เข้าสู่ระบบในห้วงแห่งภวังค์กามารมย์สุดแสนรัญจวนนี้ นางปล่อยกายปล่อยใจให้เป็นอิสระ มือบางคว้าเชือกเส้นอ่อนมาผูกข้อมือแกร่งของเขาไว้กับหัวเตียง แล้วเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถูกรุกรานเป็นผู้ควบคุม
นางหยิบขวดน้ำผึ้งที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมา บรรจงรินรดความหวานลงบนแก่นกายแข็งขืนของชายหนุ่มที่กำลังเรียกร้องหาความอ่อนนุ่มรัดรึง ก่อนจะโน้มกายลงไปใช้ปลายลิ้นฉ่ำชื้นโลมเลียหยอกล้ออย่างแช่มช้า ล่อหลอกให้เขาทรมานจนแทบจะคลุ้มคลั่ง พลางเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างมีความสุข
องคชาตที่สอดใส่เข้าออกในโพรงปากนาง ถูกห่อหุ้มและรูดรั้งจนหยาดน้ำใสไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย
ชายหนุ่มขบกรามกรอดและกำหมัดแน่น สะโพกสอบกระดกขึ้นหาริมฝีปากอิ่มของหญิงสาวด้วยอาการทุรนทุราย ทว่านางกลับผละห่างไปจากเขาเสียดื้อ ๆ
“ท่านคงเสียวจนแทบบ้าแล้วสินะ”
ซูฉีหัวเราะแผ่วเบาอย่างยั่วเย้า ร่างบางเคลื่อนขึ้นไปคร่อมขี่อยู่เหนือต้นขาบึกบึน มือเรียวงามกำท่อนเอ็นยักษ์ถูไปมาบนกลีบเนื้ออวบอูม ก่อนจะใช้นิ้วแหวกแยกสองแคม รูร่องสีแดงสดหดตัวอยู่ในสายตาหื่นกระหายของชายหนุ่ม เขาหายใจฟืดฟาดจ้องมองนางอย่างไม่ละสายตา
“อื้อออ...” นางขบกัดริมฝีปากล่างเพื่อสะกดกลั้นเสียงหวีดร้อง ขณะที่กดสะโพกผายต่ำลง ค่อย ๆ กลืนกินความใหญ่โตของชายหนุ่มอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่สวยจ้องมองเขาอย่างถือดี
“อูยยย... เจ้ามันนางปีศาจช่างยั่ว !”
ชายหนุ่มคำรามเสียงแหบพร่า นัยน์ตาคมเข้มจับจ้องร่างบางที่ควบคร่อมอยู่บนหน้าท้องแกร่ง บั้นท้ายกลมกลึงกระแทกลงมาเป็นจังหวะหนักหน่วง เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังกึกก้องสลับกับเสียงครางกระเส่าของทั้งคู่
บทเพลงแห่งความสุขสมกำลังไต่ระดับสู่จุดเดือด ชายหนุ่มสุดจะฝืนทนความทรมาน เขาออกแรงกระชากเพียงครั้งเดียว เส้นเชือกที่มัดมือเขาก็ขาดสะบั้นราวกับด้ายเปื่อย
ร่างบึกบึนพลิกตัวขึ้นมาเป็นฝ่ายควบคุมด้วยพละกำลังมหาศาล กดร่างบางให้จมลงกับฟูกนุ่มก่อนจะโถมกายเข้าใส่น่างอย่างหื่นห่ามและป่าเถื่อน ความจุกเสียดคับแน่นที่รุกรานเข้ามาโดยไม่ปรานี ทำให้นางรู้สึกราวกับถูกฉีกกระชากจากภายใน เป็นเจ็บปวดที่หอมหวาน สมจริงเสียนางรู้สึกราวกับว่านางได้สูญเสียความบริสุทธิ์ให้เขาไปแล้ว
“อ๊า... !” ซูฉีหวีดร้องเสียงหลง ร่างกายบอบบางสั่นสะท้านประหนึ่งคนเป็นไข้หนาว นางฉุดรั้งต้นขาของตนขึ้นสูง แอนสะโพกมนให้ท่อนเอ็นยักษ์ของเขาฝังลึกลงไปในรูร่องที่คับแน่นและร้อนระอุจนสุดโคน ความแข็งแกร่งที่ถาโถมเข้ามานั้นกระแทกลึกและรุนแรงเสียจนนางรู้สึกราวกับวิญญาณจะหลุดลอยออกจากร่าง
“ซี๊ดด... เจ้าช่างร้ายนัก ซูเอ๋อร์... รัดแน่นจนของข้าแทบขาด” ชายหนุ่มคำรามเสียงต่ำ นัยน์ตาคมเข้มวาวโรจน์ไปด้วยไฟราคะ
“อื๊อออ...ของท่านทั้งแข็งทั้งใหญ่ถึงเพียงนี้... จะขาดได้อย่างไรกัน... อ๊า... ตรงนั้น... แรงอีกเจ้าค่ะ”
คำพูดไร้ยางอายและอิริยาบทที่ลามกที่สุดในโลกหล้าของเขาและนาง มิใช่ความลับอีกต่อไป ทุกสัมผัส ทุกจังหวะการบดเบียด คือความหิวกระหายที่ต่างฝ่ายต่างมอบให้แก่กัน และเป็นความต้องการที่ไม่มีวันเพียงพอ
“อยากให้ข้ากระแทกแรง ๆ หรือไม่” ชายหนุ่มจงใจถอนกายออกจนเกือบสุด แล้วกระแทกกลับเข้าไปใหม่ด้วยจังหวะที่หนักหน่วงและจาบจ้วง
“ยะ อยาก... เอาข้าให้แรงกว่านี้ อร๊า... !”
รสสวาทเผ็ดร้อนที่เขาปรนเปรอให้นางช่างดุดันและเอาแต่ใจราวกับพายุคลั่ง ม่านมุ้งโปร่งบางสั่นไหวไปตามแรงโถมกาย เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังประสานกับเสียงลมหายใจหอบถี่ ทั้งคู่จมดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งตัณหาอย่างไร้ทางออก ราวกับต้องการจะผูกมัดจิตวิญญาณของกันและกันไว้ในวังวนแห่งกามราคะไปชั่วนิรันดร์ โดยไม่คิดจะปล่อยให้ฝ่ายใดเป็นอิสระจากความหฤหรรษ์นี้
ในทันทีที่ห้วงอารมณ์พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด ซูฉีพลันสะดุ้งสุดตัว นางตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนของนางเอง ลมหายใจยังคงหอบแรง หยาดเหงื่อซึมออกมาตามไรผม แต่เมื่อความเงียบงันในยามค่ำคืนคืบคลานเข้ามา นางกลับพบเจอเพียงความว่างเปล่า
ชื่อของชายหนุ่มผู้นั้นถูกลบหายไปจากความทรงจำของนางอีกครั้ง ราวกับถูกหมอกควันแห่งวสันต์ฤดูพัดผ่านไป เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นจางๆ ของน้ำผึ้งที่ยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้นและความโหยหาที่กัดกินหัวใจไม่รู้จบ
กาลเวลาผันผ่านไปอีกสองปี เสิ่นอวี้ในวัยห้าขวบเติบโตขึ้นเป็นเด็กชายช่างเจรจาและมีความมุ่งมั่นไม่ต่างจากบิดา ในยามที่เสิ่นมู่เฟิงต้องจากเรือนไปคุมขบวนสินค้าไกลถึงชายแดนหลายสัปดาห์ เสิ่นอวี้มักจะย้ายสำมะโนครัวมานอนเบียดเสียดอยู่ข้างกายมารดาที่กำลังอุ้มท้องทารกน้อยในครรภ์ได้สามเดือนเศษ ด้วยใบหน้าจิ้มลิ้มและน้ำเสียงออดอ้อน"ท่านแม่ขอรับ ข้าอยากนอนกอดน้องกับท่านแม่ จะได้ช่วยน้องดูแลท่านแม่ด้วยอย่างไรเล่า" ข้ออ้างอันใสซื่อนั้นทำให้ซูฉีได้แต่ยิ้มรับด้วยความเอ็นดูทว่าเมื่อประมุขแห่งสกุลเสิ่นเดินทางกลับมาจากชายแดน ความอบอุ่นในห้องนอนใหญ่กลับกลายเป็นสมรภูมิสายเลือด ระหว่างบิดากับลูกชายคนโตเสิ่นมู่เฟิงผู้โหยหาภรรยาสาวมาเกือบสามเดือนกลับต้องเผชิญกับก้างขวางคอตัวน้อยที่นอนกางแขนกางขาขวางกลางเตียงอย่างไม่เกรงใจบิดาเลยสักนิด กว่าเสิ่นมู่เฟิงจะรอให้บุตรชายจอมดื้อหลับใหลจนนิ่งสนิทไปได้ ก็ทำเอาเขาแทบคลั่งด้วยความอัดอั้นในความเงียบงันยามดึก เสิ่นมู่เฟิงอุ้มเจ้าก้อนแป้งไปส่งยังห้องนอนของเขาที่เรือนเล็กอย่างแผ่วเบาก่อนจะรีบหวนกลับมายังเรือนหลัก แววตาของเขาใ
เขาโน้มตัวลงกัดเบาๆ ที่ใบหูนางก่อนจะเร่งจังหวะจนลึกสุดหยั่ง ลึกจนนางรู้สึกถึงความร้อนระอุที่พุ่งทะลวงเข้าไปในทุกอณูเนื้อเสียงครางประสานกันดังลั่น เมื่อทั้งสองทะยานไปถึงจุดหมายปลายทาง ร่างของซูฉีเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อภายในบีบรัดตัวตนของเขาไว้แน่น รีดเค้นทุกหยาดหยดแห่งความปรารถนาเสิ่นมู่เฟิงแผดเสียงคำรามผ่านลำคอ เมื่อปลดปล่อยสายธารแห่งชีวิตเข้าสู่ส่วนลึกที่ร้อนผ่าวของนาง ความร้อนระอุที่ฉีดพ่นเข้าไปนั้น ลึกจนนางรู้สึกถึงการเติมเต็มที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นสัมผัสแห่งความสุขสมที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยายภายหลังจากพายุอารมณ์อันบ้าคลั่งในคืนเข้าหอได้สงบลง ความเงียบงันที่เหลืออยู่กลับอบอวลไปด้วยไออุ่นแห่งความผูกพัน เตียงไม้แกะสลักที่เคยสั่นคลอนบัดนี้เหลือเพียงร่องรอยแห่งความรักที่ตราตรึงไว้บนเรือนร่างของคนทั้งคู่เสิ่นมู่เฟิงโอบกอดร่างบางที่ยังคงหอบหายใจรวยรินไว้ในอ้อมแขน นิ้วหนาเกลี่ยปอยผมที่เปียกชื้นเหงื่อออกจากใบหน้าของภรรยาสาวอย่างทะนุถนอมย้อนกลับไปในวันที่พวกเขาต่างเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่รู้จักกันผ่านความฝันที่เลือนราง
เสิ่นมู่เฟิงถอนกายออกจากรอยรักที่ยังคงสั่นระริกด้วยความกระสัน เขาฉุดร่างบางขึ้นยืน ประจันหน้ากันท่ามกลางไอความร้อนที่ระอุในห้องหอขาของซูฉียังคงอ่อนเปลี้ยจากการถูกพายุตัณหาถาโถมใส่ นางโผเข้าโอบรัดบ่าแกร่งของเขา ดึงรั้งให้เขาก้มลงมามอบจุมพิตที่ดุดันและร้อนแรงราวกับจะกลืนกินกันและกัน ลิ้นของนางพันพัวกับของเขาด้วยความหิวกระหาย ปรารถนาจะให้เขาเติมเต็มความว่างเปล่าที่เพิ่งถูกพรากไปเมื่อครู่เขาประคองนางขึ้นไปนั่งบนขอบเตียง ถอยห่างเพียงเล็กน้อยเพื่อดื่มด่ำกับภาพเรือนร่างเปลือยเปล่าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและร่องรอยแห่งอารมณ์ ก่อนจะโน้มตัวลงใช้ริมฝีปากไล้เลียไปตามเนินอกอวบอัด ไล่ต่ำลงไปถึงหน้าท้องแบนราบที่เกร็งสั่นเสิ่นมู่เฟิงปรนเปรอด้วยความละเอียดอ่อนที่แฝงไปด้วยความกระหาย เขากดจูบเน้นหนักไปทั่วทุกตารางนิ้ว ก่อนจะวกกลับมายังรอยแยกที่ฉ่ำแฉะอีกครั้ง ลิ้นร้อนของเขาตวัดเลียจนนางนอนหงายหลังราบลงไปบนฟูกหนาเขาแยกเรียวขาของนางออกกว้าง บังคับให้นางเปิดเผยทุกความลับในกายสาวให้เขาได้เชยชม ลิ้นสากลากไล้ช้าๆ เหมือนจงใจทรมานให้นางแทบคลั่ง จนในที่สุด ซูฉีก็อดไม่ได้ที่จะกระดกสะโพ
"ฮูหยิน... บอกมาสิว่าเจ้าอยากให้สามีทำอะไรกับเจ้า"เขาถามเสียงต่ำที่แหบพร่าด้วยแรงอารมณ์"ข้า... ข้าอยากโดนท่านพี่ทิ่มแทงเข้ามา..."ซูฉีแอ่นกายโก่งโค้งให้มากที่สุด ท้าทายให้เขาลงมือกระแทกกระทั้นท่อนเอ็นใหญ่แข็งเข้ามาในร่างนางแต่ทว่าเสิ่นมู่เฟิงกลับแกล้งลากปลายหยักชอนไชไปตามรอยแยกนุ่มนิ่ม อาบชโลมเนื้อหนังของเขาด้วยหยาดน้ำหวานของนางอย่างเชื่องช้า ทรมานนางอย่างใจเย็น"ตลอดหลายวันที่เตรียมตัวเป็นเจ้าสาว..."เขาขยับกายชิดใกล้ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกึ่งคำสั่งกึ่งหยอกเย้า"เจ้าเคยช่วยตัวเองคลายเหงาบ้างหรือไม่?"ซูฉีเหลียวหลังกลับไปมองเขาผ่านหัวไหล่ ดวงตาคู่สวยสั่นไหวราวกับกวางน้อยที่ตกอยู่ในกรงเล็บเสือร้ายแววตาของเสิ่นมู่เฟิงทั้งดุดันและร้อนแรงราวกับจะกลืนกินนางทั้งร่างจนไม่เหลือซาก ร่างกายนางสั่นสะท้านด้วยความกลัวที่ปนเปไปกับความตื่นเต้นจนแทบหยุดหายใจ"ท่านพี่..."นางครางออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ร่างกายอ่อนระทวยลงด้วยฤทธิ์แห่งตัณหา"ได้โปรด... อย่าทรมานข้าเช่นนี้อีกเลย"เสิ่นมู่เฟิงหาได้ฟังคำอ้อนวอนไ
เสิ่นมู่เฟิงคำรามต่ำในลำคอด้วยความเสียวซ่านเมื่อริมฝีปากอิ่มของซูฉีกลืนกินตัวตนของเขาเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ นางขยับกายรับสัมผัสอันใหญ่โตนั้นอย่างท้าทาย ปล่อยให้ความแข็งขึงปาดป้ายไปทั่วโพรงปากอุ่นร้อนจนมิดแท่งลำคอระหงของนางสั่นระริกขณะที่ส่วนปลายที่หนาเตอะกระแทกกระทั้นเข้าสู่ลำคอของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางช้อนสายตามองเขาอย่างเว้าวอน ราวกับกำลังแสดงความจงรักภักดีต่อบุรุษผู้ครอบครองเขากดศีรษะนางไว้แน่นด้วยมือหนาที่เต็มเปี่ยมพละกำลัง ดึงรั้งให้นางรับเอาทุกอณูความกระหายของเขาเข้าไปจนสุดใจ จนกระทั่งความอึดอัดที่แสนหวามใจทำให้นางเริ่มสำลักและน้ำตาคลอเบ้าทว่าความเจ็บปวดนั้นกลับกลายเป็นเชื้อเพลิงที่เร่งเร้าอารมณ์ให้พุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่ นางโหยหาความจาบจ้วงนี้ ปรารถนาให้เขากระแทกกระทั้นตัวตนเข้ามาในกายสาวของนางให้ฉีกขาดเสียด้วยซ้ำเสิ่นมู่เฟิงผละออกมากะทันหัน ปล่อยให้นางหอบหายใจรวยรินท่ามกลางคราบน้ำรักที่เปรอะเปื้อนใบหน้า เขาใช้ความแข็งขึงที่กำลังผงาดง้ำตบเบาๆ ลงบนริมฝีปากที่เผยอค้างของนางอย่างหยาบคาย"ฮึ่ก... ได้โปรด..." นางครวญคราง อ้าปากกว้างเพื่อรอรับการปร
"คืนนี้... อาจารย์เสิ่นจะทดสอบบทเรียนสุดท้ายที่เคยสอนไป" เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นรดรินอยู่ข้างแก้มนาง"หวังว่าศิษย์รักของข้าจะยังจดจำวิธีทำการบ้านได้แม่นยำ"ซูฉีเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นรัวเหมือนกลองศึก ลึกๆ ในใจนั้นเขินอายจนอยากจะมุดหายไปในผ้าห่ม แต่ทว่าศักดิ์ศรีของศิษย์เอกที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาอย่างเข้มงวด ทำให้นางไม่ยอมปล่อยให้เขาดูแคลนเป็นอันขาด นางเชิดหน้าขึ้นสบสายตาคมเข้มของเขาอย่างท้าทาย"บทเรียนที่ท่านพี่สอน ข้าจำได้ขึ้นใจเจ้าค่ะ"นางยิ้มยั่ว พลางเอื้อมมือไปปลดสายรัดเอวของเขาอย่างถือดี"แต่ในเมื่ออาจารย์สอนดีขนาดนี้ ศิษย์อย่างข้าก็คงต้องแสดงให้เห็นว่า... ข้าไม่ใช่คนเรียนรู้ช้าเช่นกัน"เสิ่นมู่เฟิงเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนมุมปากทันทีที่ร่างของเขาถูกนางผลักให้เอนหลังลงบนเตียงนุ่ม มือบางของซูฉีเริ่มปลดอาภรณ์ของเขาออกด้วยความชำนาญที่นางไม่เคยคาดคิดว่าตนเองจะคล่องแคล่วได้ถึงเพียงนี้การเคลื่อนไหวของหญิงสาวทั้งกล้าหาญและยั่วยวนจนเสิ่นมู่เฟิงต้องสูดปากด้วยความเสียวซ่าน ลมหายใจเขาเริ่มติดขัด







