Masukหัวใจของอตีญาเต้นผิดจังหวะไปชั่วครู่กับคำพูดนั้น ถ้าไม่มีคุณ ผมจะจัดการชีวิตยังไง... คำพูดที่ดูเหมือนจะมีความหมาย แต่เธอก็รู้ดีว่ามันเป็นเพียงความชื่นชมในฐานะ ‘เจ้านาย’ ที่มีต่อ ‘ลูกน้อง’ ที่ทำงานได้ดั่งใจเท่านั้น
"ดิฉันได้รับเงินเดือนจากบริษัทในอัตราที่สูงมากค่ะท่านประธาน การทำงานให้คุ้มค่ากับค่าตอบแทนเป็นสิ่งที่พึงกระทำ การศึกษาและจดจำรายละเอียดของเจ้านายก็เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของเลขาที่ดีค่ะ" เธอตอบกลับอย่างเป็นเหตุเป็นผล ปิดบังความสั่นไหวในแววตาได้อย่างมิดชิด
หรัญส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะพูดในสิ่งที่เขาคิดมาสักพักแล้ว "ผมเบื่อที่จะต้องให้คุณขับรถฝ่ารถติดมาที่นี่เพื่อปลุกผมในวันที่ผมเหนื่อยจัดแล้วล่ะ เอาอย่างนี้ไหม... มาอยู่ที่นี่ด้วยกันเลยไหม"
บรรยากาศในห้องครัวเงียบงันไปชั่วขณะ อตีญารู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุด มือที่ประสานกันอยู่ด้านหน้าเผลอบีบเข้าหากันแน่น เมื่อเห็นว่าเธอเงียบไป หรัญจึงรีบอธิบายต่อ
"ผมหมายถึง... คอนโดผมกว้างตั้งสองร้อยกว่าตารางเมตร มีห้องนอนเล็กที่ว่างอยู่ คุณมาอยู่ห้องนั้นก็ได้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง หรือถ้าคุณอึดอัด... ผมซื้อห้องข้างๆ หรือชั้นล่างให้คุณเอาไหม คุณจะได้อยู่ใกล้ๆ คอยจัดการตารางชีวิตให้ผมได้สะดวกขึ้น ถือว่าเป็นสวัสดิการพิเศษจากบริษัท ผมยินดีจ่ายให้หมดเลย"
ข้อเสนอของเขาน่าดึงดูดใจสำหรับพนักงานกินเงินเดือนทั่วไป คอนโดหรูใจกลางเมืองที่ราคาแพงหูฉี่ แต่สำหรับอตีญา ข้อเสนอนี้คือยาพิษที่เคลือบด้วยน้ำตาลอย่างดี
ถ้าเธอตอบตกลง ถ้าเธอย้ายเข้ามาอยู่ใกล้เขา ได้เห็นเขาทุกเช้า ได้ดูแลเขาทุกวันเย็น... กำแพงที่เธออุตส่าห์สร้างมาตลอดห้าปีคงพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี เธอคงถลำลึกจนกู่ไม่กลับ และเมื่อถึงวันที่ ‘ผู้หญิงคนนั้น’ ก้าวเข้ามาในชีวิตเขาอย่างเต็มตัวในฐานะภรรยา... คนที่จะต้องตายทั้งเป็นก็คือเธอเอง
"ขอบพระคุณในความกรุณาค่ะท่านประธาน..." อตีญาเงยหน้าขึ้น สบสายตากับเขาด้วยความหนักแน่น "แต่ดิฉันเกรงว่าจะไม่เหมาะสมค่ะ"
"ไม่เหมาะสมยังไง?" หรัญขมวดคิ้ว "ผมเป็นเจ้านาย คุณเป็นเลขา ผมให้สวัสดิการที่พักเพื่อความสะดวกในการทำงาน มันผิดตรงไหน? ใครจะกล้าว่าอะไรคุณ หรือถ้าคุณห่วงเรื่องความเป็นส่วนตัว ห้องข้างๆ ก็แยกสัดส่วนชัดเจนนะ"
"ไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นจะว่าหรอกค่ะท่านประธาน แต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวค่ะ" อตีญาพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น "ดิฉันพอใจกับที่พักปัจจุบันของดิฉันแล้วค่ะ การเดินทางก็ไม่ได้ลำบากจนกระทบต่องาน อีกอย่าง... การเว้นระยะห่างระหว่างเวลาทำางานและเวลาพักผ่อนเป็นสิ่งจำเป็นค่ะ หากดิฉันต้องอยู่ใกล้ท่านประธานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ดิฉันอาจจะเกิดความเครียดสะสมและประสิทธิภาพในการทำงานอาจจะลดลงได้ค่ะ"
เธอยกเหตุผลร้อยแปดมาอ้าง ทั้งที่เหตุผลเดียวที่แท้จริงคือ ‘เธอไม่อยากรักเขาไปมากกว่านี้’
"และอีกประการหนึ่ง..." อตีญาสูดลมหายใจเข้าลึก ตัดสินใจหยิบยกความจริงที่แสนเจ็บปวดขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง "ท่านประธานอาจต้องไปดูตัวกับผู้หญิงอีกหลายท่าน พวกเธออาจเข้าใจผิดดิฉันได้ค่ะ หากดิฉันย้ายมาอยู่ใกล้ชิดท่านประธานมากเกินไป อาจจะทำให้เกิดความไม่สบายใจได้ค่ะ การรักษาภาพลักษณ์และหลีกเลี่ยงข้อครหาเป็นสิ่งที่ดิฉันในฐานะเลขาควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรกค่ะ"
คำพูดของเธอทำให้หรัญชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมคายหลุบต่ำลงชั่วครู่ เมื่อได้ยินชื่อของหญิงสาวที่ผู้เป็นบิดามารดาเลือกให้ ความกดดันและหน้าที่ของทายาทเพียงคนเดียวของตระกูล ทำให้เขาไม่สามารถเลือกเส้นทางชีวิตรักของตัวเองได้อย่างอิสระ เขาถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง
"คุณนี่มัน... คิดรอบคอบและมองการณ์ไกลเสมอเลยนะ" หรัญพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ลึกๆ "บางทีผมก็เกลียดความสมบูรณ์แบบ และความมีเหตุผลของคุณเหมือนกันนะ"
"หากการทำตามหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบทำให้ท่านประธานไม่พอใจ ดิฉันต้องขออภัยด้วยค่ะ" อตีญาก้มศีรษะลงอีกครั้ง คำว่าเกลียดจากปากเขาแม้จะพูดเล่น แต่ก็ทำให้หัวใจของเธอเจ็บแปลบ
"ผมไม่ได้เกลียดคุณหรอก... ตรงกันข้ามต่างหาก" หรัญพึมพำเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง ก่อนจะส่ายหน้าและปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นนักธุรกิจผู้เยือกเย็นอีกครั้ง เขาหยิบแซนด์วิชขึ้นมากัดและดื่มกาแฟจนหมดแก้ว
อตีญายืนนิ่ง เก็บซ่อนความรู้สึกทั้งหมดไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย เธอเดินไปหยิบกระเป๋าเอกสารของเขามาถือเตรียมไว้
"เหลือเวลาอีกสิบนาทีจะถึงเวลากำหนดการออกเดินทางค่ะท่านประธาน วันนี้ตอนเย็น ท่านมีนัดทานดินเนอร์กับคุณลลิตาที่ห้องอาหารฝรั่งเศสของโรงแรมแกรนด์นะคะ ดิฉันได้ทำการจองโต๊ะและสั่งดอกไม้เตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ" เธอรายงานตารางงานช่วงเย็นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับว่าการจัดการเดตให้กับผู้ชายที่ตัวเองรักเป็นเพียงงานรูทีนทั่วไป
หรัญลุกขึ้นยืน จัดเสื้อสูทให้เข้าที่ เขามองหน้าเลขาคู่ใจของเขาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความชื่นชม ความหงุดหงิดใจเล็กๆ และความรู้สึกบางอย่างที่เขาเองก็พยายามกดมันเอาไว้เช่นกัน
"ขอบใจมาก" เขากล่าวสั้นๆ
"เป็นหน้าที่ของดิฉันค่ะ" อตีญาตอบกลับ
หรัญเดินนำหน้าออกไปยังประตูห้องพัก โดยมีอตีญาเดินตามหลังไปในระยะห่างที่พอดี... ไม่ใกล้เกินไป และไม่ไกลเกินไป มันเป็นระยะห่างที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง... เป็นระยะห่างที่เธอจะรักษามันไว้ตลอดไป แม้ว่าในใจจะอยากก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างเขามากแค่ไหนก็ตาม
เสียงประตูปิดลงพร้อมกับร่างของคนสองคนที่ก้าวเข้าสู่โลกของการทำงาน โลกที่อตีญาต้องสวมบทบาทเลขาผู้เก่งกาจและไร้หัวใจ โลกที่เธอต้องคอยดูแล จัดการชีวิตให้เขาสมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อส่งเขาไปให้ถึงมือของผู้หญิงที่คู่ควร... โดยที่เธอจะยืนมองอยู่ข้างหลัง พร้อมกับคำว่า ‘ดิฉัน’ ที่เป็นดั่งเส้นกั้นอาณาเขตที่ไม่อนุญาตให้ตัวเองล้ำเส้นข้ามไปตลอดกาล
บรรยากาศบนชั้นผู้บริหารสูงสุด ของตึกระฟ้าในยามบ่ายเต็มไปด้วยความตึงเครียดจนแทบจะจับต้องได้ อุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศที่ว่าเย็นเฉียบแล้ว ยังไม่สู้สายตาคมกริบดุดันของ ประธานหรัญที่กำลังกวาดมองแฟ้มเอกสารตรงหน้า ก่อนจะโยนมันลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังปัง!
"นี่มันขยะอะไรกัน!" เสียงทุ้มตวาดลั่นห้องทำงานกว้าง พนักงานสาววัยรุ่นที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะถึงกับสะดุ้งสุดตัว หน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด เธอคือมินตราหลานสาวของเพื่อนสนิทคุณหญิงแม่ของหรัญ ที่ถูกฝากฝังให้เข้ามาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายกฎหมายและสัญญา ทั้งที่ประสบการณ์ยังน้อยนิด
"ผะ... ผิดตรงไหนหรือคะท่านประธาน มินตรวจสอบดูอย่างดีแล้วนะคะ" มินตราตอบเสียงตะกุกตะกัก
"ตรวจสอบอย่างดีงั้นเหรอ?" หรัญแค่นยิ้มเย็นชา "คุณใส่ตัวเลขส่วนแบ่งผลกำไรผิดไปสองเปอร์เซ็นต์ในหน้าสิบสี่ และในหน้ายี่สิบเอ็ด... ข้อสัญญาเรื่องความรับผิดชอบกรณีส่งมอบงานล่าช้า คุณใช้คำกว้างจนบริษัทเราแทบจะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบเต็มประตู นี่คือสัญญาโครงการร่วมทุนก่อสร้างคอมเพล็กซ์มูลค่าหมื่นล้านนะ ไม่ใช่สัญญาเช่าตึกแถว! อีกสองชั่วโมงตัวแทนจากกลุ่มทุนสิงคโปร์จะมาถึงแล้ว ขืนผมเอาสัญญานี้ไปให้เขาดู บริษัทเราคงกลายเป็นตัวตลกในวงการแน่!"
มินตราร้องไห้โฮออกมาด้วยความกดดัน ทำอะไรไม่ถูก หรัญยกมือขึ้นนวดขมับอย่างปวดหัวรุนแรง ความหงุดหงิดพุ่งริ้วขึ้นสูงสุด เขาเกลียดระบบเส้นสายที่สุด แต่ก็ขัดมารดาไม่ได้ และนี่คือผลลัพธ์ที่เขาต้องเผชิญ
"ท่านประธานคะ"
ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังจะระเบิด น้ำเสียงราบเรียบ ทรงพลัง และเยือกเย็นของอตีญาก็ดังขึ้น หญิงสาวในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มก้าวเข้ามาในห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครสังเกต เธอเดินตรงไปที่โต๊ะทำงาน ดึงแฟ้มสัญญาเจ้าปัญหานั้นมาถือไว้ในมือ
"ดิฉันขออนุญาตจัดการเรื่องนี้เองค่ะ" อตีญาสบตาเจ้านายหนุ่มด้วยแววตาหนักแน่น "เวลาสองชั่วโมงยังพอมี ดิฉันจะร่างข้อสัญญาในส่วนที่บกพร่องขึ้นมาใหม่และตรวจทานทั้งหมดอีกครั้งค่ะ"
"มันหนาเกือบห้าสิบหน้านะคุณ" หรัญมองเลขาคู่ใจ แม้เขาจะรู้ว่าเธอเก่งแค่ไหน แต่งานกฎหมายที่ซับซ้อนขนาดนี้ในเวลาจำกัด มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
"ดิฉันศึกษารายละเอียดของโครงการนี้มาตั้งแต่ช่วงริเริ่มโปรเจกต์ค่ะ ทราบดีถึงจุดประสงค์หลักและขอบเขตความเสี่ยงที่บริษัทเรารับได้ ดิฉันมั่นใจว่าสามารถปรับแก้ให้รัดกุมและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อบริษัทได้ทันเวลาค่ะ" เธอกล่าวอย่างฉะฉาน ก่อนจะหันไปทางมินตรา "คุณมินตราคะ รบกวนกลับไปที่โต๊ะแล้วส่งไฟล์ต้นฉบับเข้าอีเมลดิฉันด่วนที่สุดค่ะ ส่วนเรื่องอื่นไม่ต้องกังวล ดิฉันจะรับช่วงต่อเอง"
พูดจบ หรัญก็สะบัดมือเสี่ยโชติทิ้งอย่างขยะแขยง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเอื้อมมือไปคว้าต้นแขนของอตีญาที่กำลังยืนหน้าซีดเผือดตัวสั่นเทาอยู่ข้างโต๊ะ ออกแรงดึงร่างบางให้เดินตามเขาออกไปจากห้องวีไอพีอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจเสียงเรียกหรือคำขอโทษที่ดังตามหลังมาเลยแม้แต่น้อย"ทะ... ท่านประธาน ปล่อยดิฉันนะคะ!" อตีญาร้องประท้วงเสียงหลง พยายามแกะนิ้วเหล็กกล้าที่เกาะกุมต้นแขนของเธอออก แต่หรัญกลับยิ่งบีบแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเธอจะหนีหายไปไหนอีกชายหนุ่มกึ่งลากกึ่งจูงเลขาในชุดเมดกระต่ายออกมาย่านโถงทางเดินด้านนอกที่ค่อนข้างเงียบสงบ ลับตาคน เขาผลักแผ่นหลังบางของเธอให้ชนกับผนังบุผนังบุกำมะหยี่อย่างแรง ก่อนจะใช้แขนทั้งสองข้างยันกำแพงกักขังร่างของเธอไว้ตรงกลาง ไม่ให้มีหนทางหนีรอด ระยะห่างระหว่างเขากับเธอเหลือเพียงไม่ถึงคืบ อตีญาได้กลิ่นวิสกี้ราคาแพงผสมกับกลิ่นน้ำหอมบุรุษเพศที่คุ้นเคยโชยมาจากตัวเขา หน้าอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจ แทบจะเบียดเสียดกับแผงอกแกร่งของเขา ความใกล้ชิดที่มากเกินไปประกอบกับสายตาคมดุดันที่จ้องมองมา ทำให้หัวใจของอตีญาเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอกความอับอายถาโถมเ
และแล้วลมหายใจของเธอก็แทบสะดุด ร่างสูงสง่าอันคุ้นตาในชุดเชิ้ตสีดำปลดกระดุมบนสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและสร้อยคอแพลตตินัม กำลังนั่งพิงโซฟาด้วยท่าทีผ่อนคลาย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่เธอแอบมองมาตลอดห้าปี บัดนี้อยู่ห่างจากเธอเพียงแค่เอื้อมมือ!‘พระเจ้า... ทำไมต้องเป็นเขา! ทำไมโลกถึงได้กลมและโหดร้ายขนาดนี้!’ อตีญากรีดร้องในใจ เธอรีบก้มหน้าลงต่ำจนคางแทบชิดอก ภาวนาให้ความมืดสลัวของห้องช่วยพรางใบหน้าของเธอเอาไว้ เธอเร่งมือชงเหล้าให้เสร็จเพื่อจะได้รีบออกไปจากขุมนรกแห่งนี้หรัญที่กำลังนั่งฟังคู่ค้าทางธุรกิจพูดคุย ไม่ได้สนใจพนักงานเสิร์ฟที่เข้ามาใหม่เลยแม้แต่น้อย เขาเบื่อหน่ายกับงานสังคมแบบนี้เต็มทน ในหัวของเขามีแต่ความหงุดหงิดและกระวนกระวายใจเรื่องของเลขาหน้าห้อง ที่จู่ๆ ก็หายตัวไป ติดต่อไม่ได้ตั้งแต่เช้า เขาสั่งให้วรวุฒิไปสืบดูที่คอนโดก็พบว่าเธอไม่อยู่ ความเป็นห่วงมันตีตื้นขึ้นมาจนเขากินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องมาระบายอารมณ์ด้วยการดื่มเหล้าที่นี่หญิงสาวในชุดเมดกระต่ายคืบคลานเข้ามาใกล้เพื่อวางแก้วเหล้าลงตรงหน้าเขา หรัญยกแก้วขึ้นจิบ ทว่าในจังหวะที่ร่างบางขยับตัวถอยห่าง ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศก็พั
ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องทำงานของตัวเองด้วยอารมณ์ที่เริ่มขุ่นมัว เขาพยายามกดโทรศัพท์ภายในเรียกเธอแต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ จนกระทั่งผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ความหงุดหงิดก็เปลี่ยนเป็นความฉงนหรัญกดสายตรงไปที่ฝ่ายบุคคลทันที“นั่นฝ่ายบุคคลใช่ไหม คุณอตีญาไปไหน ทำไมป่านนี้ยังไม่มาทำงาน”“เอ่อ... ท่านประธานคะ คุณอตีญาลางานด่วนเข้ามาเมื่อเช้ามืดค่ะ แจ้งว่าเป็นเหตุฉุกเฉินทางครอบครัวที่ต่างจังหวัดค่ะ ขอลาพักร้อนรวมกับลากิจที่เหลือทั้งหมดเลยค่ะ”หรัญนิ่งไปครู่หนึ่ง “ลาพักร้อนรวมกับลากิจเลยงั้นเหรอ ปกติเธอไม่เคยลาแบบนี้นี่ แล้วเธอได้บอกไหมว่าฉุกเฉินเรื่องอะไร?”“ไม่ได้ระบุรายละเอียดค่ะท่านประธาน บอกแค่ว่าเรื่องด่วนมากจริงๆ ค่ะ”หรัญวางสายด้วยความรู้สึกวูบไหวในอก ตลอดห้าปีที่ทำงานด้วยกันมา อตีญาเป็นเลขาที่เคร่งครัดเรื่องเวลามากที่สุด ต่อให้ป่วยเธอก็ยังมาทำงาน หรืออย่างน้อยก็จะโทรรายงานเขาโดยตรงก่อนล่วงหน้า การที่เธอหายไปเฉยๆ และลาผ่านฝ่ายบุคคลแบบนี้ บ่งบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต้อง ‘ไม่ธรรมดา’เขาหยิบสมาร์ทโฟนส่วนตัวขึ้นมา กดโทรออกเบอร์ของอตีญาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนตืด... ตืด...ไม่มีคนรับสาย... หรัญ
อตีญายืนนิ่ง หัวใจของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรงกับคำพูดของเจ้าสัวและหรัญ มันคือความตื้นตันที่ได้รับการยอมรับในความสามารถ ทว่าเธอก็ยังคงกดความรู้สึกนั้นไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยรสรินโกรธจนตัวสั่น ลุกขึ้นยืนอย่างก้าวร้าว “ได้! ในเมื่อพวกเธอเลือกนังคนใช้นี่มากกว่าคนกันเอง ก็อย่ามาเรียกฉันว่าเพื่อนอีกเลย! มินตรา กลับ! ต่อไปนี้ไม่ต้องไปเหยียบที่นั่นอีก!”มาดามรสรินและมินตราสะบัดหน้าเดินออกจากคฤหาสน์ไปท่ามกลางความเงียบงันเมื่อความวุ่นวายจบลง คุณหญิงมลฤดีหันมองลูกชายด้วยสายตารู้ทัน “ตาหรัญ... ลูกปกป้องหนูอตีญามากเกินไปหรือเปล่า?”หรัญนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาสบตากับมารดาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เป็นงานเป็นการ “ผมแค่ปกป้องทรัพยากรบุคคล ที่ดีที่สุดของผมครับคุณแม่ ผมไม่อยากให้เรื่องส่วนตัวไร้สาระมาทำให้การทำงานของผมสะดุด”เขาลุกขึ้นยืนแล้วหันมาทางอตีญา “อตีญา... กลับกันเถอะ ผมจะไปส่งคุณเอง”“ไม่เป็นไรค่ะท่านประธาน ดิฉันกลับเองได้ค่ะ”“นี่คือคำสั่งครับ” หรัญเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตาของเขากลับดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย แตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิงในรถหรูที่มุ่งหน้าไปยังคอนโดของอตีญา ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริ
ชายหนุ่มพ่นเหตุผลร้อยแปดออกมา เพื่ออธิบายการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุของตนเอง เขาหลอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าที่เขาโกรธจนแทบคลั่ง ที่เขาพร้อมจะแตกหักกับครอบครัวของมินตรา เป็นเพราะอตีญาคือเลขาคนสำคัญ ที่เขาขาดไม่ได้ในการทำงาน เขาไม่รู้ใจตัวเองเลยสักนิดว่า ลึกๆ แล้ว ความหวงแหนและห่วงใยที่เขามีต่อเธอนั้น... มันได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งของคำว่าเจ้านายกับลูกน้องไปไกลแสนไกลแล้วอตีญามองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา คำว่า ‘ในฐานะเจ้านาย’ และ ‘คนสำคัญของบริษัท’ ดังสะท้อนก้องอยู่ในใจ มันเป็นเครื่องเตือนสติชั้นดีที่ทำให้เธอยอมรับความจริงว่า... ไม่ว่าเขาจะปกป้องเธอมากแค่ไหน สุดท้ายแล้ว เธอก็เป็นเพียงแค่ฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการทำงานของเขาเท่านั้น ไม่ใช่คนสำคัญในหัวใจ"ดิฉันเข้าใจแล้วค่ะท่านประธาน" อตีญาก้มศีรษะลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาเจ็บปวดไว้ใต้ขนตางอนยาว "หากไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวกลับไปทำงานต่อก่อนนะคะ ช่วงบ่ายท่านประธานมีประชุมบอร์ดบริหารเรื่องไตรมาสที่สาม ดิฉันจะไปเตรียมเอกสารให้พร้อมค่ะ"เธอหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้หรัญยืนมองแผ่นหลังบางนั้นด้วยความรู้สึกหน่วงๆ ในอก... เขา
บรรยากาศภายในห้องทำงาน ของประธานบริหารสูงสุดในยามบ่ายชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก อุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศที่ตั้งไว้เย็นเฉียบกลับไม่สามารถดับความร้อนระอุที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ของ ‘หรัญ’ ได้เลย ชายหนุ่มนั่งพิงพนักเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิท นัยน์ตาคมกริบจ้องมองแฟ้มเอกสารสีดำที่ ‘วรวุฒิ’ เพิ่งนำมาวางไว้บนโต๊ะเมื่อสิบนาทีก่อนภายในนั้นไม่ได้บรรจุเอกสารสัญญาธุรกิจหมื่นล้าน แต่เป็นหลักฐานความโสมมทั้งหมด... ทั้งสลิปการโอนเงินจากบัญชีของมินตราไปยังบริษัทนักสืบเอกชน ภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพตากล้องปาปารัสซี่รับซองเงิน และคลิปเสียงสนทนาที่วรวุฒิส่งคนไปรีดเค้นความจริงมาได้ ทุกอย่างมัดตัว ‘เด็กฝาก’ ของมารดาเขาจนดิ้นไม่หลุดก๊อก... ก๊อก..."ขออนุญาตค่ะพี่หรัญ"เสียงหวานใสที่ดัดจนเกินธรรมชาติรอดเข้ามา ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออก มินตราก้าวเข้ามาในห้องด้วยชุดเดรสรัดรูปแบรนด์เนม ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างประณีต เธอยิ้มกริ่มอย่างได้ใจ คิดไปเองว่าการที่ประธานบริษัทเรียกพบด่วน คงหนีไม่พ้นการชื่นชมผลงาน หรือไม่ก็อาจจะเรียกมาปรับความเข้าใจเรื่องที่ลลิตามาอาละวาดเมื่อวาน"พี่หรัญมีงานด่วนให้มินช







