LOGINและแล้วสองสามวันต่อมาก็มีคนฝากจดหมายมาให้ข้าฉบับหนึ่ง เมื่อเปิดออกอ่านก็พบว่าเป็นจดหมายลายมือของท่านแม่ ข้าตื้นตันใจนัก รีบอ่านทีละตัวอักษรราวกับพื้นทรายแห้งแล้งกระหายน้ำ
ถึงฮวาเอ๋อร์ลูกรัก
แม่หวังว่าเจ้าจะสบายดี แม่และน้องๆ ของเจ้าพักอาศัยอยู่ที่ตรอกโรงเชือด และเริ่มเรียนรู้การสานรองเท้าจากฟางแห้งออกขาย
เสี่ยวฉีกำลังป่วยหนักมาก อาการไม่สู้ดีเลย แม่ติดต่อบรรดาญาติและมิตรสหายของท่านพ่อแล้ว ไม่มีผู้ใดยื่นมือช่วยเหลือ แม่รู้ว่าเจ้าเองก็คงจะกำลังลำบาก แต่แม่สิ้นหนทางแล้วจริงๆ หวังว่าเจ้าจะได้รับจดหมายนี้และฝากเงินมาให้โดยเร็ว
แม่
“จะ...จดหมายนี้ คนที่เขียนฝากมานานแล้วใช่หรือไม่”
“ผิดแล้ว นางเพิ่งเขียนและฝากข้ามาให้ท่านเมื่อเช้านี้” คนส่งจดหมายซึ่งเป็นเด็กตอบซื่อๆ
“นาง... สบายดีหรือไม่”
“ไม่รู้สิ เป็นยายแก่ผมหงอกหมดหัว เดินกะเผลกๆ แต่งตัวมอซอ” ข้ารู้สึกราวกับถูกเข็มนับพันนับหมื่นพุ่งปักเข้ามาในอก ท่านลุงจ้าวโกหกข้า?!!
โกหก!
โกหกทุกถ้อยคำ!!!
ข้ากำจดหมายฉบับนั้นไว้แนบอก แข็งใจหยิบเงินที่มีทั้งหมดจำนวนไม่มากส่งให้เด็กคนนั้นพร้อมกำชับทั้งน้ำตา “นี่เป็นเรื่องความเป็นความตาย จงนำเงินนี้ไปมอบให้นางโดยเร็วที่สุด”
“เข้าใจแล้ว”
เด็กเดินจดหมายจากไป ข้ามิอาจสงบใจลงได้ไหวจึงลงมือเขียนจดหมายถึงท่านลุงจ้าวชิงเพื่อทวงถามสัญญา แต่น่าเสียดายที่ไม่เคยมีสิ่งใดตอบกลับมา
“เจ้าถูกหลอกเสียแล้ว แถมยังหลับหูหลับตาเชื่อทุกถ้อยคำ ข้าพร่ำเตือนเจ้าก็พาลโกรธข้า เป็นอย่างไรเล่า ตาสว่างแล้วหรือ”
นางเหยาหนี่ว์หัวเราะเยาะเมื่อข้าซมซานไปถามความจริง
“จวนใต้เท้าจ้าวชิงกำลังจะมีงานมงคล เดือนหน้าลูกชายคนโตของใต้เท้ากำลังจะแต่งงานกับคุณหนูชิงชิงคนงาม เจ้าบ่าวคงจะไม่ใช่คนรักของเจ้าใช่ไหม”
“ไม่ ไม่จริง”
“คณิกาเช่นเรา หามีผู้ชายคนไหนจริงใจหรอกนะ” นางเหยาหนี่ว์จุดยาสูบ ตัวก้านทำจากหยกเนื้อดี นางสูบยาเข้าไปเต็มปอดก่อนจะหมุนก้านสูบยามาชี้หน้าข้า
“นี่เจ้าโง่หรือเจ้าไร้ยางอาย ถึงได้เชื่อคำพูดของคนที่ฆ่าพ่อเจ้า”
“...”
“อะไร? เพิ่งรู้งั้นหรือ คนที่ยื่นฎีกาขอให้เบื้องบนประหารชีวิตพ่อเจ้าก็คือใต้เท้าจ้าวชิงอย่างไรเล่า”
ตัวข้าแข็งทื่อเหมือนถูกอัสนีบาตฟาดใส่
สวรรค์! ข้าลืมไปได้อย่างไรกันนะว่าข้าเป็นแค่คณิกา หนำซ้ำยังใจง่ายอ้าขาให้ท่านลุงลูบคลำ สมแล้วที่นางเหยาหนี่ว์จะมองข้าด้วยความสังเวช ข้าวิ่งสะเปะสะปะออกไปจากเรือนของนาง วิ่งสุดแรงจนไปล้มอยู่ที่ข้างบ่อน้ำและร่ำไห้สุดเสียง
คนโง่เช่นข้า ทำไมถึงโง่งมจนน่าทุเรศเช่นนี้ ข้าเชื่อทุกถ้อยคำ ยอมกระทั่งเปลื้องผ้าให้เขาลิ้มลอง สวรรค์! ข้าโง่เหลือเกิน!!
น้ำตาของข้าหยดลงบนพื้นดินสกปรกหยดแล้วหยดเล่า จนในที่สุดฟ้าก็ส่งฝนมาร้องไห้เป็นเพื่อนข้า ข้าเงยหน้าขึ้นให้เม็ดฝนปะทะใบหน้า ช่วยล้างความโง่ของข้าออกไปเถิดสวรรค์ ข้าขอสาบานต่อฟ้า... ข้าจะไม่มีวันเชื่อน้ำคำของเขาอีกต่อไปแล้ว
“ความจริงก็คือเสด็จพ่อมีลูกชายหลายคน แต่ละคนก็มีความสามารถให้เลือกใช้ ทุกคนอยากจะแสดงผลงานกันตัวสั่นเพราะหวังตำแหน่งรัชทายาท ข้าถอนตัวออกมาก็ทำให้พวกเขาผ่อนคลายลงและเลิกตอแยเจ้าสักที ถ้าเสด็จพ่อหงุดหงิดนัก ข้าจะพาเจ้าหนีไปอยู่กันสองคนให้รู้แล้วรู้รอด”“ท่านทำเพื่อข้ามากเกินไปแล้ว”“ข้ารู้ว่าไม่มีสิ่งใดจะสามารถชดเชยให้เจ้าได้ เมียข้าขี้แยจริง” เขาโน้มริมฝีปากลงมาคลอเคลีย มือลูบครรภ์ของข้าเบาๆ “เมื่อต้องเลือกระหว่างเจ้ากับตำแหน่งฐานันดร ข้าขอเลือกเจ้า”ข้าก็ไม่อยากจะร้องไห้เลย แต่ข้าไม่อาจห้ามน้ำตาได้จริงๆ เขาทำเพื่อข้ามากเกินไปแล้ว“มันจะคุ้มกันหรือเพคะ”“คุ้มสิ” เขาคลอเคลียข้างแก้มข้า เราจูบกันอย่างดูดดื่ม “ข้าปรารถนาจะแก่เฒ่าไปพร้อมกับเจ้า มีลูกหลานมากมาย ข้าปรารถนาจนตัวสั่นสะท้านทุกลมหายใจ”“ลาออกมาอยู่บ้านเฉยๆ เช่นนี้ หม่อมฉันเกรงว่าท่านจะเบื่อหน่ายเข้าสักวัน”“ข้าสะสมหนังสือเอาไว้มากมายชนิดที่ว่าแก่แล้วก็ยังอ่านไม่หมด ความตั้งใจเดิมของข้าคืออยากเก็บตัวเขียนตำราชำระประวัติศาสตร์ แต่ชะตากลับโยนข้าไปอยู่ที่สนามรบแทน หากไม่ถอนตัวจากสงครามตอนนี้ก็คงไม่มีโอกาสหลุดพ้นจากวังวนแย่งชิงอำนาจ
พวกพี่ชายและญาติหลายคนมีส่วนพัวพันกับแคว้นเว่ย พวกเขาหลบหนีจากที่คุมขังในเหมืองหินไปได้ และข้าก็ไม่เคยได้ข่าวคราวจากพวกเขาอีกเลย ข้าจึงยิ่งรู้สึกว่าชีวิตของทุกคนช่างเหมือนเรือใบไม้ที่ล่องลอยไปตามกระแสธาร หมุนวน วิ่งวุ่นหรือจอดพัก บางลำล้มคว่ำ บางลำแล่นไปได้ไกลจนสุดสายตา ส่วนข้า ข้าถามตัวเองเหมือนอย่างที่เขาเคยถามว่าข้าต้องการอะไรกันแน่ ข้าจึงขอเลือกที่จะหยุดอยู่ที่นี่ อยู่เคียงข้างเขาตามใจปรารถนาอวี้เสิ่นหยางก้าวเข้ามาโอบประคองจากด้านหลัง ลูบครรภ์ที่เริ่มนูนเด่นของข้าเบาๆ“สีหน้าท่านดูเครียดแบบนี้ ฮ่องเต้ทรงตำหนิท่านอีกแล้วหรือ”“ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก”“จะดีกว่าหรือไม่ หากหม่อมฉันหย่าขาดจากท่าน”“จินฮวา เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเลย” ใบหน้าคมเข้มยิ้มอย่างอบอุ่นขณะก้มลงจุมพิตอ่อนโยน ท่อนแขนกำยำโอบกอดข้าไว้อย่างหวงแหน “ข้าไม่มีวันสูญเสียเจ้าไปเพราะเหตุผลไร้สาระโง่ๆ ของผู้อื่นหรอกนะ”“แต่ว่า...”“ข้าเบื่อศึกสงครามเต็มทน เบื่อที่ต้องใช้ชีวิตเดนตายในสนามรบ ฆ่าฟันไม่จบสิ้น ในเวลาต่อจากนี้ข้าปรารถนาเพียงสร้างครอบครัวและมีเลือดเนื้อเชื้อไขกับเจ้าให้มากเท่าที่จะมากได้ ในเ
ข้าร่ำไห้ ท่านพ่อเองก็มือสั่นสะท้าน ร้องบอกให้พรรคพวกหนีไปก่อน ข้าจึงยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง “ท่านพ่อ” “พ่อขอโทษ ฝากขอโทษแม่ของเจ้ากับทุกคนด้วย ให้มันจบลงที่ตรงนี้เถอะ”“ท่านพ่อ มันยังมีทางออก”“เว่ยอ๋องเริ่มไม่ไว้ใจพ่อแล้ว ไม่ว่าจะทางไหน พ่อก็ต้องตาย นี่เป็นราคาที่ต้องจ่าย” ท่านพ่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ข้าจึงเข้าใจว่าสิ่งที่พ่อกำลังจะพูดต่อไปเป็นเรื่องสำคัญ “ตราบใดที่พ่อมีชีวิตอยู่ พวกเจ้าจะไม่มีวันสงบสุข ฝากดูแลทุกคนแทนพ่อด้วย เรื่องที่เกิดขึ้น อย่าโทษเขา”เมื่อกระซิบจบ ท่านพ่อก็ชูดาบขึ้นพลางร้องตะโกนกลับไป“นังลูกหน้าโง่! ในเมื่อไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อเว่ยอ๋องก็จงตายเสียเถอะ!!”“เจิ้งไป๋!!!”อวี้เสิ่นหยางแผดเสียงตะโกนลั่น ท่านพ่อกอดข้าและเงื้อดาบขึ้นจะแทงใส่ ข้าเบิกตากว้าง จ้องมองท่านพ่อซึ่งหลับตาลงและยิ้ม วินาทีต่อมาลูกศรก็พุ่งเข้ามาเจาะกลางหน้าผาก ร่างของท่านพ่อกระเด็นลอยไปตามแรงยิง มันคล้ายเป็นภาพช้าที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไม่... ไม่นะ ร่างของท่านพ่อแน่นิ่ง สิ้นใจไปก่อนที่ข้าจะขยับข้าทรุดตัวลงตรงหน้าศพของท่านพ่อ เสื้อผ้าของข้ามีเลือดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อน มือของข
“ส่งมือมาให้พ่อเร็วเข้า” “บอกความจริงข้าก่อน” ข้ายังคงยืนอยู่กับที่ ไม่ขยับ น้ำเสียงของท่านพ่อก็พลันเปลี่ยนไป “อย่าบีบบังคับให้พ่อต้องทำร้ายเจ้า” “เพราะเหตุใดเจ้าคะ” ข้าก้าวถอยเพราะกลุ่มคนที่มาพร้อมกับท่านพ่อจ้องข้าอย่างดุดันพร้อมร้องบอกให้ท่านพ่อรีบลงมือ สำเนียงของพวกเขาเป็นสำเนียงของแคว้นเว่ย “ท่านแม่กับน้องๆ ที่ถูกวางยาพิษ เป็นฝีมือของท่านใช่หรือไม่” “...” ความเงียบคือคำยอมรับ ในที่สุดข้าก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว ที่แท้เสิ่นอ๋องล่วงรู้จึงซ้อนแผน แสร้งจัดฉากวางยาเพื่อให้ท่านพ่อเข้าใจว่าลงมือสำเร็จ ข้าที่รู้ความจริงยิ่งเจ็บปวดใจแทบสลาย “พวกเขาคือภรรยา คือเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านนะ” “ท่านเจิ้ง ลงมือเร็วเข้า! ถ้าจับนางไว้ได้ เสิ่นอ๋องก็หมดฤทธิ์” คนพวกนั้นเร่งเร้า ท่านเจิ้ง? ข้าจึงเข้าใจแล้วทุกอย่าง เจี่ยอี้ถังเป็นเพียงฉากหน้าของท่านพ่อ และท่านพ่อก็กำลังเฉลยความจริงทุกอย่างให้ข้าเข้าใจผ่านดาบที่กำลังเงื้อง่าขึ้นสูง “ชื่อจริงของพ่อคือเจิ้งไป๋ เจี่ยอี้ถังเป็นอีกตัวตนที่พ่อใช้แทรกซึมในแคว้นลั่วมานาน ยกโทษให้พ่อด้วยฮ
บทที่ 20 อ้อนวอนสวรรค์ในที่สุดข้าก็หลุดพ้นจากการติดตามข้ากระซิบขอแกมบังคับ ดึงแผงคอเบาๆ ให้จินจินวิ่งไปยังบ้านสกุลเจี่ย ตอนนี้ล่วงเข้าสู่วันใหม่แล้ว ถนนหนทางในเมืองเงียบสงัดแต่เริ่มมีทหารออกตามจับข้ากันอึกทึก ถ้าไม่รีบ พวกเขาคงจะตามร่องรอยของข้าได้อย่างง่ายดาย“ลูกแม่ เจ้าเป็นลูกของเสิ่นอ๋อง พยัคฆ์ร้ายแห่งแคว้นลั่ว เจ้าต้องอดทนนะ”ข้าลูบหน้าท้องของตัวเองเพื่อปลอบใจ ก่อนจะลงจากหลังม้าเมื่อมาถึงสกุลเจี่ย บานประตูด้านหน้ายังคงถูกปิด ข้าผลักประตูเข้าไปพลางจูงจินจินให้เข้าไปด้านในด้วยกัน“รอข้าอยู่ตรงนี้ อย่าส่งเสียงนะ”ข้ารู้ดีว่าการตัดสินใจหุนหันเช่นนี้จะต้องถูกเขาเดือดดาลใส่แน่ แต่ข้าต้องการค้นหาความจริงด้วยตัวเอง ข้าจุดคบไฟ ก้มตัวลงไปในบ่อน้ำประจำบ้าน ปากบ่อก่อขึ้นจากหินแข็งแรง ดูปกติไม่ต่างจากบ่อน้ำกินน้ำใช้ของบ้านอื่นๆ เมื่อมองลงไปก็ไม่พบอะไร มีแค่น้ำใสสะอาดที่สะท้อนใบหน้าของข้าเพียงเท่านั้นถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าแต้มตำหนิในรูปจะหมายถึงแถวๆ นี้ข้าคลำไปตามผนังบ่อด้านในจนสัมผัสเจอหินก้อนหนึ่งที่ยื่นออกมาเล็กน้อย พอกะระยะแล้วมันก็ตรงกับหินที่ยื่นออกมาจากผนังบ่อด้านนอกเช่นกัน ข้าจึงลอง
เรียน พระชายาของกำนัลที่ตกหล่นไปได้มาถึงแล้ว จะดำเนินการจัดส่งภายในวันนี้ของกำนัล? จัดส่ง? ไม่มีข้อความใดเพิ่มเติมอีก แต่ข้าเคยเห็นท่านพ่อเอากระดาษลนเปลวเทียนอยู่บ่อยครั้ง ข้าจึงลองทำดูอย่างระมัดระวัง เมื่อหมึกชนิดพิเศษต้องไอร้อน ตัวขีดบนขีดล่างก็เริ่มจางหายไปบางส่วน เหลือเพียงข้อความที่แท้จริงเอาไว้ข้าไม่เข้าใจ และนึกสงสัยเพราะมีตัวขีดที่อ่านไม่เป็นคำปรากฏขึ้นมา ข้ามองไม่นานก็นึกออกเพราะนี่เป็นรูปแสดงถึงบ่อน้ำที่เสี่ยวหงเคยวาดเอาไว้ ทุกคนในบ้านก็เลยรู้จักสัญลักษณ์นี้แต้มกลมบนบ่อน้ำ...ความหมายของมันคืออะไร ดวงอาทิตย์หรือว่าดวงจันทร์ ที่บ่อน้ำประจำบ้านของเรามีอะไรกันนะ ข้าครุ่นคิด และนึกติดใจสงสัยจุดแต้มที่ผิดแผกไปในรูป ถ้ามองผ่านๆ ก็ดูเหมือนจุดเปื้อนที่ลงน้ำหนักมากเกินไปเท่านั้น แต่ข้าแน่ใจว่ามันไม่ใช่ยามนี้ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว หรือความหมายของรูปนี้คือข้าต้องไปที่บ่อน้ำนั่นภายในเวลาเที่ยงคืน?แต่ซาลาเปานี้วางอยู่ตั้งแต่เช้า ความหมายของท่านพ่ออาจจะหมายถึงเที่ยงวัน และทุกอย่างอาจสายไปแล้วแย่จริงข้าจดจำและรีบเผากระดาษทิ้งไป ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ข้าต้องการที่จะเสี่ยง“ข้าต้องการ
ของเหล่านี้ไร้ค่าในสายตาข้า ข้าตั้งใจว่าจะเดินรอบสวนตามที่พวกนางสักรอบแล้วจะได้รีบกลับมาเก็บตัวในห้องตามเดิมเสียทีสิ่งแรกที่ต้อนรับข้าคือต้นเหมยซึ่งกำลังออกดอกบานสะพรั่ง สีชมพูสีแดงแทรกสลับกันไปตามจังหวะธรรมชาติท่ามกลางสระน้ำกว้างและศาลาหลังน้อย กลีบดอกของมันส่งกลิ่นหอมระเรื่อ โปรยปรายลงสู่ผืนน้ำย
ข้าถ่มน้ำลายแทนคำตอบ และไออย่างหนักอีกหลายคำ“น่าสงสารจริง ถูกล่ามเยี่ยงสัตว์ เจ้าคงไม่ชอบ” ทรงตักโจ๊กแล้วยื่นช้อนให้ข้า แต่ข้าเบือนหน้าหนี เขาไม่เพียงยิ้มเย็นชา กลับยัดช้อนเข้ามาในปากข้า ข้าจึงพ่นโจ๊กคืนกลับไปเขาบีบแก้มข้าแล้วป้อนโจ๊กลงไปอีกช้อน“ถ้าเจ้ากล้าพ่นโจ๊กอีก ข้าไม่รับประกันชีวิตของแม่กั
หลายวันต่อมา ความหงุดหงิดของเขาก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้น จนจวนอ๋องร้อนระอุเป็นเพลิง บรรดาสาวใช้ต่างก้มหน้า มิกล้าสบพระเนตรที่กำลังลุกโชนด้วยแรงกริ้ว แต่ละคนต่างสับสนงุนงงเหลือเกินแต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร เพราะท่านอ๋องดูไม่แยแส แต่ก็เฝ้าจับตาตามติดนางบำเรอแซ่เจี่ยผู้นั้นแทบจะตลอดเวลา ทรงขุ่นเคืองต่อเรื่องเล
“นางป่วย รีบลากตัวนางกลับเร็ว!” ท่านลุงเห็นท่าไม่ดี ร้องสั่งให้ลูกน้องจับตัวข้า ข้าดิ้นรนขัดขืนแต่ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาช่วยเพราะอีกฝ่ายเป็นถึงขุนนางใหญ่ หนำซ้ำยังบอกชาวบ้านว่าข้าเป็นหญิงวิปลาส“ข้าเพียงทำตามคำสั่งท่านอ๋องสาม” ท่านลุงกล่าวอย่างหัวเสียเมื่อโยนข้าเข้าไปหลังประตูจวน ข้าส่ายหน้าไม่เ







