LOGINเมืองหม่านฉาย
ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาภายในลานกว้างของบ้านร้างหลังหนึ่ง มีเรือนร่างของสตรีวัยประมาณสิบแปดปีสวมเสื้อผ้าหลุดลุ่ยนอนดิ้นส่ายไปมาบนพื้นดินที่มีหญ้าขึ้นแซมเล็กน้อย
หากสังเกตดีๆ จะพบว่านิ้วมือขวาของสตรีนางนี้ล้วงเข้าไปในส่วนสงวนของตนเอง ส่วนมือซ้ายยกขึ้นมาขยำเต้าอวบและจุกหวาน หน้าอกของนางยกขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่ค่อนข้างจะกระชั้น ทำให้เสียงลมหายใจและเสียงครางที่ดังออกมาจากริมฝีปากสีแดงระเรื่อฟังดูสับสนยุ่งเหยิง
ทั้งรอบกายของนางยังมีควันสีเทาปกคลุมจนทั่ว แม้ว่าจะเป็นคืนแสงจันทร์สว่างแต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ควันนั้นจางลงไปได้
ไม่ไกลจากบ้านร้างหลังนี้ บุรุษผู้หนึ่งกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว เขาได้รับภารกิจสำคัญจากสำนักให้ไปสำรวจสุสานเก่าของตระกูลหวางซึ่งต้องสำรวจเวลากลางคืนถึงจะรู้เส้นสนกลในของความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในสุสาน ทว่าเมื่อเขากำลังจะผ่านบ้านร้างกลับได้ยินเสียงครางอย่างทรมานของสตรีดังเข้าหูจนชายหนุ่มเกิดความสงสัย
“เสียงครางแบบนี้ในบ้านร้างเนี่ยนะ” จ้าวซีหนานชะงักฝีเท้าแล้วผินหน้ามองไปทางต้นเสียง ลักษณะการเปล่งเสียงที่คุ้นเคยทำให้ทั้งสงสัยและใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เขาลังเลใจอยู่สักพัก ความคิดในหัวตีกัน ระหว่างต้องรีบไปสำรวจสุสานกับการไปดูบ้านร้างหลังดังกล่าว
เมื่อความอยากรู้ชนะทุกอย่าง เขาก็เปลี่ยนทิศทางการก้าวเท้าตัวเองไปยังบ้านร้างทันทีโดยไม่ลังเล จ้าวซีหนานกระโดดข้ามกำแพงขึ้นไปนั่งหลบบนกิ่งของต้นไม้ใหญ่อย่างเงียบๆ สายตากวาดมองทั่วลานบ้าน
ครั้นเห็นเรือนร่างสตรีที่ดิ้นทุรนทุรายบนพื้นทั้งยังมีหมอกควันสีเทาปกคลุมทั่วร่างบุรุษก็ตาโตด้วยความตกใจ
“นี่มันคล้ายกับวิชาสะกดรักที่เคยได้ยินเลย เพียงแต่ว่า” เขาพูดไม่จบก็กลืนน้ำลายกับภาพตรงหน้า สตรีขยับข้อมือของตนเองเร็วขึ้นจนแอ่นบั้นเอวยกสะโพกสูงทั้งยังครวญครางไม่ยอมหยุด
เห็นนิ้วเรียวผลุบเข้าผลุบออกโพรงรักจนกลีบเนื้ออูมเปียกฉ่ำ ส่วนล่างของจ้าวซีหนานก็เริ่มรู้สึกไม่สบายตัวเช่นกัน
“เหมือนว่านางฝึกวิชาผิดพลาด จึงทำให้วิชาย้อนกลับ ข้าว่าข้าควรเป็นวีรบุรุษเข้าไปช่วยสาวงาม” จ้าวซีหนานไม่รอช้ากระโดดผลุบเข้าไปหาสตรีผู้นั้นทันที
ระหว่างที่ย่างก้าวเข้าไปใกล้ชิดตัวนางนั้น มือหนาของเขาก็ปลดสายคาดเอวของตนก่อนที่จะดึงกางเกงลงมาอย่างชำนาญ เมื่อประชิดตัวหญิงสาวเขาก็เข้าไปแทรกกลางตรงหว่างขาขาวเนียนโดยไม่รีรอ
มือหนาดึงมือเรียวของหญิงสาวเบาๆ สตรีที่ดวงตาหวานหยาดเยิ้มเห็นบุรุษอยู่ตรงหน้าสติก็พลันพร่าเลือน นางเพียงแต่เอ่ยว่า “ท่านช่วยข้าด้วย” พร้อมกับหุบขาขาวหนีบกายแกร่งของเขาไม่ให้ไปไหน
จ้าวซีหนานพยักหน้า ในใจแอบยิ้มลิงโลด เขาจับต้นขาที่แน่นและนุ่มเด้งของสตรีให้ยกขึ้นสูงจนสายตาสามารถมองเห็นปากทางรักที่ชุ่มฉ่ำได้ชัดเจน
เห็นภาพตรงหน้าแท่งหยกร้อนของเขาก็ตั้งโด่พร้อมรบเต็มที่ เขาขยับเอวสอบส่งแท่งหยกร้อนของตนให้มุดเข้าไปในปากโพรงที่ยั่วยวนนั้นทันที
ขยับเอวสักพักให้ลำใหญ่ของตนค่อยๆ เคลื่อนผ่านโพรงนุ่ม ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ
“สตรีพรหมจรรย์ นี่นางยังไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อนหรือ” เขาพูดเสียงสั่นแต่เอวก็ไม่หยุดเคลื่อนไหว ยังคงพยายามยัดแก่นกายของตนเข้าไปจนสุดลำ
“อ้า” “อืม”
เสียงของหญิงสาวและชายหนุ่มดังขึ้นแทบจะพร้อมกันเมื่อแท่งหยกร้อนเข้าไปจนสุด จ้าวซีหนานมองที่จุดเชื่อมระหว่างเขากับสตรี แท่งหยกใหญ่เสียบคาอยู่ในร่องรักมีกลีบเนื้อประกบปิดเหมือนริมฝีปากที่กำลังกินแท่งหยกไม่ยอมปล่อยออก เขารู้สึกภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก สตรีที่ผ่านมาล้วนเป็นสตรีที่มีประสบการณ์โชกโชน อาสามาสอนเขาและน้องชายให้เรียนรู้เรื่องรักเพื่อให้พวกเขาชำนาญไม่เป็นรองผู้ใด
แต่สตรีตรงหน้าเป็นสตรีคนแรกของเขา เขาตัดสินใจแล้วว่านางต้องเป็นสตรีของตนเพียงผู้เดียวเท่านั้น ขณะที่คิดเขาก็เริ่มขยับเอวสอบอีกครั้งหลังจากแช่แก่นกายในโพรงนุ่มมาได้สักพัก
เมื่อเขากดดึงกดดึงแก่นกายตัวเองให้เข้าออกหลายๆ ครั้งจนสตรีร้องฟังไม่ได้ศัพท์ เขาก็เริ่มถามถึงตัวตนของนาง “เจ้ามีนามว่าอะไรหรือ”
สตรีใต้ร่างครางเสียงหลง พยายามตอบเขาแม้ว่าเสียงจะสั่นพร่า “ข้าชื่อ อื้ม ชื่อ โอ๊ะ โอ๊ะ โหวเถียนเจีย”
“ชื่อดี โหวเถียเจีย เจ้าทั้งหวานทั้งดีสมชื่อจริงๆ”
จ้าวซีหนานบอกหญิงสาวพร้อมกับขยับเอวให้แท่งหยกร้อนตนตอกเข้ารูหวานเร็วๆ และลึกๆ มือทั้งสองข้างของเขาแหวกเสื้อของโหวเถียนเจียออกจนเห็นเต้านมทั้งสองข้างกระเด้งขึ้นลงตามแรกกระแทกของเขา
“ดีๆ สวยงามยิ่งนัก” บุรุษชื่มชมความงามตรงหน้า เต้าอวบอิ่มประดับด้วยจุกน้อยสีหวานที่แข็งเป็นไต เขามองสักพักก็ก้มหน้าใช้จมูกและริมฝีปากชื่นชมความสวยงามนี้แทนสายตา
ลิ้นที่ทั้งเปียกและร้อนสัมผัสจุกน้อยอย่างแผ่วเบา จากนั้นก็หมุนวนรอบจุกหวานก่อนที่ริมฝีปากจะงับตามมา เขาทั้งดูดและเลียพร้อมกันจนโหวเถียนเจียร้องครวญครางเสียงดังกว่าเดิม
สตรีรู้สึกเสียวซาบซ่านไปทั่วทั้งร่างแถมยังคับแน่นในท้องน้อย นางลืมสิ้นถึงความอายที่สตรีควรมี มือเรียวเอื้อมไปกอดแผ่นหลังชายหนุ่มและจิกเข้าเนื้อของเขาเมื่อรู้สึกเสียวจนแทบทนไม่ไหว
โหวเถียนเจียรู้สึกเพียงว่าเวลาผ่านไปนานมาก โพรงรักหลั่งน้ำใสไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแถมยังตอดรัดลำใหญ่ของชายหนุ่มตรงหน้าไม่หยุด ทำให้นางรู้สึกตัวลอยและกระตุกเกร็งจนนับจำนวนครั้งไม่ได้
ก่อนใกล้สว่างไม่กี่ชั่วยาม นางก็เริ่มได้สติกลับมา ดวงตาหวานพยายามจดจำใบหน้าของบุรุษที่ร่วมรัก แต่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าชัดๆ เขาก็หายตัวไปแล้ว
“เหอะ พวกผู้ชายก็อย่างนี้ ก็ดีที่ไม่ต้องมาสานสัมพันธ์กันต่อ” สตรีบ่นก่อนลุกขึ้นมาสวมใส่เสื้อผ้าของตน “ข้าควรฝึกวิชานี้ที่บ้าน เกิดอะไรขึ้นจะได้ไม่มีคนมาฉวยโอกาสอีก” นางพูดเบาๆ กับตัวเอง ขณะที่จะออกจากบ้านร้างก็เริ่มรู้สึกเจ็บบริเวณกลางกาย
“ซีดส์ เจ็บๆ” โหวเถียนเจียบ่นพึมพำแล้วค่อยๆ เดินอย่างช้าๆ กลับบ้านของตน
ทางด้านจ้าวซีหนานเมื่อเขานึกขึ้นได้ว่ามีภารกิจที่ยังต้องทำจึงรีบจากหญิงสาวมาด้วยความอาลัยอาวรณ์ ตอนนี้รู้ชื่อของนางแล้วให้ตามหาตัวอีกครั้งก็คงไม่ยาก
ใจจริงก็อยากรั้งนางไว้ข้างกายเพราะกลัวว่านางจะฝึกวิชาผิดพลาดเช่นนี้อีกแล้วจะทำให้บุรุษที่ไม่หวังดีเข้าหานาง
“แคกแคก แต่ข้าหวังดีต่อนางจริงๆ นะ แม้จะฉวยโอกาสแต่ก็จะรับผิดชอบแน่นอน” เขาพูดปลอบตัวเองเมื่อคิดถึงสิ่งที่ตนเพิ่งกระทำลงไป
“ไม่ได้การ ข้าต้องรีบไปสำรวจแล้วเขียนรายงาน มัวชักช้าไม่ได้” คิดเช่นนั้นเขาก็เร่งความเร็วแล้วรีบเร่งเดินทางไปยังสุสานตระกูลหวางโดยไม่หยุดพัก
ตอนนี้สบายทั้งตัวได้ปลดปล่อยหลายน้ำ เขาจึงรู้สึกว่าร่างกายมีพลังเพิ่มขึ้นไม่น้อย
“สิบภารกิจก็ไหว” ชายหนุ่มหัวเราะชอบใจ
........
เขาลวี่หนาน
เมื่อเข้ายามเหม่า (5.00 – 6.59 น.) โหวเถียนเจียก็มาถึงเขาลวี่หนานอันเป็นที่ตั้งของบ้านตัวเอง นางยืนมองป้ายหน้าซุ้มประตูทางเข้าก่อนทอดถอนหายใจแล้วเดินผ่านเข้าไปด้วยท่าทางแปลกประหลาด
สตรีหลบสายตาของผู้คนในจวน แล้วเข้าไปยังเรือนนอนของตนโดยแทบไม่มีผู้ใดรู้เรื่องการกลับมาของนาง
โหวเถียนเจียรีบไปกระซิบให้สาวใช้เตรียมน้ำอุ่นมาให้นางแช่ตัว หลังจากการสู้ประชิดตัวกับบุรุษมาหลายชั่วยาม การได้แช่น้ำอุ่นทำให้ร่างกายได้ผ่อนคลายและสบายตัวมากขึ้น เมื่อแช่น้ำจนพอใจแล้วโหวเถียนเจียจึงเข้านอน นางกำชับสาวใช้อย่างเด็ดขาดว่าห้ามให้ผู้ใดมาปลุกนางทั้งนั้น แม้กระทั่งบิดาของนางเอง
“ท่านประมุข เจ้าหนุ่มคนนี้สู้ชนะพวกเราเกินครึ่งแล้วขอรับ”เผยกู่บุรุษร่างสูงผู้ช่วยของโหวปิ่งเจี่ยนเดินมาบอกเจ้านายตนที่กำลังจิบน้ำชาในห้องโถง “ข้าให้สู้กับพวกที่เพิ่งฝึกยุทธได้ไม่นาน หากเขาไม่ชนะข้าก็ไม่ควรเก็บเขาไว้” โหวปิ่งเจียนสีหน้าเรียบเฉยไม่ตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน เขาต้องการทดสอบชายหนุ่มผู้ซึ่งข่มเหงบุตรสาวของตน นอกจากทดสอบยังถือโอกาสสั่งสอนไปในตัว ไม่ว่าชายหนุ่มคนนี้จะได้รับบาดเจ็บมากหรือน้อย เขาก็ไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรใดๆ ทั้งสิ้น เผยกู่ทำสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย เขาลังเลใจก่อนที่จะรายงานต่อ “แต่ว่า วิชาที่เจ้าหนุ่มนั่นใช้นอกจากจะมีวิชาของสำนักหย่งผิง ยังมีวิชาเพลงกระบี่ของราชวงศ์และแม่ทัพโม่เถี่ยด้วยขอรับ” โหวปิ่งเจียนได้ยินดังนั้นมุมปากก็กระตุกขึ้นมาทันที “ราชวงศ์อย่างนั้นหรือ ข้าผู้ซึ่งเป็นประมุขยุทธภพยิ่งไม่อยากเกี
ทว่าเช้าขึ้นมา โหวปิ่งเจียนบิดาของโหวเถียนเจียก็ผลักประตูเรือนของบุตรสาวตนเองอย่างแรง “เจียเอ๋อร์ เจ้าขโมยวิชาในห้องลับใต้ดินของพ่อไปฝึกใช่หรือไม่” เขาส่งสายตาที่น่าครั่นคร้ามไปที่เตียงนอนของบุตรสาว เมื่อเห็นนางยังไม่ตื่นจึงเดินไปด้านข้างเพื่อหมายจะปลุกนางเพื่อสอบถามให้รู้เรื่อง “เจียเอ๋อร์ เจียเอ๋อร์” บุรุษวัยกลางคนรูปร่างกำยำสูงใหญ่แต่ยังคงความหล่อเหลาให้เห็น เขายกมือหนาขึ้นแตะหน้าผากของโหวเถียนเจียที่ยังคงนอนหลับไม่รู้สึกตัว“ตัวร้อน เป็นไข้หรอกหรือ” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันจนแทบเป็นปม “ไปตามหมอมาดูอาการนางที”โหวปิ่งเจียนเอ่ยเสียงเข้มสั่งสาวใช้ที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตู ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ หมอประจำจวนสกุลโหวก็มาถึงอย่างรวดเร็ว เขาลงนั่งเก้าอี้ด้านข้างเตียงแล้วเอื้อมสามนิ้วไปแมะจับชีพจรโหวเถียนเจียโดยพลัน เมื่อจับชีพจรในชั่วเวลาไม่กี่ลมหายใจเขาก็เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ “ขะ คุณหนู อัยย่ะ ข้าไม่กล้าพูดออกมา” “นางเป็นอะไร บอกข้ามาเดี๋ยวนี้” โหวปิ่งเจี่ยนกดเสียงต่ำอารมณ์เริ่มหงุดหงิดขุ่นมัว “หากข้าบอก ท่านประมุขก็ต้องใจเย็นๆ”
เมืองหม่านฉายภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาภายในลานกว้างของบ้านร้างหลังหนึ่ง มีเรือนร่างของสตรีวัยประมาณสิบแปดปีสวมเสื้อผ้าหลุดลุ่ยนอนดิ้นส่ายไปมาบนพื้นดินที่มีหญ้าขึ้นแซมเล็กน้อยหากสังเกตดีๆ จะพบว่านิ้วมือขวาของสตรีนางนี้ล้วงเข้าไปในส่วนสงวนของตนเอง ส่วนมือซ้ายยกขึ้นมาขยำเต้าอวบและจุกหวาน หน้าอกของนางยกขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่ค่อนข้างจะกระชั้น ทำให้เสียงลมหายใจและเสียงครางที่ดังออกมาจากริมฝีปากสีแดงระเรื่อฟังดูสับสนยุ่งเหยิงทั้งรอบกายของนางยังมีควันสีเทาปกคลุมจนทั่ว แม้ว่าจะเป็นคืนแสงจันทร์สว่างแต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ควันนั้นจางลงไปได้ไม่ไกลจากบ้านร้างหลังนี้ บุรุษผู้หนึ่งกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว เขาได้รับภารกิจสำคัญจากสำนักให้ไปสำรวจสุสานเก่าของตระกูลหวางซึ่งต้องสำรวจเวลากลางคืนถึงจะรู้เส้นสนกลในของความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในสุสาน ทว่าเมื่อเขากำลังจะผ่านบ้านร้างกลับได้ยินเสียงครางอย่างทรมานของสตรีดังเข้าหูจนชายหนุ่มเกิดความสงสัย“เสียงครางแบบนี้ในบ้านร้างเนี่ยนะ” จ้าวซีหนานชะงักฝีเท้าแล้วผินหน้ามองไปทางต้นเสียง ลักษณะการเปล่งเสียงที่คุ้นเคยทำให้ทั้งสงสัยและใจเต้นไม่เป็นจังห
เรือนโบตั๋น จ้าวอันเล่อนอนเล่นบนเตียงได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เหวยเหว่ยสตรีน้อยก็วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “อาจารย์แม่ ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ” นางหยุดหายใจกระหืดกระหอบชั่วครู่แล้วรายงานต่อ “ท่านอาจารย์เจ้าสำนักพักอยู่ที่เรือนธารธารา อยู่ด้านหลังของสำนักเจ้าค่ะ” “ข้าเข้าใจล่ะ ขอบใจนะเหวยเหว่ย” จ้าวอันเล่อตอบรับ ริมฝีปากยกยิ้มพึงพอใจ ยามดึกคืนนั้น จ้าวอันเล่อสวมชุดสีดำตลอดทั้งร่างเพื่อพรางกาย นางเดินย่องเสียงเบาไปจนถึงเรือนธารธาราที่หลิวเจินหลงพักอยู่ “ฮู่ว ก็ไม่เห็นยาก” จ้าวอันเล่อยิ้มเจ้าเล่ห์ ขนาดในวังหลวงที่มีองครักษ์มากมายนางยังแอบไปดูเสด็จพี่ทั้งสามเริงรักได้ นับประสาอะไรกับสำนักหย่งผิงที่เน้นป้องกันตรวจสอบแค่บุคคลภายนอกสำนัก สตรีค่อยๆ แง้มประตู แล้วก้าวเท้าข้ามธรณีประตูอย่างแผ่วเบา นางปิดประตูลงช้าๆ จนแทบไม่เกิดเสียง แล้วก็เดินสำรวจภายในจนเจอบุรุษรูปงามนั่งสมาธิอยู่บนเตียงไม้หลังใหญ่ “หึหึ” สตรียิ้มมุมปากอีกครั้ง นางลงนั่งข้างเตียงแล้วยกมือเรียวผลักร่างแกร่งของบุรุษให้ล้มลงนอนช้าๆ เมื่อร่างบุรุษลงนอนราบบนเตียง จ้า
ขณะที่สามบุรุษและหนึ่งสตรีกำลังรีบสวมชุดกันอย่างเร่งรีบอยู่นั้น เงาร่างสูงใหญ่และหนึ่งร่างเล็กก็ปรากฏขึ้นตรงประตูห้อง“อุ่ย ดีนะที่ข้าสวมครบทุกชิ้นแล้ว” จ้าวซีหนานพูดออกมาด้วยความตกใจจ้าวโหย่วเต๋อพยักหน้าหงึกๆ เพราะเขาก็เพิ่งคาดสายคาดเอวเสร็จพอดีเหลือเพียงจ้าวสืออิ้งและสตรีอีกนางที่กำลังสวมเสื้อชิ้นสุดท้าย“ว้าย นั่นใครน่ะ” สตรีร้องเสียงดังออกมา เมื่อเห็นสายตาโกรธเกรี้ยวถูกส่งมาจากหน้าประตูไม่นานนักบรรดาอาจารย์ก็วิ่งตามมาจนถึงหน้าห้องเรียนเช่นกัน พวกเขาต่างชะโงกหน้าเพื่อดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น“ไอ่หยา อีกแล้วสินะ” ไป๋เกายกมือขึ้นมาเช็ดหน้าผากของตนซึ่งเริ่มมีเหงื่อไหลออกมา“อะไรคืออีกแล้ว” หลิวเจินหลงเอ่ยถามน้ำเสียงดุดัน“ข่ะ คือ เด็กหนุ่มสามคนนี้มักใช้เวลาว่างทำเอ่อ เรื่องอย่างว่าขอรับ” ไป๋เกาตอบน้ำเสียงอึกอักด้วยเกรงว่าจะถูกทำโทษที่ควบคุมศิษย์ในสำนักไม่ดี“พวกเจ้าทำไมไม่รู้จักเวล่ำเวลา ท่านอาจารย์เจ้าสำนักกลับสำนักทั้งทีทำไมไม่รีบแต่งตัวออกไปต้อนรับ” ไป๋เกาตะโกนใส่หน้าพวกเขาเสียงดังบุรุษสตรีที่ถูกดุรีบคุกเข่าพร้อมกัน พวกเขาก้มหน้าหลบสายตาเพราะกลัวถูกลงโทษ“ขอให้อาจารย์เจ้าสำนักโปร
หลิวเจินหลงลุกขึ้นเพื่อหาชุดใส่คลุมร่างกายตนเอง เขากวาดสายตามองเห็นแต่เศษผ้ากระจัดกระจายอยู่บนพื้นก็ปั้นหน้าตึงใส่สตรีที่ยังนอนหายใจหอบเหนื่อย“เจ้าเล่นพิเรนทร์อะไรถึงฉีกทึ้งอาภรณ์ข้าเช่นนี้”จ้าวอันเล่อสูดลมหายใจยาวไม่กี่ครั้งก็มีแรงตอบอีกฝ่าย นางหยัดตัวขึ้นนั่งแล้วเผยอริมฝีปากอวบอิ่มตอบ“ข้าเข้ามาท่านก็เปลือยเปล่าอยู่แล้ว คิดว่าน่าจะถูกแรงลมพัดจนขาด” นิ้วเรียวชี้ไปทางอุโมงค์ช่องลมที่ตนเองคลานเข้ามา“อ่อ” บุรุษรับเสียงราบเรียบ เขาลุกร่างกายเปลือยเปล่าไปยังแท่นหินที่ไกลออกไปแล้วหยิบชุดสีน้ำเงินเข้มที่ตนเองเก็บเอาไว้ขึ้นมาสวมใส่ปกคลุมร่างกาย“บอกมา เจ้าเป็นคนของใครและต้องการอะไร” เขาใช้เสียงเคร่งขรึมที่ทรงอำนาจถามสตรีน้อยเขาคิดว่านางอาจจะเป็นคนของสำนักมืดที่ใช้วิชาด้านมืดแอบเข้ามาใกล้ชิดตัวเขาเพื่อต้องการขัดขวางการฝึกวิชาของตนสตรีดวงตาเป็นประกายสดใสจ้องมองบุรุษรูปงามแล้วก็ตอบเสียงหวาน “ข้าชื่อจ้าวอันเล่อเป็นพระธิดาของจักรพรรดินีองค์ปัจจุบัน”“หืม องค์หญิงอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเจ้ามาอยู่ที่นี่คนเดียวได้อย่างไร”หลิวเจินหลงเห็นสตรีขยับร่างอวบอิ่มที่เปลือยเปล่าเข้ามาใกล้ตนเรื่อยๆ เขาก็ก







