เข้าสู่ระบบหัวใจของอตีญาเต้นผิดจังหวะไปชั่วครู่กับคำพูดนั้น ถ้าไม่มีคุณ ผมจะจัดการชีวิตยังไง... คำพูดที่ดูเหมือนจะมีความหมาย แต่เธอก็รู้ดีว่ามันเป็นเพียงความชื่นชมในฐานะ ‘เจ้านาย’ ที่มีต่อ ‘ลูกน้อง’ ที่ทำงานได้ดั่งใจเท่านั้น
"ดิฉันได้รับเงินเดือนจากบริษัทในอัตราที่สูงมากค่ะท่านประธาน การทำงานให้คุ้มค่ากับค่าตอบแทนเป็นสิ่งที่พึงกระทำ การศึกษาและจดจำรายละเอียดของเจ้านายก็เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของเลขาที่ดีค่ะ" เธอตอบกลับอย่างเป็นเหตุเป็นผล ปิดบังความสั่นไหวในแววตาได้อย่างมิดชิด
หรัญส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะพูดในสิ่งที่เขาคิดมาสักพักแล้ว "ผมเบื่อที่จะต้องให้คุณขับรถฝ่ารถติดมาที่นี่เพื่อปลุกผมในวันที่ผมเหนื่อยจัดแล้วล่ะ เอาอย่างนี้ไหม... มาอยู่ที่นี่ด้วยกันเลยไหม"
บรรยากาศในห้องครัวเงียบงันไปชั่วขณะ อตีญารู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุด มือที่ประสานกันอยู่ด้านหน้าเผลอบีบเข้าหากันแน่น เมื่อเห็นว่าเธอเงียบไป หรัญจึงรีบอธิบายต่อ
"ผมหมายถึง... คอนโดผมกว้างตั้งสองร้อยกว่าตารางเมตร มีห้องนอนเล็กที่ว่างอยู่ คุณมาอยู่ห้องนั้นก็ได้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง หรือถ้าคุณอึดอัด... ผมซื้อห้องข้างๆ หรือชั้นล่างให้คุณเอาไหม คุณจะได้อยู่ใกล้ๆ คอยจัดการตารางชีวิตให้ผมได้สะดวกขึ้น ถือว่าเป็นสวัสดิการพิเศษจากบริษัท ผมยินดีจ่ายให้หมดเลย"
ข้อเสนอของเขาน่าดึงดูดใจสำหรับพนักงานกินเงินเดือนทั่วไป คอนโดหรูใจกลางเมืองที่ราคาแพงหูฉี่ แต่สำหรับอตีญา ข้อเสนอนี้คือยาพิษที่เคลือบด้วยน้ำตาลอย่างดี
ถ้าเธอตอบตกลง ถ้าเธอย้ายเข้ามาอยู่ใกล้เขา ได้เห็นเขาทุกเช้า ได้ดูแลเขาทุกวันเย็น... กำแพงที่เธออุตส่าห์สร้างมาตลอดห้าปีคงพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี เธอคงถลำลึกจนกู่ไม่กลับ และเมื่อถึงวันที่ ‘ผู้หญิงคนนั้น’ ก้าวเข้ามาในชีวิตเขาอย่างเต็มตัวในฐานะภรรยา... คนที่จะต้องตายทั้งเป็นก็คือเธอเอง
"ขอบพระคุณในความกรุณาค่ะท่านประธาน..." อตีญาเงยหน้าขึ้น สบสายตากับเขาด้วยความหนักแน่น "แต่ดิฉันเกรงว่าจะไม่เหมาะสมค่ะ"
"ไม่เหมาะสมยังไง?" หรัญขมวดคิ้ว "ผมเป็นเจ้านาย คุณเป็นเลขา ผมให้สวัสดิการที่พักเพื่อความสะดวกในการทำงาน มันผิดตรงไหน? ใครจะกล้าว่าอะไรคุณ หรือถ้าคุณห่วงเรื่องความเป็นส่วนตัว ห้องข้างๆ ก็แยกสัดส่วนชัดเจนนะ"
"ไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นจะว่าหรอกค่ะท่านประธาน แต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวค่ะ" อตีญาพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น "ดิฉันพอใจกับที่พักปัจจุบันของดิฉันแล้วค่ะ การเดินทางก็ไม่ได้ลำบากจนกระทบต่องาน อีกอย่าง... การเว้นระยะห่างระหว่างเวลาทำางานและเวลาพักผ่อนเป็นสิ่งจำเป็นค่ะ หากดิฉันต้องอยู่ใกล้ท่านประธานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ดิฉันอาจจะเกิดความเครียดสะสมและประสิทธิภาพในการทำงานอาจจะลดลงได้ค่ะ"
เธอยกเหตุผลร้อยแปดมาอ้าง ทั้งที่เหตุผลเดียวที่แท้จริงคือ ‘เธอไม่อยากรักเขาไปมากกว่านี้’
"และอีกประการหนึ่ง..." อตีญาสูดลมหายใจเข้าลึก ตัดสินใจหยิบยกความจริงที่แสนเจ็บปวดขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง "ท่านประธานอาจต้องไปดูตัวกับผู้หญิงอีกหลายท่าน พวกเธออาจเข้าใจผิดดิฉันได้ค่ะ หากดิฉันย้ายมาอยู่ใกล้ชิดท่านประธานมากเกินไป อาจจะทำให้เกิดความไม่สบายใจได้ค่ะ การรักษาภาพลักษณ์และหลีกเลี่ยงข้อครหาเป็นสิ่งที่ดิฉันในฐานะเลขาควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรกค่ะ"
คำพูดของเธอทำให้หรัญชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมคายหลุบต่ำลงชั่วครู่ เมื่อได้ยินชื่อของหญิงสาวที่ผู้เป็นบิดามารดาเลือกให้ ความกดดันและหน้าที่ของทายาทเพียงคนเดียวของตระกูล ทำให้เขาไม่สามารถเลือกเส้นทางชีวิตรักของตัวเองได้อย่างอิสระ เขาถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง
"คุณนี่มัน... คิดรอบคอบและมองการณ์ไกลเสมอเลยนะ" หรัญพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ลึกๆ "บางทีผมก็เกลียดความสมบูรณ์แบบ และความมีเหตุผลของคุณเหมือนกันนะ"
"หากการทำตามหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบทำให้ท่านประธานไม่พอใจ ดิฉันต้องขออภัยด้วยค่ะ" อตีญาก้มศีรษะลงอีกครั้ง คำว่าเกลียดจากปากเขาแม้จะพูดเล่น แต่ก็ทำให้หัวใจของเธอเจ็บแปลบ
"ผมไม่ได้เกลียดคุณหรอก... ตรงกันข้ามต่างหาก" หรัญพึมพำเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง ก่อนจะส่ายหน้าและปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นนักธุรกิจผู้เยือกเย็นอีกครั้ง เขาหยิบแซนด์วิชขึ้นมากัดและดื่มกาแฟจนหมดแก้ว
อตีญายืนนิ่ง เก็บซ่อนความรู้สึกทั้งหมดไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย เธอเดินไปหยิบกระเป๋าเอกสารของเขามาถือเตรียมไว้
"เหลือเวลาอีกสิบนาทีจะถึงเวลากำหนดการออกเดินทางค่ะท่านประธาน วันนี้ตอนเย็น ท่านมีนัดทานดินเนอร์กับคุณลลิตาที่ห้องอาหารฝรั่งเศสของโรงแรมแกรนด์นะคะ ดิฉันได้ทำการจองโต๊ะและสั่งดอกไม้เตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ" เธอรายงานตารางงานช่วงเย็นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับว่าการจัดการเดตให้กับผู้ชายที่ตัวเองรักเป็นเพียงงานรูทีนทั่วไป
หรัญลุกขึ้นยืน จัดเสื้อสูทให้เข้าที่ เขามองหน้าเลขาคู่ใจของเขาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความชื่นชม ความหงุดหงิดใจเล็กๆ และความรู้สึกบางอย่างที่เขาเองก็พยายามกดมันเอาไว้เช่นกัน
"ขอบใจมาก" เขากล่าวสั้นๆ
"เป็นหน้าที่ของดิฉันค่ะ" อตีญาตอบกลับ
หรัญเดินนำหน้าออกไปยังประตูห้องพัก โดยมีอตีญาเดินตามหลังไปในระยะห่างที่พอดี... ไม่ใกล้เกินไป และไม่ไกลเกินไป มันเป็นระยะห่างที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง... เป็นระยะห่างที่เธอจะรักษามันไว้ตลอดไป แม้ว่าในใจจะอยากก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างเขามากแค่ไหนก็ตาม
เสียงประตูปิดลงพร้อมกับร่างของคนสองคนที่ก้าวเข้าสู่โลกของการทำงาน โลกที่อตีญาต้องสวมบทบาทเลขาผู้เก่งกาจและไร้หัวใจ โลกที่เธอต้องคอยดูแล จัดการชีวิตให้เขาสมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อส่งเขาไปให้ถึงมือของผู้หญิงที่คู่ควร... โดยที่เธอจะยืนมองอยู่ข้างหลัง พร้อมกับคำว่า ‘ดิฉัน’ ที่เป็นดั่งเส้นกั้นอาณาเขตที่ไม่อนุญาตให้ตัวเองล้ำเส้นข้ามไปตลอดกาล
บรรยากาศบนชั้นผู้บริหารสูงสุด ของตึกระฟ้าในยามบ่ายเต็มไปด้วยความตึงเครียดจนแทบจะจับต้องได้ อุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศที่ว่าเย็นเฉียบแล้ว ยังไม่สู้สายตาคมกริบดุดันของ ประธานหรัญที่กำลังกวาดมองแฟ้มเอกสารตรงหน้า ก่อนจะโยนมันลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังปัง!
"นี่มันขยะอะไรกัน!" เสียงทุ้มตวาดลั่นห้องทำงานกว้าง พนักงานสาววัยรุ่นที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะถึงกับสะดุ้งสุดตัว หน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด เธอคือมินตราหลานสาวของเพื่อนสนิทคุณหญิงแม่ของหรัญ ที่ถูกฝากฝังให้เข้ามาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายกฎหมายและสัญญา ทั้งที่ประสบการณ์ยังน้อยนิด
"ผะ... ผิดตรงไหนหรือคะท่านประธาน มินตรวจสอบดูอย่างดีแล้วนะคะ" มินตราตอบเสียงตะกุกตะกัก
"ตรวจสอบอย่างดีงั้นเหรอ?" หรัญแค่นยิ้มเย็นชา "คุณใส่ตัวเลขส่วนแบ่งผลกำไรผิดไปสองเปอร์เซ็นต์ในหน้าสิบสี่ และในหน้ายี่สิบเอ็ด... ข้อสัญญาเรื่องความรับผิดชอบกรณีส่งมอบงานล่าช้า คุณใช้คำกว้างจนบริษัทเราแทบจะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบเต็มประตู นี่คือสัญญาโครงการร่วมทุนก่อสร้างคอมเพล็กซ์มูลค่าหมื่นล้านนะ ไม่ใช่สัญญาเช่าตึกแถว! อีกสองชั่วโมงตัวแทนจากกลุ่มทุนสิงคโปร์จะมาถึงแล้ว ขืนผมเอาสัญญานี้ไปให้เขาดู บริษัทเราคงกลายเป็นตัวตลกในวงการแน่!"
มินตราร้องไห้โฮออกมาด้วยความกดดัน ทำอะไรไม่ถูก หรัญยกมือขึ้นนวดขมับอย่างปวดหัวรุนแรง ความหงุดหงิดพุ่งริ้วขึ้นสูงสุด เขาเกลียดระบบเส้นสายที่สุด แต่ก็ขัดมารดาไม่ได้ และนี่คือผลลัพธ์ที่เขาต้องเผชิญ
"ท่านประธานคะ"
ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังจะระเบิด น้ำเสียงราบเรียบ ทรงพลัง และเยือกเย็นของอตีญาก็ดังขึ้น หญิงสาวในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มก้าวเข้ามาในห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครสังเกต เธอเดินตรงไปที่โต๊ะทำงาน ดึงแฟ้มสัญญาเจ้าปัญหานั้นมาถือไว้ในมือ
"ดิฉันขออนุญาตจัดการเรื่องนี้เองค่ะ" อตีญาสบตาเจ้านายหนุ่มด้วยแววตาหนักแน่น "เวลาสองชั่วโมงยังพอมี ดิฉันจะร่างข้อสัญญาในส่วนที่บกพร่องขึ้นมาใหม่และตรวจทานทั้งหมดอีกครั้งค่ะ"
"มันหนาเกือบห้าสิบหน้านะคุณ" หรัญมองเลขาคู่ใจ แม้เขาจะรู้ว่าเธอเก่งแค่ไหน แต่งานกฎหมายที่ซับซ้อนขนาดนี้ในเวลาจำกัด มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
"ดิฉันศึกษารายละเอียดของโครงการนี้มาตั้งแต่ช่วงริเริ่มโปรเจกต์ค่ะ ทราบดีถึงจุดประสงค์หลักและขอบเขตความเสี่ยงที่บริษัทเรารับได้ ดิฉันมั่นใจว่าสามารถปรับแก้ให้รัดกุมและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อบริษัทได้ทันเวลาค่ะ" เธอกล่าวอย่างฉะฉาน ก่อนจะหันไปทางมินตรา "คุณมินตราคะ รบกวนกลับไปที่โต๊ะแล้วส่งไฟล์ต้นฉบับเข้าอีเมลดิฉันด่วนที่สุดค่ะ ส่วนเรื่องอื่นไม่ต้องกังวล ดิฉันจะรับช่วงต่อเอง"
“ขอบคุณที่มาร่วมงานนะครับ คุณธามไท” หรัญเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ “และผม... ต้องขอโทษสำหรับเรื่องบาดหมางในอดีต รวมไปถึงเรื่องที่ไซต์งานวันนั้นด้วย... ตอนนั้นผมมันหน้ามืดตามัวเพราะความหึงหวง หวังว่าคุณจะอโหสิกรรมให้ความใจร้อนของผมนะครับ”ธามไทมองมือที่ยื่นมา ก่อนจะยื่นมือไปจับตอบอย่างหนักแน่นและเขย่าเบาๆ“ผมอโหสิกรรมให้ตั้งนานแล้วครับคุณหรัญ... เอาจริงๆ ตอนนั้นผมก็โกรธคุณมากนะ โกรธที่คุณทำให้ญาต้องเสียน้ำตา และผมก็เคยคิดอยากจะแย่งเธอมาจากคุณด้วย”คำพูดตรงไปตรงมาของธามไททำเอาอตีญาหน้าเสียเล็กน้อย แต่หรัญกลับยิ้มรับอย่างเข้าใจ“แต่พอผมได้เห็นแววตาของญา...” ธามไทหันไปมองอตีญาด้วยรอยยิ้มละมุน “ผมก็รู้ว่าหัวใจของเธอไม่มีที่ว่างให้ผมเลย เธอรักคุณมาก รักมาตลอด... และวันนี้ เมื่อผมได้เห็นรอยยิ้มที่มีความสุขที่สุดของเธอ ได้เห็นครอบครัวที่อบอุ่นของคุณ ผมก็รู้แล้วว่าผมคิดผิด ผู้หญิงคนนี้เกิดมาเพื่อคู่กับคุณครับ คุณหรัญ”ธามไทหันกลับมาสบตาหรัญ แววตาของเขาจริงจังและเปี่ยมไปด้วยความเป็นลูกผู้ชาย“ดูแลญาและหลานๆ ของผมให้ดีที่สุดนะครับ... ถ้าวันไหนคุณทำให้เธอเสียน้ำตาอีก ผมจะไม่ยอมถอยให้แบบนี้อีกแล้วนะ ผ
แม้ในทางนิตินัย พวกเขาจะจดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่อตีญายอมตกลงปลงใจ และมีพยานรักถึงสองคน แต่ในทางพฤตินัย หรัญต้องการประกาศให้คนทั้งโลกได้รับรู้ว่า ผู้หญิงคนนี้คือหัวใจและนายหญิงเพียงคนเดียวของวิสุทธิสาสน์ เขาแอบซุ่มเตรียมการจัดงานแต่งงานอย่างลับๆ มานานนับเดือน โดยได้รับความร่วมมือจากคุณมลฤดี หิรัญ นายอนุวัตร น้าโชติรส และน้าพิรุณ ทุกคนรวมหัวกันปิดบังนายหญิงของไร่อย่างมิดชิดจนกระทั่งเย็นวันศุกร์วันหนึ่ง...อตีญาถูกโชติรสและคุณหญิงมลฤดี อ้างว่าพาไปทำสปาและลองชุดผ้าไหมที่ร้านในตัวเมือง แต่เมื่อกลับมาถึงไร่อมรินทร์ในช่วงพลบค่ำ รถตู้กลับไม่ได้ขับไปที่บ้านพัก แต่กลับเลี้ยวไปตามเส้นทางที่ทอดยาวสู่เนินเขาทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นสถานที่ที่หรัญเคยคุกเข่าสารภาพรักกับเธอ“คุณแม่คะ... น้าโชติรส... เรามาทำอะไรที่นี่คะ แขกวีไอพีมาขอชมไร่ตอนกลางคืนเหรอคะ” อตีญาถามด้วยความงุนงง เมื่อเห็นแสงไฟสว่างไสวเรืองรองอยู่เบื้องหน้าคุณหญิงมลฤดีหันมายิ้มกว้าง ลูบแก้มลูกสะใภ้เบาๆ “ลงไปดูเองสิลูก... วันนี้เป็นวันสำคัญที่สุดของหนูนะ”ทันทีที่ประตูรถเปิดออก อตีญาก้าวลงมายืนบนพื้นหญ้า และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้เธอเบ
อตีญาหัวเราะร่วนจนน้ำตาเล็ด ยกมือขึ้นลูบผมสามีขี้งอนอย่างเอ็นดู ใครจะไปเชื่อว่ามัจจุราชหนุ่มที่เคยเย็นชาและป่าเถื่อน จะกลายสภาพเป็นลูกหมาตัวโตที่ติดภรรยาแจขนาดนี้"ไม่ได้หรอกค่ะ ท่านประธาน..." อตีญาเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ สรรพนามท่านประธาน ถูกนำมาใช้อีกครั้งเพื่อหยอกล้อ "ถ้าคุณไม่ทำงานหาเงิน แล้วใครจะซื้อนม ซื้อผ้าอ้อมให้ลูกล่ะคะ... กลับไปทำหน้าที่ของตัวเองเถอะนะคะ คนเก่งของญา"คำว่า 'คนเก่งของญา' พร้อมกับรอยจูบแผ่วเบาที่ประทับลงบนหน้าผาก ทำเอาอาการน้อยใจของหรัญมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้าง สวมกอดเอวหนาของภรรยาไว้หลวมๆ ก่อนจะก้มลงกระซิบที่หน้าท้องนูนๆ ของเธอ"ได้ยินไหมครับตัวเล็ก... แม่เราเขาไล่พ่อกลับไปหาเงินแล้วนะ... หนูต้องเป็นเด็กดี อย่าดื้ออย่าซนรังแกแม่ตอนที่พ่อไม่อยู่นะลูก... รอพ่อหน้านะครับ พ่อจะรีบเคลียร์งานแล้วบินมาหาหนูกับแม่ทุกอาทิตย์เลย พ่อรักหนูกับแม่ที่สุดในโลกเลยนะ"ภาพความอบอุ่นและเสียงหัวเราะที่ดังประสานกันของครอบครัวใหญ่ ดังกังวานไปทั่วไร่องุ่นอมรินทร์ ความเจ็บปวด ความเข้าใจผิด และรอยน้ำตาในอดีต ถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรักที่บริสุทธิ
ข้อเสนอของอตีญาทำให้หรัญนิ่งอึ้งไป เขาเป็นนักธุรกิจที่เสพติดการทำงานและชีวิตในเมืองหลวงมาตลอดชีวิต การที่จะต้องแยกกันอยู่กับภรรยาและลูกที่เพิ่งจะปรับความเข้าใจกันได้ มันเป็นเรื่องที่ขัดใจเขาอย่างรุนแรง เขาอยากตื่นมาเห็นหน้าเธอทุกเช้า อยากลูบท้องเธอทุกคืนก่อนนอนแต่เมื่อเขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ เห็นความสุขและความสงบที่เปล่งประกายออกมาเมื่อเธอพูดถึงที่นี่ เขาก็รู้ทันทีว่าเขาไม่มีสิทธิ์พรากความสุขนี้ไปจากเธออีกแล้ว เขาทำร้ายเธอมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่เขาจะต้องเป็นฝ่าย 'เสียสละ' และ 'ปรับตัว' เพื่อเธอและลูกบ้าง"ได้สิญา..." หรัญถอนหายใจยาว ก่อนจะยิ้มกว้างและดึงเธอเข้ามากอดอีกครั้ง "ถ้าที่นี่คือความสุขของคุณ คือที่ที่คุณและลูกจะปลอดภัยและแข็งแรงที่สุด... ผมก็ยินดีครับ คุณอยากอยู่ที่นี่ตลอดไป ผมก็จะสร้างคฤหาสน์หลังใหม่ที่นี่ให้คุณ จะจ้างทีมแพทย์มาสแตนด์บายที่นี่... ผมยอมคุณทุกอย่างแล้วทูนหัว""ขอบคุณนะคะ คุณหรัญ" อตีญากอดตอบเขาด้วยความตื้นตันใจ น้ำตาแห่งความสุขไหลรินอีกครั้ง"แต่มีข้อแม้นะ" หรัญผละออกเล็กน้อย แกล้งทำเสียงขรึม "ผมจะบินมาหาคุณทุกวันศุกร์ตอนเย็น และกลับกรุงเทพฯ เช้าวันจันทร์
อตีญาก้มมองผู้ชายที่กำลังเปลือยเปล่าความรู้สึกของตนเองอยู่แทบเท้า น้ำตาของเขาทำให้หัวใจของเธอที่เคยก่อกำแพงน้ำแข็งไว้อย่างหนาแน่น เริ่มหลอมละลายลงช้าๆ"วันที่ผมเห็นคุณในชุดกระต่ายที่ไนท์คลับ วันที่ผมเห็นคุณยืนหัวเราะกับไอ้ธามไทที่ไซต์งาน... ผมหึงคุณ หึงจนแทบจะเป็นบ้า!" หรัญสารภาพความในใจที่ถูกเก็บกดมาเนิ่นนาน "ผมทนไม่ได้ที่เห็นผู้ชายคนอื่นมองคุณ ทนไม่ได้ที่คิดว่าคุณจะไปเป็นของคนอื่น... แต่แทนที่ผมจะบอกรักคุณดีๆ ผมกลับใช้อำนาจ ใช้เงิน และใช้สัญญาบ้าๆ นั่นมาบีบบังคับให้คุณเป็นนางบำเรอของผม ผมทำร้ายคุณด้วยทิฐิและอีโก้ที่สูงเสียดฟ้า เพราะผมไม่กล้ายอมรับความจริงว่า... ท่านประธานที่เก่งกาจอย่างผม กลับพ่ายแพ้ให้กับเลขาหน้าห้องอย่างราบคาบ"หรัญค่อยๆ เลื่อนมือที่กุมมือเธออยู่ ลงมาทาบทับที่หน้าท้องแบนราบที่นูนขึ้นมาเพียงเล็กน้อย สัมผัสของเขาแผ่วเบาและทะนุถนอม ราวกับกำลังสัมผัสแก้วเจียระไนที่เปราะบางที่สุด"ผมรักคุณนะ ญา... ผมรักคุณมาตลอด รักมานานจนผมเองก็จำไม่ได้ว่ามันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่" หรัญเอื้อนเอ่ยคำว่ารัก ออกมาอย่างชัดเจนและหนักแน่น เป็นคำที่อตีญาเฝ้ารอคอยมาตลอดห้าปีเต็ม "ผมขอร้อ
คำเตือนของพิรุณทำให้หรัญชะงักกึก เขาพยักหน้ารัวๆ พยายามเรียกสติกลับคืนมา "จริงด้วย... ผมจะทำให้เธอตกใจไม่ได้ ผมต้องใจเย็น... แต่ผมจะทำยังไงดีครับ ผมอยากกอดเธอ อยากขอโทษเธอ อยากบอกรักเธอให้เร็วที่สุด!"โชติรสยิ้มอย่างอ่อนโยน "ถ้าคุณรักนายหญิงของพวกเราจริงๆ และพร้อมจะดูแลเธอไปตลอดชีวิต พวกเราก็จะช่วยคุณค่ะ... คุณญาชอบความสงบและธรรมชาติ เรามาวางแผนกันดีกว่าค่ะ ทำยังไงให้การง้อครั้งนี้ พิชิตใจนายหญิงใจแข็งของเราได้"หรัญปาดน้ำตาแห่งความดีใจทิ้ง นัยน์ตาคมกริบเปล่งประกายความมุ่งมั่น และเปี่ยมไปด้วยความหวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาหันไปค้อมศีรษะให้พิรุณและโชติรสด้วยความเคารพอย่างสูง ซึ่งเป็นภาพที่วรวุฒิแทบไม่เชื่อสายตา ว่าประธานบริษัทผู้เย่อหยิ่งจะยอมก้มหัวให้หัวหน้าคนงานและแม่บ้าน"ผมขอร้องนะครับ น้าพิรุณ น้าโชติรส... ช่วยผมด้วย ช่วยสร้างโอกาสให้ผมได้สารภาพรักและทวงคืนครอบครัวของผมที... ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร หรือใช้เงินเท่าไหร่ ผมยอมทุกอย่างครับ!""เรื่องเงินเก็บไว้เถอะครับ ที่นี่เราใช้ใจแลกใจ" พิรุณตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ "พรุ่งนี้เย็น คุณญามีกำหนดการจะไปตรวจแปลงองุ่นโซนทิศตะวันตกที่อยู่บน
อตีญายืนนิ่ง หัวใจของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรงกับคำพูดของเจ้าสัวและหรัญ มันคือความตื้นตันที่ได้รับการยอมรับในความสามารถ ทว่าเธอก็ยังคงกดความรู้สึกนั้นไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยรสรินโกรธจนตัวสั่น ลุกขึ้นยืนอย่างก้าวร้าว “ได้! ในเมื่อพวกเธอเลือกนังคนใช้นี่มากกว่าคนกันเอง ก็อย่ามาเรียกฉันว่าเพื่อนอีกเลย!
ชายหนุ่มพ่นเหตุผลร้อยแปดออกมา เพื่ออธิบายการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุของตนเอง เขาหลอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าที่เขาโกรธจนแทบคลั่ง ที่เขาพร้อมจะแตกหักกับครอบครัวของมินตรา เป็นเพราะอตีญาคือเลขาคนสำคัญ ที่เขาขาดไม่ได้ในการทำงาน เขาไม่รู้ใจตัวเองเลยสักนิดว่า ลึกๆ แล้ว ความหวงแหนและห่วงใยที่เขามีต่อเธอน
บรรยากาศภายในห้องทำงาน ของประธานบริหารสูงสุดในยามบ่ายชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก อุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศที่ตั้งไว้เย็นเฉียบกลับไม่สามารถดับความร้อนระอุที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ของ ‘หรัญ’ ได้เลย ชายหนุ่มนั่งพิงพนักเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิท นัยน์ตาคมกริบจ้องมองแฟ้มเอกสารสีดำที่ ‘วรวุฒิ’ เพิ่งนำ
ก้าวเท้าของอตีญาชะงักงัน เธอหันกลับมาประจันหน้ากับมินตรา ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยอย่างประเมินสถานการณ์"คุณหมายความว่ายังไง"มินตราหัวเราะในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความมาดร้ายที่ถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น"คิดว่าเรื่องรูปหลุดนั่นเป็นฝีมือพวกปาปารัสซี่กระจอกๆ พวกนั้นจริงๆ หรือไง พี่หรัญอาจจะฉลาดเรื่องธุ







