Masukบทที่ 1.2 ข้าคือผู้ที่งดงามที่สุด
“หึ!” ข้าแค่นหัวเราะเบา ๆ พลางหันกลับไปมองยังตัวต้นเหตุที่ส่งเสียงดังมากกว่าใคร “เจ้าดูหมูตอนตัวนั้นสิ เหมาะแก่การฆ่าไก่ขู่ลิง[1]เสียจริง”
“แม่นาง!” อาหลันหวีดร้อง ไม่ทันที่นางเอ่ยปากห้ามได้อีก ข้าพุ่งตรงไปยังเจ้าหมูตรงนั้น มองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“แม่นางเฟยผู้งดงาม วันนี้เจ้าถูกใจของขวัญของข้า จนยอมมาให้ข้าได้เชยชมแล้วหรือ” หมูตอนเอ่ย พลางเขยิบเข้ามาใกล้เมื่อเกิดเสียงยุยง
ข้าระบายยิ้มอ่อนหวาน วางปลายนิ้วลงบนใบหน้ามันลื่นของอีกฝ่าย เจ้าตัวยกยิ้มพึงพอใจ ไม่ทันกอบกุมมือข้าไว้ ข้าก็ออกแรงตบหน้าอีกฝ่ายเสียแล้ว
“เจ้า!” เจ้าหมูตอนที่ล้มลงไปกองกับพื้นชี้นิ้วมายังข้า ถึงกระนั้นข้าหาได้เกรงกลัวไม่
เสียงดนตรีแห่งความครื้นเครงดับลง ทุกสายตาจับจ้องมายังพวกเรา จับจ้องมายังข้าที่เช็ดฝ่ามือกับม่านโปร่งสีขาว ก่อนที่ข้าจะจัดปิ่นปักผมหยกหิมะให้เข้าที่ แล้วกวาดสายตามองทั่วบริเวณ
“ใครบังอาจทำร้ายคนของข้าอีก! อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!” ข้าตวาดก้อง ทั่วบริเวณส่งเสียงอื้ออึง
แน่นอนว่าข้านั้นเป็นเพียงนางคณิกา แต่อย่างที่รู้ว่าข้ามีลูกค้าผู้หนึ่ง ผู้ถูกใจข้าจนซื้อตัวไว้ตลอดทั้งปี คนเหล่านี้ไม่ได้กำลังเกรงกลัวข้า แต่เกรงกลัวผู้ที่ลุ่มหลงในตัวข้าต่างหากเล่า ถึงแม้ว่าชายคนนั้นไม่เคยแตะเนื้อต้องตัวข้าเลยแม้แต่น้อย
“เฟยเหม่ยหลิน!” ไม่ทันที่ลูกค้ากลับไปสำราญอย่างจำยอม เสียงหวีดแหลมสายหนึ่งดังขึ้นห่างไปไม่กี่จั้ง ข้ารู้อยู่แล้วว่านางจะต้องปรากฏตัว
“จินเฟยหนอจินเฟย เจ้ามาจุ้นจ้านไม่เข้าเรื่องเสียได้” ข้าหันไปมองยังที่มาของเสียง มองหญิงสาวผู้แต่งหน้าแต่งตาจัดจ้านเสียยิ่งกว่านางคณิกาทั้งหมดรวมกัน หรือสีชุดฉูดฉาดจนแม้แต่ดอกไม้ยังหมอง ถึงกระนั้นนางยังงดงามน้อยกว่าข้าหลายส่วนนัก
“เหม่ยหลินเจ้าคงไม่ลืมใช่หรือไม่ ว่าข้าคือเจ้านายของเจ้า อย่าคิดว่าแค่คนผู้นั้นถูกอกถูกใจเจ้าแล้ว เจ้าจะสามารถวางตัวใหญ่โตได้นะ” จินเฟยแสยะยิ้ม นางหยิบแส้หางกระเบนมาถือไว้แล้วฟาดลงบนพื้น
“เจ้าคงไม่อยากทำให้คนผู้นั้นโกรธหรอกกระมัง” ข้าระบายยิ้มหวาน เดินนวยนายเข้าใกล้นาง แล้วพ่นลมหายใจรดผิวที่โผล่พ้นขอบเสื้อ
“เจ้านี่มันสมเป็นนางคณิกาจริง ๆ” จินเฟยเอ่ย นางดึงข้อมือข้าไปกุมเสียแน่น พร้อมทั้งออกแรงจิกปลายเล็บผ่านชายแขนเสื้อ “ร้องสิเหม่ยหลิน เจ้าคิดว่าตอนนี้จะมีผู้ใดมาช่วยเจ้า”
“หึ” ข้าแสยะยิ้มมุมปากบาง ๆ “แค่เพราะมารดาเจ้าคือผู้มีพระคุณของข้า ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าต้องทนเจ้า”
“ปากดียิ่งนัก!” จินเฟยตะเบ็งเสียงดังลั่น นางออกแรงผลักข้าจนเกือบล้มลง
อาจเพราะข้าเป็นผู้มีดวงก็ได้ ผู้มารับตัวข้าไว้ ไม่ใช่ทั้งอาหลันหรือใครอื่น แต่เป็นผู้ที่สร้างความหวั่นวิตกในความสามารถของข้า เขาผู้มีเส้นผมสีดำขลับ เฉกเช่นเดียวกันกับสีนัยน์ตาคมกริบ หรือสีชุดเข้มที่ส่งให้เขาดูน่าเกรงขามมากกว่าใครอยู่หลายส่วน
“ไฉต๋าตง” ข้าพึมพำชื่อของชายผู้นั้น ผู้ที่มองเข้ามาในดวงตาสุกสว่างของข้า ผู้ที่ไม่ได้อยากครอบครองเรือนร่างนี้
เขาเงยหน้าขึ้นมองจินเฟย พลางชำเลืองมองเจ้าหมูตอนที่ยืนกุมหน้าตัวเองนิ่ง ๆพยายามทำตัวลีบไม่ให้ผู้ใดสังเกตเห็น
“ข้าเคยบอกแล้วใช่หรือไม่ ว่าเหม่ยหลินคือคนของข้า พวกเจ้าลืมไปแล้วหรอกหรือ!” ไฉต๋าตงตวาดก้อง ยิ่งสร้างความน่าหวาดหวั่นต่อผู้คนในบริเวณนี้มากกว่าเดิมเสียอีก
เมื่อใดที่เขาปรากฏกาย แม้แต่มดสักตัวยังไม่กล้าออกจากรัง แล้วจินเฟยที่กล้าทำร้ายข้าตรง ๆ มีหรือว่านางจะไม่หวั่นเกรง
ข้าสะใจยิ่งนัก
---
[1] 杀鸡吓猴 ซาจีเซี่ยโหว ฆ่าไก่ขู่ลิง : ทำโทษคนหนึ่งให้อีกคนหนึ่งหรือคนอื่น ๆ กลัวจะได้ไม่เอาเยี่ยงอย่าง
บทที่ 8.4 ของของใคร“ไม่โกรธ…”“กระซิบกระซาบพอใจกันแล้วหรือไม่” หลั่วหยางกล่าวเสียงเข้ม มองหญิงสาวที่หลุบตามองไปทางอื่น “เช่นนั้นก็เข้าเรื่องของเราเถอะ”“ในนามที่ข้าเป็นผู้อาวุโสที่เชื่อถือได้ ข้าจะเป็นสักขีพยานในครั้งนี้แล้วกัน” หมอชราเอ่ยพร้อมทั้งหัวเราะ เมื่อได้ยินคำพูดล้อเลียนจากชายหนุ่มอาภรณ์ขาวนามจินหลิวหยาง“ส่วนข้าขอใช้ตำแหน่งของตนเพื่อยืนยันในทุกคำพูดของโหวหลัวข่ายและจินหลิวหยาง” หลี่ฟ่านปิงยกยิ้มเชิดอก ขยิบตาให้กับชายหนุ่มทั้งสองที่ตนเองหมายถึง“เจ้านี่นะ” หลั่วหยางกลอกตาไปอีกทาง ก่อนหันกลับมามองหญิงสาวที่นั่งสงบนิ่ง“สิ่งที่ข้าจะกล่าวต่อไปนี้ ล้วนแล้วผ่านการไตร่ตรองมาทั้งสิ้น หลังจากวันนี้เป็นต้นไปค่ายโจรของพวกข้ายินดีเข้าร่วมกับทางการ อยู่ภายใต้การนำของหลี่ฟ่านปิง” โหวหลัวข่ายเอ่ยเสียงหนักแน่นโดยไม่คิดอ้อมค้อมแม้แต่น้อย“คำพูดเท่ ๆควรเป็นข้าที่ได้พูด” หลิวหยางบ่นอุบ ก่อนหันแย้มยิ้มหวานให้หญิงสาวในดวงใจ &l
บทที่ 8.3 ของของใคร“ใจเย็น ๆแม่นางเจีย” หมอชราหัวเราะ พลางสำรวจชายหนุ่มทั้งสองที่ได้หัวใจท่านรองหลี่ พวกเขาก็ดูภูมิฐานแต่กลับมีบุคลิกที่แตกต่างกันถึงเพียงนี้ เช่นนั้นมีตรงจุดใดที่ท่านรองหลี่ชื่นชอบกัน“พวกเจ้าคิดตุกติกจริงด้วย” โหวหลัวข่ายสบถ ก่อนออกแรงจับดาบแน่น“ท่านหัวหน้าโหว! ท่านช่วยข้าด้วย!” เหม่ยหลางออกแรงดิ้นให้แรงขึ้น เรียกสีหน้าตกใจจากหลั่วหยางได้ไม่น้อย เขากลัวว่าจะกระทบกระเทือนไปถึงลูกของนาง ทำท่าทางหมายจะปรามเจ้าหมอเฒ่ามากเล่ห์ที่คิดวิธีการแผลง ๆทว่าเมื่อหมอชรายกเข็มใหญ่ปลายทู่ ๆจ่อตรงคอหอยนาง หญิงสาวจึงสงบลงในที่สุด ชายชราหันไปยิ้มให้พวกเขาทั้งสี่คน ก่อนหันไปทางโหวหลัวข่ายและจินหลิวหยาง“พวกท่านวางใจได้ ข้าไม่ใช่คนที่เชื่อใจได้ยากอย่างแน่นอน ใช่หรือไม่แม่นางเจีย" หมอชราเอ่ยเสียงนุ่ม ก่อนหัวเราะอย่างชอบใจ“พวกท่าน?” เหม่ยหลางกลืนน้ำลาย พอจิตใจสงบจึงรับรู้ถึงสายตาที่มองมา ความกลัวเริ่มก่อขึ้นในจิตใจ“เหม่ยหลางมาอยู่กับพวกข้า” หลัวข่ายออกคำ
บทที่ 8.2 ของของใครสิ้นประโยคนั้นทั้งโหวหลัวข่ายและจินหลิวหยางต่างเดินกลับไปยังทิศทางที่จากมา ทิ้งไว้แต่หญิงสาวที่เริ่มอยู่ไม่สุข เหตุใดพวกเขาจะทำการใดถึงต้องมาแจ้งนางกัน ทั้ง ๆที่ทุกครั้งความเห็นของนางใช่ว่าจะสำคัญอันใดหญิงสาวมองแผ่นหลังของคนทั้งสอง แม้ปากดีบอกไม่สนใจ แต่ว่านางกลับกังวลเสียจนเริ่มอยู่ไม่นิ่ง นางกวาดสายตามองโดยรอบ ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่พวกผู้คุมหายตัวไปแม้เกิดความสงสัย แต่นางรีบเดินออกจากเรือนนอนมุ่งตรงไปยังกำแพงค่ายที่อยู่ไม่ไกลมากนัก ทว่าเหตุใดถึงได้ราบรื่นเช่นนี้ใช้เวลาหนึ่งเค่อในที่สุดนางเดินห่างออกมาจากค่าย หญิงสาวสูดลมหายใจสงบคลื่นความกังวล“แค่ออกมาเดินเล่นเท่านั้น ไม่ได้กังวลสิ่งใดเลย” เหม่ยหลางพึมพำ ก่อนหลบเข้าหลังต้นไม้เมื่อเห็นคนลาดตระเวน“นั่นมันใช่คนของหลั่วหยางหรือไม่” หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่ว ลอบมองชายทั้งสองเดินแยกออกจากกันใช้เวลาคิดอีกเล็กน้อยแล้วรีบมุ่งตรงไปยังนายทหารที่ดูท่าทางอ่อนแอกว่า อาศัยจังหวะที่เขาเผลอสกัดจุดชายหนุ่มก่อนรีบเปลื้องผ้าเขาเพื่อผลัดเปลี่ยนกั
บทที่ 8.1 ของของใคร“ความสงบนี้ มันมีมากเกินไปหรือเปล่า” เหม่ยหลางรำพึงพลางทอดสายตามองท้องฟ้าโปร่งใสเวลาล่วงเลยผ่านมาหลายวันแล้ว แม้ท่านหัวหน้าจะมอบยาที่ดีที่สุดในการบำรุงครรภ์ อีกทั้งยังจัดคนคอยเฝ้าอารักขา แต่ไม่รู้เหตุใดคนเหล่านั้นกลับดูไม่ค่อยทำหน้าที่เสียเท่าไหร่นัก หรือตาเฒ่านั่นได้ซื้อตัวคนพวกนี้ไว้?เพียงแต่ว่าพอตาเฒ่านั้นเดินเข้ามาใกล้ คนที่ดูทำท่าทางเฉยชาก็รีบทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายอย่างเคร่งครัด คงมีเพียงเวยหลั่วหยางผู้นั้นที่มักเข้า ๆออก ๆห้องของนางราวกับเป็นเจ้าของห้องเสียเอง ทั้ง ๆที่ได้ตัวหลี่ฟ่านปิงไปแล้ว เหตุใดถึงยังไม่ถอนค่ายไปอีกแม้เขาไม่ได้ปรากฏตัวสู่สายตา แต่ว่ากลับรับรู้ได้ว่าในห้องไม่ได้มีเพียงแค่นาง ครั้นจะให้คนมาเฝ้าถึงในเรือนนอน สตรีเหล่านั้นก็คงไม่ยินยอมเช่นกัน“หรือข้าควรหลบหนีออกไปดี” เหม่ยหลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ยังคงเหม่อลอยออกไปไกลแสนไกล“หนีไปที่ใด”“ว้าย! ท่านหัวหน้าจิน!”เจียเหม่ยหลางลูบหน้าอกหลังร้องดังลั่น นางมองท่านหัวหน้าทั
บทที่ 7.4 กลับคืนสู่สถานที่เดิมยามจื่อ (23.00 – 24.59 น.) ภายในค่ายโจรที่ค่อนข้างเงียบเชียบ แม้มีเวรยามคอยนั่งผิงไฟอยู่ไม่ห่างจากเรือนนอนของเจียเหม่ยหลาง ทว่าคนพวกนั้นหาได้เป็นปัญหาต่อเวยหลั่วหยางไม่เขากวาดสายตามองให้ทั่วบริเวณก่อนรีบแทรกตัวผ่านบานประตูใหญ่ หากฟ่านปิงไม่ได้โกหกเขา เรือนแห่งนี้คงเป็นเรือนนอนของแม่นางเจียผู้นั้น เขากวาดสายตาสำรวจภายในห้อง พลางกลิ่นกำยานหอม ๆแตะเข้ากับปลายจมูกชายหนุ่มสูดหายใจช้า ๆแล้วย่างก้าวอย่างเงียบเชียบจนไปถึงตั่งเตียงของอีกฝ่ายที่ม่านโปร่งได้คลุมไว้ มองใบหน้าด้านข้างของนางที่หลับใหลอย่างสงบยามอยู่ที่ค่าย เขาไม่ค่อยได้สังเกตมากนัก เพียงแค่มองใบหน้านางกับผิวขาวนวลผ่อง ท่อนเอ็นของเขาก็แทบลุกชันจนไม่อาจควบคุมสติได้อยู่ ทว่าในยามนี้ที่นางตั้งท้องลูกของเขา ชายหนุ่มไม่อาจกระทำการเช่นนั้นกับนางได้อีกเขาเลิกม่านขึ้นอย่างช้า ๆเพื่อให้ได้เห็นดวงหน้ายามนี้ได้ถนัดนัก ก่อนเกลี่ยปอยเส้นผมเล็กให้พ้นไปจากสายตา ลากนิ้วเรียวยาววนเวียนอยู่เหนือริมฝีปากอวบอิ่มครั
บทที่ 7.3 กลับคืนสู่สถานที่เดิม“เช่นนั้น…”“เวยหลั่วหยาง! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงทำให้ท่านพี่เหม่ยหลางท้อง!”ในชั่วขณะคำพูดนั้นปรากฏขึ้น หลั่วหยางที่หมายจะสั่งถอนค่ายหยุดชะงัก เขากลืนน้ำลายแล้วหันไปทางที่มาของเสียงหญิงสาวร่างเล็กในท่าทางดุจชายชาตรียืนปั้นหน้าทมึงตึงจ้องมาทางเขา ทว่าท่าทางที่ดูแข็งแรงดีนั่น เขาหาได้สนใจไม่ แต่เป็นคำพูดของนางมากกว่า“ว่าอย่างไรนะ” หลั่วหยางผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ในใจเต้นเร็วสลับหนักหน่วง ความปวดในหัวใจทำให้เขาไม่รู้ว่าควรแสดงสีหน้าเช่นไร“จอมทารุณเช่นเจ้า แม้แต่จิตใจสตรียังไม่ละเว้น เจ้ารู้หรือไม่ ว่าหากนางยังอาศัยในค่ายโจรแห่งนั้นจะเจอกับอันใดบ้าง! เจ้าต้องการฆ่านางให้ตายทั้งเป็นเลยหรือ!”“ฟ่านปิง… เจ้าบอกว่านางท้อง… ท้องจริง ๆงั้นหรือ!”หลี่ฟ่านปิงส่งเสียงหัวเราะในลำคอ พร้อมทั้งกลอกตามองไปอีกฝั่ง ชายผู้นี้คิดว่านางจะโกหกไปเพื่อสิ่งใด พลันเคลื่อนสายตากลับมามองเขา แ
บทที่ 6.1 ความจริงก็คือความจริงข้าแง้มประตูออกไปมองภายนอกเรือนกลาง ทุกคนภายในที่นี้หายไปจนเกือบหมด อีกทั้งมันกลับสงบจนน่าแปลกใจ ข้ารีบปิดประตูอีกครั้งเมื่อมีผู้ชายสองคนเดินผ่านทางข้างหน้า พลางเงี่ยมหูฟังเสียงการเคลื่อนไหวในแบบที่ฟ่านปิงเคยสอนไว้“เ
บทที่ 4.2 แม่นางหลี่ฟ่านปิงท้ายที่สุดข้าเดินออกไปโดยมีจุดหมายภายในใจ ตลอดเวลาที่ข้าอยู่ภายในกองโจร มีผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ข้าพอพูดคุยกับนางได้ แม้จะเป็นนางที่ดูเก้ ๆกัง ๆยามข้าชวนคุย แต่ไม่ว่าครั้งใดนางก็ยอมพาข้าเที่ยวเล่นเสียทุกที“แม่นางหลี่!” ข้าส่งเสียงโบกมือเ
บทที่ 5.2 เพียงแต่เจ้าขอ“คำพูดน่าอายเช่นนั้นข้าจะพูดได้อย่างไร” ข้าเอ่ยพร้อมหลุบตามองต่ำ“หึ ๆ” เล่อคุนส่งเสียงหัวเราะอีกครั้ง ข้าเห็นว่าเขากำลังจะหมุนตัวเดินหนีไป สองฝ่ามือเล็กเลยคว้าท่อนแขนแกร่งไว้เขามองข้าพร้อมเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย แต่
บทที่ 9.3 ลาก่อนในตอนที่ข้ากำลังเงื้อมมือขึ้นสูงเพื่อปลิดชีวิตตัวเอง สัมผัสจากฝ่ามือหยาบจับข้อมือข้าไว้ พอข้าลืมตาได้เห็นร่างอันคุ้นเคย น้ำตาข้าไหลอาบพวงแก้มทั้งสองข้าง เขาดึงข้าเข้าสู่อ้อมแขน พลางลูบแผ่นหลังอย่างแผ่วเบา“ข้ามาช่วยเจ้าแล้วเหม่ยหลิน







