Masukร่างองอาจของหม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์เดินเข้ามาทรุดกายลงนั่งยังเก้าอี้ไม้สักทองในห้องหนังสือ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับริมหน้าต่าง ก่อนจะยกมือขึ้นไปนวดคลึงบริเวณขมับเบาๆ เพื่อคลายความเครียดอันเนื่องมาจากที่เขาได้โกหกคำโตต่อบุพการีทั้งสองว่าตนนั้นมี ‘คนรัก’ อยู่แล้ว
มือหนาเอื้อมไปหยิบขวดวิสกี้ราคาแพงที่อยู่บนโต๊ะพร้อมทั้งเปิดฝามันออก แล้วจึงรินใส่ในแก้วทรงเตี้ยพอประมาณ จากนั้นก็กรอกเข้าปากรวดเดียวอึกๆ จนหมดราวกับเป็นน้ำหวานก็ไม่ปาน
เหล้า...คือสิ่งที่เขามักจะเอาไว้ใช้ผ่อนคลายยามมีอารมณ์ขุ่นมัวหรือหมองใจอะไรสักอย่าง
หม่อมราชวงศ์หนุ่มรู้ดีว่าผู้เป็นมารดาและบิดาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อยัดเยียดบุตรสาวของเจ้าขุนมูลนายในสังคมชั้นสูง ซึ่งเปี่ยมไปด้วยหน้าตา ฐานะ ชาติตระกูล และการศึกษาให้เขาทุกครั้งที่สบโอกาส
แต่จนแล้วจนรอดก็หามีหญิงใดทะลายกำแพงหัวใจอันแสนเย็นชาดวงนี้ได้เลยสักคน นอกจาก ‘ปานรวี’ ผู้หญิงหนึ่งเดียวที่เขาเคยมอบความรู้สึกดีๆ ให้เมื่อสมัยไปร่ำเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ
ทั้งคู่คบหาดูใจและให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเมื่อเรียนจบจะกลับมาแต่งงานกันที่ประเทศไทย ทว่าความสุขนั้นมักจะอยู่กับคนเราได้ไม่นาน ปานรวีประสบอุบัติเหตุถูกรถชนในเทอมสุดท้าย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ขจรศักดิ์วาดฝันก็สิ้นสลายลงในพริบตา เสมือนถูกอสุนีบาตผ่าฟาดเข้าตรงหัวใจจนไหม้เกรียม
ร่างอันไร้วิญญาณของหญิงสาวคนรักที่ชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงฉานค่อยๆ ถูกเจ้าหน้าที่คลี่ผ้าสีขาวขึ้นมาคลุมใบหน้า มันยังคงเป็นภาพที่ติดตาและตามมาหลอกหลอนชายหนุ่มอยู่ทุกเวลาราวกับภาพยนตร์ที่ถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ขจรศักดิ์ก็ไม่เคยมีรอยยิ้มบนใบหน้าเลยสักครั้ง เขาเปลี่ยนบุคลิกเป็นคนละคน จากที่มีนิสัยอบอุ่น อ่อนโยน โอบอ้อมอารีต่อผู้คนรอบข้าง บัดนี้กลับกลายเป็นเงียบขรึม ดุดัน และแข็งกระด้าง
แต่กระนั้นก็หาได้ลดทอนเสน่ห์อันมากล้นของราชนิกุลหนุ่มผู้นี้ที่มีต่อเพศตรงข้ามเลยสักนิด เพราะขจรศักดิ์เกิดมารูปงามดั่งเทพบุตร เมื่อบวกเข้ากับชาติตระกูลและทรัพย์สมบัติพัสถานเข้าด้วยกัน เขาจึงกลายเป็นบุรุษเนื้อหอมอันดับหนึ่งที่สาวๆ ทั่วทั้งพระนครหมายมาดอยากจะได้มาเป็นคู่ครอง...
ดวงจันทร์นวลผ่องดั่งก้อนทองคำแผ่รัศมีสุกสว่างไปบนเวิ้งฟ้า ราตรีนี้เงียบสนิทปราศจากมวลหมู่เมฆมาบดบังให้รำคาญสายตา
แสงดาวยังคงนั่งขูดมะพร้าวอย่างขะมักเขม้นอยู่บริเวณเฉลียงหน้าบ้าน โดยไม่ได้อนาทรต่อความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาตลอดทั้งวันแต่อย่างใด มือเล็กจิ๋วจับกะลาผ่าซีก ด้านในนั้นมีเนื้อสีขาวนวล ค่อยๆ กดเข้าที่ปลายยอดของกระต่ายซึ่งเป็นเครื่องมือใช้สำหรับขูดมะพร้าวอย่างคล่องแคล่วและชำนิชำนาญ เพราะเธอทำเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว
ทันใดนั้นเอง! จู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะเหี้ยมๆ ของใครบางคนดังขึ้น ยังผลให้ดวงตาดำขลับเหลือบไปมองทันที และภาพที่เห็นก็ทำเอาริมฝีปากกระจับจิ้มลิ้มอ้าหวอด้วยความตกใจ
“โอ...ไม่นะ! คุณพระคุณเจ้าได้โปรดช่วยลูกช้างด้วยเถิด!” เด็กสาวคร่ำครวญ ใบหน้าซีดเผือด ความคิดร้ายๆ กระโจนเข้ามาในหัวราวกับวิถีกระสุน
ร่างสูงใหญ่ของหม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์ส่งสายตาวาวโรจน์ ขณะเยื้องย่างมาใกล้ๆ คลื่นแห่งความทมิฬพวยพุ่งเข้าปะทะแสงดาวจนร้อนผ่าวระอุไปทั้งตัว
“คุ...คุณมาที่บ้านของดิฉันได้ยังไง?...” เสียงที่เอ่ยถามออกไปนั้นตะกุกตะกัก แต่ชายหนุ่มไม่ตอบ ดวงตาคู่คมหรี่ลงแคบๆ พร้อมทั้งแสยะยิ้มมุมปาก ก่อนจะใช้จังหวะที่ร่างแน่งน้อยไม่ทันได้ตั้งตัว ย่อกายลงช้อนอุ้มขึ้นในวงแขนแข็งแรงอย่างว่องไว
“ว้าย! คุณจะทำอะไร!” แสงดาวพยายามดีดดิ้น แกว่งแขนขาไปมา พลางนึกหวาดหวั่นกับสีหน้าและแววตาคู่นั้นอย่างบอกไม่ถูก
“เดี๋ยวหล่อนก็รู้เอง” ไม่พูดเปล่า เขากลับใช้ไหล่หนาดันประตูให้เปิดออก สาวเท้าเข้าไปข้างในบ้าน แล้วหันมาดันประตูปิดดังโครมจนแทบพัง
“ปล่อยดิฉันนะ! ปล่อยซี! บอกให้ปล่อย!”
“อยู่นิ่งๆ ได้ไหม...ฮึ” ชายหนุ่มคำรามเสียงดุๆ ก่อนจะโยนร่างพยศลงบนฟูกที่นอนเก่าๆ ซึ่งมีรอยเย็บปะอยู่เต็มไปหมดอย่างกระแทกกระทั้น
เด็กสาวจึงใช้จังหวะนั้นดีดตัวขึ้นและรีบกระทดกายถอยหลังไปชิดกับผนังบ้าน มองดูร่างของชายหนุ่มซึ่งกำลังคลานเข้ามาหาราวกับพญาเสือร้ายที่เห็นเหยื่อเนื้อหวานอันโอชะ
“อย่าเข้ามานะ! ออกไป๊! ออกไปให้พ้น!”
“ฉันไปแน่ หึหึ” เขาเปล่งเสียงหัวเราะหื่นๆ ในลำคอ “แต่หลังจากที่คิดบัญชีกับหล่อนก่อน ยัยเด็กอวดดี”
ไม่มีเวลาให้ร่างแน่งน้อยได้บิดกายหนี เมื่อนักล่าตะครุบลงที่ข้อเท้าเล็กๆ แล้วกระชากลากมานอนขึงพรืดอยู่ใต้ร่างกำยำอย่างรวดเร็ว
“ไม่นะ...ม่ายยย!!!”
แสงดาวดิ้นเร่าและพยายามต่อสู้ขัดขืนเต็มกำลัง ทว่ามีหรือที่แรงอันน้อยนิดดั่งมดปลวกจะไปทัดทานพละกำลังอันมหาศาลได้
มือหนาๆ จัดการฉีกเสื้อผ้าของเด็กสาวออกจากกันจนขาดวิ่น เปิดเปลือยความผุดผาดขาวพร่างแซมชมพูท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องสว่างลอดมาทางหน้าต่างบานฉลุ
ขจรศักดิ์อ้าปากค้าง มองดูภาพเบื้องหน้าอย่างตื่นตะลึง แล้วค่อยๆ โน้มกายลงมาทาบทับพร้อมกดใบหน้าด้านข้างซึ่งกระด้างด้วยตอนวดเขียวครึ้มที่เพิ่งขึ้นได้ไม่กี่วัน ไสเสียดไปตามผิวหนังนวลเนียนบริเวณเนินอกนุ่มนิ่มจนร่างเล็กสะดุ้งเฮือกเหมือนปลาถูกทุบ
“กรี๊ดดด!!! อย่าทำแบบนี้!!!”
สาวน้อยหวีดร้องดังลั่น เหงื่อแตกพลั่ก ใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม คล้ายกับว่าถูกมีดอันแหลมคมจ้วงแทงเข้าทั่วร่าง
“ฮึม...เห็นตัวเล็กๆ ไม่คิดเลยว่าจะซ่อนรูปเหมือนกัน” ชายหนุ่มพึมพำเสียงพร่า ก่อนจะฮุบปากครอบหมับเข้าที่ยอดปทุมถันคู่เต่งด้วยความใคร่กระหายที่มีอยู่มากล้น
แสงดาวแอ่นร่างหยัดขึ้นเป็นสะพานโค้ง รู้สึกได้ว่าขนทั้งตัวลุกซู่ด้วยความซ่านสยิวเกินกว่าจะควบคุม ยิ่งเธออ้อนวอนร้องขอมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งไปกระตุ้นต่อมกำหนัดกลัดมันของเขามากขึ้นเท่านั้นราวกับกองไฟที่ได้เชื้อเพลิงชั้นดีสุมใส่
ขจรศักดิ์ใช้มือหนาๆ ขยี้ขย้ำเข้าที่ใต้ฐานทรวง บีบมันหนุบหนับจนลอยตัวเป็นก้อนกลมแน่นดิ้นดุ๊กดิ๊กส่ายไปมาอย่างน่ารัก
เด็กสาวกระตุกตุบๆ ลมหายใจเริ่มขาดช่วงเหมือนจะขาดใจตาย พลางตวัดมือเล็กลงไปกดเกร็งอยู่บนหัวไหล่แกร่งเพื่อระบายความหวานหวามที่กำลังเล่นงานอยู่ในตอนนี้
หม่อมราชวงศ์หนุ่มผละใบหน้าออกมายิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นเรือนร่างอรชรเริ่มโอนอ่อนผ่อนตามการปลุกเล้าอารมณ์สวาท ฝ่ามือหนาที่ซุกซนอีกข้างไม่ยอมหยุดนิ่ง เที่ยวลูบไล้เคล้นคลึงไปตามบริเวณสะโพกผายโค้งเว้า ก่อนที่ในไม่ช้าจะล้วงลึกแหวกลู่เข้าไปวางทับอยู่บนผ้าชิ้นน้อยกลางกายสาว
“ยะ...อย่าาา!”
เสียงใสครางประท้วงตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด แต่มันไม่ง่ายเลยสักนิด เพราะเขากลับใช้ความได้เปรียบในทุกๆ ทาง กระชากเอาอาภรณ์ส่วนล่างรูดลงมาตามเรียวขา แล้วโยนมันทิ้งโดยไม่สนใจว่าจะไปตกอยู่ตรงไหน
“ไม่นะ! ได้โปรดอย่าทำแบบนี้!”
เด็กสาวพยายามดิ้นรนอีกรอบ หากก็ถูกอีกฝ่ายใช้ลำแขนแข็งแรงกดทับแทบจะขยับกายไม่ได้ ขจรศักดิ์ไม่รอช้ารีบปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองออกทุกชิ้นจนร่างกายเปลือยเปล่า
แสงดาวอ้าปากหวอ นัยน์ตาคู่สวยเผลอมองแผงอกล่ำสัน ซึ่งนูนเด่นเป็นฐานกว้างและอุดมไปด้วยมัดกล้ามหนั่นแน่นประดุจดั่งงานศิลปะที่หล่อหลอมมาจากทองคำ โดยเฉพาะบริเวณจุดยุทธศาสตร์ของเขาที่ดึงดูดจนเธอมิอาจถอนสายตาไปได้แม้สักเสี้ยววินาทีเดียว
ชายหนุ่มยิ้มหวาน โก่งลำตัวลงมาเกยทับบนร่างเล็กเอาไว้ มือข้างหนึ่งอ้อมมาดันเอวกิ่วนั้นขึ้นเพียงนิด แล้วค่อยๆ ประคองความกล้าแกร่งแห่งบุรุษเพศเข้าหลอมรวมกับความอ่อนนุ่มเป็นเนื้อเดียวกันจนหมดสิ้น
“กรี๊ดดด!!!”
เด็กสาวผวาตื่นขึ้นในวินาทีนั้น เหงื่อเม็ดใสๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผากมนจนเปียกชื้นไปหมด อาการร้อนวูบวาบเหมือนโดนไฟอังยังคงแล่นไปทั่วเรือนกาย ใบหน้านวลวิไลมองไปรอบๆ ข้างในบ้าน แล้วถอนหายใจดังฟู่ออกมาอย่างโล่งอกที่มันเป็นแค่ ‘มโนฝัน’ เท่านั้น
“บ้าจริง ทำไมเราถึงได้ฝันอะไรสัปดนแบบนี้ด้วยนะ”
ร่างแน่งน้อยบ่นงุ้งงิ้ง พลางลุกขึ้นพับผ้าห่มให้เป็นระเบียบเพราะตอนนี้เป็นเวลาเกือบๆ รุ่งสาง ก่อนจะเดินออกไปทางตุ่มหลังบ้าน จัดการล้างหน้าล้างตาให้กระชุ่มกระชวย แล้วกลับมาเตรียมวัตถุดิบต่างๆ ที่จะใช้ทำขนมครกตามประสาแม่ค้าหาบเร่หาเช้ากินค่ำ
หนึ่งเดือนต่อมา...ณ บ้านพักตากอากาศของราชกุลกุลธวัชหลังจากจัดงานศพหม่อมวิลัยและเพลินพิศเสร็จสิ้น ทุกคนยังไม่คลายจากความตกใจ ในช่วงวันหยุดยาว ขจรศักดิ์จึงพาทุกคนมาพักผ่อนยังบ้านพักตากอากาศที่หัวหิน ทุกคนจึงรู้สึกดีขึ้นมา แสงดาวเริ่มยิ้มได้เมื่อมีนางฟ้าตัวน้อยคอยคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ และทำท่าตลกให้คุณพ่อคุณแม่และทุกคนหัวเราะ“ฉันสงสัยจริงๆ ว่าลูกเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ทำไมซนเหมือนลิงแบบนี้” ขจรศักดิ์นั่งมองบุตรสาวอยู่ข้างภรรยา ยิ่งเห็นน้องหวายตีลังการอยู่ที่ชายหาด ขจรศักดิ์ก็ยิ่งถอนหายใจแรงๆ“ผู้หญิงสิคะ ดาวเลี้ยงมากับมือทำไมจะไม่รู้” แสงดาวบอกเสียงหวาน พลางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้ ขจรศักดิ์จับมือบางขึ้นไปจูบแล้วคลึงด้วยปลายหัวแม่มือเบาๆ“งั้น ฉันขอลูกชายอีกสักสามคน ผู้หญิงอีกสองคนนะดาว” ชายหนุ่มทำหน้าระห้อยอ้อนๆ แสงดาวตาโตเพราะนับจำนวนแล้วเขาต้องการลูกตั้งหกคนเชียว“หกคนเลยนะคะ”“ก็ใช่นะสิ ธุรกิจเรามีตั้งเยอะแยะนะ ลูกๆ จะได้ช่วยกันทำไง” ขจรศักดิ์เอนศีรษะไปซบหน้ากับบ่าบาง “นะดาวนะ ฉันไม่ปล่อยให้เธอเลี้ยงคนเดียวหรอก เราจะช่วยกันเลี้ยงลูกๆ ให้เติบโตด้วยกัน” ชายหนุ่มสอดลำแขนโอบกอดเอวค
“ปกติเราก็เอาเสื้อผ้ามาซักอยู่แล้วนี่คะ” สาวใช้ตอบ ขณะยืนตัวสั่นเบียดกับเพื่อนอีกคน เพลินพิศเดินตาขวางไปหาแล้วตบหน้าสาวใช้คนละทีดังเผี๊ยะๆ จนหน้าสะบัด“พวกขี้ข้า สาระแนไม่เข้าเรื่อง” พูดจบเพลินเพิศก็เดินกลับเข้าไปในตัวตึกอย่างร้อนใจ จนกระทั่งมาถึงห้องโถงซึ่งมีขจรศักดิ์ อยุทธ์ หม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ และเดือนแรมยืนคุยกันอยู่ เมื่อเห็นเธอทุกสายตาก็เพ่งมองไปที่เพลินพิศเป็นจุดเดียว“เป็นอะไรเพลิน ดูรุกรี้รุกรนชอบกล” ท่านชายเอกสิทธิ์เอ่ยถามเสียงเรียบ แต่เพลินพิศร้อนตัวมองคนนั้นคนนี้เหมือนกลัวความผิด“เพลินหาของค่ะ พอดีลืมของไว้” เธอตอบและเตรียมจะผละไป แต่อยุทธ์เข้าไปขวางไว้เสียก่อน“หายาสองเม็ดนี้อยู่หรือเปล่าครับคุณเพลิน” สารวัตรหนุ่มแบมือออก เพลินพิศเห็นเม็ดยาที่ตามหาก็ผงะ หน้าซีดลงทันที“ทำไมถึงทำแบบนี้เพลินพิศ ทำไมต้องวางยาหม่อมวิลัย” ท่านชายเอ่ยถามอย่างปวดร้าวที่เกิดเรื่องไม่ดีในวัง ทำเอาเพลินพิศปากสั่นระริก“ดิฉันไม่ได้ทำ นังดาวต่างหาก พวกแกใส่ความฉัน ถอยไป ถอยไปเดี๋ยวนี้นะ”เวลานี้หญิงสาวเหมือนคนเสียสติ มองทุกคนอย่างโกรธแค้น อยุทธ์จะเข้าไปจับตัว แต่เพลินพิศวิ่งหนีไปที่ประตูทางออก แสงดาว
เมื่อได้ฟังอาการของหม่อมวิลัย แสงดาวทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง โชคดีที่ขจรศักดิ์รับไว้ทันและกอดเธอแน่น เดือนแรมมองบุตรสาวอย่างสงสารจับใจ“เป็นไปได้ยังไงคะ ยาพวกนั้นเป็นยาบำรุงที่ท่านทานประจำ จะมีผลกับระบบหายใจได้ยังไงกัน” แสงดาวบอกปนสะอื้น ขจรศักดิ์ไม่เชื่อว่าแสงดาวจะทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นได้“เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจนะดาว ถ้าดาวบริสุทธิ์คนผิดต้องถูกจับได้แน่นอน”“นั่นสิดาว ทำใจให้สบายนะลูก” เดือนแรมช่วยปลอบอีกคน แสงดาวพยักหน้าทั้งน้ำตา ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายกับหม่อมวิลัยได้“โจรถ้าไม่มีหลักฐานก็ไม่ยอมจำนน” เพลินพิศได้ทีแล้วมองหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ที่นั่งเงียบอยู่ไม่ไกล “ท่านชายทำไมไม่ให้ตำรวจจับตัวนังดาวไปเลย แล้วค่อยสอบสวน เผื่อมันหนีไปจะทำยังไง”“ดิฉันไม่หนีแน่นอนค่ะ เพราะดิฉันไม่ได้ทำผิด” แสงดาวยืนยันเสียงหนักแน่น ทำเอาท่านชายถึงกับถอนหายใจเบาๆ รู้สึกหนักใจไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น“ปล่อยให้ตำรวจจัดการดีกว่า ตำรวจสมัยนี้เขาเก่ง ฉันว่าเรากลับกันก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”“ดาวขอเฝ้าหม่อมท่านที่นี่นะคะท่านชาย” แสงดาวมองหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์น้ำตานองหน้า ไม่นานท่านชายก็พย
“ฉันไม่ตลกกับหล่อนหรอกนะแม่เพลิน คราวหน้าหัดระวังคำพูดเสียบ้าง” หม่อมวิลัยเตือนแล้วตักอาหารใส่จาน เพลินพิศแอบเบ้ปากแล้วนั่งทานมื้อเช้าในสำรับของตัวเอง“ฉันไม่ดื่มน้ำเปล่า ไปเอาน้ำส้มมาให้ฉัน” หญิงสาวทานไปไม่นานก็หันไปบอก เด็กรับใช้กลับออกไปอีกครั้ง หม่อมวิลัยรวบช้อนและหยิบผ้ากันเปื้อนเช็ดปาก มือยกแก้วน้ำขึ้นดื่มและเข็นรถจะไปหยิบถ้วยยา เพลินพิศยิ้มน้อยๆ แล้วหยุดรถนิ่งอยู่กับที“จะเอายาเหรอคะหม่อม เดี๋ยวเพลินหยิบให้ค่ะ” เพลินพิศอาสาแล้วเดินไปที่โต๊ะข้างเตียง ก่อนจะหยิบถ้วยยาหญิงสาวหันไปมองหม่อมวิลัยที่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ริมฝีปากสีแดงสดแสยะยิ้มแล้วรีบหยิบเม็ดยาในถ้วยใส่ลงกระเป๋ากระโปรง ความเร่งรีบทำให้ยาเม็ดหนึ่งหล่นลงพื้นและกระเด็นเข้าไปใต้เตียง เป็นจังหวะเดียวกับเด็กรับใช้ถือน้ำส้มเข้ามา เพลินพิศก็เอายาที่เตรียมมาไปให้หม่อมวิลัยแทน“ยาค่ะหม่อม” เพลินพิศส่งถ้วยยาให้ ตามมาด้วยแก้วน้ำดื่ม หม่อมวิลัยรับไปถือและกลืนลงคอ ดื่มน้ำไปก่อนจะส่งแก้วกลับคืน“หล่อนจะไปไหนก็ไปเถอะ ฉันอยากอยู่คนเดียว” หม่อมวิลัยออกปากไล่ เพลินพิศยิ้มน้อยๆ แต่แววตาสะใจที่แผนการเล่นงานแสงดาวดำเนินไปได้ด้วยดี ตอนนี้
เมื่อความจริงทุกอย่างถูกเปิดเผย ขจรศักดิ์ก็กลายเป็นแขกของวังเคียงรุ้งไปโดยปริยาย หลังเลิกงานหม่อมราชวงศ์หนุ่มก็จะมาคลุกอยู่กับภรรยาและลูก เพราะแสงดาวต้องการดูแลหม่อมวิลัยจนกว่าจะมีหมอที่ไว้ใจได้มาแทน เพลินพิศก็คอยหาโอกาสใกล้ชิดขจรศักดิ์เพื่อหวังให้เขาใจอ่อน แต่ก็ไม่สำเร็จ และในทางลับอยุทธ์ก็ส่งสายตำรวจหญิงเข้ามาเป็นคนรับใช้ในวังเคียงรุ้งตามคำขอของเพื่อน จนกว่าแสงดาวกับลูกจะไปอยู่ที่วังตะวันฉาย ซึ่งแผนการนี้จะมีเพียงขจรศักดิ์ อยุทธ์ และหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์เท่านั้นที่รู้ทุกวันแสงดาวจะต้องแวะไปตรวจอาการและทำกายภาพบำบัดให้หม่อมวิลัย พร้อมกับกำชับให้ทานยาตามหมอสั่ง เพราะคนที่ไว้ใจได้อย่างแม่จันทร์ก็เจ็บออดๆ แอดๆ ดวงตาฝ้าฟางมองไม่ค่อยเห็น หม่อมวิลัยจึงให้อยู่เฉยๆ และมีคนดูแลอยู่ที่เรือนพักด้านหลัง“นี่หล่อนไม่เบื่อหรือยังไงที่ต้องมานวดมาจับขาฉันทุกวัน” หม่อมวิลัยเอ่ยถาม ขณะมองใบหน้านวลที่ดูจะอิ่มเอิบไปด้วยความสุข“ไม่เบื่อหรอกคะ ขอให้แม่ใหญ่เดินได้ ดาวก็ดีใจแล้ว”“ใช่คร้าหม่อมยาย เราจะได้ไปวิ่งไล่จับกันคร้า” น้องหวายซึ่งอยู่ในชุดนักเรียนน่ารักฉีกยิ้มกว้างๆ จนเห็นลักยิ้ม หม่อมวิลัยหัวเราะมองค
กว่าขจรศักดิ์จะพาแสงดาวออกมาร่วมงานเลี้ยงได้ แสงอาทิตย์ก็ถูกแทนที่ด้วยม่านดำแห่งราตรีกาลไปแล้ว เสียงเจื้อยแจ้วของลูกสาวตัวน้อย ทำให้คนเป็นพ่อแม่ที่จับมือกันเดินมาอย่างมีความสุข“ฉันว่าอีกสองสามปีคงต้องไว้หนวดไว้เคราแล้วล่ะดาว”“ทำไมล่ะคะ” แสงดาวเอียงหน้าถามเป็นเชิงไม่เข้าใจ ขจรศักดิ์จึงกดจมูกลงบนแก้มปลั่งแรงๆ อยุทธ์หันมาเห็นก็อดแซวไม่ได้“คุณชายขจรศักดิ์จะฆ่าคนโสดให้ตายเลยหรือยังไงขอรับ ผมล่ะโคตรอิจฉาเสียจริงๆ” สารวัตรหนุ่มบอกพลางส่งสายตาละห้อยไปให้ศศิธรเพื่อหวังเรียกคะแนนสงสาร แต่หญิงสาวย่นจมูกใส่กลบเกลื่อนความเขินอายของตัวเอง“คุณชายอ่ะ ทำให้ดาวอายอีกแล้วนะคะ ไม่อยู่ใกล้แล้ว ไปหาลูกดีกว่า” แสงดาวต่อว่าหน้าแดงซ่าน แล้วก้าวดุ่มๆ ไปทำความเคารพผู้ใหญ่ซึ่งกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะ ก่อนจะเดินไปเล่นกับลูกสาวสุดรัก ศศิธรแยกเขี้ยวใส่อยุทธ์แล้วเดินไปหาแสงดาว ปล่อยให้สองหนุ่มมองตาม“วันนี้ทำคะแนนกับแม่ยายได้กี่คะแนนแล้วเพื่อน”“ว่าที่แม่ยายให้คะแนนไม่ทันเลยล่ะ”ขจรศักดิ์หัวเราะในลำคอพร้อมกับรับแก้วเครื่องดื่มจากเด็กรับใช้ อยุทธ์คลี่ยิ้มน้อยๆ ขณะมองศศิธรด้วยความรัก จากนั้นทั้งสองก็ยกแก้วขึ้นชน
“คิดมากจริงๆ” เขาจับปลายคางมนแล้วจูบแรงๆ ทีหนึ่ง แสงดาวทุบกำปั้นบนอกกว้างอย่างงอนๆ “คนอื่นเขารู้เรื่องเรากันหมดแล้ว หม่อมแม่ก็รู้แล้ว ท่านทั้งรักทั้งหลงลูกของเรา อยากให้ฉันพาเธอกับลูกไปอยู่ที่วังตะวันฉายไวๆ”“อะไรนะคะ คนอื่นรู้เรื่องของเราแล้ว!” แสงดาวตาโตด้วยความตกใจ“ฮื่ม...ฉันอยู่กับเธอที่นี่ ท่
“ยอมรับแล้วสิ”“ปล่อยให้เราอยู่แบบนี้นะคะ ดิฉันขอร้อง พี่นวลคือพี่สาวที่ดิฉันรักมากที่สุด ดิฉันไม่อยากทำให้เธอเสียใจ” เธอขอร้องทั้งแววตาและวิงวอนด้วยคำพูด ขจรศักดิ์หน้าตึงอย่างไม่พอใจที่เธอหวงแต่ความรู้สึกคนอื่น จนลืมความสุขของตัวเองและลูก“เธอจะอยู่ที่นี่ก็ได้ ฉันจะได้ย้ายของมาอยู่ด้วย” เขาสรุปง่า
“คุณลุงใจดีเป็นพ่อให้น้องหวายได้ไหมคะ น้องหวายอยากมีพ่อ...” น้องหวายอ้อน มือน้อยกอดลำคอแกร่งแน่น แสงดาวกลัวความสัมพันธ์ทางสายเลือดจะทำให้ศศิธรเสียใจจึงรีบขัดขึ้นก่อนที่ชายหนุ่มจะตอบอะไรที่ทำให้น้องหวายมีความหวัง“น้องหวายคร้า นอนได้แล้วนะคะ” แสงดาวกางแขนรับร่างน้อยมาหมอแก้ม น้องหวายล้มตัวลงนอนมองข
“ช่วยลูกเราด้วยนะคะ” แสงดาวมองเขาอย่างวิงวอน ขจรศักดิ์จูบหน้าผากมนเบาๆ“เข้มแข็งไว้นะดาว ฉันกับลูกต้องการกำลังใจจากเธอ” เขาบอกเสียงทุ้ม สบนัยน์ตาดำขลับที่เจือไปด้วยน้ำตาแสงดาวสะอื้นไห้ออกมาอย่างไม่อาย อยุทธ์เห็นศศิธรจึงวิ่งไปหาและถามว่าเกิดอะไรขึ้นจนรู้สาเหตุ ทั้งสองจึงพากันมาหาคู่ของขจรศักดิ์ทันท







