로그인หลายวันต่อมา
วันนี้เป็นวันที่ภวินทร์พาอิงดาวมาที่บ้านเพื่อให้เธอได้ทำความรู้จักกับแม่ของเขา ร่างสูงก้าวเข้ามาในบ้านพร้อมกับหญิงสาวที่กำลังคบหาดูใจกันอยู่ โดยตอนนี้พิมพ์ภรณ์นั่งรออยู่ในห้องรับแขก เพราะภวินทร์ได้โทรมาบอกล่วงหน้าแล้ว "สวัสดีค่ะคุณป้า" อิงดาวที่อยู่ในชุดเดรสสั้นพร้อมกับใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางสีสดเห็นมาแต่ไกลยกมือไหว้และกล่าวคำทักทายหญิงวัยกลางคนที่นั่งมองอยู่ด้วยสีหน้าเรียบๆ "สวัสดี นั่งก่อนสิ" พิมพ์ภรณ์รับไหว้และเอ่ยออกไปอย่างเสียไม่ได้ เพราะนางรู้สึกไม่ถูกชะตากับหญิงสาวที่ลูกชายพามา จากนั้นภวินทร์กับอิงดาวก็นั่งลงข้างๆกัน ก่อนเรียวปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงของอิงดาวจะเอ่ยออกไป "คุณป้าทานข้าวหรือยังคะ" "กินแล้ว" พิมพ์ภรณ์ตอบด้วยสีหน้าราบเรียบไม่ได้ยิ้มให้ "อ อ๋อค่ะ" อิงดาวถึงกับหน้าเสียพลางรู้สึกกระอักกระอ่วน เมื่อเธอรับรู้ได้ว่าแม่ของชายหนุ่มไม่ค่อยชอบเธอเท่าไหร่ "พอดีแม่รู้สึกปวดหัวน่ะ แม่ขอไปนอนพักก่อนนะลูก" พิมพ์ภรณ์เอ่ยขึ้นเนื่องจากไม่อยากนั่งคุยกับหญิงสาวที่ลูกชายพามา เพราะแค่เห็นแวบแรกนางก็รู้สึกไม่ชอบ เพราะฉะนั้นจึงแกล้งปวดหัวเพื่อจะได้ออกไปจากตรงนี้ "แม่ไม่สบายหรือปล่า" "น่าจะใช่นะ เพราะแม่ปวดหัวตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วละ งั้นแม่ขอไปนอนพักก่อนนะ" พูดจบ พิมพ์ภรณ์ก็ลุกจากโซฟาแล้วขึ้นชั้นสองไป ก่อนที่อิงดาวจะพูดกับคนตัวสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ "อิงรู้สึกว่าแม่ของพี่ภวินทร์ไม่ค่อยชอบอิงเลยค่ะ" "ไม่มีอะไรหรอกอิง อิงอย่าคิดมากเลยนะ แม่ไม่ค่อยสบายน่ะ แม่ถึงมีท่าทีแบบนั้น" เขาปลอบใจเธอเพื่อไม่ให้เธอคิดมาก "ค่ะ อิงคงคิดมากไปเอง ขอโทษนะคะพี่ภวินทร์ ที่อิงเข้าใจแม่ของพี่ภวินทร์ผิดไป" อิงดาวเอ่ยออกมาอย่างไม่ถือสาแม่ของเขา พลางคิดในใจว่าอาจจะจริงอย่างที่ชายหนุ่มบอกก็ได้ "งั้นกลับกันเถอะ เดี๋ยวพี่จะไปส่งอิงที่คอนโด" "ค่ะ" ว่าแล้ว ทั้งสองก็ออกจากบ้านไปก็เจอกับเฟรนด์ที่กลับมาจากทำงานพอดี ทว่าภวินทร์ไม่ได้พูดอะไรกับเธอ เขากับอิงดาวเข้าไปนั่งในรถและขับออกไปจากบ้านทันที โดยเฟรนด์ที่ยืนมองรถของเขาที่ขับออกไปพลางคิดในใจว่า ผู้หญิงที่พี่ภวินทร์พามาคงจะเป็นคนที่เขากำลังคบหาดูใจกันอยู่ เมื่อรถของภวินทร์ออกพ้นตัวบ้านไปแล้ว เฟรนด์ก็สาวเท้าไปยังห้องพักของตัวเอง ก่อนจะจัดการอาบน้ำแต่งตัว และออกมาชวนคุณท่านคุยอย่างที่เธอทำอยู่เป็นประจำ หนึ่งเดือนต่อมา วันนี้พิมพ์ภรณ์โทรไปหาเฟรนด์ที่กำลังทำงานอยู่ บอกว่าตอนเย็นให้เฟรนด์แวะเข้าบ้านก่อนเพราะนางมีเรื่องจะคุยกับเฟรนด์ เมื่อเฟรนด์กลับมาถึงบ้านของพิมพ์ภรณ์ แทนที่เธอจะเลยเข้าห้องพักก่อนอย่างเช่นวันอื่นๆ แต่เธอต้องแวะเข้าไปหาพิมพ์ภรณ์เลย เพราะเธอคิดว่าคุณท่านคงมีธุระด่วนที่จะคุยกับเธอ "ไม่ทราบว่าคุณท่านมีเรื่องอะไรจะคุยกับเฟรนด์เหรอคะ" เธอถามพลางหย่อนสะโพกนั่งลงบนโซฟาหรูข้างๆพิมพ์ภรณ์ "เมื่อเดือนก่อนภวินทร์พาผู้หญิงที่กำลังคบหาดูใจกันอยู่เข้ามาพบฉัน" "เรื่องนั้นเฟรนด์ทราบแล้วค่ะคุณท่าน เพราะตอนที่พี่ภวินทร์กับผู้หญิงที่คบกันอยู่ออกไปขึ้นรถหน้าบ้าน เฟรนด์กลับมาถึงบ้านพอดีค่ะ" "ฉันพูดตามตรงนะเฟรนด์ ฉันไม่ชอบคนที่ภวินทร์คบอยู่" "ทำไมเหรอคะคุณท่าน" "แค่เห็นครั้งแรกฉันก็ไม่ชอบ และฉันมองว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ควรจะมาเป็นสะใภ้ฉัน" "อ๋อค่ะ" เธอพยักหน้ารับรู้ แต่ไม่พูดอะไรต่อ "เธอช่วยฉันหน่อยสิเฟรนด์" "คุณท่านจะให้เฟรนด์ช่วยอะไรเหรอคะ" "เธอช่วยแต่งงานกับภวินทร์ที" พิมพ์ภรณ์กลัวว่าภวินทร์จะตกลงปลงใจกับอิงดาว ดังนั้นนางจึงรีบให้ภวินทร์แต่งงานกับเฟรนด์เสียเลย "แต่งงาน!" เธอเผลอพูดออกไปเสียงดังเพราะตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ทั้งที่ผ่านมาเธอไม่เคยพูดเสียงดังกับคุณท่านแบบนี้มาก่อน "ใช่ แต่งงานและจดทะเบียนสมรสกับภวินทร์" "จดทะเบียนสมรส" เธอต้องอึ้งอีกครั้ง พลางในใจเต้นสั่นระรัว และคิดว่าถ้าเธอจะปฏิเสธคุณท่าน แล้วคุณท่านจะยอมหรือเปล่า "ก็ใช่น่ะสิ แต่งงานกันแล้วก็ต้องจดทะเบียนสมรสกันด้วยสิ" "แต่คุณท่านคะ เฟรนด์ไม่สามารถที่จะทำตามความประสงค์ของคุณท่านได้หรอกนะคะ" เธอพูดด้วยสายตาขอความเห็นใจ เพราะเธอไม่สามารถที่จะทำตามความต้องการของคุณท่านได้ พี่ภวินทร์ดีกับเธอก็จริง แต่พี่ภวินทร์คิดกับเธอแค่น้องคนหนึ่งเท่านั้น และเธอเองก็ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับเขา "ไหนเธอเคยบอกว่าถ้าฉันมีอะไรให้เธอช่วย เธอก็จะช่วยได้ทุกเมื่อไง เพื่อที่จะตอบแทนบุญคุณฉัน" นางจำเป็นต้องยกเรื่องบุญคุณมาอ้าง เพื่อให้เธอใจอ่อนและยอมนาง "ให้เฟรนด์ช่วยในเรื่องอื่นไม่ได้เหรอคะคุณท่าน" "ฉันขอถามเธอตรงๆนะเฟรนด์ เธอชอบภวินทร์ไหม" "พี่ภวินทร์ดีกับเฟรนด์มาก เฟรนด์ชอบพี่ภวินทร์ค่ะ แต่เฟรนด์ไม่ได้ชอบพี่ภวินทร์แบบที่อยากจะแต่งงานด้วยค่ะ" เธอตอบออกมาจากความรู้สึกจริง "สรุปว่าเธอก็ไม่ได้ไม่ชอบภวินทร์ งั้นเธอก็แต่งงานกับภวินทร์ได้ และสามารถอยู่ร่วมกันได้" "เฟรนด์ไม่ได้ชอบพี่ภวินทร์แบบคนรักค่ะคุณท่าน คุณท่านเชื่อเฟรนด์เถอะนะคะ" "ถึงเธอจะไม่ชอบภวินทร์แบบคนรักก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ว่าจะยังไง เธอกับภวินทร์จะต้องแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกัน" พิมพ์ภรณ์เอ่ยออกไปอย่างเด็ดขาดจนทำเอาเฟรนด์ใจเสียไม่น้อย "คุณท่าน..." เธอยังคงอ้อนวอน เมื่อพิมพ์ภรณ์เห็นแววตาเว้าวอนของเฟรนด์ นางก็อดสงสารไม่ได้ ดังนั้นนางจึงเอ่ยออกไป "เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าฉันพูดกับภวินทร์แล้วภวินทร์ปฏิเสธ ฉันก็จะไม่บังคับเธอ" นางก็ไม่ได้อยากฝืนใจเธอจนเกินไป แต่ถ้าภวินทร์ยินยอมที่จะแต่งงานก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี อีกคนไม่ยอมแต่ง แต่ถ้าอีกคนยอม ชีวิตคู่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร "จริงๆนะคะคุณท่าน" เธอถามออกไปด้วยความดีใจ เธอคิดว่าพี่ภวินทร์ต้องปฏิเสธอยู่แล้ว เพราะพี่ภวินทร์ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับเธอ เหมือนกับที่เธอไม่ได้คิดอะไรกับเขา และที่สำคัญเขามีคนที่กำลังคบหาดูใจกันอยู่ ดังนั้นเธอจึงมีความหวังว่าพี่ภวินทร์ต้องปฏิเสธที่จะแต่งงานกับเธอแน่นอน "ฉันพูดคำไหนคำนั้น" "ขอบคุณค่ะคุณท่าน" เฟรนด์ยกมือไหว้ด้วยความดีใจ และมั่นใจร้อยเปอร์เซนต์ว่าพี่ภวินทร์ต้องไม่ยอมแต่งงานกับเธอแน่นอน "แต่ถ้าภวินทร์ตกลงที่จะแต่งงานกับเธอ เธอก็ห้ามปฏิเสธนะเฟรนด์" "ได้ค่ะคุณท่าน" เธอรับคำ พลางคิดในใจว่าเขาไม่มีทางที่จะแต่งงานกับเธอแน่นอน เธอมั่นใจพันเปอร์เซนต์ "งั้นฉันจะเอาเรื่องนี้ไปพูดกับภวินทร์ตอนหัวค่ำ เธอกลับห้องไปเถอะ" "ค่ะคุณท่าน" รับคำเสร็จ หญิงสาวก็ลุกจากโซฟาแล้วออกจากบ้านไปอย่างโล่งอกสามเดือนต่อมา งานมงคลสมรสของภวินทร์กับเฟรนด์ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ทั้งคู่ได้จดทะเบียนสมรสกันอีกครั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการจดทะเบียนสมรสกันครั้งนี้ได้จดในวันงาน ซึ่งมีนักข่าวจากหลายสำนักมาทำข่าวกัน และตอนนี้ทั้งคู่ก็ย้ายมาอยู่เรือนหอหลังใหม่มีราคาหลายสิบล้านบาท ตอนนี้อายุครรภ์ของเฟรนด์ครบสี่เดือนแล้ว เริ่มมีหน้าท้องนูนๆออกมาให้เห็นแล้ว ว่าที่คุณพ่อก็เห่อลูกที่ยังอยู่ในท้องไม่เบา ไม่ใช่เห่อแต่ลูกอย่างเดียว แต่เห่อแม่ของลูกด้วย "จุ๊บ" เสียงจุ๊บหน้าท้องนูนๆของว่าที่คุณพ่อที่ตอนนี้กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น และแม่ของลูกก็นั่งอยู่บนโซฟา โดยมือหนาลูบหน้าท้องของเธอไปมาเบาๆ และมืออีกข้างก็กอดเอวของเธอ "ช่วงนี้เฟรนด์ไม่ค่อยแพ้ท้องแล้วใช่ไหม" ใบหน้าหล่อแหงนหน้าถามยังเจ้าของใบหน้าสวยที่นั่งอยู่ "ไม่แพ้แล้วค่ะ ช่วงนี้กินได้เยอะขึ้น" เจ้าของเสียงใสระบายยิ้มหวานก้มลงตอบยังใบหน้าหล่อที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นสวมกอดเอวของเธออยู่ "วันนี้พี่อยากพาเธอไปหาของอร่อยๆกินกัน เธอจะไปไหม" "ไปค่ะ วันนี้เฟรนด์อยากกินไอติมอยู่พอดี" "อย่ากินของหวานเยอะนะครับคุณแม
สามวันต่อมา เป็นเวลาสามวันแล้วที่ภวินทร์ไม่เข้าบริษัท เพราะใจคอยแต่ห่วงหาหวังให้เธอกลับมา เขาโทรหาเธอทุกวัน แต่ก็โทรไม่ติด ทั้งส่งข้อความทางไลน์เผื่อว่าเธอจะเปิดอ่าน แต่แล้วก็ไร้วี่แวว ตอนนี้จิตใจของเขาไม่อยู่กับร่องกับรอยเลย เพราะในสมองของเขาคิดแต่เรื่องของเฟรนด์ แต่แล้วอยู่ๆเหมือนมีอะไรมาดลใจทำให้เขาคิดได้ว่า... "หรือว่าเฟรนด์จะกลับบ้าน" เรียวปากหนาพึมพำออกมาพลางในใจรู้สึกมีความหวังขึ้นมา หลังจากที่กลุ้มใจมาแล้วสามวันสามคืน เขาลืมคิดถึงข้อนี้ไปเลย เหมือนกับเส้นผมบังภูเขา ไม่ได้คิดไปว่าเฟรนด์จะกลับบ้าน เนื่องจากเขาคิดเพียงแต่ว่าเธอจะหนีเขาไปไกลจนเขาหาไม่เจอ ทันใดนั้นเขาจึงกดโทรหาผู้เป็นแม่ทันที ตู๊ด~ 'ว่าไงภวินทร์' 'เฟรนด์กลับไปบ้านหรือเปล่าครับ' 'ไม่รู้สิ ตอนนี้แม่ไม่ได้อยู่บ้าน' 'ตอนนี้แม่อยู่ไหน' 'แม่มาปฏิบัติธรรมกับเพื่อนที่ต่างจังหวัดสามสี่วันแล้ว' 'อ๋อครับ' 'ลูกมีปัญหาอะไรกับเฟรนด์หรือเปล่า' 'มีนิดหน่อยครับ' 'มีเรื่องอะไรกันล่ะลูก' 'ผมทำให้เฟรนด์น้อยใจครับ เฟรนด์ก็เลยกลับบ้านโดยไม่บอกผม' 'อ๋อ' 'งั้นแค่นี้นะครับแม่' จากนั้น นิ้วเรียวก็กดวางสายแล้วรีบแต่งตัวออกไปจ
เมื่อเขาออกจากห้องนอนไปแล้ว เฟรนด์ก็หลับต่อไปอีกสองชั่วโมง เมื่อตื่นขึ้นมาเธอก็ลุกไปเข้าห้องน้ำอย่างโซซัดโซเซ เพราะทั้งมึนหัวและทั้งคลื่นไส้ เธอนึกภาวนาอยู่ในใจว่าขออย่าให้แพ้ท้องตอนที่เขาอยู่ทีเถอะขอร้อง ทว่ามันก็ไม่ได้ผล ทันทีที่เห็นอ่างล้างหน้าเธอก็โก่งคออาเจียนทันที "อุ๊บ อ๊วก" ร่างสูงที่เข้าห้องนอนมาเมื่อไม่เห็นคนตัวเล็กนอนอยู่บนเตียงจึงมาดูในห้องน้ำ เมื่อเห็นว่าเธออาเจียนอยู่ พลันมือหนาก็เลื่อนไปลูบแผ่นหลังของเธอเบาๆ และอีกมือรวบผมของเธอเอามาไว้ด้านหลัง เฟรนด์ที่เห็นดังนั้นจึงตกใจเกือบช็อกเมื่อเขามาเห็นตอนเธออาเจียนแบบนี้ ก่อนจะจัดการบ้วนปากแล้วค่อยๆทรงตัวหันมาพูดกับเขา "ออกไปเถอะ เฟรนด์จะอาบน้ำ" "ไปหาหมอนะ" เขาพูดอย่างเป็นห่วงและกังวลเป็นอย่างมากเมื่อเห็นว่าใบหน้าของเธอซีดมาก "ไม่" "อย่าดื้อได้ไหมเฟรนด์" "ไม่ไป" "ไม่ไปก็ไม่ไป งั้นพี่ออกไปรอข้างนอกนะ" เขาไม่อยากฝืนใจเธอ "..." พยักหน้า จากนั้นเขาจึงออกไปพร้อมกับมีสีหน้าหนักใจไม่น้อยที่เห็นอาการของเธอและเธอยังไม่ยอมไปโรงพยาบาลอีก หลังจากที่เธออาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกมาจึงเห็นว่าคนตัวสูงนั่งอยู่บนเตียงนอน โดยหันห
เฟรนด์ที่ตอนนี้รู้สึกพะอืดพะอม แต่ก็ต้องอดกลั้นเอาไว้ไม่อยากอาเจียนให้เขาเห็น ทว่ามันไม่สามารถที่จะทำได้ตามที่ใจคิดเมื่อความแปรปรวนของร่างกายนั้นไม่สามารถที่จะต้านทานเอาไว้ได้ หญิงสาวรีบลุกออกจากเตียงนอนแล้วเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับล็อกประตูและเปิดก๊อกให้น้ำไหลเพื่อกลบเสียงอาเจียนของเธอ ซ่า! ซ่า! ชายหนุ่มที่เห็นคนตัวเล็กรีบลุกไปจากเตียงนอนเขาก็ลุกตามไปด้วยอย่างร้อนรน "แค่ก แค่ก อ๊วก" เธอโก่งคออาเจียนออกมาจนหน้าดำหน้าแดงในอ่างล้างหน้า ซึ่งเสียงน้ำที่เธอเปิดก็อกทิ้งไว้นั้นทำให้กลบเสียงได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งเสียงของเขาที่เคาะประตูเรียกอยู่ข้างนอกเธอก็ไม่ค่อยได้ยิน แล้วเขาจะได้ยินเสียงที่เธออาเจียนได้ยังไง ก๊อก! ก๊อก! "เฟรนด์เป็นอะไรหรือเปล่า เปิดประตูให้พี่หน่อย" เขาตะโกนเรียกหญิงสาวด้วยอาการตกใจที่อยู่ๆเธอก็ลุกพรวดพราดวิ่งเข้าห้องน้ำมา ชายหนุ่มเคาะประตูรัวๆด้วยความรู้สึกร้อนรน เขาเรียกคนตัวเล็กที่อยู่ข้างในด้วยหัวใจเป็นห่วงไม่น้อย จนกระทั่งเธอเปิดประตูออกมา มือหนาจึงดึงเธอเข้าไปกอดแนบอกอย่างห่วงใย หมับ! "เธอเป็นอะไรบอกพี่ได้ไหมเฟรนด์ อย่าเงียบแบบนี้สิ รู้ไหมว่าพี่เครี
วันต่อมา ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เฟรนด์รู้สึกคลางแคลงใจเรื่องเขากับอิงดาวว่ามันเป็นยังไง เธอยังคงสงสัยว่าเขาทั้งสองคนกลับมาคบกันอีกหรือเปล่าหลังจากที่หย่ากับเธอแล้ว การไปทำงานและกลับจากทำงานพร้อมกันของเขากับอิงดาวทำให้เธอรู้สึกเคลือบแคลงใจมาตลอด วันนี้เธอจึงอยากจะถามเขาให้รู้กันไปเลย เธอก็อยากรู้เหมือนกันว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นอะไรกันแน่ เพราะเท่าที่เธอสังเกตดูเขาจะเอาอกเอาใจอิงดาวเหมือนกับเป็นคู่รักยังไงยังงั้น ติ๊ด แกร็ก เสียงสแกนคีย์การ์ดดังขึ้นพร้อมกับประตูบานใหญ่ที่เปิดเข้ามาโดยคนตัวสูงที่กลับมาจากทำงาน เฟรนด์ที่วันนี้รู้สึกคลื่นไส้จึงกลับจากที่ทำงานก่อนเวลา แล้วนั่งรอชายหนุ่มอยู่ในห้องโถง เมื่อเห็นว่าเขาเปิดประตูเข้ามา ริมฝีปากสวยจึงคลี่ยิ้มบางๆให้เขา ทว่าสีหน้าของเขาเรียบเฉยเหมือนเดิม เมื่อเห็นเช่นนั้นเธอจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าไม่ควรบอกเรื่องท้องกับเขา "ทำไมวันนี้ถึงกลับมาเร็วล่ะ" เขาถามเธอที่นั่งอยู่ พลางนึกแปลกใจว่าทำไมวันนี้เธอจึงกลับมาก่อนเขา ปกติเขาจะกลับมาก่อนเธอทุกวัน "เฟรนด์รู้สึกปวดหัวค่ะก็เลยขอกลับก่อนเวลา" "ไม่สบายหรือเปล่า" เมื่อได้ยินที่เธอบอกเขาก็รู้สึกเป
เมื่อทั้งสามเข้ามาภายในงาน เพื่อนของพิมพ์ภรณ์ที่เป็นแม่ของฝ่ายเจ้าสาวก็เอ่ยทักทายขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ชวนกันคุยนั่นคุยนี่ตามประสาเพื่อนที่เคยเรียนคณะเดียวกัน จนกระทั่งแม่เจ้าสาวหันไปเห็นเฟรนด์ที่ยืนข้างลูกชายของเพื่อนอดไม่ได้จึงเอ่ยถามขึ้น "สาวสวยที่มากับเธอใครเหรอ" "ลูกสะใภ้ฉันเองแหละ" "ลูกสะใภ้เธอสวยและน่ารักมากเลยนะ เหมาะสมกับลูกชายเธอราวกับกิ่งทองใบหยกแน่ะ" แม่เจ้าสาวเอ่ยปากชมเฟรนด์ โดยเฟรนด์ที่ได้ยินจึงระบายยิ้มหวานออกมา "ขอบใจเธอมากนะที่ชมลูกสะใภ้ฉัน งั้นฉันเข้าไปในงานก่อนนะ" "ตามสบายเลยนะ" แม่เจ้าสาวเอ่ยตามหลังคนทั้งสามที่เดินเข้าไปภายในงาน ในขณะที่ทั้งสามเดินไปยังโต๊ะที่ว่างอยู่ ภวินทร์ที่ตอนนี้รู้สึกหัวร้อนเป็นอย่างมากเมื่อเห็นว่าพวกผู้ชายที่นั่งอยู่ในงานมองมายังคนตัวเล็กอย่างไม่วางตา แล้วแถมยังยิ้มมองเธอตาเป็นมันอีก เมื่อเห็นสายตาของผู้ชายหลายคนที่มองมายังเธอ เขารู้สึกอยากจะพาเธอกลับเสียให้ได้เพราะไม่อยากให้ผู้ชายพวกนั้นมองเธอ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงเอาร่างของตัวเองบังร่างเล็กไว้จนกระทั่งไปถึงโต๊ะที่ว่างและจัดการให้เธอนั่ง เขาจึงค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย สามชั่วโม
หลังจากที่ภวินทร์จัดเตรียมอาหารบนโต๊ะเรียบร้อยแล้วก็เปิดประตูเข้าห้องนอนไป จึงเห็นว่าเธอนอนอยู่ พลางคิดในใจว่าเธอคงจะน้อยใจที่เขาพูดเมื่อกี้ "ออกไปกินข้าว" ชายหนุ่มมายืนอยู่ข้างเตียงที่ร่างเล็กนอนตะแคงอยู่แล้วเอ่ยออกไป "เฟรนด์ไม่ค่อยหิวค่ะ" เธอแหงนหน้าขึ้นตอบร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างเตียง "ฉันไม่เชื
หลังจากที่เฟรนด์เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็ออกจากห้องนอนมา จึงเห็นว่าเขานั่งอยู่บนโซฟาก้มมองหน้าจอโทรศัพท์อยู่ เมื่อเห็นดังนั้นเธอจึงก้าวไปหายังร่างสูงที่นั่งอยู่ ก่อนเรียวปากชมพูจะเอ่ยออกไป "พี่ภวินทร์คะ เฟรนด์เก็บเสื้อผ้าเสร็จแล้วค่ะ" "อืม" ดวงตาคมละจากหน้าจอโทรศัพท์แล้วเงยหน้าขึ้นไปร
เขาก้มหน้าลงไปยังกลางกายสาวแล้วแลบลิ้นออกมาสัมผัสกับเนินรักสีชมพูอ่อน ลิ้นหนาค่อยๆแหวกสองกลีบสวยที่ยังปิดเรียบสนิทให้แยกออกจากกัน ก่อนที่ปลายลิ้นชื้นจะตวัดขึ้นลงไปในร่องกลีบสีสวยอย่างนุ่มนวล แผล่บ! แผล่บ! แผล่บ! "อ๊า ซี้ด" แค่ลิ้นนุ่มสัมผัสลงมาแค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น เธอก็รู้สึกวาบหวามไปทั่วทุกอ
เฟรนด์กลับมาถึงคอนโดด้วยจิตใจห่อเหี่ยวไม่เหมือนกับวันก่อนๆที่เขายังอยู่กับเธอ ตลอดสิบปีที่ผ่านมาเธอจะเห็นหน้าเขาทุกวัน ได้คุยกับเขาทุกวัน แต่นับจากนี้ต่อไปเธอคงไม่ได้เจอเขาทุกวันอีกแล้ว ไม่ได้คุยกับเขาทุกวันอีกแล้ว ตอนนี้เธอรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว มองไปรอบกายพลันรู้สึกเคว้งคว้าง ความเปล่าเปลี่ยวเข







