Masuk
แสงแดดยามเช้า สาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ของเพนต์เฮาส์หรูใจกลางกรุงเทพมหานคร เผยให้เห็นทัศนียภาพของตึกระฟ้าและแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทอดยาว ทว่าความงดงามของวิวหลักร้อยล้านนี้กลับไม่ได้ดึงดูดความสนใจของหญิงสาวในชุดสูททำงานสีครีมเรียบหรูที่เพิ่งก้าวพ้นประตูเข้ามาเลยแม้แต่น้อย
‘อตีญา’ หญิงสาววัยยี่สิบหกปี รวบผมตึงเป็นมวยต่ำอย่างเรียบร้อย สวมรองเท้าส้นสูงสีดำที่ขัดจนเงาวับ เธอคือเลขาธิการส่วนตัวของ ‘ประธานหรัญ’ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงแห่งเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ หญิงสาวกวาดสายตามองความเรียบร้อยของห้องนั่งเล่นกว้างขวาง ก่อนจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบาเมื่อพบว่าทุกอย่างยังคงเงียบสงบ บ่งบอกว่าเจ้าของห้องยังคงจมอยู่ในห้วงนิทรา ทั้งที่วันนี้มีประชุมผู้ถือหุ้นในเวลาเก้าโมงเช้า
ร่างบางก้าวเดินไปตามทางเดินที่ปูด้วยหินอ่อนนำเข้าอย่างคุ้นเคย ห้าปีแล้วที่เธอทำงานกับเขา ห้าปีตั้งแต่เธอเป็นเพียงเด็กจบใหม่วัยยี่สิบเอ็ดปีที่ยังเงอะงะและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แต่เพราะได้รับโอกาสและความเมตตา (ที่บางครั้งก็มาในรูปแบบของความเข้มงวด) จากเขา อตีญาจึงเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็น ‘เลขาคู่ใจ’ ที่รู้ใจประธานหรัญไปเสียทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานที่ซับซ้อน หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัวที่จุกจิกที่สุด
รหัสผ่านห้องของเขา... เธอรู้ กาแฟที่เขาดื่มในแต่ละวัน... เธอรู้ อุณหภูมิห้องที่เขาชอบ... เธอรู้ รวมถึงความจริงที่ว่า... อีกไม่นาน เขาจะต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่มีฐานะทางสังคมทัดเทียมกัน... เธอก็รู้ดีที่สุด
อตีญาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนมาสเตอร์เบดรูม มือเรียวยกขึ้นแตะคีย์การ์ดสำรองที่เธอเป็นคนเดียวที่มีสิทธิถือครอง เสียงปลดล็อกดังขึ้นเบาๆ เธอผลักประตูเข้าไปอย่างเงียบเชียบ ภายในห้องยังคงมืดสลัวเพราะผ้าม่านทึบแสงถูกปิดสนิท เครื่องปรับอากาศเย็นเฉียบจนเธอต้องลูบแขนตัวเองเบาๆ
บนเตียงคิงไซส์กลางห้อง ร่างสูงใหญ่ของประธานหรัญนอนหลับสนิทอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักของเขาดูผ่อนคลายไร้ซึ่งความเคร่งเครียดเฉกเช่นเวลาที่อยู่ปั้นหน้าในห้องประชุม เรือนผมสีเข้มยุ่งเหยิงเล็กน้อย อตีญายืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แววตาที่มักจะเรียบเฉยและเป็นมืออาชีพอยู่เสมออ่อนแสงลง เผยให้เห็นความรู้สึกเบื้องลึกที่ถูกซ่อนเร้นไว้อย่างมิดชิด
เธอแอบรักเขา... รักมาเนิ่นนาน ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ อาจจะตั้งแต่ปีแรกที่เขาสอนงานเธอด้วยความอดทน หรืออาจจะปีที่สองที่เขาออกรับหน้าแทนเธอเมื่อถูกลูกค้าต่อว่า ไม่ว่าจะเริ่มต้นเมื่อใด ความรู้สึกนั้นก็หยั่งรากลึกลงในใจของเธอจนยากจะถอน ทว่าอตีญาเป็นคนมีสติและเจียมตัว เธอรู้สถานะของตัวเองดี เธอเป็นเพียงพนักงานกินเงินเดือน เป็นลูกจ้าง ส่วนเขาคือเจ้าของอาณาจักรหมื่นล้าน เส้นขนานสองเส้นนี้ไม่มีวันมาบรรจบกันได้ในโลกของความเป็นจริง
เพื่อปกป้องหัวใจของตัวเอง อตีญาจึงสร้างกำแพงแห่งความเป็นมืออาชีพขึ้นมาขวางกั้น เธอไม่เคยแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นอย่างญาเหมือนที่เพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวเรียก เธอใช้คำว่าดิฉันในทุกประโยคที่สนทนากับเขา เพื่อย้ำเตือนตัวเองเสมอว่า ยืนอยู่ตรงจุดไหน
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ดึงสีหน้ากลับมาเรียบเฉย ก่อนจะเดินไปกดรีโมตเปิดผ้าม่านอัตโนมัติ แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องทันที
"ท่านประธานคะ... เจ็ดโมงเช้าแล้วค่ะ" น้ำเสียงหวานทว่าราบเรียบและเป็นทางการดังขึ้น
ร่างบนเตียงขยับตัวเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน หรัญยกแขนขึ้นพาดดวงตาเพื่อบังแสงแดดที่แยงตา เสียงทุ้มแหบพร่าดังลอดออกมาจากลำคอ
"อืม... ขออีกห้านาที"
"ไม่ได้ค่ะท่านประธาน วันนี้ท่านมีประชุมบอร์ดบริหารตอนเก้าโมงตรง และดิฉันได้เตรียมเอกสารทั้งหมดไว้ที่โต๊ะทำงานของท่านแล้ว หากท่านไม่ลุกตอนนี้ เราจะเดินทางไปถึงบริษัทล่าช้ากว่ากำหนดการสิบห้านาที ซึ่งจะทำให้ท่านไม่มีเวลาอ่านทบทวนสรุปวาระการประชุมค่ะ" อตีญาร่ายยาวด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีความลังเล
หรัญถอนหายใจยาว ก่อนจะยอมลดแขนลงและลืมตาขึ้นมองเลขาหน้าห้องที่มายืนปลุกเขาถึงเตียงนอน เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าเรียบเนียนที่ถูกแต่งแต้มอย่างพอดิบพอดีของเธอ
"คุณนี่มันจริงๆ เลยนะ... เข้มงวดกับผมยิ่งกว่าแม่เสียอีก" เขาลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง เสยผมที่ปรกหน้าขึ้น "ถ้าไม่มีคุณ ผมคงตื่นไปประชุมไม่ทันแน่ๆ"
"มันเป็นหน้าที่ของดิฉันค่ะท่านประธาน" เธอก้มศีรษะรับคำชมอย่างนอบน้อม "ดิฉันจะไปเตรียมชุดและอาหารเช้าให้ รบกวนท่านประธานจัดการธุระส่วนตัวให้เสร็จภายในยี่สิบนาทีด้วยนะคะ"
พูดจบ อตีญาก็หันหลังเดินตรงไปยังห้องแต่งตัวแบบวอล์คอินคลอเซ็ตที่กว้างขวางพอๆ กับห้องนอนของคอนโดทั่วไป เธอเลือกสูทสีเทาเข้มสั่งตัดพิเศษจากอิตาลี จับคู่กับเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตา และเนกไทผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่มีลวดลายเรียบหรู ซึ่งเหมาะกับการประชุมที่เป็นทางการในวันนี้ จากนั้นจึงเดินไปเลือกนาฬิกา Patek Philippe เรือนโปรดของเขามาวางเตรียมไว้บนโต๊ะกระจกอย่างเป็นระเบียบ ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความใส่ใจและพิถีพิถันราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง
เมื่อจัดการเรื่องเสื้อผ้าเสร็จ อตีญาจึงย้ายตัวเองไปที่ห้องครัวสไตล์โมเดิร์น เธอเปิดตู้เย็นหยิบวัตถุดิบออกมาเตรียมอาหารเช้าอย่างคล่องแคล่ว กาแฟอเมริกาโน่คั่วกลาง ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่นม เสิร์ฟพร้อมกับแซนด์วิชทูน่าขนมปังโฮลวีตที่ตัดขอบออกจนหมดตามความชอบของเขา กลิ่นหอมของกาแฟคั่วบดลอยอบอวลไปทั่วห้อง
ไม่นานนัก หรัญก็เดินออกมาจากห้องนอนในชุดที่เธอเตรียมไว้ให้ ชายหนุ่มดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ รูปร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้าง และใบหน้าที่หล่อเหลาเอาการทำให้เขากลายเป็นที่หมายปองของหญิงสาวค่อนประเทศ เขาเดินมานั่งที่เคาน์เตอร์บาร์ในครัว หยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบก่อนจะหลับตาพริ้มอย่างพึงพอใจ
"เพอร์เฟกต์..." หรัญลืมตาขึ้นมองหญิงสาวที่กำลังยืนรอรับคำสั่งอยู่ไม่ไกล "กาแฟของคุณอร่อยกว่าบาริสต้าที่ร้านประจำผมอีก ผมบอกแล้วไงว่าคุณควรจะชงกาแฟให้ผมทุกเช้า"
"ดิฉันดีใจที่ท่านประธานถูกใจค่ะ" อตีญาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "แต่ดิฉันเป็นเลขาค่ะ ไม่ใช่บาริสต้าหรือแม่บ้าน การที่ดิฉันมาที่นี่เพื่อปลุกและเตรียมอาหารให้ท่านในวันนี้ เป็นเพราะสถานการณ์ฉุกเฉินที่ท่านประธานทำงานหนักจนดึก และเกรงว่าจะตื่นไม่ทันประชุมสำคัญเท่านั้นค่ะ"
หรัญหัวเราะเบาๆ ในลำคอ วางแก้วกาแฟลงแล้วสบตากับเธอตรงๆ
"คุณนี่มันดื้อเงียบจริงๆ ผมรู้หรอกน่าว่าคุณพยายามจะขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน แต่คุณทำงานกับผมมาห้าปีแล้วนะ คุณรู้ใจผมไปซะทุกอย่าง รู้ยิ่งกว่าตัวผมเองด้วยซ้ำ ชุดที่คุณเลือกก็ถูกใจผม อาหารที่คุณทำก็เป็นสิ่งที่ผมอยากกินพอดี ผมไม่รู้เลยว่าถ้าไม่มีคุณ ผมจะจัดการชีวิตที่วุ่นวายนี้ยังไง"
พูดจบ หรัญก็สะบัดมือเสี่ยโชติทิ้งอย่างขยะแขยง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเอื้อมมือไปคว้าต้นแขนของอตีญาที่กำลังยืนหน้าซีดเผือดตัวสั่นเทาอยู่ข้างโต๊ะ ออกแรงดึงร่างบางให้เดินตามเขาออกไปจากห้องวีไอพีอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจเสียงเรียกหรือคำขอโทษที่ดังตามหลังมาเลยแม้แต่น้อย"ทะ... ท่านประธาน ปล่อยดิฉันนะคะ!" อตีญาร้องประท้วงเสียงหลง พยายามแกะนิ้วเหล็กกล้าที่เกาะกุมต้นแขนของเธอออก แต่หรัญกลับยิ่งบีบแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเธอจะหนีหายไปไหนอีกชายหนุ่มกึ่งลากกึ่งจูงเลขาในชุดเมดกระต่ายออกมาย่านโถงทางเดินด้านนอกที่ค่อนข้างเงียบสงบ ลับตาคน เขาผลักแผ่นหลังบางของเธอให้ชนกับผนังบุผนังบุกำมะหยี่อย่างแรง ก่อนจะใช้แขนทั้งสองข้างยันกำแพงกักขังร่างของเธอไว้ตรงกลาง ไม่ให้มีหนทางหนีรอด ระยะห่างระหว่างเขากับเธอเหลือเพียงไม่ถึงคืบ อตีญาได้กลิ่นวิสกี้ราคาแพงผสมกับกลิ่นน้ำหอมบุรุษเพศที่คุ้นเคยโชยมาจากตัวเขา หน้าอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจ แทบจะเบียดเสียดกับแผงอกแกร่งของเขา ความใกล้ชิดที่มากเกินไปประกอบกับสายตาคมดุดันที่จ้องมองมา ทำให้หัวใจของอตีญาเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอกความอับอายถาโถมเ
และแล้วลมหายใจของเธอก็แทบสะดุด ร่างสูงสง่าอันคุ้นตาในชุดเชิ้ตสีดำปลดกระดุมบนสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและสร้อยคอแพลตตินัม กำลังนั่งพิงโซฟาด้วยท่าทีผ่อนคลาย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่เธอแอบมองมาตลอดห้าปี บัดนี้อยู่ห่างจากเธอเพียงแค่เอื้อมมือ!‘พระเจ้า... ทำไมต้องเป็นเขา! ทำไมโลกถึงได้กลมและโหดร้ายขนาดนี้!’ อตีญากรีดร้องในใจ เธอรีบก้มหน้าลงต่ำจนคางแทบชิดอก ภาวนาให้ความมืดสลัวของห้องช่วยพรางใบหน้าของเธอเอาไว้ เธอเร่งมือชงเหล้าให้เสร็จเพื่อจะได้รีบออกไปจากขุมนรกแห่งนี้หรัญที่กำลังนั่งฟังคู่ค้าทางธุรกิจพูดคุย ไม่ได้สนใจพนักงานเสิร์ฟที่เข้ามาใหม่เลยแม้แต่น้อย เขาเบื่อหน่ายกับงานสังคมแบบนี้เต็มทน ในหัวของเขามีแต่ความหงุดหงิดและกระวนกระวายใจเรื่องของเลขาหน้าห้อง ที่จู่ๆ ก็หายตัวไป ติดต่อไม่ได้ตั้งแต่เช้า เขาสั่งให้วรวุฒิไปสืบดูที่คอนโดก็พบว่าเธอไม่อยู่ ความเป็นห่วงมันตีตื้นขึ้นมาจนเขากินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องมาระบายอารมณ์ด้วยการดื่มเหล้าที่นี่หญิงสาวในชุดเมดกระต่ายคืบคลานเข้ามาใกล้เพื่อวางแก้วเหล้าลงตรงหน้าเขา หรัญยกแก้วขึ้นจิบ ทว่าในจังหวะที่ร่างบางขยับตัวถอยห่าง ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศก็พั
ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องทำงานของตัวเองด้วยอารมณ์ที่เริ่มขุ่นมัว เขาพยายามกดโทรศัพท์ภายในเรียกเธอแต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ จนกระทั่งผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ความหงุดหงิดก็เปลี่ยนเป็นความฉงนหรัญกดสายตรงไปที่ฝ่ายบุคคลทันที“นั่นฝ่ายบุคคลใช่ไหม คุณอตีญาไปไหน ทำไมป่านนี้ยังไม่มาทำงาน”“เอ่อ... ท่านประธานคะ คุณอตีญาลางานด่วนเข้ามาเมื่อเช้ามืดค่ะ แจ้งว่าเป็นเหตุฉุกเฉินทางครอบครัวที่ต่างจังหวัดค่ะ ขอลาพักร้อนรวมกับลากิจที่เหลือทั้งหมดเลยค่ะ”หรัญนิ่งไปครู่หนึ่ง “ลาพักร้อนรวมกับลากิจเลยงั้นเหรอ ปกติเธอไม่เคยลาแบบนี้นี่ แล้วเธอได้บอกไหมว่าฉุกเฉินเรื่องอะไร?”“ไม่ได้ระบุรายละเอียดค่ะท่านประธาน บอกแค่ว่าเรื่องด่วนมากจริงๆ ค่ะ”หรัญวางสายด้วยความรู้สึกวูบไหวในอก ตลอดห้าปีที่ทำงานด้วยกันมา อตีญาเป็นเลขาที่เคร่งครัดเรื่องเวลามากที่สุด ต่อให้ป่วยเธอก็ยังมาทำงาน หรืออย่างน้อยก็จะโทรรายงานเขาโดยตรงก่อนล่วงหน้า การที่เธอหายไปเฉยๆ และลาผ่านฝ่ายบุคคลแบบนี้ บ่งบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต้อง ‘ไม่ธรรมดา’เขาหยิบสมาร์ทโฟนส่วนตัวขึ้นมา กดโทรออกเบอร์ของอตีญาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนตืด... ตืด...ไม่มีคนรับสาย... หรัญ
อตีญายืนนิ่ง หัวใจของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรงกับคำพูดของเจ้าสัวและหรัญ มันคือความตื้นตันที่ได้รับการยอมรับในความสามารถ ทว่าเธอก็ยังคงกดความรู้สึกนั้นไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยรสรินโกรธจนตัวสั่น ลุกขึ้นยืนอย่างก้าวร้าว “ได้! ในเมื่อพวกเธอเลือกนังคนใช้นี่มากกว่าคนกันเอง ก็อย่ามาเรียกฉันว่าเพื่อนอีกเลย! มินตรา กลับ! ต่อไปนี้ไม่ต้องไปเหยียบที่นั่นอีก!”มาดามรสรินและมินตราสะบัดหน้าเดินออกจากคฤหาสน์ไปท่ามกลางความเงียบงันเมื่อความวุ่นวายจบลง คุณหญิงมลฤดีหันมองลูกชายด้วยสายตารู้ทัน “ตาหรัญ... ลูกปกป้องหนูอตีญามากเกินไปหรือเปล่า?”หรัญนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาสบตากับมารดาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เป็นงานเป็นการ “ผมแค่ปกป้องทรัพยากรบุคคล ที่ดีที่สุดของผมครับคุณแม่ ผมไม่อยากให้เรื่องส่วนตัวไร้สาระมาทำให้การทำงานของผมสะดุด”เขาลุกขึ้นยืนแล้วหันมาทางอตีญา “อตีญา... กลับกันเถอะ ผมจะไปส่งคุณเอง”“ไม่เป็นไรค่ะท่านประธาน ดิฉันกลับเองได้ค่ะ”“นี่คือคำสั่งครับ” หรัญเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตาของเขากลับดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย แตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิงในรถหรูที่มุ่งหน้าไปยังคอนโดของอตีญา ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริ
ชายหนุ่มพ่นเหตุผลร้อยแปดออกมา เพื่ออธิบายการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุของตนเอง เขาหลอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าที่เขาโกรธจนแทบคลั่ง ที่เขาพร้อมจะแตกหักกับครอบครัวของมินตรา เป็นเพราะอตีญาคือเลขาคนสำคัญ ที่เขาขาดไม่ได้ในการทำงาน เขาไม่รู้ใจตัวเองเลยสักนิดว่า ลึกๆ แล้ว ความหวงแหนและห่วงใยที่เขามีต่อเธอนั้น... มันได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งของคำว่าเจ้านายกับลูกน้องไปไกลแสนไกลแล้วอตีญามองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา คำว่า ‘ในฐานะเจ้านาย’ และ ‘คนสำคัญของบริษัท’ ดังสะท้อนก้องอยู่ในใจ มันเป็นเครื่องเตือนสติชั้นดีที่ทำให้เธอยอมรับความจริงว่า... ไม่ว่าเขาจะปกป้องเธอมากแค่ไหน สุดท้ายแล้ว เธอก็เป็นเพียงแค่ฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการทำงานของเขาเท่านั้น ไม่ใช่คนสำคัญในหัวใจ"ดิฉันเข้าใจแล้วค่ะท่านประธาน" อตีญาก้มศีรษะลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาเจ็บปวดไว้ใต้ขนตางอนยาว "หากไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวกลับไปทำงานต่อก่อนนะคะ ช่วงบ่ายท่านประธานมีประชุมบอร์ดบริหารเรื่องไตรมาสที่สาม ดิฉันจะไปเตรียมเอกสารให้พร้อมค่ะ"เธอหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้หรัญยืนมองแผ่นหลังบางนั้นด้วยความรู้สึกหน่วงๆ ในอก... เขา
บรรยากาศภายในห้องทำงาน ของประธานบริหารสูงสุดในยามบ่ายชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก อุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศที่ตั้งไว้เย็นเฉียบกลับไม่สามารถดับความร้อนระอุที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ของ ‘หรัญ’ ได้เลย ชายหนุ่มนั่งพิงพนักเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิท นัยน์ตาคมกริบจ้องมองแฟ้มเอกสารสีดำที่ ‘วรวุฒิ’ เพิ่งนำมาวางไว้บนโต๊ะเมื่อสิบนาทีก่อนภายในนั้นไม่ได้บรรจุเอกสารสัญญาธุรกิจหมื่นล้าน แต่เป็นหลักฐานความโสมมทั้งหมด... ทั้งสลิปการโอนเงินจากบัญชีของมินตราไปยังบริษัทนักสืบเอกชน ภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพตากล้องปาปารัสซี่รับซองเงิน และคลิปเสียงสนทนาที่วรวุฒิส่งคนไปรีดเค้นความจริงมาได้ ทุกอย่างมัดตัว ‘เด็กฝาก’ ของมารดาเขาจนดิ้นไม่หลุดก๊อก... ก๊อก..."ขออนุญาตค่ะพี่หรัญ"เสียงหวานใสที่ดัดจนเกินธรรมชาติรอดเข้ามา ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออก มินตราก้าวเข้ามาในห้องด้วยชุดเดรสรัดรูปแบรนด์เนม ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างประณีต เธอยิ้มกริ่มอย่างได้ใจ คิดไปเองว่าการที่ประธานบริษัทเรียกพบด่วน คงหนีไม่พ้นการชื่นชมผลงาน หรือไม่ก็อาจจะเรียกมาปรับความเข้าใจเรื่องที่ลลิตามาอาละวาดเมื่อวาน"พี่หรัญมีงานด่วนให้มินช







