Masukบทที่ 2.1 สัมผัสของท่าน ข้าไม่นึกรังเกียจแม้แต่น้อย
หลังจากประกาศความยิ่งใหญ่ของตนเองเรียบร้อยดีแล้ว ข้าที่เสแสร้งขอร้องให้อีกฝ่ายยอมปล่อยคนพวกนั้น และขอให้เขามาช่วยทำแผลข้า ข้ารู้ว่าตัวเองนั้นคือจอมมารยา แต่ไฉนเลยข้าต้องเผยนิสัยแท้จริงต่อหน้าเขาด้วยเล่า
ตอนนี้ไฉต๋าตงจึงยอมนั่งอย่างเงียบสงบภายในหอนอน เขาจ้องมองเลือดที่ซึมออกมาจากบาดแผล จนในที่สุดเงยหน้ามาสบตากันกับข้า พลางหันไปชุบผ้าลงในน้ำอุ่น ก่อนที่เขาจะเช็ดรอยเลือดอย่างเบามือ ช่างเป็นการกระทำที่แตกต่างจากบุคลิกอีกฝ่ายยิ่งนัก เพราะเช่นนั้นข้าถึงได้ชื่นชมในตัวเขา
“เจ็บหรือไม่” ต๋าตงเอ่ยเสียงอ่อนโยน เขาไม่ได้มองหน้าข้าแล้ว แต่ข้ากลับรับรู้ได้ถึงความอ่อนหวานจากน้ำเสียงที่ห้าวหาญนั่น
“ไม่เจ็บหรอกเจ้าค่ะ แผลยังห่างไกลจากหัวใจข้านัก ท่านต่างหากเล่า ยามท่านออกรบคงได้แผลใหญ่มากกว่านี้กระมัง” ข้าเอ่ยพลางส่งเสียงหัวเราะเจือจาง
ไฉต๋าตงเงยหน้ามามองอีกครั้ง เขาอย่างกับเทพมังกรผู้เห็นหัวไม่เห็นหาง[1] ข้าไม่เคยเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายเลย มีแต่เขานั้นแลที่รับรู้ถึงห้วงอารมณ์ของข้า ถึงกระนั้นเขากลับไม่คิดแตะต้องตัวข้าแม้แต่น้อย
วันนี้แหละข้าจะใช้บาดแผลนี้เพื่อเปิดทางให้เขาได้ชิมตัวข้าอย่างว่าง่าย ข้าไม่อาจคิดว่าเขาชื่นชมในตัวบุรุษหรอก เพียงแต่เขาอาจเป็นสุภาพบุรุษมากพอ จนไม่กระทำตัวหื่นกระหายก็เป็นไปได้
“นายท่านวันนี้อยากให้ข้าแสดงสิ่งใดหรือไม่” ข้าเอ่ยเสียงหวานหยดหลังจากเขาพันแผลเรียบร้อยแล้ว และข้ามั่นใจมากว่าผู้ใดได้ยินเสียงนี้เป็นต้องยอมอ่อนโอนตามความต้องการ
“เจ้าบาดเจ็บ ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นหรอก” แต่ต๋าตงกลับเอ่ยเช่นนั้นเสียได้
นะ นี่ข้าทำสิ่งใดผิดหรือ?
“ข้าบอกแล้วอย่างไรเจ้าคะ ว่าบาดแผลนั้นห่างไกลจากหัวใจยิ่งนัก”
“เจ้าอย่าพูดเช่นนั้น บาดแผลก็คือบาดแผล แม้เล็กน้อยมันก็อยู่บนตัวเจ้า” เขาขมวดคิ้วมุ่น พลันถอนหายใจในที่สุด “หากข้ายังอยู่ที่นี่ เจ้าคงต้องรบเร้าข้าเป็นแน่ ถ้าเช่นนั้นให้ข้ากลับก่อนดีหรือไม่”
“ไม่ได้นะเจ้าคะ!” ข้ารีบคว้าชายแขนเสื้ออีกฝ่าย พลันกลืนน้ำลายและมองนัยน์ตาสีดำขลับของเขา “ข้ายังไม่ทันได้ปรนนิบัติท่านเลย ท่านจะกลับเสียแล้ว ท่านไม่รู้หรือว่าข้าน้อยใจเพียงใด”
ไฉต๋าตงกลืนน้ำลายเล็กน้อย เราทั้งคู่ประสานสายตากัน เมื่อข้าค่อย ๆขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่าย เขาไม่ได้นึกรังเกียจสัมผัสจากข้า แต่เขาก็ไม่คิดกอบโกยโอกาสเช่นกัน ถึงกระนั้นข้ายังเคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้ริมฝีปากอีกฝ่าย จนลมหายใจเราผสานเข้าด้วยกัน
ข้ารับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายเองก็ทนรอไม่ไหว ต่อให้เขาคือบัณฑิตหนุ่มผู้มุ่งมั่นการศึกษา แต่ทั้งเขาและบัณฑิตต่างเป็นบุรุษ สตรีที่แสนงดงามเช่นข้ากำลังเชื้อเชิญเช่นนี้ เป็นผู้ใดถึงจะอดใจไหว
อ้อ! ใช่... เป็นไฉต๋าตงนั่นเอง
เขาหันหน้าหนีไปอีกทาง ใบหูขึ้นสีแดงระรื่นจนเห็นได้ชัดเจน แม้ว่าสีกายเขาไม่ได้ขาวนุ่มนวลดุจหยกก็ตาม ชายผู้นี้กำลังเขินข้า จริงแท้เรื่องที่เขาเองก็คือบุรุษ มีทั้งความต้องการและความอยากครอบครอง
แต่ขนาดนี้แล้วเขากลับเลือกเบือนหน้าหนี เขากำลังทำให้ความเชื่อมั่นในคุณค่าข้าต้องสั่นคลอน
“นายท่าน... ท่านจะเอาแต่ไม่แตะต้องตัวข้าเลยงั้นหรือ” ข้าเอ่ยเสียงสั่นเครือดันตัวเองออกจากอกแกร่ง ก่อนกลับไปนั่งยังที่ของตัวเอง แล้วยกปลายชายเสื้อซับน้ำตาที่รื้นขึ้น
“เหม่ยหลิน ข้าไม่ได้อยากเห็นน้ำตาของเจ้า” เขาหันกลับมา สีหน้าดูยุ่งยากอยู่หลายส่วน “เจ้าอย่าร้องเลย” เขากลืนน้ำลาย พลางขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น แล้วโอบไหล่มนเข้าสู่อ้อมอก
“นายท่านได้โปรดเถิด ก่อนที่ข้าจะมีข่าวลือไปมากกว่านี้” ข้าเอ่ยเสียงสั่น วางฝ่ามือลงบนอกแกร่งภายใต้เสื้อสีเข้มที่ถูกถักทออย่างประณีต
------
[1] เทพมังกรผู้เห็นหัวไม่เห็นหาง : เปรียบเปรยกับผู้ชอบทำตัวลึกลับ ไม่เปิดเผย
บทที่ 1.4 เอาคืน"หึ! หรือเจ้าคาดหวังสิ่งใด อยากให้ข้าใส่เข้าไปในตัวเจ้างั้นหรือ” หลั่วหยางแสยะยิ้มร้าย มองนางที่ไม่ตอบเอาแต่นอนนิ่ง ๆพร้อมแรงหอบหายใจที่ยังคั่งค้าง“ได้โปรดอย่ามองข้าเช่นนั้นเลย” เหม่ยหลางเอ่ยตอบในที่สุดเวยหลั่วหยางมองนางทั้งตัว ในใจนึกเหยียดกับการร้องขอของนาง หากตัวนางยังไม่พึงพอใจที่ถูกมองเช่นนี้ แล้วหลี่ฟ่านปิงเล่า นางคงไม่รู้สึกอกแตกตายเลยหรือชายหนุ่มโน้มใบหน้าเข้าหาอีกครั้ง พร้อมมอบยิ้มร้ายที่ครั้งหนึ่งเขาไม่เคยคิดว่าจะมอบให้อิสตรี“ถ้าเจ้ารังเกียจข้า เช่นนั้นนายทหารข้างนอกกระโจมนั่นเจ้าคงไม่รังเกียจ”เหม่ยหลางเบิกตาโต นางเม้มปากแน่นพร้อมทั้งส่ายหน้า อุตส่าห์รอดพ้นจากพวกโจรทั้งหลายในค่ายนั้นมาได้แล้ว ยังต้องพยายามหนีให้พ้นนายทหารอีกหรือ“ทหาร! พานางไปให้เพื่อนร่วมรบเชยชมหน่อยซิ” เวยหลั่วหยางออกคำสั่ง โดยไม่สนใจเลยว่าหญิงสาวหน้าซีดเผือดเช่นไร ก่อนผละออกจากร่างบางเพื่อออกไปจากกระโจมเจียเหม่ยหลางพยายามลุกขึ้นหมายคว้าแขนชายหนุ่ม อ้อนวอนยอมบอกทุกสิ่ง ทว่าเขาหาได้สนใจไม่ จนกระทั่งนายทหารทั้งส
บทที่ 1.3 เอาคืน“นะ นายท่าน!” เหม่ยหลางส่งเสียงระงม เมื่อลำคอเรียวระหงถูกดูดเม้มจนเจ็บเสียดนางตัดสินใจยกมือหมายดันอีกฝ่ายออกไป ทว่าเขาไม่คิดหยุดการกระทำแสนอุกอาจ มือหนารวบข้อมือเล็กดันไว้เหนือศีรษะทั้งสอง ส่วนมืออีกข้างขยำทรวงอกอิ่มที่เต็มไม้เต็มมือ โดยมิวายริมฝีปากยังคงซอกซอนตามเนินนุ่มเขาช่างไม่ปรานีเอาเสียเลย ยิ่งได้ยินเสียงร้องสาวงาม เขายิ่งระดมจูบด้วยความป่าเถื่อน ชายหนุ่มเช่นเขาอดอยากมาจากไหนกัน ทว่าเมื่อนึกถึงหญิงสาวที่นางส่งมอบเข้าปากเสือ คงไม่ผิดแปลกที่คนผู้นี้เดือดดาลเช่นนี้หากแต่ว่านางอยากให้เขาอ่อนโยนลงหน่อย หรืออย่างน้อยประทับจูบลงบนริมฝีปาก หยอกเย้านางอย่างเช่นที่ท่านหัวหน้าทั้งสองทำ“อื้อ!” เหม่ยหลางส่งเสียงเบา ๆ เมื่อชายหนุ่มเม้มยังเนินอก ตอนนี้นอกจากลำคอที่นางแสนภาคภูมิใจแล้ว ยังมีเนินอกที่ถูกสร้างสัญลักษณ์เอาไว้ เป็นรอยแดงจาง ๆที่อีกไม่ช้าอาจขึ้นสีเข้มมากขึ้นกว่าเดิมได้“เจ้านี่ช่างหน้าไม่อายนัก” ชายหนุ่มเงยหน้ากระซิบข้างใบหูเล็ก เขาออกแรงบีบหน้าอกอีกครั้งเรียกเสียงร้องจากนางได้พอควร“ข้า ข
บทที่ 1.2 เอาคืน“นะ นางเป็นนางระบำที่ข้าส่งมอบให้ท่านหัวหน้า ข้ารู้แค่นั้นจริง ๆ” เหม่ยหลางเอ่ยเสียงสั่น นางแทบอดกลั้นไม่ไหวอยากล้มพับนั่งลงไป ทว่าสายตาของเขากลับสะกดกลั้นให้นางยังยืนขาแข็งได้เวยหลั่วหยางเพียงมองร่างเล็กนิ่ง ๆ คำพูดนางก็ถือว่าตรงกับรายงานที่ได้รับในฉบับล่าสุด ทว่าเช่นนั้นนางต้องรู้แน่ว่าหลี่ฟ่านปิงหายตัวไปที่ใด“เครื่องมือทรมานมาแล้วขอรับ” นายทหารผู้หนึ่งเข้ามารายงานพร้อมถือถาดขนาดใหญ่ชายหนุ่มมองสิ่งของที่ถูกนำเข้ามา เขาไล่สายตาสำรวจทุกชิ้นพร้อมทั้งที่หญิงสาวลอบมองสิ่งของเหล่านั้นด้วยเช่นกัน“ออกไปได้” หลั่วหยางออกคำสั่ง นายทหารผู้นั้นจึงรีบออกไปทันที เขาไม่อยากคิดเลยว่าแม่นางที่ดูอ่อนแอจะรอดพ้นได้อย่างไรภายในกระโจมกลับมาเหลือเพียงคนทั้งคู่อีกครั้ง เขามองนางที่แสดงสีหน้าแตกตื่นพร้อมตัวสั่นอย่างกับลูกนก ในใจเขาก็เริ่มเกิดแผนการบางสิ่ง อีกทั้งพอไล้สายตาสำรวจร่างอรชร ใจของเขายิ่งอยู่ไม่สุข“เจ้าว่าคนสวยเช่นเจ้า หากโดนทรมานจนร่างกายสะบักสะบอม เจ้าว่าเจ้ายังจะสวยอีกหรือไม่” หลั่วหยางกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้
บทที่ 1.1 เอาคืนม้าเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่แม้แต่ทิวทัศน์ข้างทางยังมองไม่ชัด ต่อให้อยู่ภายในอ้อมกอดแข็งแกร่ง ในใจ เจียเหม่ยหลางรู้ดีว่าคนผู้นี้ยินดีถีบนางตกหลังม้าเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการ นางจึงไม่คิดขัดขืนทำเพียงนั่งเงียบ ๆด้วยหัวใจลุ่ม ๆ ดอน ๆนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆในอดีตจนกระทั่งมาถึงค่ายทหารที่อยู่ไม่ไกลพร้อมนายทหารรักษาเวรยามอย่างหนาแน่น ตอนนี้ต่อให้นางอยากหนีก็คงเป็นเรื่องยากเสียแล้ว“เข้าไป” หลั่วหยางผลักแผ่นหลังบางเข้าไปในกระโจมแห่งหนึ่ง ก่อนหันไปสั่งนายทหารที่ยืนอยู่ข้างนอก “จัดเตรียมเครื่องมือทรมานมาให้ข้าเท่าที่หาได้”“ขอรับ” นายทหารรับคำแล้วรีบออกไปทำตามคำสั่ง โดยไวเครื่องมือทรมาน!เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นริมไรผม เหม่ยหลางกลืนน้ำลาย ค่อย ๆใช้สายตาสำรวจภายในกระโจม ในนี้แม้มืดไปเสียหน่อย แต่พอมองออกได้ลาง ๆ ว่ามันเป็นกระโจมของหัวหน้ากองทหาร นางลอบมองชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา สองขาเล็กแทบอ่อนแรงพอได้พิจารณาหน้าตาอีกฝ่ายอย่างละเอียดถี่ถ้วนจอมทารุณเว
บทนำ 1.2 การพบเจอกันครั้งแรกหญิงสาวแทบปล่อยโฮ นางไม่รู้ว่าคนข้างหลังคือผู้ใด แต่นางเชื่อว่าอีกฝ่ายสามารถทำตามที่พูดได้จริง ราวกับนางหนีเสือปะจระเข้ เหตุใดนางถึงได้ดวงอับโชคยิ่งนัก“ขะ ข้ามีนามว่าเจียเหม่ยหลางเป็นหัวหน้าคณะนางระบำ”นามนี้ช่างคุ้นหูเขานัก ราวกับว่าเป็นนามที่เคยเห็นผ่านตาในหน้าจดหมายลับมาก่อน ถึงแม้ว่าเสี้ยวหนึ่งในจิตใจเขาไม่เชื่อ แต่ว่าพอพิจารณารูปร่างอีกฝ่ายประกอบคำพูด ใช่ว่าจะไม่น่าเชื่อถือเขายืนคิดเงียบ ๆอยู่เช่นนั้นราว ๆหนึ่งจิบชา หากว่าแม่นางผู้นี้มีอำนาจในค่ายอยู่บ้าง ก็ไม่แน่ว่าความลับของชุมโจรนางจะไม่รู้อันใดเลย อีกทั้งเขาเป็นห่วงท่านรองแม่ทัพหลี่ที่เข้ามาก่อนหน้า เพราะข่าวคราวถูกตัดขาดไปตั้งแต่การรายงานครั้งล่าสุด ใจของเขาจึงร้อนรุ่มยิ่งนัก ถ้าหากแผนการของเขาพาสหายสาวมาสู่ความตาย เขาก็มิอาจมองหน้าพี่ชายนางได้อีกชายหนุ่มลอบมองรอบข้างอีกครั้ง หากยังยืนอยู่ต่อไปเกรงว่าเขาอาจถูกจับได้ หรือแม้แต่คนเช่นนางหายตัวไปก็อาจสร้างความโกลาหลได้อย่างยิ่ง เช่นนั้น...“เจ้าจงมากับข้า” ชายหนุ่มกล่าวอีกครั้ง ก่อนคว้า
บทนำ 1.1 การพบเจอกันครั้งแรกภายในช่องทางลับที่ชักนำเส้นทางไปสู่ห้อง ๆหนึ่ง ภายใต้บานประตูที่ไม่ใหญ่มากนักได้เก็บซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้ชุมโจรแห่งนี้ล้วนแล้วไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของหัวหน้าค่าย ต่างรู้เพียงแค่ว่าพวกเขาทำการปกครองร่วมกัน คงมีเพียงคนไม่กี่คนที่ล่วงรู้ความลับนี้และต้องเก็บซ่อนมันไว้หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นเจียเหม่ยหลางหัวหน้าคณะนางระบำ ดวงหน้าเล็กถูกแต่งเติมด้วยเครื่องสำอางสีชาด ปากอวบอิ่มนั้นมีไว้เพื่อยั่วยวนให้ใครต่อใครต่างหลงใหล รูปร่างอรชรมีทรวงทรงน่าพึงพอใจ กับแผ่นหลังขาวเนียนผ่องสร้างความกระชุ่มกระชวยต่อเหล่าผู้พบเห็นทั้งหมดทั้งปวงล้วนเคยเป็นหนึ่งในคำสร้างความสำราญ ทว่าในครานี้ที่นางต้องทนฟังเสียงครางหวานจากคนสนิท ในใจนางยิ่งรู้สึกบอบซ้ำ“ความภักดีของเจ้าทุกคนล้วนรู้ดี” คนสนิทของหัวหน้าเอ่ย เขาหลุบตามองร่างบางที่เผยเนินอกอิ่ม “แต่สายลับก็เป็นสิ่งที่เจ้าไม่ควรยุ่มย่าม”“ได้โปรดเถิดท่านผู้เฒ่า นางไม่ได้เป็นสายลับจริง ๆหรอกท่านเชื่อข้า นางอ่อนต่อโลกขน







