LOGIN
"ถือดีๆ สิ ของในถุงไม่ใช่บาทสองบาทนะ"
ร่างระหงในชุดเดรสสีขาวลายดอกไม้ปักหรูหรา ก้าวเข้ามาภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูล 'รัตนเดชากุล' พร้อมกับสาวใช้อีกสองคน ที่เดินหิ้วของพะรุงพะรังตามหลังถึงสองคน "คุณพ่อกับคุณแม่อยู่ไหน" คุณหนูสาวถามเสียงเรียบ สายตาคู่สวยก็กวาดมองหาคนเป็นพ่อและแม่ ที่ปกติอยู่บ้านแทบตลอดเวลา นอกเสียจากจะไปทำงาน หรือไปงานเลี้ยงงานสังคมประปราย "คุณท่านกับคุณหญิง อยู่ที่ห้องทำงานค่ะคุณหนู" "อืม เอาของไปเก็บระวังด้วยล่ะ" สาวใช้รีบเดินตามกันขึ้นไปบนชั้นสองทันที จึงมีเพียงคุณหนูคนเดียวของบ้าน ที่เดินตรงไปยังห้องทำงานของคนเป็นพ่อและแม่ ก๊อก!ๆ ไม่รอช้า มือเล็กเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานใหญ่ทันที ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง เมื่อด้านหน้าคือคนเป็นพ่อและแม่ "มาแล้วค่ะ" เสียงหวานว่า หย่อนตัวลงนั่งแทรกกลาง ควงแขนพ่อและแม่ออดอ้อนเหมือนอย่างเคย "ลลิน ไปซื้ออะไรมาอีกล่ะ แจ้งเตือนบัตรแม่เด้งรัวๆ เลยเนี่ย" 'ลลิน' คือชื่อของลูกสาวเพียงคนเดียว ประจำบ้านรัตนเดชากุล เธอพึ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยอินเตอร์ระดับประเทศในวัยยี่สิบสองปี นอกจากดีกรีจะอยู่ในเกณฑ์ดีมากแล้ว หน้าตา รูปร่าง ภูมิหลัง เรียกว่าทุกอย่างเพียบพร้อมไปเสียหมดจนใครต่างก็อิจฉา โดยเฉพาะวิธีการรูดบัตรใช้เงินมือเปิบทุกอาทิตย์ ที่ใช้ได้แบบไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง "คุณพ่อคุณแม่รวยซะอย่าง ลินจะซื้อห้างสักห้างยังได้เลยค่ะ" คำตอบของลูกสาว ทำเอา 'ศันต์' และ 'ขจี' ส่ายหัวด้วยรอยยิ้ม ยังไงก็มีลูกสาวคนเดียว จะตามใจหน่อยก็คงไม่เสียหาย ก๊อก!ๆ เสียงหน้าห้องเรียกความสนใจให้ทั้งสามคนหันไปมอง ก่อนจะพบว่าเป็นเด็กรับใช้ในบ้าน "มีอะไรหรอ" ขจีเลิกคิ้ว "มีคนมาขอพบคุณท่านและคุณหญิงค่ะ แจ้งว่ามาจากสำนักทนาย ตอนนี้รออยู่ที่ห้องรับแขกค่ะ" ศันต์และขจีหันมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้มมองลูกสาวเพียงคนเดียว ที่ทำหน้าอยากรู้อยากเห็นอยู่ "พ่อกับแม่มีธุระ ลลินขึ้นไปพักข้างบนก่อนนะลูกนะ" ใบหน้าสวยพยักรับ มองพ่อและแม่ที่เดินออกไปจากห้อง ด้วยบรรยากาศที่ประหลาดไป ในใจอยากจะอ้าปากถาม แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้คำตอบที่คลายข้อสงสัยแน่นอน ศันต์และขจีที่เดินออกมายังห้องรับแขก มองคนที่นั่งรออยู่บนโซฟาด้วยชุดสูทตัวหรูสุดเนี๊ยบ ไม่ต่างจากเมื่อสิบห้าปีก่อนสักนิด "คุณศันต์ คุณขจี สวัสดีครับ" เมื่อสายตาของทนายใหญ่วัยห้าสิบสาม หันมาพบคู่สามีภรรยา ก็ยืนขึ้นทักทายด้วยรอยยิ้มบางๆ อย่างมีมาดทันที "สวัสดีครับคุณคง เชิญนั่งก่อนเถอะครับ" "สบายดีนะคะ" 'คง' คือทนายชื่อดังของสำนักทนายใหญ่กรุงเทพ มีเชื่อเสียง มีอำนาจ และยังเป็นทนายน้ำดี ผดุงความยุติธรรม จนชื่อเสียงกว้างขวางใหญ่โต "สบายดีครับ ทั้งสองคนล่ะครับ" "สบายดีครับ ว่าแต่มาถึงนี่ มีเรื่องสำคัญอะไรรึเปล่าครับ" ศันต์ไม่รอช้า รีบเข้าประเด็นด้วยความสงสัยทันที "แน่นอนครับ นี่เป็นเอกสารของทางวัฒนเกียรติ ที่ให้ผมนำมายื่นให้ในฐานะเจ้าหนี้ครับ" ซองเอกสารสีน้ำตาล ถูกยื่นมาตรงหน้าสองสามีภรรยา จนภรรยาบนโต๊ะตึงเครียดขึ้นมาทันตา มือของศันต์รับมาไว้ในมือ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ และค่อยๆ แกะเอกสารออกมากวาดสายตาพิจารณาอย่างช้าๆ "ไม่คิดเลยว่าในที่สุด วัฒนเกียรติก็จะเรียกหนี้คืนหลังจากสิบห้าปี ใจหายเหมือนกันนะคะ" ขจีที่มีสีหน้าเครียดอย่างเห็นได้ชัด พยายามปั้นหน้ายิ้ม ส่งให้ทนายคง หนี้สินก้อนใหญ่ที่ถูกซุกไว้ใต้พรหมมานานนับสิบห้าปี แทบลืมไปเสียสนิท ว่าเงินที่ครอบครัวนำมาใช้มือเปิบอย่างไม่คิด สักวันก็ต้องชดใช้ในที่สุด "วัฒนเกียรติมีสัจจะเหลือเกิน ไม่มีดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว บุญคุณนี้ไม่รู้จะตอบแทนท่านเกริกยังไง" ศันต์มองจำนวนหนี้ในเอกสาร ที่มากถึงเก้าหลัก แต่ในระยะเวลาสิบห้าปีนี้ ทางเจ้าหนี้กลับไม่เอาดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว "ท่านเกริกแจ้งมาว่าอยากคุยกับคุณศัตน์ก่อนจะเรียกเก็บ ถ้าไม่ลำบากจนเกินไป รบกวนติดต่อท่านไปด้วยนะครับ" "ก่อนหน้านี้ผมละอายใจเหลือทน ไม่กล้าแม้แต่จะโทรถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ทำได้เพียงส่งของขวัญและคำอวยพรไปให้ท่าน นานทีปีหน" ศันต์ว่าเสียงละอายใจ วางเแกสารลงลนโต๊ะ "ขอบคุณคุณคงมากนะคะ ที่อุตส่าห์มาเป็นธุระให้กัน" "ยินดีครับ งั้นผมขอตัวนะครับ" เมื่อทนายประจำตระกูลวัฒนเกียรติลับสายตาไปแล้ว สองสามีภรรยาก็หย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดเรี่ยวแรง "คฤหาสน์หลังนี้ เห็นทีคงจะต้องขายไปใช้หนี้วัฒนเกียรติแล้วสิคุณขจี" นัยน์ตาเศร้าสร้อยของศัตน์กวาดมองไปรอบๆ ตัว คฤหาสน์รัตนเดชากุล ที่ตกทอดมาจากหลายรุ่นหลายยุคสมัย ตอนนี้กำลังจะถูกชายทอดตลาดจากความไม่เอาไหนของทายาทอย่างเขา "เงินทอง บ้าน สิ่งของ มันหาใหม่ได้ตลอด ขอแค่พวกเรายังมีกัน เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปค่ะคุณศันต์" ขจีวางมือลงบนหลังมือหนา ก่อนจะบีบเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบใจ และแสดงความเข้าใจสามี แม้ตนเองก็มือแปดด้านไม่ต่างกัน "งั้นคุณช่วยติดต่อคนให้มาตีราคาบ้านทีนะ ถ้าราคาพอใช้ได้เราจะได้เก็บของกันเลย เดี๋ยวผมขอโทรหาท่านเกริกก่อนนะ" "ได้ค่ะ ไม่ต้องห่วงทางนี้นะคะ" ขจีมองสามี ที่เดินไร้เรี่ยวแรงออกไปจากห้องรับแขก ก่อนที่เธอจะค่อยๆ เอนตัวลงพิงโซฟาตัวหรู ในที่สุด เวลาที่เธอกังวล และหวาดกลัวมากที่สุดก็มาถึงสักที แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในตอนนี้ คือจะบอกลูกสาวอย่างไรดีนี่สิ... ร่างเล็กยืนแข็งทื่ออยู่ในมุมอับสายตา นัยน์ตากลมโตที่เคยเรียบนิ่ง เย่อหยิ่ง บัดนี้กบับสั่นไหว และแดงก่ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หนี้? ครอบครัวของเธอที่เป็นถึงผู้รากมากดี เศรษฐีที่มีธุรกิจใหญ่ ใช้เงินซื้อความสุขเป็นว่าเล่นกำลังเป็นหนี้งั้นหรอ "นี่มันตลกเกินไปแล้ว" เสียงสั่นเทาแย้ง ในสิ่งที่เธอพึ่งได้เห็นกับตา และได้ยินกับหู ทุกอย่างไม่มีทางเป็นแบบนั้นแน่ เธอต้องหูฝาด หรือไม่ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิด บ้านเธอไม่มีทางล้มละลายแบบนั้นแน่ ไม่งั้นแม่และพ่อจะให้เงินเธอไปใช้วันละเป็นก้อนได้ยังไงกัน "ไม่จริง ฉันไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้""ของมากมายขนาดนี้ แน่ใจนะว่าแกจะขนไปหมดน่ะลลิน"ข้าวของที่กองอยู่เต็มเตียง และพื้นห้องนอนใหญ่มากมายจนนับไม่ถ้วน ทำเอาฟรีนที่พึ่งก้าวเข้ามากุมขมับ สามอาทิตย์ก่อนลลินภัทรยังบอกว่าเป็นหนี้ก้อนโตจนจะต้องขายบ้าน ผ่านมาแค่แป๊บเดียวก็กลับไปใช้เงินมือเปิบจนรูดบัตรแทบไม่ทัน เผลอๆ ใช้มากกว่าเดิมเกือบเท่าตัวอีกต่างหาก"ทางนั้นให้บัตรมา ใช้ให้คุ้มกับตำแหน่งสะใภ้ทายาทเพียงคนเดียวของวัฒนเกียรติ ก็ไม่เห็นจะแย่ตรงไหน"ในที่สุดเธอก็ค้นพบความสุขในหน้าที่เจ้าสาวจำเป็นนี่แล้ว เขาถึงได้บอกว่าฟ้าหลังฝน ก็ยังพอมีเรื่องให้งามอยู่บ้าง'เงิน' เงินเท่านั้นที่จะทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ต่อให้ว่าที่สามีในสัญญาจะกะเลวกะลาด ขี้ริ้วขี้เหร่ หรือกระทั่งสันดานเสียแบบที่เธอชังเข้าไส้ แต่แค่มีเงิน ยอมตาบอดสักสามปีก็ไม่นับว่าขาดทุนยิ่งกับท่านเกริกที่ส่งบัตรพรีเมียมมาให้ เป็นการรับขวัญหลานสะใภ้ ก่อนจะต้องเข้าบ้านวัฒนเกียรติ ความพอใจในสัญญาฉบับนี้ของคนชอบเงินก็เพิ่มขึ้นเท่าทวี แบบที่ไม่มีข้อโต้แย้งเพิ่มให้มากความ"แล้วจะต้องไปเตรียมตัวสำหรับงานแต่งวันไหน อาทิตย์หน้างานก็จะจัดแล้วนี่""ก็แค่จัดให้ถูกต้องตามธรรเนียม มีแต
"เดือนหน้าเตรียมตัวเป็นเจ้าบ่าว ฝั่งนั้นยอมให้ลูกสาวมาแต่งกับแกแล้ว"“ปู่ว่าอะไรนะ”อัคคีมองคนเป็นปู่ด้วยนัยน์ตาคม ที่วาววับขึ้นอย่างที่ฉายแววความโกรธชัดในแววตาเรื่องแบบนี้ใครเค้าเอามาทำเล่นๆ ทำส่งๆ แบบนี้ได้กัน“ผมไม่ตลกด้วยนะปู่”“เค้าอยากแต่งงานล้างหนี้ แกได้เมีย ฉันได้หลานสะใภ้ มีอะไรที่แกรู้สึกเสียเปรียบงั้นหรออัคคี”คำพูดนักธุรกิจรุ่นเดอะ หากเป็นคนหัวอ่อนหน่อยก็คงจะยอมสิโรราบให้เกริก วัฒนเกียรติคนนี้ไปแล้ว เสียก็แต่คนหัวแข็งมากเล่ห์ไม่ต่างกันแบบอัคคี จะไม่ยอมหัวอ่อน หรือก้มหัวให้ความเจ้าเล่ห์และเอาแต่ใจของปู่ตัวเองแน่นอน“ถ้าปู่อยากได้เมียนัก ก็เชิญไปเป็นเจ้าบ่าวเองเถอะ ผมไม่ได้อยากแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น”อัคคีไม่ได้ประชด ถ้าเกริกอยากได้หลานสะใภ้นัก อีกฝั่งก็อยากถวายตัวใช้หนี้ ก็ลงล็อกพอดิบพอดีแต่ว่ามันไม่ใช่ความรับผิดชอบของเขาสักหน่อย จะแต่งกับปู่หรือกับใคร ก็เชิญเลือกสรรกันตามสบายเถอะแม่คุณ“ไอ้อัคคี!”อัคคีสาวเท้าเดินออกไปด้วยความโกรธ ไม่คิดเลยว่าเกริกจะกล้าทำขนาดนี้แต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่เคยแม้แต่รู้จักชื่อ ชีวิตหลังจากนั้นใครจะการันตีว่ามันจะไม่เละเทะ จนต้องเสียกันไปทั
"วัฒนเกียรติอยากได้หลานสะใภ้สักคน ถ้าลูกไม่ติดว่าเป็นการแต่งแบบคลุมถุงชนเพื่อผลประโยชน์ ก็ลองเก็บไปคิด ไปชั่งน้ำหนักดูนะลลิน"ใบหน้าสวยหม่นมอง อยู่ในโหมดจริงจังผิดปกติ สังเกตได้จากคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเป็นปมจนแทบจะผูกเป็นโบว์ได้ชั่งน้ำหนักเรื่องจะถูกเอาไปเป็นเจ้าสาวล้างหนี้เนี่ยนะ มีอะไรต้องคิดต้องชั่งน้ำหนักกัน ใครก็ต้องปฏิเสธอยู่แล้ว หน้าตาไม่เคยเห็นยังพอไหวแต่นิสัยนี่สิใครจะหยั่งรู้ วันดีคืนดีเกิดกลายเป็นผีไร้ญาติขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบปกติก็คงจะต้องคิดแบบนั้น แต่ตอนนี้ทุกอย่างตีวนในหัวไปหมดจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว"ปวดหัวชะมัด"ลลินภัทรยีผมตัวเองจนฟูฟ่องไม่เป็นทรงเวลานี้นอกจากตัวเอง ก็ไม่มีใครให้พึ่งได้เลยจริงๆ ปกติทำตัวเป็นเสาค้ำให้คนอื่น พอเสาต้นนี้จะล้มเองบ้าง หายหัวกันไปหมดจนเหลือแต่เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวอย่างฟรีนมนุษย์นี่เดาใจยาก เมื่อวานยังรักยังสนิท วันนี้กลับกลายเป็นไม่เคยรู้จักซะแบบนั้นก๊อก!ๆสาวใช้เดินเข้ามาพร้อมกับโทรศัพท์ในมือ ก่อนจะยื่นมาให้เหมือนกับมีใครบางคน กำลังรอสนทนากับเธออยู่"บอกไหมว่าใคร""ไม่ได้บอกเอาไว้ค่ะคุณหนู แต่คุณผู้ชายให้เอามาให้ค่ะ""ขอบใจ"สาวใช้เดินออ
"สวัสดีครับท่าน"ศันต์กรอกเสียงนอบน้อม ส่งไปยังปลายสายที่พึ่งกดรับ'ศันต์ใช่รึเปล่า'"ใช่ครับท่าน"'ท่านเทิ่นอะไรกัน บอกให้เรียกลุงตั้งนมนาน ยังจะเรียกท่านอยู่อีก'"ไม่ได้หรอกครับท่าน ผมไม่กล้าครับ"ศันต์ว่าเสียงกระอักกระอ่วน'คนกันเองทั้นนั้น จะเกรงใจอะไรกันนักพ่อศันต์'เดิมทีท่านเกริกเป็นเพื่อนสนิทของคุณชายศิระ พ่อของศันต์ที่เสียไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน บวกกับสภาพคล่องของครอบครัวที่เริ่มฝืดเคือง ทำให้ท่านเกริกยื่นมือเข้ามาช่วย จากหนี้หลักล้าน ไปสู่หลักสิบล้าน นานวันเข้ากลายเป็นหลักร้อยล้าน"กระผมละอายเหลือเกินครับท่าน เงินที่หยิบยืมท่านมา หวังจะกอบกู้บริษัทให้กลับมารุ่งโรจน์ กลับกลายเป็นว่าเหมือนเอาเกลือไปละายแม่น้ำแทน"'เรื่องธุรกิจมันก็แบบนี้ล่ะนะพ่อศันต์ อย่าไปคิดมากให้มันปวดหัวนักเลย ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ที่ฉันอยากคุยน่ะ ไม่ใช่เรื่องหนี้สินพวกนั้นหรอก'คนฟังถึงกับชะงักหากไม่ใช่เรื่องหนี้ ท่านเกริกจะยังคุยอะไรกับคนไม่มีผลประโยชน์แบบเขาอีกงั้นหรอ'เรื่องที่ฉันจะคุยน่ะ....'คนปลายสายอธิบายอย่างใจเย็น และชัดเจน เสียก็แต่คนฟัง ที่ตอนนี้แทบไม่มีสติสตังจะประมวลผลคำพูดมากมายนั่นอีกต่อไป"นี่
- CUtoBarร่างระหงในชุดเดรสตัวสีฟ้าพลิ้วไหว รับกับผมไดร์ตรงสวยควบหับหน้าม้าได้รูป และรองเท้าสีฟ้าคู่หรู กระเป๋าแบรนด์เนมรุ่นล่าสุด และใบหน้าสวยมีเอกลักษณ์ เตะตาผู้คนโดยรอบตั้งแต่ที่ก้าวเข้ามาในบาร์หรู"ทางนี้ๆ"นัยน์ตาคู่เฉี่ยวหันไปตามเสียงเรียก ก่อนจะรีบตรงดิ่งไปหาเพื่อนสนิทสาว ที่นั่งรออยู่บนโต๊ะ ด้วยชุดสวยแซ่บเตะตา และผมลอนสวยเข้าชุด"นึกยังไงอยากมานั่งบาร์แม่คุณ ปกติเห็นไปแต่ผับ""มีเรื่องเครียด ไม่อยากไปที่เสียงดังหนวกหู"ลลินตอบกลับเรียบๆ คว้าแก้วแชมเปญตรงหน้ายกขึ้นกระดก พลันเบ้หน้าเล็กน้อยกับรสชาติเปรี้ยวระคนหวาน ที่กลั้วคลุ้งอยู่ในปาก"นานๆ ทีจะเห็นคุณหนูลลินเครียด มีเรื่องอะไรให้เครียดวะ เงินก็กองเท่าภูเขา บ้านหลังเท่าโรงแรม นี่ยังไม่ต้องพูดถึงหน้าตาแกนะลลิน"ลลินถอนหายใจ แต่ก่อนเธอไม่เครียดสักนิด เพราะมีพร้อมทุกอย่างเหมือนกับเป็นลูกรักพระเจ้า ที่ถูกประเคนทุกอย่างมาให้อย่างไร้ที่ติ"ใครจะเหมือนคุณหนูฟรีน วันๆ เข้าคลับจ้างโฮสต์เป็นว่าเล่น"คนถูกแซวเลิกคิ้วยิ้มๆ 'ฟรีน' เป็นหญิงสาวหน้าตาสวย ฐานะ ชาติตระกูล เงินทอง ทุกอย่างไม่น้อยหน้าเธอเลยสักนิด แต่ตอนนี้คงมีแต่เธอ ที่น้อยหน้าฟร
"ถือดีๆ สิ ของในถุงไม่ใช่บาทสองบาทนะ"ร่างระหงในชุดเดรสสีขาวลายดอกไม้ปักหรูหรา ก้าวเข้ามาภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูล 'รัตนเดชากุล' พร้อมกับสาวใช้อีกสองคน ที่เดินหิ้วของพะรุงพะรังตามหลังถึงสองคน"คุณพ่อกับคุณแม่อยู่ไหน"คุณหนูสาวถามเสียงเรียบ สายตาคู่สวยก็กวาดมองหาคนเป็นพ่อและแม่ ที่ปกติอยู่บ้านแทบตลอดเวลา นอกเสียจากจะไปทำงาน หรือไปงานเลี้ยงงานสังคมประปราย"คุณท่านกับคุณหญิง อยู่ที่ห้องทำงานค่ะคุณหนู""อืม เอาของไปเก็บระวังด้วยล่ะ"สาวใช้รีบเดินตามกันขึ้นไปบนชั้นสองทันที จึงมีเพียงคุณหนูคนเดียวของบ้าน ที่เดินตรงไปยังห้องทำงานของคนเป็นพ่อและแม่ก๊อก!ๆไม่รอช้า มือเล็กเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานใหญ่ทันที ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง เมื่อด้านหน้าคือคนเป็นพ่อและแม่"มาแล้วค่ะ"เสียงหวานว่า หย่อนตัวลงนั่งแทรกกลาง ควงแขนพ่อและแม่ออดอ้อนเหมือนอย่างเคย"ลลิน ไปซื้ออะไรมาอีกล่ะ แจ้งเตือนบัตรแม่เด้งรัวๆ เลยเนี่ย"'ลลิน' คือชื่อของลูกสาวเพียงคนเดียว ประจำบ้านรัตนเดชากุล เธอพึ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยอินเตอร์ระดับประเทศในวัยยี่สิบสองปีนอกจากดีกรีจะอยู่ในเกณฑ์ดีมากแล้ว หน้าตา รูปร่าง ภูมิหลัง เรียกว่าทุกอย่







