เข้าสู่ระบบเรือนโบตั๋น
จ้าวอันเล่อนอนเล่นบนเตียงได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เหวยเหว่ยสตรีน้อยก็วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“อาจารย์แม่ ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ” นางหยุดหายใจกระหืดกระหอบชั่วครู่แล้วรายงานต่อ “ท่านอาจารย์เจ้าสำนักพักอยู่ที่เรือนธารธารา อยู่ด้านหลังของสำนักเจ้าค่ะ”
“ข้าเข้าใจล่ะ ขอบใจนะเหวยเหว่ย” จ้าวอันเล่อตอบรับ ริมฝีปากยกยิ้มพึงพอใจ
ยามดึกคืนนั้น จ้าวอันเล่อสวมชุดสีดำตลอดทั้งร่างเพื่อพรางกาย นางเดินย่องเสียงเบาไปจนถึงเรือนธารธาราที่หลิวเจินหลงพักอยู่
“ฮู่ว ก็ไม่เห็นยาก” จ้าวอันเล่อยิ้มเจ้าเล่ห์ ขนาดในวังหลวงที่มีองครักษ์มากมายนางยังแอบไปดูเสด็จพี่ทั้งสามเริงรักได้ นับประสาอะไรกับสำนักหย่งผิงที่เน้นป้องกันตรวจสอบแค่บุคคลภายนอกสำนัก
สตรีค่อยๆ แง้มประตู แล้วก้าวเท้าข้ามธรณีประตูอย่างแผ่วเบา นางปิดประตูลงช้าๆ จนแทบไม่เกิดเสียง แล้วก็เดินสำรวจภายในจนเจอบุรุษรูปงามนั่งสมาธิอยู่บนเตียงไม้หลังใหญ่
“หึหึ” สตรียิ้มมุมปากอีกครั้ง นางลงนั่งข้างเตียงแล้วยกมือเรียวผลักร่างแกร่งของบุรุษให้ล้มลงนอนช้าๆ
เมื่อร่างบุรุษลงนอนราบบนเตียง จ้าวอันเล่อก็จัดการถอดเสื้อผ้าของเขาออกทีละชิ้นจนเปลือยเปล่า นางจุดเทียนเล่มน้อยข้างเตียงเพื่อให้มองเห็นความงดงามของเขาชัดเจนเต็มสองตา
สตรีกลืนน้ำลายเมื่อมองความแกร่งกลางกายของเขา นางรีบปลดเสื้อผ้าของตนเองจนหมดแล้วขึ้นไปคุกเข่าคร่อมร่างของหลิวเจินหลง
มือเล็กจับแท่งหยกร้อนแล้วขยับมือรูดขึ้นรูดลงอย่างชำนาญ เมื่อแท่งหยกในมือเริ่มขยายขนาดใหญ่ขึ้น สตรีก็ก้มหน้าแล้วครอบริมฝีปากลงไป ใช้ลิ้นเรียวตวัดปลายสลับกับดูดจนแก้มของตัวเองตอบอย่างเห็นได้ชัด
ทำไปเรื่อยๆ ได้สักพัก แก่นกายแกร่งในมือก็เริ่มตั้งขึ้นจนเหมือนกับธูปขนาดใหญ่ที่ถูกจุดเพื่อกราบไหว้ฟ้าดิน
สตรีจ้องมองด้วยความดีใจ นางขยับให้ร่องรักฉ่ำน้ำของตนสัมผัสกับหัวหยักใหญ่ที่มือเล็กจับอยู่ เมื่อเริ่มกะตำแหน่งได้ นางก็ค่อยๆ หย่อนบั้นเอวลงน้ำหนัก ให้ร่องรักกลืนกินแก่นกลางกายชายหนุ่มช้าๆ
“อื้ม” สตรีร้องครางออกมาด้วยความพึงพอใจเมื่อแท่งหยกมุดเต็มโพรงนุ่มฉ่ำน้ำของตน
“รู้สึกดีจัง”
นั่งแช่เพื่อความรู้สึกซึมซับความจุกและคับแน่นสักพัก เอวบางของสตรีก็เริ่มขยับโยกขึ้นโยกลงจนแท่งหยกมุดเข้าออกรูหวานเป็นจังหวะตามที่พึงพอใจ
“อ่า อ่า อ่า” จ้าวอันเล่อครางเสียงหลงพร้อมทั้งเร่งจังหวะเร็วขึ้นจนแก่นกายชายหนุ่มค่อยๆ ร้อนขึ้นเรื่อยๆ
‘อะไรอีก ทำไมข้าร้อนเหมือนธาตุไฟเข้าแทรกอีกแล้ว’ หลิวเจินหลงคิดในใจ รู้สึกร่างกายร้อนรุ่มโดยเฉพาะแก่นกลางความเป็นชายของตน
“นางเด็กแสบต้องเล่นพิเรนทร์อีกเป็นแน่” เขาเม้มริมฝีปากเก็บอาการหงุดหงิดแล้วค่อยๆ ปลดประสาทสัมผัสทั้งร่าง
กลายเป็นเมื่อรับรู้ได้ ก็รู้สึกถึงความเสียวหนึบบริเวณท้องน้อยของตน
“อ้า” บุรุษร้องขึ้นเมื่อรู้สึกถึงความเสียวโดยไม่ทันตั้งตัว
“ใจกล้านักนะ” เขาคำรามในลำคอ แอ่นเอวสอบของตนกระแทกสวนสะโพกกลมที่กดทับลงมา
“อื้อ” สตรีร้องคราง ส่งสายตาหวานเยิ้มมองที่บุรุษ “ท่านพี่ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอพูดออกมาทั้งที่เอวหวานยังโยกขึ้นลงใส่บุรุษไม่ยอมหยุด
“เจ้ามัน นางเด็กตัวร้าย” หลิวเจินหลงบ่นสลับกับเม้มริมฝีปากบางของตน
สตรีจอมวายร้ายผู้นี้ทำให้เขาคลั่งได้ง่ายๆ ถูกนางขย่มใส่ไม่หยุด ตอนนี้เขากลับเป็นฝ่ายอยากกินนางแทนเสียเอง
แต่เขาก็ยังอดทนอดกลั้นปล่อยให้สตรีเป็นฝ่ายขี่ขึ้นควบ นัยน์ตาหงส์จ้องมองก้อนเนื้อสองก้อนที่กระเด้งขึ้นลงตรงหน้า เขาจึงเอื้อมฝ่ามือหนาไปจับแล้วขยำเล่นอย่างเพลิดเพลิน
ส่วนนิ้วมือก็ทั้งบีบและเขี่ยจุกชมพูอ่อน ในใจยินดีที่ได้ครอบครองสตรีที่มีเสน่ห์ยั่วยวนเช่นนี้
ต้องรู้ว่าเขามีอายุร้อยกว่าปี สมัยแตกเนื้อหนุ่มลองทำรักตามวัยก็ยังไม่เคยเจอสตรีที่ทำให้เขาอยากเสร็จสมหลายรอบ เขาจึงสามารถฝึกวิชาต่างๆ จนสำเร็จและมีอายุยืนยาวมาถึงวันนี้
นึกไม่ถึงว่าจะถูกสตรีน้อยมาทำให้ใจแตกเสียได้ เขาคิดพลางจับเอวบางพลิกให้คว่ำหน้าแอ่นสะโพกลอยสูง
กายแกร่งของเขาเปลี่ยนเป็นท่าคุกเข่า มือจับสะโพกโค้งงอนแล้วขยับเอวสอบส่งแท่งหยกที่ใหญ่โตแทงเข้าออกโพรงหวานซ้ำแล้วแล้วซ้ำอีกไม่มีวี่แววเหน็ดเหนื่อยหรือหยุดพัก
จ้าวอันเล่อทั้งเสียวจนแววตาล่องลอย ทั้งรู้สึกว่าช่องทางรักตนเองตอดลำเอ็นถี่ๆ ร่างกายเกร็งเสียวจนหลั่งน้ำรักออกมาหลายต่อหลายครั้ง
“อ้า ข้าถึงแล้ว ถึงหลายรอบแล้ว ท่านพี่ข้าไม่ไหว”
สตรีพูดออกมาอยากให้บุรุษหยุดพักยก แต่หลิวเจินหลงได้ยินกลับเป็นเสียงหวานกระเส่าของหญิงสาว
แทนที่เขาจะหยุดกลับขยับเอวสอบเร็วขึ้นและกระแทกจนมิดลำหนักๆ รัวๆ
“อื้อ อื้อ อ้า อ้า อ้า อ้า...” สตรีร้องตามจังหวะที่ถูกกระแทก นางถึงจุดสุดยอดจนนับครั้งไม่ถ้วน
“เจ้ามันคือนางมารร้ายชัดๆ” หลิวเจินหลงยกฝ่ามือหนาขึ้นมาตีสะโพกของสตรีจนเกิดรอยแดง ยิ่งเขากดให้ลำใหญ่ของตนเข้าในโพรงนุ่มฉ่ำหวานลึกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกสบายตัวมากขึ้นเท่านั้น
เขาจัดแจงจับสตรีเปลี่ยนท่าตามที่ตนเองพอใจ ทั้งตอกและกระแทกราวกับไม่มีทางเหน็ดเหนื่อยทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้า เมื่อได้ยินเสียงจากภายนอกว่ามีแขกมาขอเยี่ยมพบจึงปล่อยให้จ้าวอันเล่อนอนหายใจหอบบนเตียง ส่วนตัวเขาเองรีบใส่เสื้อผ้าแล้วออกจากห้องด้วยความรวดเร็ว
สตรีน้อยน้อยนอนอ้าขากว้าง บนร่างที่เคยขาวเนียนตอนนี้เต็มไปด้วยรอยรักของบุรุษ นางยกมือเรียวจับที่กลีบเนื้ออูมแล้วส่งเสียงครางออกมา นิ้วเรียวปาดน้ำรักของหลิวเจินหลงที่หลงเหลืออยู่ปากโพรงหวานออก สายตามองที่ปลายนิ้วแล้วอมยิ้มชอบใจ
“ซีด คราวนี้ทำจนระบมเจ็บไปหมดเลย” แม้จะพูดอย่างนั้นแต่ในใจกลับรู้สึกอิ่มเอมมีความสุข
........
ศาลาวิหคเทพ
หลิวเจินหลงเดินเข้าใกล้ศาลาสายตาก็เห็นสหายที่ไม่ได้พบเจอมานาน เขาเร่งฝีเท้าพร้อมกับส่งเสียงทักทายอีกฝ่ายอย่างเป็นกันเอง
“ชิงเป่า ไม่ได้เจอกันเสียนาน”
บุรุษใบหน้าหล่อเหลาแต่ดุดันเงยหน้ามองผู้ที่เข้ามาทักทาย เขายิ้มแย้มดีใจพร้อมกับรินน้ำชาชั้นยอดที่ตนเองพกมาส่งให้กับหลิวเจินหลง
“ข้าได้ข่าวว่าเจ้ากลับสำนักแล้วจึงแวะมาหา” บุรุษผู้นี้นามว่าตู้ชิงเป่า เขาเป็นทั้งสหายและศิษย์น้องของหลิวเจินหลง “ได้ข่าวว่าเจ้าพาสตรีน้อยนางหนึ่งกลับมาพร้อมกัน” เขาถามพลางส่งสายตากรุ้มกริ่มสำรวจมองทั่วร่างชายที่นั่งอยู่ด้านข้าง
หลิวเจินหลงถอนหายใจดั่งคนที่มีปัญหาคับอกคับใจ เขาเล่าเรื่องของจ้าวอันเล่ออย่างคร่าวๆ ให้ตู้ชิงเป่าฟัง แต่ไม่ได้ลงลึกถึงเรื่องบนเตียงจนละเอียด
“อ่อ เจ้ามีอะไรกับนางหนึ่งครั้ง การฝึกวิชาก็จะล่าช้าเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วน” ตู้ชิงเป่าผงกศีรษะ ยกมือจับคาง สายตาครุ่นคิดราวกับเข้าใจถึงปัญหานี้
เขาเงยหน้าขึ้นในแทบจะทันทีแล้วส่งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ให้หลิวเจินหลง “จะไปยากอะไร เจ้าก็แค่ทำจนกว่านางจะตั้งครรภ์ เมื่อนางตั้งครรภ์ เจ้าก็มีเวลามาฝึกวิชาแล้ว ทั้งฝึกสำเร็จทั้งได้บุตร เรื่องมงคลคู่เชียวนะ”
หลิวเจินหลงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเป็นประกาย เขาตอบเสียงเรียบ “ขอบใจเจ้ามาก ข้าต้องไปจัดการเรื่องนี้ให้สำเร็จโดยเร็ว” จากนั้นก็ดื่มชาที่ถือในมือแล้วลุกจากไปทันที
“อะ อ้าว” ตู้ชิงเป่ามองแผ่นหลังของสหายคนด้วยความงุนงง เขาไม่เคยเห็นหลิวเจินหลงจริงจังกับเรื่องสตรีและเรื่องบนเตียงขนาดนี้มาก่อน การมาเยี่ยมหลิวจนหลงครั้งนี้ทำให้เขารู้จักอีกฝ่ายมากขึ้นไม่น้อย
“เช่นนั้นข้าคงต้องกลับไปหาสตรีมาอยู่ข้างกายบ้างเสียแล้ว” ตู้ชิงเป่าเก็บกาน้ำชาและถ้วยชาเข้าแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว พอลุกจากเก้าอี้ได้ก็ไปจากสำนักหยิงผิงโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
“ท่านประมุข เจ้าหนุ่มคนนี้สู้ชนะพวกเราเกินครึ่งแล้วขอรับ”เผยกู่บุรุษร่างสูงผู้ช่วยของโหวปิ่งเจี่ยนเดินมาบอกเจ้านายตนที่กำลังจิบน้ำชาในห้องโถง “ข้าให้สู้กับพวกที่เพิ่งฝึกยุทธได้ไม่นาน หากเขาไม่ชนะข้าก็ไม่ควรเก็บเขาไว้” โหวปิ่งเจียนสีหน้าเรียบเฉยไม่ตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน เขาต้องการทดสอบชายหนุ่มผู้ซึ่งข่มเหงบุตรสาวของตน นอกจากทดสอบยังถือโอกาสสั่งสอนไปในตัว ไม่ว่าชายหนุ่มคนนี้จะได้รับบาดเจ็บมากหรือน้อย เขาก็ไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรใดๆ ทั้งสิ้น เผยกู่ทำสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย เขาลังเลใจก่อนที่จะรายงานต่อ “แต่ว่า วิชาที่เจ้าหนุ่มนั่นใช้นอกจากจะมีวิชาของสำนักหย่งผิง ยังมีวิชาเพลงกระบี่ของราชวงศ์และแม่ทัพโม่เถี่ยด้วยขอรับ” โหวปิ่งเจียนได้ยินดังนั้นมุมปากก็กระตุกขึ้นมาทันที “ราชวงศ์อย่างนั้นหรือ ข้าผู้ซึ่งเป็นประมุขยุทธภพยิ่งไม่อยากเกี
ทว่าเช้าขึ้นมา โหวปิ่งเจียนบิดาของโหวเถียนเจียก็ผลักประตูเรือนของบุตรสาวตนเองอย่างแรง “เจียเอ๋อร์ เจ้าขโมยวิชาในห้องลับใต้ดินของพ่อไปฝึกใช่หรือไม่” เขาส่งสายตาที่น่าครั่นคร้ามไปที่เตียงนอนของบุตรสาว เมื่อเห็นนางยังไม่ตื่นจึงเดินไปด้านข้างเพื่อหมายจะปลุกนางเพื่อสอบถามให้รู้เรื่อง “เจียเอ๋อร์ เจียเอ๋อร์” บุรุษวัยกลางคนรูปร่างกำยำสูงใหญ่แต่ยังคงความหล่อเหลาให้เห็น เขายกมือหนาขึ้นแตะหน้าผากของโหวเถียนเจียที่ยังคงนอนหลับไม่รู้สึกตัว“ตัวร้อน เป็นไข้หรอกหรือ” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันจนแทบเป็นปม “ไปตามหมอมาดูอาการนางที”โหวปิ่งเจียนเอ่ยเสียงเข้มสั่งสาวใช้ที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตู ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ หมอประจำจวนสกุลโหวก็มาถึงอย่างรวดเร็ว เขาลงนั่งเก้าอี้ด้านข้างเตียงแล้วเอื้อมสามนิ้วไปแมะจับชีพจรโหวเถียนเจียโดยพลัน เมื่อจับชีพจรในชั่วเวลาไม่กี่ลมหายใจเขาก็เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ “ขะ คุณหนู อัยย่ะ ข้าไม่กล้าพูดออกมา” “นางเป็นอะไร บอกข้ามาเดี๋ยวนี้” โหวปิ่งเจี่ยนกดเสียงต่ำอารมณ์เริ่มหงุดหงิดขุ่นมัว “หากข้าบอก ท่านประมุขก็ต้องใจเย็นๆ”
เมืองหม่านฉายภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาภายในลานกว้างของบ้านร้างหลังหนึ่ง มีเรือนร่างของสตรีวัยประมาณสิบแปดปีสวมเสื้อผ้าหลุดลุ่ยนอนดิ้นส่ายไปมาบนพื้นดินที่มีหญ้าขึ้นแซมเล็กน้อยหากสังเกตดีๆ จะพบว่านิ้วมือขวาของสตรีนางนี้ล้วงเข้าไปในส่วนสงวนของตนเอง ส่วนมือซ้ายยกขึ้นมาขยำเต้าอวบและจุกหวาน หน้าอกของนางยกขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่ค่อนข้างจะกระชั้น ทำให้เสียงลมหายใจและเสียงครางที่ดังออกมาจากริมฝีปากสีแดงระเรื่อฟังดูสับสนยุ่งเหยิงทั้งรอบกายของนางยังมีควันสีเทาปกคลุมจนทั่ว แม้ว่าจะเป็นคืนแสงจันทร์สว่างแต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ควันนั้นจางลงไปได้ไม่ไกลจากบ้านร้างหลังนี้ บุรุษผู้หนึ่งกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว เขาได้รับภารกิจสำคัญจากสำนักให้ไปสำรวจสุสานเก่าของตระกูลหวางซึ่งต้องสำรวจเวลากลางคืนถึงจะรู้เส้นสนกลในของความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในสุสาน ทว่าเมื่อเขากำลังจะผ่านบ้านร้างกลับได้ยินเสียงครางอย่างทรมานของสตรีดังเข้าหูจนชายหนุ่มเกิดความสงสัย“เสียงครางแบบนี้ในบ้านร้างเนี่ยนะ” จ้าวซีหนานชะงักฝีเท้าแล้วผินหน้ามองไปทางต้นเสียง ลักษณะการเปล่งเสียงที่คุ้นเคยทำให้ทั้งสงสัยและใจเต้นไม่เป็นจังห
เรือนโบตั๋น จ้าวอันเล่อนอนเล่นบนเตียงได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เหวยเหว่ยสตรีน้อยก็วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “อาจารย์แม่ ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ” นางหยุดหายใจกระหืดกระหอบชั่วครู่แล้วรายงานต่อ “ท่านอาจารย์เจ้าสำนักพักอยู่ที่เรือนธารธารา อยู่ด้านหลังของสำนักเจ้าค่ะ” “ข้าเข้าใจล่ะ ขอบใจนะเหวยเหว่ย” จ้าวอันเล่อตอบรับ ริมฝีปากยกยิ้มพึงพอใจ ยามดึกคืนนั้น จ้าวอันเล่อสวมชุดสีดำตลอดทั้งร่างเพื่อพรางกาย นางเดินย่องเสียงเบาไปจนถึงเรือนธารธาราที่หลิวเจินหลงพักอยู่ “ฮู่ว ก็ไม่เห็นยาก” จ้าวอันเล่อยิ้มเจ้าเล่ห์ ขนาดในวังหลวงที่มีองครักษ์มากมายนางยังแอบไปดูเสด็จพี่ทั้งสามเริงรักได้ นับประสาอะไรกับสำนักหย่งผิงที่เน้นป้องกันตรวจสอบแค่บุคคลภายนอกสำนัก สตรีค่อยๆ แง้มประตู แล้วก้าวเท้าข้ามธรณีประตูอย่างแผ่วเบา นางปิดประตูลงช้าๆ จนแทบไม่เกิดเสียง แล้วก็เดินสำรวจภายในจนเจอบุรุษรูปงามนั่งสมาธิอยู่บนเตียงไม้หลังใหญ่ “หึหึ” สตรียิ้มมุมปากอีกครั้ง นางลงนั่งข้างเตียงแล้วยกมือเรียวผลักร่างแกร่งของบุรุษให้ล้มลงนอนช้าๆ เมื่อร่างบุรุษลงนอนราบบนเตียง จ้า
ขณะที่สามบุรุษและหนึ่งสตรีกำลังรีบสวมชุดกันอย่างเร่งรีบอยู่นั้น เงาร่างสูงใหญ่และหนึ่งร่างเล็กก็ปรากฏขึ้นตรงประตูห้อง“อุ่ย ดีนะที่ข้าสวมครบทุกชิ้นแล้ว” จ้าวซีหนานพูดออกมาด้วยความตกใจจ้าวโหย่วเต๋อพยักหน้าหงึกๆ เพราะเขาก็เพิ่งคาดสายคาดเอวเสร็จพอดีเหลือเพียงจ้าวสืออิ้งและสตรีอีกนางที่กำลังสวมเสื้อชิ้นสุดท้าย“ว้าย นั่นใครน่ะ” สตรีร้องเสียงดังออกมา เมื่อเห็นสายตาโกรธเกรี้ยวถูกส่งมาจากหน้าประตูไม่นานนักบรรดาอาจารย์ก็วิ่งตามมาจนถึงหน้าห้องเรียนเช่นกัน พวกเขาต่างชะโงกหน้าเพื่อดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น“ไอ่หยา อีกแล้วสินะ” ไป๋เกายกมือขึ้นมาเช็ดหน้าผากของตนซึ่งเริ่มมีเหงื่อไหลออกมา“อะไรคืออีกแล้ว” หลิวเจินหลงเอ่ยถามน้ำเสียงดุดัน“ข่ะ คือ เด็กหนุ่มสามคนนี้มักใช้เวลาว่างทำเอ่อ เรื่องอย่างว่าขอรับ” ไป๋เกาตอบน้ำเสียงอึกอักด้วยเกรงว่าจะถูกทำโทษที่ควบคุมศิษย์ในสำนักไม่ดี“พวกเจ้าทำไมไม่รู้จักเวล่ำเวลา ท่านอาจารย์เจ้าสำนักกลับสำนักทั้งทีทำไมไม่รีบแต่งตัวออกไปต้อนรับ” ไป๋เกาตะโกนใส่หน้าพวกเขาเสียงดังบุรุษสตรีที่ถูกดุรีบคุกเข่าพร้อมกัน พวกเขาก้มหน้าหลบสายตาเพราะกลัวถูกลงโทษ“ขอให้อาจารย์เจ้าสำนักโปร
หลิวเจินหลงลุกขึ้นเพื่อหาชุดใส่คลุมร่างกายตนเอง เขากวาดสายตามองเห็นแต่เศษผ้ากระจัดกระจายอยู่บนพื้นก็ปั้นหน้าตึงใส่สตรีที่ยังนอนหายใจหอบเหนื่อย“เจ้าเล่นพิเรนทร์อะไรถึงฉีกทึ้งอาภรณ์ข้าเช่นนี้”จ้าวอันเล่อสูดลมหายใจยาวไม่กี่ครั้งก็มีแรงตอบอีกฝ่าย นางหยัดตัวขึ้นนั่งแล้วเผยอริมฝีปากอวบอิ่มตอบ“ข้าเข้ามาท่านก็เปลือยเปล่าอยู่แล้ว คิดว่าน่าจะถูกแรงลมพัดจนขาด” นิ้วเรียวชี้ไปทางอุโมงค์ช่องลมที่ตนเองคลานเข้ามา“อ่อ” บุรุษรับเสียงราบเรียบ เขาลุกร่างกายเปลือยเปล่าไปยังแท่นหินที่ไกลออกไปแล้วหยิบชุดสีน้ำเงินเข้มที่ตนเองเก็บเอาไว้ขึ้นมาสวมใส่ปกคลุมร่างกาย“บอกมา เจ้าเป็นคนของใครและต้องการอะไร” เขาใช้เสียงเคร่งขรึมที่ทรงอำนาจถามสตรีน้อยเขาคิดว่านางอาจจะเป็นคนของสำนักมืดที่ใช้วิชาด้านมืดแอบเข้ามาใกล้ชิดตัวเขาเพื่อต้องการขัดขวางการฝึกวิชาของตนสตรีดวงตาเป็นประกายสดใสจ้องมองบุรุษรูปงามแล้วก็ตอบเสียงหวาน “ข้าชื่อจ้าวอันเล่อเป็นพระธิดาของจักรพรรดินีองค์ปัจจุบัน”“หืม องค์หญิงอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเจ้ามาอยู่ที่นี่คนเดียวได้อย่างไร”หลิวเจินหลงเห็นสตรีขยับร่างอวบอิ่มที่เปลือยเปล่าเข้ามาใกล้ตนเรื่อยๆ เขาก็ก







