิญญาณ เลือดสีสดไหลหยดจากง่ามมือที่ฉีกขาดหวังซื่อเห็นบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนบาดเจ็บสาหัสก็สติขาดผึง ลืมเลือนความหวาดกลัวเมื่อครู่จนสิ้น นางชี้หน้าบุรุษชุดครามพลางแผดเสียงแหลมปรี๊ด“ผู้ใด! เจ้าเป็นผู้ใดถึงกล้าสอดมือยุ่งเร
“ผีบิดามารดาเจ้าสิ ซีคัง!” เสียงหวานทว่าเย็นเยียบดังทะลุกลางปล้อง ซีซิงเหยียบขอบโลงไม้ กระโดดลงมายืนตระหง่านเบื้องหน้าหลุมศพตัวเอง ปัดฝุ่นดินตามเสื้อผ้าด้วยท่วงท่าสง่างาม “ลืมตาหมาป่าตาขาวของพวกเจ้าดูให้ดีว่าข้ามีเงาหรือไม่ ข้าคือคนหรือผี!”“ซ... ซิงเอ๋อร์ เจ้ายังไม่ตาย? เจ้าฟื้นจากความตายได้อย่างไร ท่านหมอหลี่บอกว่าเจ้าสิ้นลมแล้ว!” หวังซื่อละล่ำละลัก ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวผสมความเสียดายที่แผนการพังทลาย“ผิดหวังงั้นหรือ ป้าสะใภ้ใหญ่” หญิงสาวแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน ก้าวอาด ๆ เข้าไปหาคนทั้งสอง “บังเอิญว่าเมื่อครู่ข้าลงไปถึงหน้าประตูปราสาทเฟิงตู่แล้ว แต่ท่านยมราชบัญชีเป็นธรรม ตรวจดูแล้วพบว่าอายุขัยข้ายังเหลืออีกยาวไกลนัก ท่านจึงถีบส่งข้ากลับมา พร้อมฝากคำถามมาถึงพวกท่าน”ทุกย่างก้าวของร่างบางแผ่ซ่านด้วยแรงกดดันและจิตสังหารอันเข้มข้น จนชาวบ้านที่มาร่วมงานศพต้องกลืนน้ำลายและแหวกทางให้โดยสัญชาตญาณ“ท่านยมราชฝากถามว่า” ซีซิงหรี่ตาลง มุมปากยกยิ้มเหี้ยมเกรียม “ยาพิษพีซวงในน้ำแกงไก่ดำถ้วยนั้นรสชาติเป็นอย่างไร เหตุใดจึงใจดำอำมหิตรีบร้อนส่งหลานสาวสายเลือดเดียวกันลงนรก เพียงเพื่อ
มืดมิด อึดอัด และไร้ซึ่งปราณรื่นรมย์กลิ่นดินชื้นแฉะผสมผสานกับกลิ่นอับของไม้ลอยคลุ้งเตะจมูก ซีซิงพยายามขยับเปลือกตาอันหนักอึ้ง อาการปวดร้าวแล่นพล่านจากท้ายทอยจรดปลายเท้า นางสูดลมหายใจเข้าลึก ทว่ากลับสูดเอาเพียงฝุ่นผงและกลิ่นอับทึบเข้าปอดจนต้องไอโขลกออกมาเบา ๆ ทรวงอกสะท้อนขึ้นลงด้วยความยากลำบากในพื้นที่แคบสลัว เสียงร่ำไห้คร่ำครวญดังแว่วมาจากเบื้องบน เสียงนั้นแหบพร่า ฟังดูเจ็บปวดเจียนขาดใจ ทว่าในหูของแพทย์ทหารหญิงชั้นแนวหน้าแห่งศตวรรษที่ยี่สิบสองผู้ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน มันช่างเป็นน้ำเสียงที่เสแสร้งและตลบตะแลงสิ้นดี“โธ่ซิงเอ๋อร์ ช่างอาภัพนัก ฟ้าช่างไร้เมตตา พรากหลานสาวเพียงคนเดียวของข้าไปตั้งแต่วัยเยาว์ โรคระบาดบ้าบออันใดกัน เหตุใดจึงไม่มาเอาชีวิตหญิงชราใกล้ลงโลงอย่างข้าไปแทน!” เสียงของหวังซื่อ ป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลซีดังระงม ปานจะขาดใจตายตามร่างในโลงศพ“ท่านแม่ หักห้ามใจด้วยเถิด น้องซีซิงด่วนจากไป ซ้ำยังติดโรคร้าย พวกเราเร่งฝังกลบตามคำแนะนำของท่านหมอหลี่เถิดขอรับ หากชักช้าเกรงว่าไอสังหารจะแพร่กระจายสู่ชาวบ้านหมู่บ้านสิงฮวา ให้ซิงเอ๋อร์ได้ไปสู่สุขคติเถิด” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่พ







