LOGINในตู้คอนเทนเนอร์วันนั้น
ความตกใจทำให้ร่างที่ถูกล่ามแขนขาสี่มุมร้องคำรามเสียงดังก้องภายในตู้คอนเทนเนอร์ที่ไม่ต่างจากห้องทดลองย่อมๆ มีเครื่องมือสารเหลวระเกะระกะเต็มไปหมด ในขณะที่มองสำรวจไอ้ตัวประหลาดที่รูปร่างคล้ายคนมีเมือกหลายสีหยดย้อยตามเนื้อตัวมีแผลฉีกขาดเปื่อยยุ่ยจนเห็นกระดูก ดวงตาลึกโบ๋ฟันห่างแหลมคมมันอ้าปากจนแแทบฉีกเหมือนสัตว์เลี้ยงที่คลั่งเพราะถูกลืมให้อาหาร แล้วก็เป็นไอ้เด็กคนเดิมที่มันซุ่มซ่ามไปกดปุ่มอะไรบางอย่างภายในห้องร่างประหลาดนั้นหลุดออกจากการพันธนาการทำให้ร่างของมันพุ่งเข้าหาผมด้วยความหิวทันที ไอ้เด็กนั่นวิ่งแจ้นร้องโวยววายหนีตายออกไปปล่อยให้ผมเผชิญกับตัวอะไรสักอย่างที่ไม่รู้จะรับมือยังไง แต่เพียงไม่นานก็มีอีกคนเข้ามา คนที่พึ่งลับฝีปากกันไปไม่นาน คนที่ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรที่สุดในชั่วโมงนี้ เดินทะเล่อทะล่าเข้ามาเพราะคิดว่าตนเองคือซุปเปอร์ฮีโร่แต่คนตื่นตูมแบบมันไม่มีทางสู้แรงมหาศาลของไอ้ตัวนี้ได้แน่ แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังอยู่ช่วยไม่วิ่งหนีไปไหนทั้งที่ตอนเห็นไอ้ตัวนี้ครั้งแรกหน้ามันซีดตัวสั่นเหมือนจะเป็นลมล้มตึงได้ตลอดเวลา ผมคิดว่ายังไงก็ต้องยิงที่หัวมันถึงจะหยุดมันได้แต่ตอนที่มันกระโจนเข้ามามันตวัดปืนผมกระเด็นไปไกลจนไปเก็บไม่ได้เพราะใช้พวกเก้าอี้โต๊ะตู้ยันร่างมันอยู่จึงสั่งให้เด็กวิเวียนยิงมัน แต่มันก็ดันใช้ปืนไม่เป็น บอกให้มันขว้างมาให้ก็ทะเล่อทะล่าขว้างใส่หัวไอ้ตัวนั้นจนมันหันกลับไปจะเล่นงานตัวเอง ผมก้มลงไปหยิบปืนเงยหน้ามาอีกทีร่างสยดสยองของตัวประหลาดก็อยู่ห่างกับเด็กวิเวียนแค่คืบแต่... มันกลับยืนจ้องร่างสั่นเทาที่ทำเพียงยกเเขนขึ้นไขว้กันปิดหน้าเท่านั้น แม้แต่ผมเองยังทึ่งกับภาพตรงหน้า..มันไม่เกรี้ยวกราดอย่างที่ทำกับผม แต่เพราะมันยกมือขึ้นช้าๆ เข้าหาใบหน้าไอ้เด็กนั่นจึงทำให้ตัดสินใจยกปืนขึ้น ทันทีที่ปลายนิ้วมันแตะหน้าเด็กวิเวียนเป็นนาทีเดียวกับที่ตัดสินใจลั่นไกใส่กลางหลังมัน ร่างผอมบางลงไปนั่งยองเอามือปิดหูหลับตาปี๋จนผมต้องเข้าไปจับหน้ามันไถ่ถามอาการ มองหาบาดแผลคิดว่ามันโดนทำอะไร แต่...ไม่มี ไม่มีแม้รอยขีดข่วนในขณะที่ร่างผมโดนไอ้ตัวประหลาดทั้งเหวี่ยงทั้งตะปบจนระบมทั่วร่าง เราทั้งสองมึนงงกับสถานการตรงนี้มากและชวนกันออกไป แต่แล้วร่างเด็กวิเวียนก็ล้มลงมันถูกตัวประหลาดดึงขาไปกัด ถ้าผมไม่ได้คิดไปเองมันไม่ได้อยากกัดขาเด็กนั่นเพราาะมันชะงักกับเสียงร้องของวิเวียนแล้วปล่อย แต่กลับดึงร่างของผมไปกัดอย่างแรงจนเนื้อที่เอวหลุดติดคาฟันเเหลมๆ ของมันไปก้อนหนึ่งมันจึงถูกผมจ่อยิงหัวหมดแม๊กสมองเละกระจาย ผมลากวิเวียนออกมาจากตู้ตามด้วยปาระเบิดอัดตู้คอนเทนเนอร์ไปพร้อมกับตัวประหลาดนั่น ผมกำชับไม่ให้วิเวียนบอกใครว่าเจออะไรที่น่าเหลือเชื่อที่นี่และไม่ให้บอกใครว่าถูกมันกัดเพราะรู้ดีว่าการวิจัยสิ่งแปลกประหลาดในปัจจุบันไม่ได้คำนึงถึงมนุษยธรรมมากพอ นั่นคือจุดเริ่มต้นของเราสองคนที่ทำให้ชีวิตธรรมดาไม่ธรรมดาอีกต่อไป ร่างกายพวกเราเปลี่ยนไปเหมือนมีบางอย่างเคลื่อนไหวภายในตัว มันเข้าควบคุมทุกอย่างราวกับยึดระบบในร่างกายไปครอบครอง มันหิวโหยบางอย่างส่งผลให้ร่างกายทรุดโทรม มันทรมาณร้อนลุ่มหนาวสั่นในเวลาเดียวกัน จนกระทั่งได้กลับมาใกล้วิเวียนคนขี้ก้างที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน มันเหมือนกันกับผม ร่างกายมันทรุดโทรมผอมแห้งกว่าเดิมพอเจอกันก็ดีขึ้นเป็นอยู่อย่างนั้นจนผมทนไม่ไหว หลังจากห่างกับมันแล้วร่างกายย่ำแย่ปางตายจึงนัดมันมาที่ห้องเพราะอาการหนักจนขยับแทบไม่ได้ อาการเพ้อเริ่มถามหาแม้ในตอนที่คิดว่าต้องตายแน่ๆ ก็ยังอยากจะเจอมัน อยากเห็นหน้ามันก่อนตายไม่รู้ทำไม... อาจจะเป็นเพราะมันถูกกัดน้อยกว่าและยังเด็กกว่าถึงได้มีเเรงมาหาผมที่ห้องแต่สภาพมันก็ไม่ได้ดูดีไปกว่าผมเท่าไหร่นัก บางครั้งก็เหมือนหายใจไม่สะดวกร่วมด้วย เราเข้ามาในห้องพูดคุยกันบนโซฟาคุยกันเรื่องความตายแล้วหัวเราะด้วยกัน เล่นฟาดหมอนกันเป็นเด็กเราทำมันอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่รู้ตัวเลยว่าร่างกายเราดีขึ้น แข็งแรงขึ้นเมื่ออยู่ใกล้กัน เราถอดเสื้อผ้าให้อีกฝ่ายสำรวจว่าร่างกายเน่าเสียหรือไม่จากที่คนอื่นทักท้วงว่าได้กลิ่นแปลกๆ และแล้วเราก็เผลอไปสัมผัสบาดแผลอีกฝ่ายโดยตรงทำให้สติของเราขาดหายไป รู้สึกตัวอีกทีพวกเราก็มาอยู่ในสภาพที่ไม่มีบาดแผลหลงเหลืออยู่เนื้อตัวที่เคยแห้งเหี่ยว ริ้วรอยต่างๆ กลับมาเต่งตึงภายในชั่วข้ามคืน เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นถึงมานอนแก้ผ้าบนที่นอนเดียวกันได้ ผมนึกขึ้นได้ว่าติดกล้องไว้ในบ้านสองตัวเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของตนเองหลังถูกกัดแล้วมีอาการเเปลกๆ ภาพในจอทำให้เรารู้ว่าเรามีอะไรกันในสภาพที่เหมือนคนรักที่คลั่งไคล้กันและกัน เราจูบกันลึกซึ้งหลายต่อหลายครั้ง กอดรัดกันราวกับคู่แต่งงานใหม่ ทำรักกันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยกินเวลาหลายชั่วโมง ทุกครั้งที่เราเสร็จปล่อยน้ำกามออกมาแผลนั้นก็ค่อยๆ จางลงจนหายสนิทราวกับเสกได้ ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาไอ้ตัวนั้นมันมีเชื้อบางอย่างที่เข้มข้นอยู่แน่นอน และมันถูกส่งต่อมาที่ผมกับวิเวียนแล้ว ...โดยไม่เต็มใจ ยังดีที่วิเวียนมันเป็นแค่คนซุ่มซ่ามไม่ใช่คนเข้าใจออะไรยากมันไม่ถือสากับเรื่องที่เกิดขึ้น เราเหมือนตายแล้วเกิดใหม่กลับไปทำหน้าที่ของตัวเองเช่นเดิมเพราะคิดว่าแผลหายทุกอย่างคงเป็นปกติแล้ว แต่ไม่เลย... ยิ่งนับวันยิ่งไม่ปกติผมกับมันดึงดูดกันมากขึ้นห่างกันแล้วอาการแย่ใกล้กันแล้วแข็งเเรงขึ้น ไม่เคยหยุดตัวเองให้โหยหามันได้ กลิ่นคาวเรียกร้องให้เสพสมทุกครั้งที่มีโอกาสนอกจากครั้งแรกที่มีอะไรกันครั้งต่อมาพวกเรามีสติครบถ้วนดีทุกอย่าง เมื่อไหร่ที่ไปทำงานไกลๆ ไม่ได้เจอกันพอกลับมาเราแทบจะกระโจนใส่กันยิ่งกว่าอาการติดสัตว์ในฤดูผสมพันธุ์ แค่มองตาก็รู้ใจว่าต้องการ มันเป็นเช่นนั้นเสมอมา จนผมคิดว่าพวกเราควรจะอยู่ด้วยกันทำทุกอย่างให้ถูกต้องไม่ต้องแอบทำอะไรเช่นนี้จะได้ช่วยกันหาคำตอบเรื่องเชื้อในตัวพวกเราได้สะดวกขึ้นแต่... ...การเดินทางที่แสนยาวไกลของหกหนุ่ม จากเรื่องหาคู่กลับกลายเป็นเรื่องการพจญภัยครั้งสำคัญในชีวิตไม่ต่างจากได้ท่องโลกโลกกว้างด้วยตนเองแทบทุกวันวิเวียนกับคาเยนมักจะได้รับโทรศัพท์จากลูกๆ ที่แย่งกันพูดว่าไปเจออะไรมาบรรดาซอมบี้ตัวโตไม่ต่างจากเด็กอนุบาลอ้อนพ่อกับแม่ได้ทุกวัน พอเจออะไรแปลกใหม่ก็มักจะส่งไปให้ดู บางอย่างก็สวยงามแต่มีพิษ บางอย่างก็ดูธรรมดาแต่อร่อย ทำให้ระยะทางไม่เป็นอุปสรรคให้ครอบครัวยังคงอบอุ่นรักกันแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นทุกอย่างเเปลกใหม่ สนุกสนาน สมบุกสมบันไม่มีสักครั้งที่ทั้งหกแยกจากกันความลำบากตลอดการเดินทางไม่ทำให้บรรดาพี่น้องทะเลาะกันแต่กลับทำให้รักและเข้าใจกันมากขึ้นจนกระทั่งต้องเดินทางลงสู่ทิศใต้ที่ค่อนข้างลำบากไม่สามารถโทรหาพ่อแม่ได้บ่อยเช่นเคย"นี่เราหาเมียจะทั่วประเทศแล้วนะมันไปหลบอยู่ไหนวะไอ้สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าเมียเนี่ยกูรู้สึกว่าตัวกูเริ่มจะเหี่ยวแห้งอ่อนแรงแล้วนะเว้ย! กูต้องการเมีย! กู อยาก มี เมียยยยย!!!"วีว่าชักดิ้นชักงอราวกับเด็กน้อยบนรถที่แล่นลงสู่เมืองที่เต็มไปด้วยท้องทะเลเลาะริมหาดทรายไปเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดมายผั่วะ!!!ๆๆๆๆๆเนื่องจากทำตัวปัญญาอ่อนจึงโดนโบ
คาเยนส่ายหัวขำในลำคอก่อนจะพูดคำถัดมาให้บรรดาลูกชายจอมห่ามหน้าแดงกันทั้งแถบ อะไรเอ่ยบอกรักด้วยการไม่พูดคำว่ารัก.... (พ่อไง!!) "ไม่ดีที่ไม่อยู่ตอนเมียคลอด อยากเห็นพวกนายตอนตัวเท่านิ้วก้อยคงจะน่ารักกว่านี้เยอะ" "หู้ย~น่ารงน่ารักอะไรขนลุก!" วีว่าทำท่าลูบแขนแต่ก็ยิ้มกว้างออกมา "พอเห็นพวกนายแข็งแรงโตเป็นหนุ่มปากดีได้แบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่า นี่มันดีเอ็นเอพ่อกับแม่มันชัดๆ" "ตอนหนุ่มลุงห้าวเหรอ?" คาเรนถามขึ้นบ้างเพราะพ่อนั้นดูใจเย็นเเละเย็นชาสุดขีด แต่กลับบอกว่าลูกนิสัยเหมือนตนทำให้ลูกๆ นึกภาพไม่ออกว่าตอนหนุ่มพ่อเป็นแบบไหน "อืม~ อาจจะแบบนั้น คนทำแต่งานพ่อแม่ตายหมดเพื่อนน้อยไม่มีลูกเมียมันก็เลยขี้หงุดหงิดไปหน่อย" "ตอนเจอเเม่แล้วนิสัยดีขึ้นมั้ย?" วีแก้นชอบฟังพ่อพูดถึงแม่จึงถามขึ้นมาอีก "หึ หึ หึ ..เหมือนเดิม แม่พวกนายบ่นหนวกหูบ่อยๆ" "กูรู้แล้วว่าไอ้คามิวเหมือนใคร?" "เออกูก็รู้พวกเราแฝดหกนะเว้ย!" ในระหว่างที่ทั้งหกทำท่าจะกัดกันคนเป็นพ่อมองนาฬิกาเห็นว่าดึกมากแล้วจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินลูบหัวฝ่าลูกทั้งหกออกมาหน้าประตู พร้อมกับพูดด้วยใบหน้านิ่ง มองหน้าลูกทุกคนแล้วกลับออกไป "พ่อรักพวกลูกนะ
ในบ้านหลังใหญ่ที่เป็นทั้งที่ทำงาน ที่กินที่นอน เหมือนรังผึ้งที่มีหลากหลายห้องหลากหลายกิจกรรมในตึกสูงกลางเมือง บ้านที่มีครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่และรองรับการถือกำเนิดของบรรดาซอมบี้ได้อีกมากมาย "อ้าว? มานั่งหน้ามึนอะไรกันตรงนี้ดึกแล้วยังไม่นอน" คุณพ่อลูกห้องเดินเข้ามาในห้องของลูกๆที่มีห้องโถงตรงกลางและมีห้องส่วนตัวของใครของมันเรียงรายบรรดาซอมบี้หนุ่มยังนั่งเล่นเกมส์ทำกิจกรรมอยู่เต็มลานห้องโถง "นอนไม่หลับ แล้วลุงอ้ะมาทำไม?" หนึ่งในหกพี่น้องหน้าเหมือนถามขึ้นเมื่อคนเป็นพ่อเปิดประตู้เข้ามาด้วยสีน้าเรียบเฉยมานั่งไขว่ห้างแหมะบนโซฟามองกองซอมบี้ตัวใหญ่ๆ บนพื้นที่นั่งนอนเล่นเกมส์กินขนมไม่ต่างจากเด็กน้อย "แม่พวกนายให้มาดูเห็นเงียบๆ ไม่เห็นไปวอแวห้องนู้น " "จะไปได้ไงล่ะทำอะไรกันก็ไม่รู้ลูกเต้าโตเป็นควายกันหมดแล้ว" วีว่าบ่นอุบก้มหน้ามองเกมส์ในมือถือแต่ใบหูกลับเเดงเถือก "รู้ได้ไงไม่ได้กระเตงกันมาทำข้างนอกสักหน่อย" ห้องก็เก็บเสียงแถมยังลอคจากด้านในอัตโนมัติด้วย ตัวพ่อซอมบี้ยกยิ้มมุมปากมองเด็กเกเรที่แม้จะพูดออกมาตรงๆ แต่กลับไม่กล้าสบตาแสนแพรวพราวของคนเป็นพ่อได้ บ่งบอกว่าคนตัวโตยังเหนือชั้นกว่ามา
"ไม่เจอกันนานเป็นซอมบี้เต็มตัวแล้วดูดีขึ้นนี่"เสียงกลั้วหัวเราะของคนด้านหลังเอ่ยทักร่างกำยำในชุดสูทสุภาพทำให้คนถูกทักหันกลับมาทางต้นเสียงใบหน้านิ่งขรืมเย็นชาไร้แววของคาเยนคนหัวร้อนเอาแต่ใจคนก่อนให้เห็นเพื่อนที่เคยสนิทในวัยห้าสิบกว่าปีกลับมาเผชิญหน้ากันครั้งแรกในศาลกลางอันศักดิสิทธิ์หลังจากหารล่มสลายของมนุษย์สายพันธุ์เดิมแล้วเกิดก่อตั้งศูนย์รวมมนุษย์สายพันธุ์ผสมขึ้นบรรดาผู้มีฝีมือในการช่วยเหลือประเทศถูกเชิญให้มารับตำแหน่งอันทรงเกียรติเพื่อความอยู่รอดและคว่มสงบสุขสืบไป"แต่นายยังเหมือนเดิม..."คาเยนตอบกลับสั้นๆ ไม่ขยายความหมายว่าไอะไรที่เหมือนเดิม"ไม่มีอะไรเหมืนเดิมหรอกครับคุณคาเยน...เราก็ด้วย เมื่อก่อนไม่ว่าผมจะเก่งหรือทำงานหนักแค่ไหนก็ได้เป็นแค่ลูกน้องคุณ แต่ตอนนี้ผมดูจะเหนือกว่าผู้คนเลือกคนที่เก่งไม่ได้เลือกคนจากเส้นสายอีกต่อไป"เซมิยืนตัวตรงอกผายราวกลับตัวกำลังพองโตให้ดูเหนือกว่าจากความไว้วางใจของผู้คน"ยินดีด้วยก็แล้วกันที่มีโอกาสได้ขึ้นมาอยู่แถวหน้าให้คุ้มกับที่เมื่อก่อนจะเหยียบย่ำคนอื่นมาแทบตายแต่ไม่ได้เป็นผู้นำประเทศ""หึ่!!"สายตาเชือดเฉือนจ้องกันพักใหญ่กว่าจะแยกย้ายกันกลั
"มันเข้าไปแล้วครับ"เฮนรี่เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นศัตรูฝั่งตรงข้ามเดินเข้าไปในที่ประชุมใหญ่''ถ้าไอ้ชั่วเซมิไปเจอพ่อเราจะเป็นยังไงนะ?"คามิวจินตนาการไม่ออกว่าผู้ใหญ่ที่เคยเกลียดกันจะแสดงออกยังไง"แม่ก็บอกอยู่ว่าข้างในทำอะไรไม่ได้ แต่มึงดูนั่นสิไอ้เตี้ยลูกรักของมันซนชิบหาย มันกี่ขวบกันถึงเดินกินไอติมเล่นน้ำพุ ซุ่มซ่ามแบบนั้นเดี๋ยวก็ตกบ่อน้ำพุตายห่า"วีแก้นมองร่างเล็กแสนซนเดินเลาะขอบอ่างลานน้ำพุมีพวกพี่มันนั่งมองเพราะวิ่งตามมันจนเหนื่อย''แกล้งมันกันมั้ยหมั่นไส้!""คุณๆ อย่าเลยครับถ้าเกิดอะไรขึ้นคุณพ่อจะเดือดร้อนนะครับ!"ชายสูงวัยตักเตือนด้วยความเป็นห่วง"นิดเดียวแค่นิดเดียวจริงๆ ครับลุงเฮนรี่"วีว่าชูนิ้วก้อยขึ้นมีความหมายว่าแค่เล็กน้อยเท่านั้น"พวกคุณจะทำอะไรครับ?""ดูน้ำพุตรงนั้นสิสวยดีนะพวกมึงว่ามั้ยนึกถึงน้ำที่บ้านเกิดเลย"วีว่ายิ้มใก้คนสูงวัยเป็นคำตอบก่อนจะหันมาขยิบตาให้กันราวกับคุยผ่านกระแสจิตได้"สี่คนไปล่อพี่ๆ มันคนหนึ่งดูต้นทาง มาโอน้อยออกกันใครชนะได้ไปผลักมันลงบ่อน้ำพุ่สีๆ หอมๆ นั่น""คุณหนู!!ไม่ได้นะครับ" เฮนรี่พยายามห้ามแต่เด็กทั้งหกนั้นดื้อกว่าตอนอยู่กับแม่เป็นไหนๆ"มึงไปดมมาเหรอ
ทางการขอความร่วมมือทุกองค์กรที่มีศักยภาพในการทำวิจัยวัคซีนเพื่อมวลมนุษยชาติ โครงการของผู้นำสูงสุดกึ่งบังคับให้หลายหน่วยงานต่างภูมิภาคเข้าประชุมหารือร่วมกันเพื่อรวบรวมสานสัมพันธ์คนในประเทศให้กลับมาสามัคคีแน่นแฟ้นอีกครั้งอยู่มาวันหนึ่งประกาศฉบับนี้ก็ออกมาให้ทุกคนรับทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อความสงบสุขของผู้คนทั้งลูกครึ่งคนซอมบี้และทุกสายพันธุ์ที่สามารถใช้ชีวิตปกติได้เป็นเหมือนการร่างกฎหมายครั้งใหญ่ในรอบสิบปีก่อนการล่มสลายของมนุษยชาติทันทีที่ทุกคนได้รับทราบมีการออกมาโต้แย้งส่งข้อกังขาไปถึงท่านผู้นำว่าไม่ควรจะอยู่รวมกันเพราะแต่ละสายพันธุ์แต่ละหน่วยมีความเชื่อเป็นของตัวเอง มีการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันมากเกินไปแต่ท่านผู้นำมองว่าเพื่อลดการปะทะและความขัดแย้งในภายภาคหน้าถ้าไม่รวมกันวันนี้วันข้างหน้าต้องมีการรบราครั้งใหญ่เกิดขึ้นจนอาจจะกลายเป็นสงครามได้"สรุปคือทุกคนต้องร่วมเข้าหารือกันในที่ประชุมใหญ่ในไม่กี่วันข้างหน้านี้เหรอครับ?"เด็กหนุ่มทั้งหกที่ต้องถอดเสื้อเดินไปเดินมาในสภาพอากาศร้อนของเมืองกรุงถามผู้เป็นแม่ขึ้นในเช้าวันหนึ่งที่เห็นประกาศจากทางการออกข่าวอึกทึกครึกโครมไปทั่วประ







