LOGINในเวลาต่อมาเสียงประตูห้องทำงานของเจสสิก้าก็ถูกผลักออกมาโดยไม่มีการเคาะบอกกล่าว ร่างสูงใหญ่ของพายุเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ เขาหยุดยืนอยู่หน้าตรงทำงาน กวาดสายตามองเพื่อนสนิทสาวที่กำลังนั่งตรวจเอกสารด้วยท่าทีนิ่งสงบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิต
“เจส....นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? กูเพิ่งได้ยินข่าวว่ามึงตกลงคบกันไอ้เพลิง.....ไอ้เพลิงเนี่ยนะ?” พายุเปิดประเด็นทันที เสียงของเขาหนักแน่นด้วยความงงงวย
เจสสิก้าเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารอย่างช้า ๆ ปรับสีหน้าให้เรียบเฉย ไร้ร่องรอยของความหวั่นไหวที่เพิ่งเกิดขึ้นกับน้องชายของพายุเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เธอเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างทรงอำนาจ ก่อนจะยกยิ้มบาง ๆ ส่งให้เพื่อนสนิท
“ข่าวไวดีนี่ มันแปลกตรงไหนวะ?” เธอตอบเสียงเรียบ
“แปลกตรงไหนเหรอ? แปลกทุกตรงเลยล่ะ มึงคือเจสสิก้าประธานบริษัทที่เพียบพร้อมไปหมดทุกอย่า ผู้ชายระดับผู้บริหาร เจ้าของธุรกิจใหญ่โตรอจีบมึงเป็นแถว แต่มึงปฏิเสธหมด แล้วจู่ ๆ มาคบเด็กอย่างไอ้เพลิงเนี่ยนะ? ตนอย่างมึงเนี่ยนะจะมาเอาเด็ก?” พายุแค่งหัวเราะ ยกมือขึ้นกุมขมับอย่างไม่เชื่อสายตา
พายุมองเจสสิก้าอย่างพิจารณา ค้นหาความจริงขากดวงตาคู่สวยเขาไม่เคยคิดเลยว่าเพื่อนสนิทที่เย่อหยิ่ง และเย็นชาเรื่องความรักอย่างเธอ จะยอมลดตัวลงมาคบกับน้องชายเพื่อนสนิท ซึ่งเพลิงเองก็เพิ่งเรียนจบเป็นเด็กไม่มีอนาคตในสายตาของคนทั่วไป
“เพลิงไม่ใช่เด็กธรรมดาเลยพายุ....และกูก็ไม่ใช่คนที่จะยอมแลกอะไรโดยไม่มีเหตุผล” เจสสิก้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงเสน่ห์ แฝงความหมายซับซ้อนที่รู้กันเพียงเธอกับเพลิงเท่านั้น
“เหตุผลอะไรของมึงเจส? มึงกับมันไปสปาร์กกันตอนไหน กูเป็นพี่ชายมัน เป็นเพื่อนสนิทมึง ทำไมกูไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน” พายุก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน ยันมือลงบนโต๊ะ “มึงแน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังเล่นเกมอะไรอยู่?”
เจสสิก้าสบตาพายุอย่างมั่นคง ซ่อนเรื่องสัญญาแต่งงานไว้ภายใต้รอยยิ้มอันน่าค้นหา
“กูแค่อยากลองเลี้ยงเด็กดูบ้างไม่ได้หรือไง? และดูเหมือนว่าน้องชายของมึง...จะตอบโจทย์กูได้ดีกว่าผู้ชายทุกคนที่กูเคยเจอมาเลยล่ะ” เธอตอบยั่วเย้า
พายุแค่นหัวเราะในคอ นัยน์ตาคมฉายแววไม่เชื่อถือแม้แต่น้อย เขาทิ้งน้ำหนักตัวลงบนสองมือที่เท้ากับโต๊ะทำงาน กระเถิบหน้าเข้าไปใกล้เจสสิก้าอีกนิด
“เลี้ยงเด็ก? อย่างมึงเนี่ยนะเจส? คนอย่างมึงไม่เคยมองผู้ชายคนไหน โดยเฉพาะเด็กอ่อนหัดไร้ประสบการณ์ และที่สำคัญเลยนะมึงไม่มีทางเอาหัวใจไปเสี่ยงกับคำว่าอยากลองแน่ ๆ บอกกูมาตามตรง มึงมีแผนอะไรอยู่” พายุเค้นเสียงต่ำ กดดันเพื่อนสนิท
“มึงก็คิดมากไปได้พายุ โลกนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนขนาดนั้นหรอก แค่คนที่ใช่ ในเวลาที่ใช่.....หรือมึงคิดว่าน้องชายมึงไม่มีเสน่ห์พอจะทำให้กูสนใจ?” เจสสิก้าเอนพิงเก้าอี้อีกครั้งอย่างผ่อนคลาย เรียวนิ้วสวยหมุนปากการาคาแพงเล่นอย่างมีจังหวะ
“กูรู้จักทั้งมึงและน้องกูดี! เพลิงมันเพิ่งเรียนจบ มันกับมึงไม่เคยเจอกันเลยแล้วจู่ ๆ จะบอกว่าสปาร์กกันจนถึงขั้นจะคบกันจริงจังเนี่ยนะ? มันฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด มึงปิดบังอะไรกูอยู่ใช่ไหมเจส เรื่องตระกูลมึงใช่ไหม?” พายุเน้นคำขมวดคิ้วแน่นจนเป็นโบ
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ พยายามจับสังเกตสัญญาณโกหก แต่เจสสิก้ากลับยิ้มรับด้วยสายตานิ่งสงบ ราวกับผิวน้ำที่ไร้คลื่น เธอไม่หลบสายตา ไม่แสดงความลนลาน มีเพียงรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่ยิ่งกระตุ้นให้พายุมองว่ามันคือหน้ากาก
“มึงซักกูอย่างกับกูเป็นจำเลยในศาลแน่ะพายุ....เอาน่า เลิกทำตัวเป็นพ่อคนที่สองของเพลิงได้แล้ว นายนั่นโตพอที่จะตัดสินใจเรื่องของตัวเองได้ และกูก็ไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืนที่จะโดนใครหลอก” เธอเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงความขี้เล่น
“กูไม่ได้กลัวมันหลอกมึง แต่กูกลัวมึงลากมันเข้ามาในเกมของมึงต่างหาก!” พายุโพล่งออกมาอย่างหมดความอดทน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูหน้าห้องทำงานดังขึ้นขัดจังหวะบรรยากาศตึงเครียด ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกช้า ๆ โดยเนเน่เลขาสาวที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางนอบน้อม
“ขอโทษที่เข้ามาขัดจังหวะค่ะบอส ได้เวลาประชุมบอร์ดบริหารเรื่องโครงการใหม่แล้วค่ะ ทุกคนมารอครบแล้วที่ห้องประชุมใหญ่ค่ะ” เนเน่เอ่ยขึ้นพลางก้มมองนาฬิกาข้อมือ
เจสสิก้าคลี่ยิ้มเล็กน้อย ราวกับเสียงของเนเน่คือระฆังพักยก เธอปิดฝาปากกาลงเสียงดัง ก่อนจะหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะขึ้นมากอดในอกแล้วยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“ขอบใจมากเนเน่ เดี๋ยวฉันตามไป” เจสสิก้าหันไปพูดกับเลาสาว ก่อนจะหันกลับมามองเพื่อนสนิทที่ยังยืนหน้าตึงอยู่ข้างโต๊ะ เธอยื่นมือไปตบไหล่เพื่อนเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความเหนือกว่า
“หมดเวลาไต่สวนแล้วว่ะพายุ กูต้องไปทำงานต่อ ไว้ว่าง ๆ ค่อยมาเค้นกูใหม่นะ...ถ้ามึงคิดว่ามึงมีความสามารถพองัดปากกูได้นะ” เจสสิก้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี
พูดจบเจสสิก้าก็เดินเฉียดตัวพายุออกไปจากห้องพร้อมกับเนเน่ ทิ้งให้พายุยืนนิ่ง มองตามหลังเพื่อนสนิทไปด้วยความหงุดหงิด ความสงสัยในหัวของเขายังไม่ได้ลดลงเลยสักนิด ตรงกันข้าม....เขายิ่งมั่นใจว่าภายใต้รอยยิ้มเรียบเฉยของเจสสิก้าต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่นอน
“หักคะแนนความคล่องแคล่วดีไหมเนี่ย....แต่หน้าพี่ ตอนเขินแล้วก้มหน้าหลบแบบนี้ ก็น่ารักดีเหมือนกันนะ”คำพูดแหย่เล่นของเพลิงยิ่งเหมือนเติมเชื้อไฟให้ใบหน้าของเจสสิก้าร้อนผ่าวขึ้นไปอีก เธอรีบเปิดน้ำใส่มือล้างฟองแล้วถอยห่างออกมาหนึ่งก้าว พยายามตั้งสติและปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด“ใครเขินกัน! ฉันแค่รีบจะได้รีบไปพักผ่อนต่างหาก” เธอเชิดหน้าตอบ เสียงแข็งขึ้นเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนอาการหัวใจเต้มผิดจังหวะที่ยังไม่ยอมสงบลง“เหรอครับ....” เพลิงยิ้มกวน ๆ พลางยักคิ้วรับจานใบสุดท้ายไปล้างน้ำเปล่าจนสะอาด แล้ววางบนชั้นพักจานอย่างคล่องแคล่วง เขาเช็ดมือกับผ้าแห้ง ก่อนจะหมุนตัวมาก้าวเข้ามาใกล้เธออีกนิด ทิ้งระยะห่างไว้พอให้เจสสิก้ารู้สึกถึงความกดดันอย่างที่เธอควบคุมไม่ได้ “แต่แก้มพี่แดงนะ”“เพลิง! เลิกล้อฉันได้แล้ว” เจสสิก้าถลึงตาใส่ แต่ก็ทำได้แค่ยื่นมือไปดันอกเขาเบา ๆ ให้ขยับออกไป “ขอบคุณสำหรับมื้อเย็น....แล้วก็ฝันดีนะ”เธอบอกปัดรวดเดียวจบก่อนจะรีบหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง ทิ้งให้เพลิงยืนมองตามหลังไปพร้อมกับรอยยิ้มเอ็นดู เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ พลางพึมพำกับตัวเองในความเงียบ“ฝันดีเหมือนกันครับ..
เสียงประตูลูกบิดหมุนแผ่วเบาก่อนที่เจสสิก้าจะค่อย ๆ ก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารลอยมาปะทะจมูก ชวนให้ท้องร้องอย่างห้ามไม่ได้ทั้งที่เธอกลับมาพร้อมความเหนื่อยล้า สายตาคู่สวยสะดุดเข้ากับร่างสูงของเพลิงที่นอนฟุบหลับอยู่บนโซฟา ใบหน้ายามหลับของเขาดูสงบและไร้เดียงสาผิดกับลุคกวน ๆ ในเวลาปกติ บนโต๊ะมีอาหารสามสี่อย่างถูกจัดวางไว้อย่างตั้งใจ แม้ว่าหน้าตาจะดูไม่เนี๊ยบเท่าเชฟระดับมืออาชีพ แต่ความหอมและปริมาณที่จัดเต็มก็ทำให้หญิงสาวถึงกับตาโตด้วยความประหลาดใจ‘ไม่น่าเชื่อเลยนะ.... ผู้ชายกวนประสาทอย่างนาย จะมีมุมใส่ใจแบบนี้ด้วย’เธอคิดในใจพร้อมรอยยิ้มเอ็นดูที่ค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมา เจสสิก้าก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะ รอยยิ้มยังไม่ทันหุบลงเสียงขยับตัวจากโซฟาก็ดังขึ้น เพลิงค่อย ๆ ยันตัวขึ้นมา นวดขมับเบา ๆ ประบสายตาสู้แสงไฟ ก่อนจะหันมาสับตากับเธอ“อ้าว....กลับมาแล้วเหรอครับ” เพลิงพึมพำงัวเงีย ก่อนจะไล่สายตามองจานอาหารบนโต๊ะ แล้วหันมาส่งยิ้มทรงเสน่ห์พลางยักคิ้วให้เธอ“ตกใจล่ะสิ? สามีอย่างเพลิง ชัยสวัสดิ์ซะอย่าง ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วกลิ่นหอมจนต้องอึ้งเลยใช่ไหมล่ะ รู้ไว้เลยนะว่าพี่กำลังจะได้กินฝีมือของสุดยอด
หลังจากออกจากบริษัทของเจสสิก้า พายุก็บึ่งรถตรงกลับบ้านทันทีด้วยความหงุดหงิด และก็เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ รถยนต์ส่วนตัวของเพลิงจอดอยู่หน้าบ้าน น้องชายตัวดีกำลังง่วนอยู่กับการทำอะไรบางอย่างอยู่ในห้องนอนชั้นบนของบ้านหลังใหญ่ บิดาของพวกเขายังไม่กลับจากญี่ปุ่น หากรู้เรื่องของเพลิงกับเจสสิก้าจะต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่นอนพายุผลักประตูห้องนอนของเพลิงออกอย่างแรงภาพที่เห็นตรงหน้าคือเพลิงกำลังเก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวลงในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ใบหน้าเรียบเฉยของน้องชายไม่ได้มีแววประหลาดใจเลยสักนิดกับการปรากฏตัวอบ่างกะทันหันของพี่ชาย“มึงกำลังทำอะไรวะเพลิง?” พายุถามเสียงเข้ม เดินตรงเข้าไปกอดอกยืนตระหง่านอยู่ข้างเตียง“เก็บของครับ” เพลิงตอบสั้น ๆ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง มือหนายังคงพับเสื้อผ้าใส่กระเป๋าใบใหญ่อย่างเป็นระเบียบ“กูเห็นว่ามึงเก็บของ แต่ที่กูถามว่ามึงจะเก็บของย้ายไปไหน อย่าบอกนะว่ามึงจะย้ายไปอยู่กับเจสสิก้า?” พายุเริ่มขึ้นเสียงเมื่อเห็นท่าทีเย็นชาของน้องชายเพลิงชะงักมือไปครู่หนึ่งก่อนจะจัดของต่อด้วยท่าทางสงบ “ครับ...ผมจะย้ายไปอยู่กับพี่เจส เจ้าหนี้คนสวยของผม”“มึงบ้าไปแล้วเหรอว
ในเวลาต่อมาเสียงประตูห้องทำงานของเจสสิก้าก็ถูกผลักออกมาโดยไม่มีการเคาะบอกกล่าว ร่างสูงใหญ่ของพายุเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ เขาหยุดยืนอยู่หน้าตรงทำงาน กวาดสายตามองเพื่อนสนิทสาวที่กำลังนั่งตรวจเอกสารด้วยท่าทีนิ่งสงบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิต“เจส....นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? กูเพิ่งได้ยินข่าวว่ามึงตกลงคบกันไอ้เพลิง.....ไอ้เพลิงเนี่ยนะ?” พายุเปิดประเด็นทันที เสียงของเขาหนักแน่นด้วยความงงงวยเจสสิก้าเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารอย่างช้า ๆ ปรับสีหน้าให้เรียบเฉย ไร้ร่องรอยของความหวั่นไหวที่เพิ่งเกิดขึ้นกับน้องชายของพายุเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เธอเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างทรงอำนาจ ก่อนจะยกยิ้มบาง ๆ ส่งให้เพื่อนสนิท“ข่าวไวดีนี่ มันแปลกตรงไหนวะ?” เธอตอบเสียงเรียบ“แปลกตรงไหนเหรอ? แปลกทุกตรงเลยล่ะ มึงคือเจสสิก้าประธานบริษัทที่เพียบพร้อมไปหมดทุกอย่า ผู้ชายระดับผู้บริหาร เจ้าของธุรกิจใหญ่โตรอจีบมึงเป็นแถว แต่มึงปฏิเสธหมด แล้วจู่ ๆ มาคบเด็กอย่างไอ้เพลิงเนี่ยนะ? ตนอย่างมึงเนี่ยนะจะมาเอาเด็ก?” พายุแค่งหัวเราะ ยกมือขึ้นกุมขมับอย่างไม่เชื่อสายตาพายุมองเจสสิก้าอย่างพิจารณา ค้นหาควา
ยังไม่ทันที่เนเน่จะพูดจบ เสียงก้าวหนักแน่นและมั่นคงก็ดังมาจากทางเดินหน้าห้องทำงาน ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ที่พวกเธอกำลังพูดถึงก็ปรากฏตัวขึ้น เพลิงเดินเข้ามาในออฟฟิศตามเวลานัดไว้เป๊ะ เสื้อเชิ้ตสีเข้มปลดกระดุมเม็ดบนเผยให้เห็นแผงอกแน่น นัยนต์ตาคมกริบของเขาจ้องตรงมายังเจสสิก้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบ ทว่าแฝงความกดดันอันมหาศาล“ผมมาตามนัด” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเพลิงเอ่ยขึ้น ตัดผ่านความเงียบในห้อง เจสสิก้าเอนหลังพิงเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ สายตามองประสานกับเขาอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะพยักหน้าให้เลขาสาวเบา ๆ“ขอบใจมากเนเน่ เธอออกไปก่อนเถอะ”เนเน่หันไปมองเพลิงที เจสสิก้าที ด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง แต่จำต้องก้มหัวรับคำสั่งแล้วค่อย ๆ ถอยออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบและรังสีความตึงเครียดที่อบอวลอยู่ระหว่างคนสองคน เมื่อร่างสัญญาฉบับสำคัญวางอยู่ตรงหน้าของเพลิงพอดี เพลิงมองแฟ้มเอกสารบนโต๊ะก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมามองใบหน้าสวยคมของเจสสิก้า เขาส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ ฟังเคล้ายเยาะเย้ยตัวเองมากกว่าอย่างอื่นก่อนจะสาวเท้าเข้ามานั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่รอให้เจ้าของห้องเชื้อเชิญ“พี่เตรียมทุกอย่างไว้พ
เพลิงจ้องมองใบหน้าสวยคมของเจสสิก้านิ่ง คิดไม่ถึงว่าข้อเสนอจากลูกหนี้และเจ้าหนี้จะตาลปัตรออกมาในรูปแบบนี้ ชายหนุ่มแค่นยิ้มออกมาเล็กน้อย“เหอะ.....นี่พี่กำลังสิ้นคิดหรือกำลังเล่นสนุกอะไรอยู่กันแน่ คุณเจสสิก้า? คนอย่างพี่เนี่ยนะอยากจะแต่งงานกับผม”“ฉันไม่ได้เล่นสนุกและฉันก็สติดีทุกอย่าง ฉันมีเหตุผลของฉันที่ต้องหาใครสักคนมาแต่งงานด้วยให้ไวที่สุด และนาย....ก็คือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในตอนนี้” เจสสิก้าสบตาเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง แววตาเต็มไปด้วยความมุ่นมั่นและแรงอารมณ์บางอย่างที่ซ่อนอยู่“หา? เหมาะสม? ตรงไหนไม่ทราบครับ?” เพลิงถามกลับทันควัน“ตรงที่นายติดหนี้ฉันสามสิบล้าน และนายไม่มีทางเลือกอื่นไงล่ะ” เจสสิก้าตอบตรง ๆ อย่างไม่รักษาน้ำใจ “ว่าไง....จะยอมเป็นสามีในนามของฉันเพื่อล้างหนี้สามสิบล้าน หรือจะดื้อดึงหาเงินที่ไม่มีวันหาได้ทัน แล้วรอโดนฉันฟ้องจนไม่เหลืออะไรเลย?”เพลิงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ นัยน์ตาคมกริบจ้องมองเจสสิก้าคล้ายกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของเธอ ความเงียบระหว่างทั้งคู่ตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางบรรยากาศรอบตัวที่ยังคงอึกทึกไปด้วยเสียงเพลง“ฟ้องงั้นเหรอ? คุณเจสสิก้าครับ พี่ก็รู้ว่าถ้าฟ้







