LOGINร่างบึกบึนในชุดปฏิบัติการสีดำสนิทก้าวเท้ายาวมาตามตรอกซอกซอยในหมู่บ้านติดทะเล
ไล่สำรวจพื้นที่ที่เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีข่าวว่าตรวจพบความเข้มข้นของเชื้อไวรัสหลายสายพันธุ์ถูกพัดกระจุกมารวมอยู่ที่แห่งนี้ รัฐบาลแจ้งว่าส่งหน่วยงานหนึ่งมาตรวจสอบปลอดภัยดีและไม่เคยมีใครพูดถึงที่แห่งนี้อีกเลย มันขึ้นในแผนที่ว่าเป็นพื้นที่สีเขียวมาโดยตลอด ชาวบ้านไม่ค่อยเป็นมิตรกับเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ก็ไม่มีใครโวยวายอะไรยังคงเข้ามารับวัคซีนแม้จะมีไม่ถึงครึ่งของราชื่อในเขตนี้ก็ตาม คาเยนเดินเรียบชายทะเลที่เต็มไปด้วยตู้คอนเทนเนอร์เก่า ตรอกซอยซอยแคบไม่มีบ้านคนเป็นกิจลักษณะราวกับว่าที่นี่ไม่ใช่ที่อาศัยเป็นแค่คลังสินค้าทางเรือเท่านั้น ในจมูกหายใจติดขัดจนต้องยกมือมาถูหลายครั้ง คนมีประสบการณ์สูงรับรู้ได้ถึงความไม่ปกติของสภาพบรรยากาศขมุกขมัวความกดอากาศต่ำจนหายใจลำบาก แม้จะเคยเจอมาหลายที่แต่ไม่เคยรู้สึกว่าที่ไหนสามารถทำให้ร่างกายแปรปรวนได้ถึงเพียงนี้ เมื่อเดินลึกเข้าไปยิ่งรู้สึกอึดอัด มือหนาจึงหยิบหน้ากากป้องกันไวรัสขึ้นมาสวม แต่เพราะรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลจึงต้องสำรวจมากขึ้น เดินเข้าไปลึกขึ้น แคบขึ้น พื้นที่สีเเดงไม่มีทางเป็นเช่นนี้ได้แน่ทำไมทางการถึงไม่เข้ามาที่นี่เป็นที่แรกๆ หรือตรวจสอบให้จริงจังกว่าการแค่ส่งเด็กไร้ประสบการณ์มาฉีดวัคซีนเท่านั้น ถ้ามันไม่ใช่พื้นที่สีเขียวที่พึ่งเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างที่เข้าใจแล้วมัน... เป็นพื้นที่สีอะไร? ดูมีลับลมคมในจริงๆ แกร่บบ!!! เสียงพลาสติกที่โดนเหยียบทำให้หัวหน้าหน่วยยกปืนขึ้นหันไปในทิศทางของเสียงทันที ตึ่กๆๆๆๆๆ เสียงฝีเท้าสะเปะสะปะออกวิ่งหนีด้วยความรวดเร็วเห็นหลังไวๆ ทำให้หน่วยปราบปรามตัวโตสับเท้าเข้าหาตามไปติดๆ ตึกๆๆๆๆๆ "หยุดวิ่งเดี๋ยวนี้นี่เจ้าหน้าที่ หยุด! บอกให้หยุดไง! " คาเยนร้องเรียกให้บางคนที่ทำตัวลับๆ ล่อๆหยุดให้สอบถามแต่อีกคนเอาแต่วิ่งหนีจนในที่สุดขายาวๆก็ไล่ตามทัน แกร่ก! ปลายกระบอกปืนยาวจ่อเข้าที่กลางหลังเล็กขู่ให้หยุดไม่ได้คิดจะยิงเพราะคาเยนแม่นปืนมากระยะห่างแค่ไม่กี่ร้อยเมตรไม่เคยพลาด น้ำเสียงตะคอกเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเยือกเย็น ฟังจากด้านหลังเชวนให้ขนลุกซู่จนต้องยอมจำนน "ยะ..อย่า..ทำผม" คนตัวเล็กปากคอสั่นคุกเข่ายกมือขึ้นเหนือหัวยินยอมแต่โดยดี "ทำบ้าอะไรยังไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วแอบตามดูฉันทำไม?" คาเยนเค้นถามเสียงเข้มแค่ขู่ให้ยอมบอกออกมาเท่านั้น "ปะ เปล่า ผมแค่ อยากให้ช่วย" "อยากให้ช่วยแล้วจะวิ่งหนีทำไม?" "มีคนถูกขังอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ ผมเปิดไม่ได้คุณช่วยพาเขาออกมาหน่อยได้มั้ย" "เปิดไม่ได้ แล้วรู้ได้ยังไงว่าเป็นคนอยากให้ช่วย?" "ผมไม่รู้แต่เสียงเขาน่าสงสารมาก" "ถ้าออกไม่ได้ก็ตายไปแล้ว" "ไม่ๆๆ เขาไม่ตายเขายังร้องอยู่" "ทำไมผู้นำที่นี่ไม่แจ้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษให้เข้ามาช่วย" "ผมไม่รู้...ลุงไปช่วยเขาเถอะนะได้โปรดล่ะ" "จะไม่ช่วยเพราะเรียกลุงนี่แหละ! เด็กพวกนี้มันตาไม่ถึงจริงๆ...ที่ไหนนำไปสิ!" ร่างใหญ่โตเดินตามเด็กปริศนาลึกเขาไปในชุมชนท่าเรือโดยไม่เห็นว่ามีบางคนเดินมาตาม... "ลุงงงงง! อยู่ไหนวะ ลุงคาเยนฟาคคคคค ฮ่าฮ่าฮ่า กูขำนามสกุล" ร่างผ่ายผอมของวิเวียนถูกใช้ให้มาตามหาหัวหน้าหน่วย เพราะความซุ่มซ่ามทำนั่นทำนี่ไม่คล่องนัก เมื่อเทียบกับสามคนที่มาด้วย จึงต้องจำใจออกตามหาคนที่ไม่ชอบขี้หน้าเพราะใกล้ได้เวลากลับ แค่กๆ ร่างบางเดินเข้ามาโดยไม่รู้ว่าความเข้มข้นของอากาศที่นี่พุ่งสูงจนหายใจไม่สะดวก แค่กๆๆๆ "เห้ยเหมือนเห็นหลังไวๆ นี่หว่า ไปไหนกับใครวะนั่น ลุงงงง!" วิเวียนยังคงร้องเรียกคนที่เลี้ยวเข้าซอยไปลิบๆ ลับตา รางบางหอบจนลิ้นห้อยยืนพักครู่หนึ่งเพราะไม่ใช่คนชอบขยับตัวมากมายอะไรแต่ยังคงเดินตามหาท่านผู้นำหน่วยปราบปรามต่อไป โครมมมมม!!! เสียงบางอย่างดังขึ้นไม่ไกลทำเอาร่างบางสะดุ้งโหยงเอามือกุมหน้าอกอุทานลั่น "เหี้ยยย อะไรวะ เห้ย ลุง!" ขาเรียวยาวออกวิ่งทั้งที่เหนื่อยหอบไม่รู้สถาณการณ์ข้างหน้าด้วยซ้ำรู้แค่ว่าต้องช่วย ปึ้กกกกกก!! วิเวียนวิ่งเข้าใกล้เสียงนั้นแต่กลับมีเด็กวัยรุ่นตัวเล็กคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นออกมาชนร่างบางเข้าอย่างจังจนล้มลงไปกองกับพื้น "อึ่ก อูยยย เห้ยยย น้องมีอะไรข้างในนั้นมีอะไรเกิดขึ้น?" "ผะ ผม ผมไม่รู้ มัน มัน ...พี่ไปช่วยลุงข้างในหน่อย ผมไม่กล้า ผมกลัว!" "เด็กคนนั้นวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว ถ้าลุงที่เด็กนั่นว่าคือ..." "ลุงฟัค!!" วิเวียนนึกได้ทันทีว่าลุงที่เด็กว่าน่าจะเป็นลุงปากไม่ดีคนนั้น แม้จะไม่ชอบขี้หน้าคนแก่ขี้เหวี่ยงมากนักแต่การช่วยเหลือคนก็เป็นนิสัยติดตัวตั้งแต่จำความได้จึงเลือกที่ช่วยมากกว่าหนีเอาตัวรอด แค่กๆๆๆ ใบหน้าผอมตอบหันซ้ายหันขวาเห็นท่อนไม้ข้างตัวจึงหยิบขึ้นมาแล้วรีบลุกขึ้นโดยเร็ว ตึ่กๆๆๆๆๆๆ "ลุงงงง!!" ตึง! ตึง! โครมมมมมม!!! "เห้ย! นั่นมันอะไรวะนั่น!! วิเวียนเบิกตาโพรงกับภาพตรงหน้า คนหนึ่งเป็นคนหน้ายับย่นอันคุ้นเคยแต่... อีกร่างนั้น..รูปร่างคล้ายคนแต่ไม่ใช่ ร่างกายเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยเมือกหลากสีหยดย้อยไปทุกที่ที่ขยับ ใบหน้าเละฉีกขาดเห็นกระดูกขาว มีเมือกสีขุ่นม่วงเขียวเเดงแดงไหลออกมายืดยาวดูน่าสะอิดสะเอียน ภายในปากมีฟันแหลมคมซี่แหลมห่างๆ ไม่ชิดติดกันเหมือนฟันคนปกติ ปากกว้างอ้าออกไล่งับคนตรงหน้าอย่างบ้าคลั่งคล้ายจะฉีกออกเป็นชิ้นๆ เเล้วกลืนกินก็ไม่ปาน ร่างใหญ่โตของคนตัวโตเข้าคลุกวงในยื้อยุดฉุดกระชากร่างประหลาดเต็มไปด้วยบาดแผล บางที่ลึกลงไปถึงกระดูก ส่วนอื่นยังน่าประหลาดเท่าแท่งเนื้อกลางกายที่มีกระดูกขาวยืดหดออกมาจากส่วนปลายถอกขึ้นอย่างน่าสยดสยอง วิเวียนมองตรงนั้นของมันแล้วคลื่นไส้จนสำรอกออกมา พร่วดด!!! แค่กๆๆๆการเดินทางที่แสนยาวไกลของหกหนุ่ม จากเรื่องหาคู่กลับกลายเป็นเรื่องการพจญภัยครั้งสำคัญในชีวิตไม่ต่างจากได้ท่องโลกโลกกว้างด้วยตนเองแทบทุกวันวิเวียนกับคาเยนมักจะได้รับโทรศัพท์จากลูกๆ ที่แย่งกันพูดว่าไปเจออะไรมาบรรดาซอมบี้ตัวโตไม่ต่างจากเด็กอนุบาลอ้อนพ่อกับแม่ได้ทุกวัน พอเจออะไรแปลกใหม่ก็มักจะส่งไปให้ดู บางอย่างก็สวยงามแต่มีพิษ บางอย่างก็ดูธรรมดาแต่อร่อย ทำให้ระยะทางไม่เป็นอุปสรรคให้ครอบครัวยังคงอบอุ่นรักกันแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นทุกอย่างเเปลกใหม่ สนุกสนาน สมบุกสมบันไม่มีสักครั้งที่ทั้งหกแยกจากกันความลำบากตลอดการเดินทางไม่ทำให้บรรดาพี่น้องทะเลาะกันแต่กลับทำให้รักและเข้าใจกันมากขึ้นจนกระทั่งต้องเดินทางลงสู่ทิศใต้ที่ค่อนข้างลำบากไม่สามารถโทรหาพ่อแม่ได้บ่อยเช่นเคย"นี่เราหาเมียจะทั่วประเทศแล้วนะมันไปหลบอยู่ไหนวะไอ้สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าเมียเนี่ยกูรู้สึกว่าตัวกูเริ่มจะเหี่ยวแห้งอ่อนแรงแล้วนะเว้ย! กูต้องการเมีย! กู อยาก มี เมียยยยย!!!"วีว่าชักดิ้นชักงอราวกับเด็กน้อยบนรถที่แล่นลงสู่เมืองที่เต็มไปด้วยท้องทะเลเลาะริมหาดทรายไปเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดมายผั่วะ!!!ๆๆๆๆๆเนื่องจากทำตัวปัญญาอ่อนจึงโดนโบ
คาเยนส่ายหัวขำในลำคอก่อนจะพูดคำถัดมาให้บรรดาลูกชายจอมห่ามหน้าแดงกันทั้งแถบ อะไรเอ่ยบอกรักด้วยการไม่พูดคำว่ารัก.... (พ่อไง!!) "ไม่ดีที่ไม่อยู่ตอนเมียคลอด อยากเห็นพวกนายตอนตัวเท่านิ้วก้อยคงจะน่ารักกว่านี้เยอะ" "หู้ย~น่ารงน่ารักอะไรขนลุก!" วีว่าทำท่าลูบแขนแต่ก็ยิ้มกว้างออกมา "พอเห็นพวกนายแข็งแรงโตเป็นหนุ่มปากดีได้แบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่า นี่มันดีเอ็นเอพ่อกับแม่มันชัดๆ" "ตอนหนุ่มลุงห้าวเหรอ?" คาเรนถามขึ้นบ้างเพราะพ่อนั้นดูใจเย็นเเละเย็นชาสุดขีด แต่กลับบอกว่าลูกนิสัยเหมือนตนทำให้ลูกๆ นึกภาพไม่ออกว่าตอนหนุ่มพ่อเป็นแบบไหน "อืม~ อาจจะแบบนั้น คนทำแต่งานพ่อแม่ตายหมดเพื่อนน้อยไม่มีลูกเมียมันก็เลยขี้หงุดหงิดไปหน่อย" "ตอนเจอเเม่แล้วนิสัยดีขึ้นมั้ย?" วีแก้นชอบฟังพ่อพูดถึงแม่จึงถามขึ้นมาอีก "หึ หึ หึ ..เหมือนเดิม แม่พวกนายบ่นหนวกหูบ่อยๆ" "กูรู้แล้วว่าไอ้คามิวเหมือนใคร?" "เออกูก็รู้พวกเราแฝดหกนะเว้ย!" ในระหว่างที่ทั้งหกทำท่าจะกัดกันคนเป็นพ่อมองนาฬิกาเห็นว่าดึกมากแล้วจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินลูบหัวฝ่าลูกทั้งหกออกมาหน้าประตู พร้อมกับพูดด้วยใบหน้านิ่ง มองหน้าลูกทุกคนแล้วกลับออกไป "พ่อรักพวกลูกนะ
ในบ้านหลังใหญ่ที่เป็นทั้งที่ทำงาน ที่กินที่นอน เหมือนรังผึ้งที่มีหลากหลายห้องหลากหลายกิจกรรมในตึกสูงกลางเมือง บ้านที่มีครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่และรองรับการถือกำเนิดของบรรดาซอมบี้ได้อีกมากมาย "อ้าว? มานั่งหน้ามึนอะไรกันตรงนี้ดึกแล้วยังไม่นอน" คุณพ่อลูกห้องเดินเข้ามาในห้องของลูกๆที่มีห้องโถงตรงกลางและมีห้องส่วนตัวของใครของมันเรียงรายบรรดาซอมบี้หนุ่มยังนั่งเล่นเกมส์ทำกิจกรรมอยู่เต็มลานห้องโถง "นอนไม่หลับ แล้วลุงอ้ะมาทำไม?" หนึ่งในหกพี่น้องหน้าเหมือนถามขึ้นเมื่อคนเป็นพ่อเปิดประตู้เข้ามาด้วยสีน้าเรียบเฉยมานั่งไขว่ห้างแหมะบนโซฟามองกองซอมบี้ตัวใหญ่ๆ บนพื้นที่นั่งนอนเล่นเกมส์กินขนมไม่ต่างจากเด็กน้อย "แม่พวกนายให้มาดูเห็นเงียบๆ ไม่เห็นไปวอแวห้องนู้น " "จะไปได้ไงล่ะทำอะไรกันก็ไม่รู้ลูกเต้าโตเป็นควายกันหมดแล้ว" วีว่าบ่นอุบก้มหน้ามองเกมส์ในมือถือแต่ใบหูกลับเเดงเถือก "รู้ได้ไงไม่ได้กระเตงกันมาทำข้างนอกสักหน่อย" ห้องก็เก็บเสียงแถมยังลอคจากด้านในอัตโนมัติด้วย ตัวพ่อซอมบี้ยกยิ้มมุมปากมองเด็กเกเรที่แม้จะพูดออกมาตรงๆ แต่กลับไม่กล้าสบตาแสนแพรวพราวของคนเป็นพ่อได้ บ่งบอกว่าคนตัวโตยังเหนือชั้นกว่ามา
"ไม่เจอกันนานเป็นซอมบี้เต็มตัวแล้วดูดีขึ้นนี่"เสียงกลั้วหัวเราะของคนด้านหลังเอ่ยทักร่างกำยำในชุดสูทสุภาพทำให้คนถูกทักหันกลับมาทางต้นเสียงใบหน้านิ่งขรืมเย็นชาไร้แววของคาเยนคนหัวร้อนเอาแต่ใจคนก่อนให้เห็นเพื่อนที่เคยสนิทในวัยห้าสิบกว่าปีกลับมาเผชิญหน้ากันครั้งแรกในศาลกลางอันศักดิสิทธิ์หลังจากหารล่มสลายของมนุษย์สายพันธุ์เดิมแล้วเกิดก่อตั้งศูนย์รวมมนุษย์สายพันธุ์ผสมขึ้นบรรดาผู้มีฝีมือในการช่วยเหลือประเทศถูกเชิญให้มารับตำแหน่งอันทรงเกียรติเพื่อความอยู่รอดและคว่มสงบสุขสืบไป"แต่นายยังเหมือนเดิม..."คาเยนตอบกลับสั้นๆ ไม่ขยายความหมายว่าไอะไรที่เหมือนเดิม"ไม่มีอะไรเหมืนเดิมหรอกครับคุณคาเยน...เราก็ด้วย เมื่อก่อนไม่ว่าผมจะเก่งหรือทำงานหนักแค่ไหนก็ได้เป็นแค่ลูกน้องคุณ แต่ตอนนี้ผมดูจะเหนือกว่าผู้คนเลือกคนที่เก่งไม่ได้เลือกคนจากเส้นสายอีกต่อไป"เซมิยืนตัวตรงอกผายราวกลับตัวกำลังพองโตให้ดูเหนือกว่าจากความไว้วางใจของผู้คน"ยินดีด้วยก็แล้วกันที่มีโอกาสได้ขึ้นมาอยู่แถวหน้าให้คุ้มกับที่เมื่อก่อนจะเหยียบย่ำคนอื่นมาแทบตายแต่ไม่ได้เป็นผู้นำประเทศ""หึ่!!"สายตาเชือดเฉือนจ้องกันพักใหญ่กว่าจะแยกย้ายกันกลั
"มันเข้าไปแล้วครับ"เฮนรี่เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นศัตรูฝั่งตรงข้ามเดินเข้าไปในที่ประชุมใหญ่''ถ้าไอ้ชั่วเซมิไปเจอพ่อเราจะเป็นยังไงนะ?"คามิวจินตนาการไม่ออกว่าผู้ใหญ่ที่เคยเกลียดกันจะแสดงออกยังไง"แม่ก็บอกอยู่ว่าข้างในทำอะไรไม่ได้ แต่มึงดูนั่นสิไอ้เตี้ยลูกรักของมันซนชิบหาย มันกี่ขวบกันถึงเดินกินไอติมเล่นน้ำพุ ซุ่มซ่ามแบบนั้นเดี๋ยวก็ตกบ่อน้ำพุตายห่า"วีแก้นมองร่างเล็กแสนซนเดินเลาะขอบอ่างลานน้ำพุมีพวกพี่มันนั่งมองเพราะวิ่งตามมันจนเหนื่อย''แกล้งมันกันมั้ยหมั่นไส้!""คุณๆ อย่าเลยครับถ้าเกิดอะไรขึ้นคุณพ่อจะเดือดร้อนนะครับ!"ชายสูงวัยตักเตือนด้วยความเป็นห่วง"นิดเดียวแค่นิดเดียวจริงๆ ครับลุงเฮนรี่"วีว่าชูนิ้วก้อยขึ้นมีความหมายว่าแค่เล็กน้อยเท่านั้น"พวกคุณจะทำอะไรครับ?""ดูน้ำพุตรงนั้นสิสวยดีนะพวกมึงว่ามั้ยนึกถึงน้ำที่บ้านเกิดเลย"วีว่ายิ้มใก้คนสูงวัยเป็นคำตอบก่อนจะหันมาขยิบตาให้กันราวกับคุยผ่านกระแสจิตได้"สี่คนไปล่อพี่ๆ มันคนหนึ่งดูต้นทาง มาโอน้อยออกกันใครชนะได้ไปผลักมันลงบ่อน้ำพุ่สีๆ หอมๆ นั่น""คุณหนู!!ไม่ได้นะครับ" เฮนรี่พยายามห้ามแต่เด็กทั้งหกนั้นดื้อกว่าตอนอยู่กับแม่เป็นไหนๆ"มึงไปดมมาเหรอ
ทางการขอความร่วมมือทุกองค์กรที่มีศักยภาพในการทำวิจัยวัคซีนเพื่อมวลมนุษยชาติ โครงการของผู้นำสูงสุดกึ่งบังคับให้หลายหน่วยงานต่างภูมิภาคเข้าประชุมหารือร่วมกันเพื่อรวบรวมสานสัมพันธ์คนในประเทศให้กลับมาสามัคคีแน่นแฟ้นอีกครั้งอยู่มาวันหนึ่งประกาศฉบับนี้ก็ออกมาให้ทุกคนรับทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อความสงบสุขของผู้คนทั้งลูกครึ่งคนซอมบี้และทุกสายพันธุ์ที่สามารถใช้ชีวิตปกติได้เป็นเหมือนการร่างกฎหมายครั้งใหญ่ในรอบสิบปีก่อนการล่มสลายของมนุษยชาติทันทีที่ทุกคนได้รับทราบมีการออกมาโต้แย้งส่งข้อกังขาไปถึงท่านผู้นำว่าไม่ควรจะอยู่รวมกันเพราะแต่ละสายพันธุ์แต่ละหน่วยมีความเชื่อเป็นของตัวเอง มีการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันมากเกินไปแต่ท่านผู้นำมองว่าเพื่อลดการปะทะและความขัดแย้งในภายภาคหน้าถ้าไม่รวมกันวันนี้วันข้างหน้าต้องมีการรบราครั้งใหญ่เกิดขึ้นจนอาจจะกลายเป็นสงครามได้"สรุปคือทุกคนต้องร่วมเข้าหารือกันในที่ประชุมใหญ่ในไม่กี่วันข้างหน้านี้เหรอครับ?"เด็กหนุ่มทั้งหกที่ต้องถอดเสื้อเดินไปเดินมาในสภาพอากาศร้อนของเมืองกรุงถามผู้เป็นแม่ขึ้นในเช้าวันหนึ่งที่เห็นประกาศจากทางการออกข่าวอึกทึกครึกโครมไปทั่วประ







