แชร์

บทที่ 4

ผู้เขียน: ฟ้าดุษฎี
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2025-12-13 16:05:22

ร่างองอาจของหม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์เดินเข้ามาทรุดกายลงนั่งยังเก้าอี้ไม้สักทองในห้องหนังสือ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับริมหน้าต่าง ก่อนจะยกมือขึ้นไปนวดคลึงบริเวณขมับเบาๆ เพื่อคลายความเครียดอันเนื่องมาจากที่เขาได้โกหกคำโตต่อบุพการีทั้งสองว่าตนนั้นมี ‘คนรัก’ อยู่แล้ว

มือหนาเอื้อมไปหยิบขวดวิสกี้ราคาแพงที่อยู่บนโต๊ะพร้อมทั้งเปิดฝามันออก แล้วจึงรินใส่ในแก้วทรงเตี้ยพอประมาณ จากนั้นก็กรอกเข้าปากรวดเดียวอึกๆ จนหมดราวกับเป็นน้ำหวานก็ไม่ปาน

เหล้า...คือสิ่งที่เขามักจะเอาไว้ใช้ผ่อนคลายยามมีอารมณ์ขุ่นมัวหรือหมองใจอะไรสักอย่าง

หม่อมราชวงศ์หนุ่มรู้ดีว่าผู้เป็นมารดาและบิดาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อยัดเยียดบุตรสาวของเจ้าขุนมูลนายในสังคมชั้นสูง ซึ่งเปี่ยมไปด้วยหน้าตา ฐานะ ชาติตระกูล และการศึกษาให้เขาทุกครั้งที่สบโอกาส

แต่จนแล้วจนรอดก็หามีหญิงใดทะลายกำแพงหัวใจอันแสนเย็นชาดวงนี้ได้เลยสักคน นอกจาก ‘ปานรวี’ ผู้หญิงหนึ่งเดียวที่เขาเคยมอบความรู้สึกดีๆ ให้เมื่อสมัยไปร่ำเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

ทั้งคู่คบหาดูใจและให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเมื่อเรียนจบจะกลับมาแต่งงานกันที่ประเทศไทย ทว่าความสุขนั้นมักจะอยู่กับคนเราได้ไม่นาน ปานรวีประสบอุบัติเหตุถูกรถชนในเทอมสุดท้าย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ขจรศักดิ์วาดฝันก็สิ้นสลายลงในพริบตา เสมือนถูกอสุนีบาตผ่าฟาดเข้าตรงหัวใจจนไหม้เกรียม

ร่างอันไร้วิญญาณของหญิงสาวคนรักที่ชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงฉานค่อยๆ ถูกเจ้าหน้าที่คลี่ผ้าสีขาวขึ้นมาคลุมใบหน้า มันยังคงเป็นภาพที่ติดตาและตามมาหลอกหลอนชายหนุ่มอยู่ทุกเวลาราวกับภาพยนตร์ที่ถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ขจรศักดิ์ก็ไม่เคยมีรอยยิ้มบนใบหน้าเลยสักครั้ง เขาเปลี่ยนบุคลิกเป็นคนละคน จากที่มีนิสัยอบอุ่น อ่อนโยน โอบอ้อมอารีต่อผู้คนรอบข้าง บัดนี้กลับกลายเป็นเงียบขรึม ดุดัน และแข็งกระด้าง

แต่กระนั้นก็หาได้ลดทอนเสน่ห์อันมากล้นของราชนิกุลหนุ่มผู้นี้ที่มีต่อเพศตรงข้ามเลยสักนิด เพราะขจรศักดิ์เกิดมารูปงามดั่งเทพบุตร เมื่อบวกเข้ากับชาติตระกูลและทรัพย์สมบัติพัสถานเข้าด้วยกัน เขาจึงกลายเป็นบุรุษเนื้อหอมอันดับหนึ่งที่สาวๆ ทั่วทั้งพระนครหมายมาดอยากจะได้มาเป็นคู่ครอง...

ดวงจันทร์นวลผ่องดั่งก้อนทองคำแผ่รัศมีสุกสว่างไปบนเวิ้งฟ้า ราตรีนี้เงียบสนิทปราศจากมวลหมู่เมฆมาบดบังให้รำคาญสายตา

แสงดาวยังคงนั่งขูดมะพร้าวอย่างขะมักเขม้นอยู่บริเวณเฉลียงหน้าบ้าน โดยไม่ได้อนาทรต่อความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาตลอดทั้งวันแต่อย่างใด มือเล็กจิ๋วจับกะลาผ่าซีก ด้านในนั้นมีเนื้อสีขาวนวล ค่อยๆ กดเข้าที่ปลายยอดของกระต่ายซึ่งเป็นเครื่องมือใช้สำหรับขูดมะพร้าวอย่างคล่องแคล่วและชำนิชำนาญ เพราะเธอทำเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว

ทันใดนั้นเอง! จู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะเหี้ยมๆ ของใครบางคนดังขึ้น ยังผลให้ดวงตาดำขลับเหลือบไปมองทันที และภาพที่เห็นก็ทำเอาริมฝีปากกระจับจิ้มลิ้มอ้าหวอด้วยความตกใจ

“โอ...ไม่นะ! คุณพระคุณเจ้าได้โปรดช่วยลูกช้างด้วยเถิด!” เด็กสาวคร่ำครวญ ใบหน้าซีดเผือด ความคิดร้ายๆ กระโจนเข้ามาในหัวราวกับวิถีกระสุน

ร่างสูงใหญ่ของหม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์ส่งสายตาวาวโรจน์ ขณะเยื้องย่างมาใกล้ๆ คลื่นแห่งความทมิฬพวยพุ่งเข้าปะทะแสงดาวจนร้อนผ่าวระอุไปทั้งตัว

“คุ...คุณมาที่บ้านของดิฉันได้ยังไง?...” เสียงที่เอ่ยถามออกไปนั้นตะกุกตะกัก แต่ชายหนุ่มไม่ตอบ ดวงตาคู่คมหรี่ลงแคบๆ พร้อมทั้งแสยะยิ้มมุมปาก ก่อนจะใช้จังหวะที่ร่างแน่งน้อยไม่ทันได้ตั้งตัว ย่อกายลงช้อนอุ้มขึ้นในวงแขนแข็งแรงอย่างว่องไว

“ว้าย! คุณจะทำอะไร!” แสงดาวพยายามดีดดิ้น แกว่งแขนขาไปมา พลางนึกหวาดหวั่นกับสีหน้าและแววตาคู่นั้นอย่างบอกไม่ถูก

“เดี๋ยวหล่อนก็รู้เอง” ไม่พูดเปล่า เขากลับใช้ไหล่หนาดันประตูให้เปิดออก สาวเท้าเข้าไปข้างในบ้าน แล้วหันมาดันประตูปิดดังโครมจนแทบพัง

“ปล่อยดิฉันนะ! ปล่อยซี! บอกให้ปล่อย!”

“อยู่นิ่งๆ ได้ไหม...ฮึ” ชายหนุ่มคำรามเสียงดุๆ ก่อนจะโยนร่างพยศลงบนฟูกที่นอนเก่าๆ ซึ่งมีรอยเย็บปะอยู่เต็มไปหมดอย่างกระแทกกระทั้น

เด็กสาวจึงใช้จังหวะนั้นดีดตัวขึ้นและรีบกระทดกายถอยหลังไปชิดกับผนังบ้าน มองดูร่างของชายหนุ่มซึ่งกำลังคลานเข้ามาหาราวกับพญาเสือร้ายที่เห็นเหยื่อเนื้อหวานอันโอชะ

“อย่าเข้ามานะ! ออกไป๊! ออกไปให้พ้น!”

“ฉันไปแน่ หึหึ” เขาเปล่งเสียงหัวเราะหื่นๆ ในลำคอ “แต่หลังจากที่คิดบัญชีกับหล่อนก่อน ยัยเด็กอวดดี”

ไม่มีเวลาให้ร่างแน่งน้อยได้บิดกายหนี เมื่อนักล่าตะครุบลงที่ข้อเท้าเล็กๆ แล้วกระชากลากมานอนขึงพรืดอยู่ใต้ร่างกำยำอย่างรวดเร็ว

“ไม่นะ...ม่ายยย!!!”

แสงดาวดิ้นเร่าและพยายามต่อสู้ขัดขืนเต็มกำลัง ทว่ามีหรือที่แรงอันน้อยนิดดั่งมดปลวกจะไปทัดทานพละกำลังอันมหาศาลได้

มือหนาๆ จัดการฉีกเสื้อผ้าของเด็กสาวออกจากกันจนขาดวิ่น เปิดเปลือยความผุดผาดขาวพร่างแซมชมพูท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องสว่างลอดมาทางหน้าต่างบานฉลุ

ขจรศักดิ์อ้าปากค้าง มองดูภาพเบื้องหน้าอย่างตื่นตะลึง แล้วค่อยๆ โน้มกายลงมาทาบทับพร้อมกดใบหน้าด้านข้างซึ่งกระด้างด้วยตอนวดเขียวครึ้มที่เพิ่งขึ้นได้ไม่กี่วัน ไสเสียดไปตามผิวหนังนวลเนียนบริเวณเนินอกนุ่มนิ่มจนร่างเล็กสะดุ้งเฮือกเหมือนปลาถูกทุบ

“กรี๊ดดด!!! อย่าทำแบบนี้!!!”

สาวน้อยหวีดร้องดังลั่น เหงื่อแตกพลั่ก ใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม คล้ายกับว่าถูกมีดอันแหลมคมจ้วงแทงเข้าทั่วร่าง

“ฮึม...เห็นตัวเล็กๆ ไม่คิดเลยว่าจะซ่อนรูปเหมือนกัน” ชายหนุ่มพึมพำเสียงพร่า ก่อนจะฮุบปากครอบหมับเข้าที่ยอดปทุมถันคู่เต่งด้วยความใคร่กระหายที่มีอยู่มากล้น

แสงดาวแอ่นร่างหยัดขึ้นเป็นสะพานโค้ง รู้สึกได้ว่าขนทั้งตัวลุกซู่ด้วยความซ่านสยิวเกินกว่าจะควบคุม ยิ่งเธออ้อนวอนร้องขอมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งไปกระตุ้นต่อมกำหนัดกลัดมันของเขามากขึ้นเท่านั้นราวกับกองไฟที่ได้เชื้อเพลิงชั้นดีสุมใส่

ขจรศักดิ์ใช้มือหนาๆ ขยี้ขย้ำเข้าที่ใต้ฐานทรวง บีบมันหนุบหนับจนลอยตัวเป็นก้อนกลมแน่นดิ้นดุ๊กดิ๊กส่ายไปมาอย่างน่ารัก

เด็กสาวกระตุกตุบๆ ลมหายใจเริ่มขาดช่วงเหมือนจะขาดใจตาย พลางตวัดมือเล็กลงไปกดเกร็งอยู่บนหัวไหล่แกร่งเพื่อระบายความหวานหวามที่กำลังเล่นงานอยู่ในตอนนี้

หม่อมราชวงศ์หนุ่มผละใบหน้าออกมายิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นเรือนร่างอรชรเริ่มโอนอ่อนผ่อนตามการปลุกเล้าอารมณ์สวาท ฝ่ามือหนาที่ซุกซนอีกข้างไม่ยอมหยุดนิ่ง เที่ยวลูบไล้เคล้นคลึงไปตามบริเวณสะโพกผายโค้งเว้า ก่อนที่ในไม่ช้าจะล้วงลึกแหวกลู่เข้าไปวางทับอยู่บนผ้าชิ้นน้อยกลางกายสาว

“ยะ...อย่าาา!”

เสียงใสครางประท้วงตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด แต่มันไม่ง่ายเลยสักนิด เพราะเขากลับใช้ความได้เปรียบในทุกๆ ทาง กระชากเอาอาภรณ์ส่วนล่างรูดลงมาตามเรียวขา แล้วโยนมันทิ้งโดยไม่สนใจว่าจะไปตกอยู่ตรงไหน

“ไม่นะ! ได้โปรดอย่าทำแบบนี้!”

เด็กสาวพยายามดิ้นรนอีกรอบ หากก็ถูกอีกฝ่ายใช้ลำแขนแข็งแรงกดทับแทบจะขยับกายไม่ได้ ขจรศักดิ์ไม่รอช้ารีบปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองออกทุกชิ้นจนร่างกายเปลือยเปล่า

แสงดาวอ้าปากหวอ นัยน์ตาคู่สวยเผลอมองแผงอกล่ำสัน ซึ่งนูนเด่นเป็นฐานกว้างและอุดมไปด้วยมัดกล้ามหนั่นแน่นประดุจดั่งงานศิลปะที่หล่อหลอมมาจากทองคำ โดยเฉพาะบริเวณจุดยุทธศาสตร์ของเขาที่ดึงดูดจนเธอมิอาจถอนสายตาไปได้แม้สักเสี้ยววินาทีเดียว

ชายหนุ่มยิ้มหวาน โก่งลำตัวลงมาเกยทับบนร่างเล็กเอาไว้ มือข้างหนึ่งอ้อมมาดันเอวกิ่วนั้นขึ้นเพียงนิด แล้วค่อยๆ ประคองความกล้าแกร่งแห่งบุรุษเพศเข้าหลอมรวมกับความอ่อนนุ่มเป็นเนื้อเดียวกันจนหมดสิ้น

“กรี๊ดดด!!!”

เด็กสาวผวาตื่นขึ้นในวินาทีนั้น เหงื่อเม็ดใสๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผากมนจนเปียกชื้นไปหมด อาการร้อนวูบวาบเหมือนโดนไฟอังยังคงแล่นไปทั่วเรือนกาย ใบหน้านวลวิไลมองไปรอบๆ ข้างในบ้าน แล้วถอนหายใจดังฟู่ออกมาอย่างโล่งอกที่มันเป็นแค่ ‘มโนฝัน’ เท่านั้น

“บ้าจริง ทำไมเราถึงได้ฝันอะไรสัปดนแบบนี้ด้วยนะ”

ร่างแน่งน้อยบ่นงุ้งงิ้ง พลางลุกขึ้นพับผ้าห่มให้เป็นระเบียบเพราะตอนนี้เป็นเวลาเกือบๆ รุ่งสาง ก่อนจะเดินออกไปทางตุ่มหลังบ้าน จัดการล้างหน้าล้างตาให้กระชุ่มกระชวย แล้วกลับมาเตรียมวัตถุดิบต่างๆ ที่จะใช้ทำขนมครกตามประสาแม่ค้าหาบเร่หาเช้ากินค่ำ

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • สะใภ้กุลธวัชร (แนวดราม่าตบจูบ)   บทที่ 4

    ร่างองอาจของหม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์เดินเข้ามาทรุดกายลงนั่งยังเก้าอี้ไม้สักทองในห้องหนังสือ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับริมหน้าต่าง ก่อนจะยกมือขึ้นไปนวดคลึงบริเวณขมับเบาๆ เพื่อคลายความเครียดอันเนื่องมาจากที่เขาได้โกหกคำโตต่อบุพการีทั้งสองว่าตนนั้นมี ‘คนรัก’ อยู่แล้วมือหนาเอื้อมไปหยิบขวดวิสกี้ราคาแพงที่อยู่บนโต๊ะพร้อมทั้งเปิดฝามันออก แล้วจึงรินใส่ในแก้วทรงเตี้ยพอประมาณ จากนั้นก็กรอกเข้าปากรวดเดียวอึกๆ จนหมดราวกับเป็นน้ำหวานก็ไม่ปานเหล้า...คือสิ่งที่เขามักจะเอาไว้ใช้ผ่อนคลายยามมีอารมณ์ขุ่นมัวหรือหมองใจอะไรสักอย่างหม่อมราชวงศ์หนุ่มรู้ดีว่าผู้เป็นมารดาและบิดาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อยัดเยียดบุตรสาวของเจ้าขุนมูลนายในสังคมชั้นสูง ซึ่งเปี่ยมไปด้วยหน้าตา ฐานะ ชาติตระกูล และการศึกษาให้เขาทุกครั้งที่สบโอกาสแต่จนแล้วจนรอดก็หามีหญิงใดทะลายกำแพงหัวใจอันแสนเย็นชาดวงนี้ได้เลยสักคน นอกจาก ‘ปานรวี’ ผู้หญิงหนึ่งเดียวที่เขาเคยมอบความรู้สึกดีๆ ให้เมื่อสมัยไปร่ำเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษทั้งคู่คบหาดูใจและให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเมื่อเรียนจบจะกลับมาแต่งงานกันที่ประเทศไทย ทว่าความสุขนั้นมักจะอยู่กับคนเราได้ไม

  • สะใภ้กุลธวัชร (แนวดราม่าตบจูบ)   บทที่ 3

    “นังแสงดาว” หญิงวัยกลางคนหันไปเอ็ดเด็กสาวที่ตนรักและเอ็นดูเสมือนลูกหลานแท้ๆ เสียงขรม “หยุดต่อล้อต่อเถียงกับคุณชายขจรได้แล้ว ประเดี๋ยวไอ้แดงมันก็ซวยไปด้วยอีกคนเอาหรอก”“ซวย?...” เด็กสาวทวนคำอย่างฉงนสนเท่ห์“ก็ใช่นะสิ”“แล้วทำไมจะต้องซวยด้วยล่ะจ๊ะป้า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับพี่แดงเลยนี่น่า”“จะไม่ให้เกี่ยวได้อย่างไร ก็เพราะว่าไอ้แดงน่ะทำงานเป็นคนล้างรถอยู่ที่วังตะวันฉาย ซึ่งก็คือวังของคุณชายขจรยังไงล่ะ” คิ้วสีนิลซึ่งเริ่มมีสีขาวแซมนิดๆ ของนางศจียับย่นขณะบอกเล่าแสงดาวอึ้งไปครู่ใหญ่ๆ เพราะเธอไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน และเมื่อเหลือบไปเห็นป้าศจีซึ่งก้มหน้าก้มตาด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัว ความรู้สึกโกรธกรุ่นก็ปรากฏเด่นชัดบนขากรรไกรน้อยๆ ที่ขบแน่น จนนึกอยากจะวิ่งไปหาท่อนไม้ใหญ่ๆ มาฟาดใส่อีตาคุณชายหน้ายักษ์สักป๊าบ!“อ้อ...อย่างนี้นี่เอง” หม่อมราชวงศ์หนุ่มพูดแทรกขึ้นพร้อมทั้งพยักหน้าน้อยๆ “ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงได้รู้จักชื่อของฉัน”“อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะเจ้าคะคุณชายขจร” นางศจีมีท่าทางกระตือรือร้นเมื่ออีกฝ่ายเบือนหน้ามาสนทนาด้วย “เวลาไอ้แดงกลับมาบ้านทีไร มันมักจะเล่าถึงความมีน้ำ

  • สะใภ้กุลธวัชร (แนวดราม่าตบจูบ)   บทที่ 2

    “นี่รึ? ที่เขาเรียกว่าผู้ดี เที่ยวดูถูกดูแคลนคนอื่นไปทั่ว มันก็ไม่ต่างอะไรจากไพร่เหมือนกันนั่นแหละ”เพราะถูกคนรอบข้างยกยอปอปั้นและให้เกียรติจนเคยชิน ทำให้ชายหนุ่มหน้ามืดหนักกว่าเดิมเมื่อได้ยินวาจาผรุสวาทสาดโครมมาใส่ ร่างสูงผึ่งผายจึงรีบย่างสามขุมเข้าไปหาราวกับเสือร้ายเห็นนางกระจงน้อย ฉุดเอาข้อมือเล็กจิ๋วแล้วเหวี่ยงหมุนร่างบอบบางมาปะทะอกแกร่งซึ่งขวางเต็มไปด้วยมัดกล้ามหนั่นแน่น“จองหองมากไปแล้ว!”“ปล่อยนะ! ดิฉันเจ็บ!” แสงดาวพยายามดิ้นขลุกขลิก แต่ยิ่งดิ้นอ้อมกอดก็ยิ่งรัดแน่นจนกระดูกแทบหัก“ถ้าวันนี้ฉันไม่ได้สั่งสอนเด็กทโมนอย่างหล่อนให้หลาบจำ ก็อย่ามาเรียกฉันว่า ‘หม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์’ อีกเลย!”ครั้นพอได้ยินคำประกาศเปรี้ยงดุจสายฟ้าฟาดของชายหนุ่มแบบชัดๆ เต็มสองรูหู แสงดาวถึงกับเบิกตาขึ้นช้าๆ จนกลายกลายเป็นถลึงเหลือก ก่อนที่ร่างเล็กจะถลาถอยร่น แล้วหมอบตัวลงแนบพื้นถนนด้วยท่าทางสั่นเทาปานลูกนกเปียกฝน!ความพะวักพะวงระคนหวาดหวั่น ยังผลให้ดวงตาสีประกายนิลเริ่มเป็นเงารื้นขึ้น เมื่อตระหนักได้ว่าชายหนุ่มซึ่งมีศักดิ์นำหน้าเป็นถึง ‘หม่อมราชวงศ์’ คงจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเอามากๆ ที่ลูกหนูหริ่งตัวน้อยอย่าง

  • สะใภ้กุลธวัชร (แนวดราม่าตบจูบ)   บทที่ 1

    เขตพระนคร ปลายพุทธศักราช ๒๕๐๘ ต้นฤดูคิมหันต์...คำว่า ‘คนรวยก็รวยล้นฟ้า คนจนก็จนติดดิน’ ยังคงใช้ได้อยู่ทุกยุคทุกสมัยไม่เสื่อมคลาย เฉกเช่นเดียวกับชีวิตของ ‘แสงดาว’ เด็กสาววัยดรุณีผู้แสนยากจน ซึ่งมีอาชีพหาบเร่ขายขนมครกอยู่ตามย่านถนนเจริญกรุง เธอต้องหาเช้ากินค่ำและมุมานะอย่างหนักเพื่อหวังว่าสักวันครอบครัวของตนจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมือเล็กจิ๋วหยาบกร้านนิดๆ อันเนื่องมาจากการทำงานหามรุ่งหามค่ำ ค่อยๆ บรรจงหยิบขนมครกเนื้อนุ่มที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมละมุนของกะทิใส่ลงบนกระทงใบตองขนาดเท่าฝ่ามือทีละชิ้น แล้วยื่นไปให้กับลูกค้าที่มาซื้อด้วยรอยยิ้มสดใสน่ารักภาพนั้นเป็นภาพที่คุ้นชินของคนในละแวกนี้ดี เพราะเด็กสาวมีนิสัยร่าเริง ช่างพูดช่างเจรจา และมีมิตรไมตรีต่อทุกคน จึงทำให้มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยเทียวแวะเวียนมาอุดหนุนมิได้ขาดสาย“วันนี้ได้กี่สตางค์แล้วล่ะนังแสงดาว รู้สึกขนมครกของเอ็งจะขายดีเป็นเทน้ำเป็นท่าเชียวนะ”ป้าศจี ‘แม่ค้าขายผักสด’ หันมาเลียบเคียงถาม ขณะจัดแจงผักชนิดต่างๆ ที่วางอยู่บนหาบของตัวเองให้แลดูน่าพิศมองต่อผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา“ก็พอได้จ้ะป้า” แสงดาวคลี่ยิ้มหวาน แล้วหมุนกายไปหยอดแป้งส่ว

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status