เข้าสู่ระบบณ หอชมพิรุณ ภัตตาคารหรูหราประจำเมืองหลวงแห่งแคว้นต้าช่ง สถานที่ที่กลิ่นอายความมั่งคั่งฟุ้งกระจายปะปนไปกับเสียงดนตรีบรรเลงขับกล่อม หากแต่อบอวลไปด้วยเล่ห์กลและข่าวลือที่แพร่สะพัดรวดเร็วดั่งสายลม
เสิ่นมู่หราน คุณชายผู้สูงศักดิ์ทอดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่ฉายชัดถึงความรำคาญกึ่งเหยียดหยาม
"วันมะรืนนี้เจ้าต้องติดตามข้าไปเฉิงอัน เตรียมตัวเสียให้พร้อม... แต่งเนื้อแต่งตัวให้สวยเข้าไว้ อย่าได้ทำตัวซอมซ่อจนข้าต้องขายขี้หน้าคนอื่น"
ซูฉีในร่างคุณหนูผู้แสนอ่อนหวานก้มหน้านิ่ง เสียงของนางแผ่วเบาราวกับแมลงหวี่บิน "ข้าคงดูดีได้เพียงเท่านี้... ด้วยต้นทุนที่มีจำกัด ข้าไม่อาจสรรหาอาภรณ์ชุดใหม่ที่หรูหรางดงามยิ่งกว่านี้ได้หรอกเจ้าค่ะ"
เสิ่นมู่หรานแค่นหัวเราะในลำคอ ราวกับคาดเดาความขัดสนของนางได้อยู่แล้ว เขาล้วงถุงเงินจากแขนเสื้อโยนลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังปัง
"หนึ่งพันตำลีง... เอาไปเสีย แล้วไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า ข้าจะไปสนามม้า อย่าได้ตามไปเซ้าซี้ให้ข้าต้องหมดความสำราญ"
เขาโบกมือไล่นางราวกับขับไล่ฝูงยุงรำคาญใจ ซูฉีทำท่าโอนอ่อนตามหน้าที่ นางถอยห่างออกมา แต่ไม่ได้จากไปจริงดังที่เขาคาดหมาย นางเลี่ยงหลบไปอยู่หลังฉากกั้นผ้าไหมปักลวดลายนกยูงอย่างเงียบเชียบ
นางรู้ซึ้งแก่ใจว่าเสิ่นมู่หรานหาได้มีความเสน่หาต่อนางไม่ เขาเพียงแค่ต้องการเครื่องประดับ ที่ดูดีไว้ใช้อวดอ้างภาพลักษณ์ของตนเท่านั้น
ขณะที่ซูฉีเร้นกายอยู่ในเงามืด เสียงบทสนทนาจากอีกด้านของฉากกั้นก็ดังเล็ดลอดออกมา
"สหายรัก... เจ้าคิดจะพานางกลับเฉิงอันจริงๆ หรือ?" คุณชายเหยียนเกอ สหายสนิทของเสิ่นมู่หรานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังขา
"ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น" เสิ่นมู่หรานตอบพลางรินสุราลงจอก "ข้าจะพานางกลับไปไหว้ท่านพ่อท่านแม่ที่บ้านสกุลเสิ่น"
"อย่าบอกนะ..." เหยียนขมวดคิ้ว "ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงกลอุบายที่ใช้ประชดประชันแม่นางหว่านหว่าน?"
เสิ่นมู่หรานแสยะยิ้มที่มุมปาก แววตาคมปลาบดุจใบมีด
"หึ... กับหว่านหว่าน ข้าคบหามานานนับปี ไม่เคยแม้แต่จะพาเข้าจวน ไม่เคยคิดจะเปิดตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ แต่กับซูฉี ข้าคบหาได้เพียงเดือนเดียวก็พานางเข้าบ้านเสียแล้ว... ถ้าหากหว่านหว่านเห็นเข้าคงอกแตกตายเป็นแน่ เจ้าว่ามันน่าสะใจไหมล่ะ?"
"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?" เหยียนเกอลดเสียงลงต่ำ
"สกุลเสิ่นเคร่งครัดจารีตประเพณี... เจ้าไม่กลัวถูกจับคลุมถุงชนมัดมือชกเข้าหอจนถอนตัวไม่ขึ้นหรืออย่างไร?"
เสิ่นมู่หรานแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะดังกังวานด้วยความลำพองใจในอำนาจ
"เจ้าอย่าได้กังวลเกินเหตุ... ทางบ้านข้าน่ะหรือ? พี่ชายข้าเป็นใหญ่ที่สุดในตระกูลเสิ่น เขาทั้งเกลียดชังและขยะแขยงผู้หญิงเห็นแก่เงินเสียยิ่งกว่าสิ่งใด ซูฉีผู้นี้... นางคือตัวแทนของสิ่งที่เขาเกลียดเข้าไส้ ไม่มีวันเสียหรอกที่คนอย่างเขาจะยอมรับผู้หญิงโง่งมไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนี้เป็นน้องสะใภ้"
ที่หลังฉากกั้น...
“ข้ากับเจ้า ต่างก็โง่งมพอ ๆ กัน... เสิ่นมู่หราน”
ซูฉีเพียงคลี่ยิ้มบาง นิ้วเรียวของนางบีบถุงเงินพันตำลึงในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาคู่งามคมกริบดุจปลายมีดที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้ม
นางมิใช่คนโง่งมอย่างที่พวกเขาตราหน้า และเสิ่นมู่หรานก็มิใช่ผู้ควบคุมโชคชะตาเพียงหนึ่งเดียว... แท้จริงแล้ว ความสัมพันธ์ของนางกับเขาก็เป็นเพียง ผลประโยชน์ที่ต่างฝ่ายต่างตักตวง มิใช่ความรักใคร่หลงใหลอย่างที่เขาเข้าใจ
ภาพเหตุการณ์เมื่อหนึ่งเดือนก่อนย้อนกลับมาในห้วงคำนึง
ณ สำนักศึกษาซีฮัน
เสิ่นมู่หรานที่เพิ่งระเบิดอารมณ์ใส่คุณหนูหว่านหว่านจนใบหน้าบึ้งตึง เดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงเข้าหาซูฉีที่กำลังก้มหน้าก้มตาเดินทางกลับบ้าน ดวงตาของเขากวาดมองร่างที่ดูซูบซีดของนางด้วยความนึกสนุก
"คนสวย... เจ้ายินดีจะคบหาดูใจกับข้าหรือไม่?"
คำพูดหยอกเย้าของคุณชายเจ้าสำราญที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของความพยศเย่อหยิ่งพุ่งเข้ากระทบโสตประสาทนาง
ซูฉีกวาดสายตามองเขาตั้งแต่ปิ่นหยกเนื้อดีที่ปักอยู่เหนือศีรษะ ใบหน้าอันหล่อเหลาไปจนถึงอาภรณ์แพรพรรณราคาแพงลิบลิ่ว ทั้งเนื้อทั้งตัวเขามีแต่คำว่า หรูหราเลิศเลอ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกกระเบียดนิ้ว
ก่อนจะก้มมองสภาพของนาง... เสื้อผ้าอาภรณ์แบบพื้น ๆ ค่อนไปทางซอมซ่อ ร่างกายที่ผอมบางเหมือนกิ่งไม้แห้งที่ใกล้จะหักโค่นในฤดูหนาว
กาลเวลาผันผ่านไปอีกสองปี เสิ่นอวี้ในวัยห้าขวบเติบโตขึ้นเป็นเด็กชายช่างเจรจาและมีความมุ่งมั่นไม่ต่างจากบิดา ในยามที่เสิ่นมู่เฟิงต้องจากเรือนไปคุมขบวนสินค้าไกลถึงชายแดนหลายสัปดาห์ เสิ่นอวี้มักจะย้ายสำมะโนครัวมานอนเบียดเสียดอยู่ข้างกายมารดาที่กำลังอุ้มท้องทารกน้อยในครรภ์ได้สามเดือนเศษ ด้วยใบหน้าจิ้มลิ้มและน้ำเสียงออดอ้อน"ท่านแม่ขอรับ ข้าอยากนอนกอดน้องกับท่านแม่ จะได้ช่วยน้องดูแลท่านแม่ด้วยอย่างไรเล่า" ข้ออ้างอันใสซื่อนั้นทำให้ซูฉีได้แต่ยิ้มรับด้วยความเอ็นดูทว่าเมื่อประมุขแห่งสกุลเสิ่นเดินทางกลับมาจากชายแดน ความอบอุ่นในห้องนอนใหญ่กลับกลายเป็นสมรภูมิสายเลือด ระหว่างบิดากับลูกชายคนโตเสิ่นมู่เฟิงผู้โหยหาภรรยาสาวมาเกือบสามเดือนกลับต้องเผชิญกับก้างขวางคอตัวน้อยที่นอนกางแขนกางขาขวางกลางเตียงอย่างไม่เกรงใจบิดาเลยสักนิด กว่าเสิ่นมู่เฟิงจะรอให้บุตรชายจอมดื้อหลับใหลจนนิ่งสนิทไปได้ ก็ทำเอาเขาแทบคลั่งด้วยความอัดอั้นในความเงียบงันยามดึก เสิ่นมู่เฟิงอุ้มเจ้าก้อนแป้งไปส่งยังห้องนอนของเขาที่เรือนเล็กอย่างแผ่วเบาก่อนจะรีบหวนกลับมายังเรือนหลัก แววตาของเขาใ
เขาโน้มตัวลงกัดเบาๆ ที่ใบหูนางก่อนจะเร่งจังหวะจนลึกสุดหยั่ง ลึกจนนางรู้สึกถึงความร้อนระอุที่พุ่งทะลวงเข้าไปในทุกอณูเนื้อเสียงครางประสานกันดังลั่น เมื่อทั้งสองทะยานไปถึงจุดหมายปลายทาง ร่างของซูฉีเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อภายในบีบรัดตัวตนของเขาไว้แน่น รีดเค้นทุกหยาดหยดแห่งความปรารถนาเสิ่นมู่เฟิงแผดเสียงคำรามผ่านลำคอ เมื่อปลดปล่อยสายธารแห่งชีวิตเข้าสู่ส่วนลึกที่ร้อนผ่าวของนาง ความร้อนระอุที่ฉีดพ่นเข้าไปนั้น ลึกจนนางรู้สึกถึงการเติมเต็มที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นสัมผัสแห่งความสุขสมที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยายภายหลังจากพายุอารมณ์อันบ้าคลั่งในคืนเข้าหอได้สงบลง ความเงียบงันที่เหลืออยู่กลับอบอวลไปด้วยไออุ่นแห่งความผูกพัน เตียงไม้แกะสลักที่เคยสั่นคลอนบัดนี้เหลือเพียงร่องรอยแห่งความรักที่ตราตรึงไว้บนเรือนร่างของคนทั้งคู่เสิ่นมู่เฟิงโอบกอดร่างบางที่ยังคงหอบหายใจรวยรินไว้ในอ้อมแขน นิ้วหนาเกลี่ยปอยผมที่เปียกชื้นเหงื่อออกจากใบหน้าของภรรยาสาวอย่างทะนุถนอมย้อนกลับไปในวันที่พวกเขาต่างเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่รู้จักกันผ่านความฝันที่เลือนราง
เสิ่นมู่เฟิงถอนกายออกจากรอยรักที่ยังคงสั่นระริกด้วยความกระสัน เขาฉุดร่างบางขึ้นยืน ประจันหน้ากันท่ามกลางไอความร้อนที่ระอุในห้องหอขาของซูฉียังคงอ่อนเปลี้ยจากการถูกพายุตัณหาถาโถมใส่ นางโผเข้าโอบรัดบ่าแกร่งของเขา ดึงรั้งให้เขาก้มลงมามอบจุมพิตที่ดุดันและร้อนแรงราวกับจะกลืนกินกันและกัน ลิ้นของนางพันพัวกับของเขาด้วยความหิวกระหาย ปรารถนาจะให้เขาเติมเต็มความว่างเปล่าที่เพิ่งถูกพรากไปเมื่อครู่เขาประคองนางขึ้นไปนั่งบนขอบเตียง ถอยห่างเพียงเล็กน้อยเพื่อดื่มด่ำกับภาพเรือนร่างเปลือยเปล่าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและร่องรอยแห่งอารมณ์ ก่อนจะโน้มตัวลงใช้ริมฝีปากไล้เลียไปตามเนินอกอวบอัด ไล่ต่ำลงไปถึงหน้าท้องแบนราบที่เกร็งสั่นเสิ่นมู่เฟิงปรนเปรอด้วยความละเอียดอ่อนที่แฝงไปด้วยความกระหาย เขากดจูบเน้นหนักไปทั่วทุกตารางนิ้ว ก่อนจะวกกลับมายังรอยแยกที่ฉ่ำแฉะอีกครั้ง ลิ้นร้อนของเขาตวัดเลียจนนางนอนหงายหลังราบลงไปบนฟูกหนาเขาแยกเรียวขาของนางออกกว้าง บังคับให้นางเปิดเผยทุกความลับในกายสาวให้เขาได้เชยชม ลิ้นสากลากไล้ช้าๆ เหมือนจงใจทรมานให้นางแทบคลั่ง จนในที่สุด ซูฉีก็อดไม่ได้ที่จะกระดกสะโพ
"ฮูหยิน... บอกมาสิว่าเจ้าอยากให้สามีทำอะไรกับเจ้า"เขาถามเสียงต่ำที่แหบพร่าด้วยแรงอารมณ์"ข้า... ข้าอยากโดนท่านพี่ทิ่มแทงเข้ามา..."ซูฉีแอ่นกายโก่งโค้งให้มากที่สุด ท้าทายให้เขาลงมือกระแทกกระทั้นท่อนเอ็นใหญ่แข็งเข้ามาในร่างนางแต่ทว่าเสิ่นมู่เฟิงกลับแกล้งลากปลายหยักชอนไชไปตามรอยแยกนุ่มนิ่ม อาบชโลมเนื้อหนังของเขาด้วยหยาดน้ำหวานของนางอย่างเชื่องช้า ทรมานนางอย่างใจเย็น"ตลอดหลายวันที่เตรียมตัวเป็นเจ้าสาว..."เขาขยับกายชิดใกล้ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกึ่งคำสั่งกึ่งหยอกเย้า"เจ้าเคยช่วยตัวเองคลายเหงาบ้างหรือไม่?"ซูฉีเหลียวหลังกลับไปมองเขาผ่านหัวไหล่ ดวงตาคู่สวยสั่นไหวราวกับกวางน้อยที่ตกอยู่ในกรงเล็บเสือร้ายแววตาของเสิ่นมู่เฟิงทั้งดุดันและร้อนแรงราวกับจะกลืนกินนางทั้งร่างจนไม่เหลือซาก ร่างกายนางสั่นสะท้านด้วยความกลัวที่ปนเปไปกับความตื่นเต้นจนแทบหยุดหายใจ"ท่านพี่..."นางครางออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ร่างกายอ่อนระทวยลงด้วยฤทธิ์แห่งตัณหา"ได้โปรด... อย่าทรมานข้าเช่นนี้อีกเลย"เสิ่นมู่เฟิงหาได้ฟังคำอ้อนวอนไ
เสิ่นมู่เฟิงคำรามต่ำในลำคอด้วยความเสียวซ่านเมื่อริมฝีปากอิ่มของซูฉีกลืนกินตัวตนของเขาเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ นางขยับกายรับสัมผัสอันใหญ่โตนั้นอย่างท้าทาย ปล่อยให้ความแข็งขึงปาดป้ายไปทั่วโพรงปากอุ่นร้อนจนมิดแท่งลำคอระหงของนางสั่นระริกขณะที่ส่วนปลายที่หนาเตอะกระแทกกระทั้นเข้าสู่ลำคอของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางช้อนสายตามองเขาอย่างเว้าวอน ราวกับกำลังแสดงความจงรักภักดีต่อบุรุษผู้ครอบครองเขากดศีรษะนางไว้แน่นด้วยมือหนาที่เต็มเปี่ยมพละกำลัง ดึงรั้งให้นางรับเอาทุกอณูความกระหายของเขาเข้าไปจนสุดใจ จนกระทั่งความอึดอัดที่แสนหวามใจทำให้นางเริ่มสำลักและน้ำตาคลอเบ้าทว่าความเจ็บปวดนั้นกลับกลายเป็นเชื้อเพลิงที่เร่งเร้าอารมณ์ให้พุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่ นางโหยหาความจาบจ้วงนี้ ปรารถนาให้เขากระแทกกระทั้นตัวตนเข้ามาในกายสาวของนางให้ฉีกขาดเสียด้วยซ้ำเสิ่นมู่เฟิงผละออกมากะทันหัน ปล่อยให้นางหอบหายใจรวยรินท่ามกลางคราบน้ำรักที่เปรอะเปื้อนใบหน้า เขาใช้ความแข็งขึงที่กำลังผงาดง้ำตบเบาๆ ลงบนริมฝีปากที่เผยอค้างของนางอย่างหยาบคาย"ฮึ่ก... ได้โปรด..." นางครวญคราง อ้าปากกว้างเพื่อรอรับการปร
"คืนนี้... อาจารย์เสิ่นจะทดสอบบทเรียนสุดท้ายที่เคยสอนไป" เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นรดรินอยู่ข้างแก้มนาง"หวังว่าศิษย์รักของข้าจะยังจดจำวิธีทำการบ้านได้แม่นยำ"ซูฉีเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นรัวเหมือนกลองศึก ลึกๆ ในใจนั้นเขินอายจนอยากจะมุดหายไปในผ้าห่ม แต่ทว่าศักดิ์ศรีของศิษย์เอกที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาอย่างเข้มงวด ทำให้นางไม่ยอมปล่อยให้เขาดูแคลนเป็นอันขาด นางเชิดหน้าขึ้นสบสายตาคมเข้มของเขาอย่างท้าทาย"บทเรียนที่ท่านพี่สอน ข้าจำได้ขึ้นใจเจ้าค่ะ"นางยิ้มยั่ว พลางเอื้อมมือไปปลดสายรัดเอวของเขาอย่างถือดี"แต่ในเมื่ออาจารย์สอนดีขนาดนี้ ศิษย์อย่างข้าก็คงต้องแสดงให้เห็นว่า... ข้าไม่ใช่คนเรียนรู้ช้าเช่นกัน"เสิ่นมู่เฟิงเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนมุมปากทันทีที่ร่างของเขาถูกนางผลักให้เอนหลังลงบนเตียงนุ่ม มือบางของซูฉีเริ่มปลดอาภรณ์ของเขาออกด้วยความชำนาญที่นางไม่เคยคาดคิดว่าตนเองจะคล่องแคล่วได้ถึงเพียงนี้การเคลื่อนไหวของหญิงสาวทั้งกล้าหาญและยั่วยวนจนเสิ่นมู่เฟิงต้องสูดปากด้วยความเสียวซ่าน ลมหายใจเขาเริ่มติดขัด







