Masukทว่าเช้าขึ้นมา โหวปิ่งเจียนบิดาของโหวเถียนเจียก็ผลักประตูเรือนของบุตรสาวตนเองอย่างแรง
“เจียเอ๋อร์ เจ้าขโมยวิชาในห้องลับใต้ดินของพ่อไปฝึกใช่หรือไม่” เขาส่งสายตาที่น่าครั่นคร้ามไปที่เตียงนอนของบุตรสาว เมื่อเห็นนางยังไม่ตื่นจึงเดินไปด้านข้างเพื่อหมายจะปลุกนางเพื่อสอบถามให้รู้เรื่อง
“เจียเอ๋อร์ เจียเอ๋อร์” บุรุษวัยกลางคนรูปร่างกำยำสูงใหญ่แต่ยังคงความหล่อเหลาให้เห็น เขายกมือหนาขึ้นแตะหน้าผากของโหวเถียนเจียที่ยังคงนอนหลับไม่รู้สึกตัว
“ตัวร้อน เป็นไข้หรอกหรือ” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันจนแทบเป็นปม
“ไปตามหมอมาดูอาการนางที”
โหวปิ่งเจียนเอ่ยเสียงเข้มสั่งสาวใช้ที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตู
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ หมอประจำจวนสกุลโหวก็มาถึงอย่างรวดเร็ว เขาลงนั่งเก้าอี้ด้านข้างเตียงแล้วเอื้อมสามนิ้วไปแมะจับชีพจรโหวเถียนเจียโดยพลัน
เมื่อจับชีพจรในชั่วเวลาไม่กี่ลมหายใจเขาก็เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ “ขะ คุณหนู อัยย่ะ ข้าไม่กล้าพูดออกมา”
“นางเป็นอะไร บอกข้ามาเดี๋ยวนี้” โหวปิ่งเจี่ยนกดเสียงต่ำอารมณ์เริ่มหงุดหงิดขุ่นมัว
“หากข้าบอก ท่านประมุขก็ต้องใจเย็นๆ”
ท่านหมอยกแขนขึ้นมาปาดเหงื่อที่เริ่มผุดซึมบนหน้าผากของตน เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วไปกระซิบข้างหูของโหวปิ่งเจียนด้วยเสียงแผ่วเบา
ต่างจากบุรุษร่างสูงใหญ่วัยกลางคนที่เมื่อได้ยินแล้วส่งเสียงดังคำราม อารมณ์โกรธพุ่งจนถึงขีดสุด
“ไอ้ผู้ชายหน้าไหนกล้ามาข่มเหงลูกสาวข้า มันต้องไม่ได้ตายดี” เขาหันหน้าสั่งสาวใช้
“ดูคุณหนูให้ดี นางตื่นเมื่อไหร่ให้ไปบอกข้า” จากนั้นเขาก็เดินออกจากเรือนเพื่อไปหาที่ระบายอารมณ์
“กล้ามาข่มเหงบุตรสาวข้าผู้แซ่โหว คนทั้งยุทธภพยังต้องเคารพข้า มันเป็นใครถึงกล้าขึ้นมาเหยียบหัวข้าเช่นนี้”
บุรุษพูดพลางชักกระบี่ออกมาร่ายรำก่อนตวัดกระบี่ปล่อยกำลังภายในส่งไปทำลายหุ่นฟางในลานซ้อมพร้อมกันทีเดียวถึงแปดตัว
เขานามว่าโหวปิ่งเจียน ประมุขผู้ปกครองยุทธภพคนปัจจุบัน เมื่อหลายวันก่อนต้องเดินทางไปทำธุระต่างเมือง กลับมาก็พบว่าบุตรสาวแอบเข้าห้องลับใต้ดินขโมยคัมภีร์ฝึกวิชาไปหลายเล่ม ยังไม่ทันได้ชำระความนางก็เกิดเรื่องเสียก่อน
ลูกสาวที่เขาเลี้ยงดูดั่งเทพธิดาตัวน้อย ถูกผู้ชายหน้าไหนก็ไม่รู้พรากเอาพรหมจรรย์ไป คิดดังนั้นจิตใจของเขาก็ยิ่งโมโห อยากบุกไปสังหารคนจนทนแทบไม่ไหว
........
จ้าวซีหนานเมื่อทำภารกิจเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไปที่ว่าการอำเภอวัตถุประสงค์เพื่อถามถึงที่อยู่ของโหวเถียนเจีย แต่ว่าเมื่อเขาไปถึงกลับไม่มีคนสนใจเนื่องจากไม่มีผู้ใดรู้จักเขา
“นี่ เจ้าคือมือปราบหรือ จวนสกุลโหวที่เมืองหม่านฉายมีกี่แห่งหรือ” เขาคว้าแขนบุรุษผู้หนึ่งรั้งเขาไว้แล้วสอบถาม
“ข้าไม่ตอบคำถามคนไร้มารยาทเช่นเจ้า” บุรุษผู้นั้นสะบัดแขน หันหน้ามาถลึงตาใส่จ้าวซีหนานก่อนเดินหนีเข้าที่ว่าการอย่างรวดเร็ว
“แต่ข้ามีเงินนะ” จ้าวซีหนานตะโกนไล่หลังชายผู้นั้น แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
“อะไรนะ เจ้ามีเงินหรือ” บุรุษท่าทางคล้ายขอทานที่นอนอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอลุกขึ้นมาพูดคุยกับจ้าวซีหนาน
จ้าวซีหนานปรายสายตามองสภาพบุรุษผู้นั้น เขาไม่ค่อยอยากจะถามชายผู้นี้เพราะไม่แน่ใจว่ารู้จริงหรือว่าจะโกหกเพียงต้องการเงินกันแน่ แต่สุดท้ายก็เอ่ยปากถามอย่างเสียไม่ได้
“ใช่แล้วข้ามีเงิน เจ้ามีคำตอบที่ข้าต้องการหรือไม่ หากเจ้าโกหกข้า มีปัญหาแน่นอน” จ้าวซีหนานยกมือขึ้นมาจับกระบี่ที่ห้อยอยู่ตรงเอวบ่งบอกถึงการข่มขู่กรายๆ
“โอ้ย นายท่าน ข้าจะโกหกท่านไปเพื่ออะไร ตระกูลโหวออกจะมีชื่อเสียงโด่งดังในแถบนี้ พวกเขาแจกอาหารให้ผู้ยากไร้ออกจะบ่อย” เมื่อเห็นท่าทางของจ้าวซีหนาน ชายผู้นั้นก็รีบเปลี่ยนท่าทีมาประจบเอาใจเขาอย่างรวดเร็ว
“สรุปว่าสกุลโหวอยู่ที่ใด” จ้าวซีหนานเปลี่ยนจากจับกระบี่เป็นล้วงหยิบเงินส่งให้เขาแทน
“พวกเขาทั้งหมดอยู่ที่เขาลวี่หนาน ขอบคุณนายท่าน ขอให้เดินทางปลอดภัยนะขอรับ”
........
เมื่อโหวเถียนเจียตื่นขึ้นมา นางก็เห็นสาวใช้นั่งทำสีหน้าวิตกกังวลข้างเตียง สตรีมุ่นคิ้วเล็กน้อยก่อนรู้สึกถึงความขมในลำคอจึงรู้ว่าตนเองถูกป้อนยาตอนที่หลับอยู่
“จิ๋วจิ่ว” นางส่งเสียงเรียกชื่อสาวใช้คนนั้น
“คุณหนูตื่นแล้ว” จิ๋วจิ่วหรือคนที่ถูกเรียกเงยหน้ามองเจ้านายตนด้วยความดีใจ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกกล่าวโหวเถียนเจีย
“คุณหนู เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้ตัวน้อยกำลังกระซิบบอกยังไม่ทันพูดจบ ประตูเรือนก็ถูกเปิดเสียงดัง
“เจียเอ๋อร์ ใครมันมาห่มเหงเจ้า บอกพ่อมาเดี๋ยวนี้ พ่อจะไปบั่นคอมันเอง” โหวปิ่งเจียนเข้ามาทันทีเมื่อรู้ว่าบุตรสาวตื่นขึ้น
สตรีเหลือบมองสายตาที่ดุดันของบิดา นางตัวสั่นเล็กน้อยแล้วส่ายหน้าช้าๆ “ลูกก็ไม่รู้เจ้าค่ะ”
ขณะที่นางกำลังหาคำอธิบายดีๆ เพื่อให้บิดาหายโมโหก็มีบุรุษผู้หนึ่งมาตะโกนรายงานโหวปิ่งเจียนหน้าประตู
“เรียนนายท่าน มีบุรุษผู้หนึ่งต้องการพบคุณหนูขอรับ”
โหวปิ่งเจียนได้ยินก็หรี่ตาดั่งหมาป่าเจอเหยื่อ นัยน์ตาที่ดุดันแฝงไปด้วยความเกรี้ยวกราดยิ่งทำให้โหวเถียนเจียหวาดกลัว
“มันอยู่ที่ใด” บุรุษถามเสียงเข้ม
“ข้าให้รออยู่ที่เชิงเขาขอรับ ไม่ได้ให้เข้ามา”
“ดี เดี๋ยวข้าไปหาเขาเอง” โหวปิ่งเจียนลุกขึ้นแล้วก้าวเดินออกจากเรือนโดยไม่รีรอ เห็นดังนั้นโหวเถียนเจียจึงตะโกนบอกบิดาด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น
“ท่านพ่ออย่าฆ่าเขานะเจ้าคะ ลูกขอร้อง”
แม้ว่านางจะจำหน้าตาเขาไม่ได้ แต่เมื่อคิดถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างตนเองกับชายหนุ่มก็ทำให้ร่างกายเกิดการขานรับที่น่าอายขึ้นมา
“ลูกอยากให้เขามาเป็นคู่ฝึกวิชาของลูก” นางพูดน้ำเสียงเขินอายบอกบิดาก่อนที่เขาจะเดินไปไกล
โหวปิ่งเจียนชะงักฝีเท้าตอนที่ได้ยินคำขอร้องของโหวเถียนเจีย เขาส่ายศีรษะด้วยความเอือมระอากับบุตรสาว ขนาดไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครก็ยังปกป้องกันถึงขั้นนี้ หากบุรุษผู้นี้ไม่ผ่านมาตรฐานของเขาก็อย่าหวังว่าจะได้มาเป็นลูกเขยของโหวปิ่งเจียนผู้ปกครองยุทธภพ
........
ป้ายหน้าซุ้มประตูทางเข้า
เมื่อโหวปิ่งเจียนเดินลงจากเขา สายตาคมกริบก็มองไปยังซุ้มประตูหิน เห็นบุรุษวัยละอ่อนผิวพรรณหน้าตาดี แต่ลักษณะคล้ายกับชายเจ้าสำราญเดินวนไปมาอยู่หน้าประตู
จ้าวซีหนานกำลังคิดอยู่ว่าเขาควรเริ่มต้นพูดสิ่งใดเมื่อจะได้เจอหน้าโหวเถียนเจีย เขารู้สึกประดักประเดิดทำตัวไม่ถูกเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์แบบนี้
“เจ้ามาหาบุตรสาวข้าผู้แซ่โหวหรือ” เสียงเย็นชาดังขึ้นจนทำให้เจ้าซีหนานหยุดเดินแล้วหันมองต้นเสียงทันที
จ้าวซีหนานเห็นบุรุษร่างสูงใหญ่ท่าทางน่าเกรงขามก็พลันนึกถึงโม่เถี่ย บิดาผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้น ลักษณะที่ทรงอำนาจเช่นนี้แสดงว่าบิดาของโหวเถียนเจียย่อมไม่ธรรมดาเช่นกัน
“ขอรับ ข้ามาหาแม่นางโหวเถียนเจีย” จ้าวซีหนานรีบตอบด้วยความสุภาพนอบน้อม
โหวปิ่งเจียนกวาดสายตาสำรวจบุรุษตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เห็นชุดที่เขาสวมใส่จึงรู้ว่าเป็นศิษย์ของสำนักหย่งผิง
เข้าสำนักนี้ได้แสดงว่าต้องไม่ธรรมดา ย่อมมีความสามารถติดตัวไม่มากก็น้อย คิดดังนั้นโทสะในใจของโหวปิ่งเจียนก็ลดลงทันที จากที่อยากสังหารทิ้งเปลี่ยนเป็นไว้ชีวิตแล้วค่อยดูพฤติกรรมและความสามารถต่อไปเรื่อยๆ
แต่อย่างไรก็ตาม โทษตายเว้นได้ โทษเป็นยังคงอยู่ เขายกมือส่งสัญญาณให้ลูกน้องตนเองเข้ารวบตัวจ้าวซีหนานทันที
........
บนเขาลวี่หนาน จวนสกุลโหว
จ้าวซีหนานถูกจับตัวมาจนถึงลานกว้าง เขามองไปโดยรอบก็เห็นบุรุษหลายคนกำลังฝึกเพลงกระบี่กันอยู่
“คนเยอะขนาดนี้เปิดสำนักคุ้มภัยหรือ” เขาเผลอพูดออกมาอย่างลืมตัว
“คงประมาณนั้น” โหวปิ่งเจียนตอบ เขาเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวใหญ่ ก่อนส่งเสียงดังจนเหล่าบุรุษที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ต่างหยุดนิ่งและตั้งใจฟัง
“วันนี้ข้ามีคนมาฝึกกับพวกเจ้า พวกเจ้าถือกระบี่แล้วเข้ามาซ้อมมือกับชายผู้นี้ทีละคนเถอะ”
“ท่านพ่อตา ข้าจะให้เสด็จพ่อเสด็จแม่มาสู่ขอเจียเอ๋อร์ ท่านสะดวกให้พวกเขามาเมื่อไหร่หรือ”ชายหนุ่มถามด้วยสีหน้าท่าทางกระตือรือร้น มีโหวเถียนเจียยืนบิดไปมาด้วยความเขินอาย “ไม่เอาทั้งบิดามารดาเจ้า แค่เขาก็พอ”โหวปิ่งเจียนชี้นิ้วใส่หลิวกวน เขามุ่ยหน้าทำตากะหลับกะเหลือก จนหลิวกวนยืนอมยิ้มกลั้นขำอย่างเห็นได้ชัด “ได้ๆ ข้าจะไปพูดกับซีหมิงเอง เจ้าก็สงบจิตสงบใจรอเถอะ ส่วนเรื่องของเด็กๆ ก็ปล่อยพวกเขาศึกษาดูใจกันเถอะ” หลิวกวนพูดต่ออีกไม่กี่ประโยคก็รีบเดินทางกลับ ตอนนี้มีภารกิจสำคัญที่ต้องไปทำ ชักช้าไม่ได้เพราะเดี๋ยวโหวปิ่งเจียนเปลี่ยนใจ ........ ยามค่ำคืนที่เงียบสงบ บนเขาลวี่หนานฝั่งทิศตะวันตกไร้ผู้คนอยู่อาศัย ทั้งไม่มีคนมาคอยเดินตรวจตราดูแลความปลอดภัย กระท่อมน้อยหลังหนึ่งเปิดหน้าต่างและประตูทุกบาน ทำให้แสงจันทร์สาดส่องเข้าสู่ภายในได้เต็มที่ ภายในกระท่อมมีบุรุษสตรีกำลังทำกิจกรรมรักที่ร้อนแรงจนเหงื่อออกท่วมกาย สตรีนอนหงายยกขาเรียวทั้งสองข้างพาดบ่าชายหนุ่ม ส่วนชายหนุ่มก็ขยับสะโพกดันเข้าดันออกตรงหว่างขานาง หากเข้าไปชะโงกหน้ามองด้านข้างก็จะเห็นว่าเขากำลังกร
“ท่านประมุข เจ้าหนุ่มคนนี้สู้ชนะพวกเราเกินครึ่งแล้วขอรับ”เผยกู่บุรุษร่างสูงผู้ช่วยของโหวปิ่งเจี่ยนเดินมาบอกเจ้านายตนที่กำลังจิบน้ำชาในห้องโถง “ข้าให้สู้กับพวกที่เพิ่งฝึกยุทธได้ไม่นาน หากเขาไม่ชนะข้าก็ไม่ควรเก็บเขาไว้” โหวปิ่งเจียนสีหน้าเรียบเฉยไม่ตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน เขาต้องการทดสอบชายหนุ่มผู้ซึ่งข่มเหงบุตรสาวของตน นอกจากทดสอบยังถือโอกาสสั่งสอนไปในตัว ไม่ว่าชายหนุ่มคนนี้จะได้รับบาดเจ็บมากหรือน้อย เขาก็ไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรใดๆ ทั้งสิ้น เผยกู่ทำสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย เขาลังเลใจก่อนที่จะรายงานต่อ “แต่ว่า วิชาที่เจ้าหนุ่มนั่นใช้นอกจากจะมีวิชาของสำนักหย่งผิง ยังมีวิชาเพลงกระบี่ของราชวงศ์และแม่ทัพโม่เถี่ยด้วยขอรับ” โหวปิ่งเจียนได้ยินดังนั้นมุมปากก็กระตุกขึ้นมาทันที “ราชวงศ์อย่างนั้นหรือ ข้าผู้ซึ่งเป็นประมุขยุทธภพยิ่งไม่อยากเกี
ทว่าเช้าขึ้นมา โหวปิ่งเจียนบิดาของโหวเถียนเจียก็ผลักประตูเรือนของบุตรสาวตนเองอย่างแรง “เจียเอ๋อร์ เจ้าขโมยวิชาในห้องลับใต้ดินของพ่อไปฝึกใช่หรือไม่” เขาส่งสายตาที่น่าครั่นคร้ามไปที่เตียงนอนของบุตรสาว เมื่อเห็นนางยังไม่ตื่นจึงเดินไปด้านข้างเพื่อหมายจะปลุกนางเพื่อสอบถามให้รู้เรื่อง “เจียเอ๋อร์ เจียเอ๋อร์” บุรุษวัยกลางคนรูปร่างกำยำสูงใหญ่แต่ยังคงความหล่อเหลาให้เห็น เขายกมือหนาขึ้นแตะหน้าผากของโหวเถียนเจียที่ยังคงนอนหลับไม่รู้สึกตัว“ตัวร้อน เป็นไข้หรอกหรือ” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันจนแทบเป็นปม “ไปตามหมอมาดูอาการนางที”โหวปิ่งเจียนเอ่ยเสียงเข้มสั่งสาวใช้ที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตู ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ หมอประจำจวนสกุลโหวก็มาถึงอย่างรวดเร็ว เขาลงนั่งเก้าอี้ด้านข้างเตียงแล้วเอื้อมสามนิ้วไปแมะจับชีพจรโหวเถียนเจียโดยพลัน เมื่อจับชีพจรในชั่วเวลาไม่กี่ลมหายใจเขาก็เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ “ขะ คุณหนู อัยย่ะ ข้าไม่กล้าพูดออกมา” “นางเป็นอะไร บอกข้ามาเดี๋ยวนี้” โหวปิ่งเจี่ยนกดเสียงต่ำอารมณ์เริ่มหงุดหงิดขุ่นมัว “หากข้าบอก ท่านประมุขก็ต้องใจเย็นๆ”
เมืองหม่านฉายภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาภายในลานกว้างของบ้านร้างหลังหนึ่ง มีเรือนร่างของสตรีวัยประมาณสิบแปดปีสวมเสื้อผ้าหลุดลุ่ยนอนดิ้นส่ายไปมาบนพื้นดินที่มีหญ้าขึ้นแซมเล็กน้อยหากสังเกตดีๆ จะพบว่านิ้วมือขวาของสตรีนางนี้ล้วงเข้าไปในส่วนสงวนของตนเอง ส่วนมือซ้ายยกขึ้นมาขยำเต้าอวบและจุกหวาน หน้าอกของนางยกขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่ค่อนข้างจะกระชั้น ทำให้เสียงลมหายใจและเสียงครางที่ดังออกมาจากริมฝีปากสีแดงระเรื่อฟังดูสับสนยุ่งเหยิงทั้งรอบกายของนางยังมีควันสีเทาปกคลุมจนทั่ว แม้ว่าจะเป็นคืนแสงจันทร์สว่างแต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ควันนั้นจางลงไปได้ไม่ไกลจากบ้านร้างหลังนี้ บุรุษผู้หนึ่งกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว เขาได้รับภารกิจสำคัญจากสำนักให้ไปสำรวจสุสานเก่าของตระกูลหวางซึ่งต้องสำรวจเวลากลางคืนถึงจะรู้เส้นสนกลในของความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในสุสาน ทว่าเมื่อเขากำลังจะผ่านบ้านร้างกลับได้ยินเสียงครางอย่างทรมานของสตรีดังเข้าหูจนชายหนุ่มเกิดความสงสัย“เสียงครางแบบนี้ในบ้านร้างเนี่ยนะ” จ้าวซีหนานชะงักฝีเท้าแล้วผินหน้ามองไปทางต้นเสียง ลักษณะการเปล่งเสียงที่คุ้นเคยทำให้ทั้งสงสัยและใจเต้นไม่เป็นจังห
เรือนโบตั๋น จ้าวอันเล่อนอนเล่นบนเตียงได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เหวยเหว่ยสตรีน้อยก็วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “อาจารย์แม่ ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ” นางหยุดหายใจกระหืดกระหอบชั่วครู่แล้วรายงานต่อ “ท่านอาจารย์เจ้าสำนักพักอยู่ที่เรือนธารธารา อยู่ด้านหลังของสำนักเจ้าค่ะ” “ข้าเข้าใจล่ะ ขอบใจนะเหวยเหว่ย” จ้าวอันเล่อตอบรับ ริมฝีปากยกยิ้มพึงพอใจ ยามดึกคืนนั้น จ้าวอันเล่อสวมชุดสีดำตลอดทั้งร่างเพื่อพรางกาย นางเดินย่องเสียงเบาไปจนถึงเรือนธารธาราที่หลิวเจินหลงพักอยู่ “ฮู่ว ก็ไม่เห็นยาก” จ้าวอันเล่อยิ้มเจ้าเล่ห์ ขนาดในวังหลวงที่มีองครักษ์มากมายนางยังแอบไปดูเสด็จพี่ทั้งสามเริงรักได้ นับประสาอะไรกับสำนักหย่งผิงที่เน้นป้องกันตรวจสอบแค่บุคคลภายนอกสำนัก สตรีค่อยๆ แง้มประตู แล้วก้าวเท้าข้ามธรณีประตูอย่างแผ่วเบา นางปิดประตูลงช้าๆ จนแทบไม่เกิดเสียง แล้วก็เดินสำรวจภายในจนเจอบุรุษรูปงามนั่งสมาธิอยู่บนเตียงไม้หลังใหญ่ “หึหึ” สตรียิ้มมุมปากอีกครั้ง นางลงนั่งข้างเตียงแล้วยกมือเรียวผลักร่างแกร่งของบุรุษให้ล้มลงนอนช้าๆ เมื่อร่างบุรุษลงนอนราบบนเตียง จ้า
ขณะที่สามบุรุษและหนึ่งสตรีกำลังรีบสวมชุดกันอย่างเร่งรีบอยู่นั้น เงาร่างสูงใหญ่และหนึ่งร่างเล็กก็ปรากฏขึ้นตรงประตูห้อง“อุ่ย ดีนะที่ข้าสวมครบทุกชิ้นแล้ว” จ้าวซีหนานพูดออกมาด้วยความตกใจจ้าวโหย่วเต๋อพยักหน้าหงึกๆ เพราะเขาก็เพิ่งคาดสายคาดเอวเสร็จพอดีเหลือเพียงจ้าวสืออิ้งและสตรีอีกนางที่กำลังสวมเสื้อชิ้นสุดท้าย“ว้าย นั่นใครน่ะ” สตรีร้องเสียงดังออกมา เมื่อเห็นสายตาโกรธเกรี้ยวถูกส่งมาจากหน้าประตูไม่นานนักบรรดาอาจารย์ก็วิ่งตามมาจนถึงหน้าห้องเรียนเช่นกัน พวกเขาต่างชะโงกหน้าเพื่อดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น“ไอ่หยา อีกแล้วสินะ” ไป๋เกายกมือขึ้นมาเช็ดหน้าผากของตนซึ่งเริ่มมีเหงื่อไหลออกมา“อะไรคืออีกแล้ว” หลิวเจินหลงเอ่ยถามน้ำเสียงดุดัน“ข่ะ คือ เด็กหนุ่มสามคนนี้มักใช้เวลาว่างทำเอ่อ เรื่องอย่างว่าขอรับ” ไป๋เกาตอบน้ำเสียงอึกอักด้วยเกรงว่าจะถูกทำโทษที่ควบคุมศิษย์ในสำนักไม่ดี“พวกเจ้าทำไมไม่รู้จักเวล่ำเวลา ท่านอาจารย์เจ้าสำนักกลับสำนักทั้งทีทำไมไม่รีบแต่งตัวออกไปต้อนรับ” ไป๋เกาตะโกนใส่หน้าพวกเขาเสียงดังบุรุษสตรีที่ถูกดุรีบคุกเข่าพร้อมกัน พวกเขาก้มหน้าหลบสายตาเพราะกลัวถูกลงโทษ“ขอให้อาจารย์เจ้าสำนักโปร







