LOGIN"คุณหนู ท่านไม่น่าไปช่วยชีวิตท่านประมุขพรรคมารผู้นั้นเลย นอกจากจะไม่สำนึกบุญคุณแล้วยังจะแยกเขี้ยวใส่พวกเราอีก" อาจิ้นเอ่ยท้วงผู้เป็นนาย ขณะที่รถม้ากำลังเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์ไป๋หู ที่อยู่ภายในจวนตระกูลโม่
"ข้าเป็นศิษย์สำนักแพทย์จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า หากท่านแม่ที่อยู่บนสวรรค์รู้เข้าคงผิดหวังนักที่บุตรสาวเป็นคนไร้น้ำใจ" หลิวฟางเซียนตอบสาวใช้ ใบหน้าดูสดใสขึ้นหลายส่วนจนสาวใช้สังเกตเห็น
"คุณหนูในห้องนั้น เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ หลังจากออกมาไยท่านดูอารมณ์ดีกว่าตอนอยู่ที่ร้านยาสมุนไพรของเถ้าแก่ฝูเสียอีก" เป็นอาจูที่รวบรวมความกล้าเอ่ยถามขึ้นมาโดยมีอาจิ้นพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วย
"ก็แค่ทำการค้าได้กำไรน่ะ คุณชายรองตระกลูโม่ผู้นั้นช่างเจรจาท้าทาย หากแต่เขาท้าทายผิดคนเสียแล้ว"
"อย่างไรหรือเจ้าคะ" สองบ่าวถามพร้อมกัน
"คุณชายผู้นั้นท้าทายข้า ว่าถ้าข้าสามารถรักษาท่านประมุขโม่ได้ เข้าจะเพิ่มเงินให้เป็นสิบเท่าของราคายาเซียนกำราบพิษ"
"ยาเซียนกำราบพิษตำรับหุบเขาไป๋ซานของคุณหนู ราคาเม็ดละหนึ่งพันตำลึง สิบเท่าก็หนึ่งหมื่นตำลึง คุณหนูนี่ท่านขายยาเม็ดเดียวซื้อบ้านได้หลายหลังเชียวนะเจ้าคะ" อาจิ้นที่คำนวณออกมา ตาโตลุกวาวอย่างปิดไม่มิด
"ถูกต้อง เพราะเช่นนี้ข้าจึงได้อารมณ์ดีอย่างไรเล่า วันพรุ่งคุณชายรองโม่รับปากจะส่งเงินมาที่จวน”
“อย่างไรเสียนี่ก็ล่วงเข้ายามโหย่วแล้ว พวกเราแวะกินของอร่อยๆ ที่หอชุนฉวี่เลยแล้วกัน หลวนเฉิน หลวนชุน เจ้าสองคนเหน็ดเหนื่อยคุ้มครองข้ามาตั้งแต่บ่ายแล้ว ไปกินด้วยกันเถิด"
สององครักษ์เงาที่แฝงตัวเพื่อคุ้มครองดรุณีน้อยแทบร่วงตกจากรถม้าเมื่อได้ยินคำเชิญชวนของคุณหนูรองหลิวที่พวกเขาทั้งสองแอบลอบคุ้มครองเงียบๆ
แม้แต่คุณหนูยังจับพวกเขาได้แล้วต่อไปจะแฝงตัวทำงานอื่นให้นายท่านได้อย่างไร ฝีมือตกจนถูกจับได้โดยง่ายเช่นนี้เห็นทีคงต้องไปทบทวนตนเสียใหม่แล้ว
"ข้ามิได้เก่งถึงเพียงนั้นเสียหน่อย จำมิได้แล้วหรือตอนที่เหวินเต๋อชนข้า หลวนชุนมารับข้าเอาไว้ ข้าถึงได้รู้ตัวก็เท่านั้น" หลิวฟางเซียนกล่าวลอย ๆ ไปตามลม เมื่อเห็นสายตางุนงงของบ่าวสองคนข้างกาย ราวกับต้องการถามว่านางรู้ได้อย่างไร
หากแต่คนที่เบาใจกับคำกล่าวนั้นกลับเป็นสององครักษ์เงาที่อยู่บนหลังคารถม้า หลวนเฉินและหลวนชุนถอนหายใจอย่างโล่งอก
เกือบได้ถูกนายท่านไล่ให้ไปฝึกใหม่เสียแล้ว...
ฟู่ววว~
ค่ำคืนยามจื่อช่างเงียบสงบนักเมื่อเทียบกับตอนกลางวัน จวนราชครูหลิวยามนี้มีเพียงทหารยามคอยเดินตรวจตราอย่างเข้มงวดเท่านั้น
หลิวฟางเซียนที่นอนไม่หลับจึงออกมาเดินเล่นรับลมยามดึก ไม่บ่อยนักที่นางจะออกมาเดินอยู่ลำพังเช่นนี้ หลังจากกลับมาจากหอชุนฉวี่นางก็สั่งให้ทุกคนแยกย้ายไปพักผ่อน วันนี้อาจูอาจิ้นจึงไม่ได้มาปรนนิบัตินางเข้านอน
หลายปีก่อนตอนที่มารดายังอยู่ หลิวฟางเซียนมักจะตัวติดกับนางตลอดเวลา ยามตื่นยามหลับจะมีมารดาอยู่ข้างกายเสมอ ช่างเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตนัก
หลังมารดาจากไปเพราะครรภ์เป็นพิษพร้อมกับน้องชายในท้องเมื่อสามปีก่อน หลิวฟางเซียนก็อยู่ในเรือนหลังเดิมเพียงลำพัง
แม้ว่าท่านย่ามักจะชักชวนให้นางย้ายไปอยู่ที่เรือนท่านด้วยบ่อยครั้ง ทว่าหลิวฟางเซียนมิอาจทำใจไปจากเรือนที่เต็มไปด้วยความทรงจำของนางกับมารดาได้
หญิงสาวหยิบถุงหอมที่มารดาเคยให้ไว้ออกมา ลวดลายดอกท้อบานสะพรั่งที่ถูกปักอย่างประณีตนั้นพลันให้น้ำตาของนางไหลออกมาอย่างมิอาจห้าม
มารดาของนางชอบดอกท้อและถุงหอมใบนี้มาก กลิ่นบุปผาหอมหวานเย็นสะอาดนี้ เป็นกลิ่นเดียวกับกลิ่นกายที่ติดตัวนางมาตั้งแต่เกิด ด้วยเหตุนี้กระมังมารดาจึงตั้งชื่อนางว่าฟางเซียน
มารดาของนางทดลองผสมสมุนไพรและบุปผาหลายชนิดจนได้กลิ่นที่เหมือนกับกลิ่นกายของนางที่สุด กลิ่นที่ทั้งหอมหวานและสดชื่น
"คิดถึงท่านแม่หรือ" หลิวเฟิงเหลียนที่แอบมองมาสักพักเอ่ยทักน้องสาว
"เจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าท่านแม่อยู่บนนั้น จะสบายดีหรือไม่" หลิวฟางเซียนตอบพลางยกมือเรียวขึ้นมาเช็ดคราบน้ำตาลวกๆ
"ท่านแม่ย่อมสบายดี หากมองลงมาแล้วเห็นเซียนเอ๋อร์มีความสุข แข็งแรงปลอดภัย" หลิวเฟิงเหลียนบอกน้องสาว มือหนาลูบเรือนผมนุ่มสลวยของนางอย่างเอ็นดู
"เซียนเอ๋อร์เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปข้าจะไม่ทำให้คนที่รักข้าเป็นห่วงอีก ท่านพี่วางใจเถิดนะเจ้าคะ"หลิวฟางเซียนยิ้มหวานจนตาหยีเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
"เซียนเอ๋อร์ของพี่ช่างรู้ความนัก เอาล่ะ ไปนอนได้แล้วเจ้าเทพธิดาน้อยขี้อ้อน ประเดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้ เป็นหมอห้ามป่วยเสียเองรู้หรือไม่" ครั้งนี้หลิวเฟิงเหลียนเปลี่ยนจากลูบเรือนผมอย่างเอ็นดูเป็นดึงแก้มนิ่มของดรุณีน้อยอย่างมันเขี้ยวแทน
"รู้แล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่ของข้านับวันช่างบ่นเก่งกว่าท่านพ่อเสียอีก" คนถูกดึงแก้มเอ่ยเย้า ผู้เป็นพี่ชายที่เห็นว่าน้องสาวของเขามิได้จมอยู่กับความโศกเศร้าก็รู้สึกวางใจ
หลิวฟางเซียนเดินตามสามีออกมา นางเห็นแผ่นหลังของเขาไวๆ เดินไปทางเรือนพักส่วนตัวของนางที่อยู่ใกลออกไปจากโรงหมอชั่วคราวเมื่อตามไปถึงเรือนพักก็เห็นว่าเขานั่งทำหน้าประเดี๋ยวมืดครึ้มประเดี๋ยวเขียวคล้ำอยู่บนโต๊ะน้ำชา“ศึกที่ด่านชายแดนใต้เรียบร้อยแล้วหรือเจ้าคะ”“...” ไร้เสียงตอบรับจากสามี“มาเถิด มาให้เซียนเอ๋อร์ตรวจร่างกายสักหน่อย”“...”เห็นเขาไม่กล่าวอันใดหลิวฟางเซียนจึงเดินเขาไปใกล้ และเอื้อมจับข้อมือของสามี ทว่าเขากลับดึงมือหนี“เชิญพระชายาไปตรวจอาการของแม่ทัพอวี่เหวินเถิด ร่างกายเปิ่นหวาง พระชายาไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”หลิวฟางเซียนคลี่ยิ้มออกมา เมื่อเห็นท่าทางแง่งอนของสามี “เหตุใดข้าจึงได้รู้สึกว่าในห้องมีกลิ่นแปลกๆ กัน” นางกล่าวพร้อมทำจมูกฟุดฟิดใกล้ๆ ร่างสูงกำยำของสามี“อ๋อ ที่แท้ก็เป็นกลิ่นไหน้ำส้มแตกนี่เอง”“...”“ท่านพี่วางใจเถิด เรื่องข้ากับแม่ทัพอวี่เหวินนั้นเป็นอดีตที่ข้าหลงลืมไปนานแล้ว ยามอยู่ต่อหน้าเขาก็หาได้รุ้สึกอันใด แลวที่ท่านเห็นว่าข้าจับมือถือแขนกับเขานั้นเป็นเพียงการตรวจร่างกาย”“...”“หากมิใช่เพราะเขาเป็นเพียงคนเดียวที่อาสาทดสอบปลูกฝี ข้าคงต้องใช้ตัวเองมาทดสอบแล้ว รู้อย่า
เพียงวันเดียวที่ปฏิบัติตามคำสั่งพระชายาหลิว ก็สามารถยับยั้งการระบาดของโรคได้หลายส่วน ผู้ติดเชื้อมีจำนวนลดลงต่างจากหลายวันก่อนหน้านี้ทว่าเรื่องสุดท้ายที่พระชายาร้องขอนั้นแม่ทัพหนุ่มยังมิอาจหาคนอาสามาปลูกฝีกับพระชายาได้ ด้วยไม่มีสิ่งใดการันตีว่าพวกเขาจะมิเป็นอันใด“หากไม่มีใครยินยอมก็ช่างเถิด ท่านแม่ทัพ” หลิวฟางเซียนบอกเสียงเรียบเรื่อย นางคิดเอาไว้แล้วว่าเรื่องที่เสี่ยงเช่นนี้คงไม่มีผู้ใดอยากอาสาวันรุ่งขึ้นหลังออกตรวจอาการผู้ป่วย และกำชับเรื่องสำคัญกับหมอหลวงที่ติดตามมาจากเมืองหลวง ก่อนจะกลับไปยังเรือนพัก และหายเงียบไปหลายชั่วยาม“พระชายายังไม่ออกมาจากเรือนพักอีกหรือ”อวี่เหวินหย่งฉีถามผู้ช่วยหมอคนหนึ่งที่กำลังต้มยา“ออกมาแล้วขอรับ”“พระชายาออกมาตรวจอาการผู้ป่วยและกำชับท่านหมอหลวงเรื่องการจัดยาและรักษาผู้ป่วยอยู่หลายประโยค ได้ยินว่าพระชายามีเรื่องเร่งด่วนต้องจัดการ”“เรื่องเร่งด่วนหรือ...” แม่ทัพหนุ่มคิดตามก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะเริ่มถอดสี เมื่อคาดเดาได้ว่าเหตุใดจู่ ๆ พระชายาที่อาสามาลงพื้นที่ถึงได้รีบเร่งกำชับหมอหลวงและหายไปเช่นนี้อวี่เหวินหย่งฉีกึ่งเดินกี่งวิ่งมายังเรือนพักของหลิวฟ
หลิวฟางเซียนคุกเข้าลงแล้วกล่าว “โรคระบาดเป็นเรื่องเร่งด่วน ฝ่าบาททรงประทานอนุญาตเถิดเพคะ”หัวหน้าหมอหลวงที่เห็นว่าตนไร้สามารถในการจัดการปัญหานี้ และต้องการให้พระชายาหลิวเดินทางไปกับตนก็คุกเข่าลงด้วยเช่นกัน“ฝ่าบาทโปรดไตร่ตรองคำขอของพระชายาหลิวเถิดพ่ะย่ะค่ะ”“กระหม่อมและหมอคนอื่นๆ ไร้สามารถ จนบัดนี้ก็ยังมิอาจหาทางยับยั้งการระบาดได้ หากไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากพระชายา เกรงว่าผลที่ตามมาอาจจะร้ายมากกว่าดี”“หากว่านางมิใช่ชายารุ่ยอ๋องเจิ้นก็คงไม่คัดค้าน” “ยามนี้รุ่ยอ๋องกำลังไปปราบศึกเพื่อเจิ้นและทุกคน”“ในยามที่เขาไม่อยู่เราควรที่จะดูแลครอบครัวเขา มิใช่ผลักไสคนในครอบครัวเขาไปเสี่ยงอีกคน”“ฝ่าบาทอย่าได้ทรงกังวลพระทัยเลยเพคะ หม่อมฉันให้คำมั่นว่าจะดูแลรักษาร่างกายตนให้ดี อีกทั้งจะรักษาชีวิตผู้คนในชิงโจวให้ได้มากที่สุด”โอรสสวรรค์ทรงฟังคำของหลิวฟางเซียนจบก็ทรงถอนพระปัสสาสะ ก่อนจะปิดพระเนตรลงพลางใคร่ครวญชั่วชาเดือดจึงได้คำตอบ...“ครานี้เจ้าจะให้เจ้าได้สมหวัง ทว่าเจ้าต้องสัญญากับเจิ้นว่าไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามปล่อยให้ตนตกอยู่ในอันตราย”“และหากว่าแม้แต่เจ้าก็มิอาจรักษาโรคระบาดนี้ได้ก็ขอให้เจ้ากลับม
ตอนพิเศษหลังจากคราที่จวิ้นอ๋องและอดีตฮองเฮาสกุลซูทำการกบฏ เมืองหลวงและเขตชายแดนก็ปราศจากศึก สงบสุขมานานหลายปีกระทั่งแปดปีให้หลัง...แคว้นเหลียนที่อยู่ติดเขตชายแดนทิศใต้เกิดเหตุการณ์ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน สัญญาสงบศึกที่เคยมีมาหลายสิบปีบัดนี้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่กลับละเลย ทั้งส่งสาส์นท้ารบ และยกทัพล้อมหัวเมืองหน้าด่านรุ่ยอ๋องผู้เป็นเจ้าของฉายาแม่ทัพมัจจุราชคือผู้ที่ได้รับราชโองการให้ไปปราบทัพแคว้นเหลียนในครั้งนี้ด้วยยามนี้ข้าศึกประชิด สายข่าวรายงานว่า บัดนี้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่แคว้นเหลียนลงทุนเสด็จลงมาบัญชาการรบด้วยพระองค์เอง มาดว่าเป้าหมายของฝ่ายนั้นคงจะมิใช่เพียงต้องการครอบครองเมืองหน้าด่าน หากแต่เป็นแคว้นต้าซ่งทั้งแคว้น“ท่านพ่อ” อวี่เหวินเสวี่ยอิงเรียกบิดาด้วยน้ำเสียงอาลัยอาวรณ์ “อิงเอ๋อร์อยากไปปราบข้าศึกกับท่าน”รุ่ยอ๋องยิ้มอบอุ่นมองบุตรสาว ที่มิคล้ายบุตรสาวสักเท่าใด “อิงเอ๋อร์เด็กดี เอาเช่นนี้ดีเหรอไม่ ไว้เมื่อใดที่วรยุทธ์ของลูกเทียบเท่ากับพ่อ พ่อสัญญาว่าจะให้เจ้าเข้าร่วมกองทัพ”“สัญญาแล้วไม่คืนคำนะเจ้าคะ”“ตกลง สัญญาแล้วไม่คืนคำ” เขายื่นนิ้วก้อยของตนมาคล้องเกี่ยวกับบุตรสาว“ท่านพี่ ถน
"พี่ไม่ยักรู้ว่าเซียนเอ๋อร์คอแข็งถึงเพียงนี้" โม่เสวี่ยหยางหยอกล้อชายาเสียงอ่อนเสียงหวาน"จริงหรือเจ้าคะ เซียนเอ๋อร์ก็ไม่ยักรู้เช่นกันว่าท่านพี่จะคอแข็งถึงเพียงนี้" หลิวฟางเซียนหยอกล้อสามีกลับไปคนทั้งสองสบสายตากันครู่หนึ่ง ต่างคนต่างจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่งามที่มีประกายเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่าย ก่อนที่จู่ๆ จะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน หลิวฟางเซียนปาดคราบน้ำตาที่ไหลออกมาเล็กน้อย ก่อนจะหันมากล่าวกับสามีด้วยใบหน้าจริงจัง "เปิดเผยตัวช่วยของท่านมาเดี๋ยวนี้" นางว่าพร้อมกับนำขวดหยกใสที่มียาเม็ดลูกกลอนอยู่ข้างใน ออกมาวางอวดโฉมบนโต๊ะอาหารที่บัดนี้เต็มไปด้วยไหสุราดอกท้อ"ตำรับลับพันจอกไม่เมาของท่านเจ้าสำนักหุบเขาไป๋ซาน" โม่เสวี่ยหยางอวดอ้างสรรพคุณก่อนดึงขวดหยกสีเข้มกว่าของนางออกมาจากสาบเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะ"หากดื่มต่อให้ครบพันจอกเห็นทีคงได้รู้แพ้รู้ชนะแล้ว" หลิวฟางเซียนบอกเสียงหวาน "ตำรับยาที่ท่านตามอบให้ท่านพี่เป็นสูตรเก่าของปีก่อนดื่มได้ไม่เกินพันจอก ทว่าตำรับยาที่เซียนเอ๋อร์เพิ่งคิดค้นขึ้นมาใหม่ ต่อให้ดื่มเป็นหมื่นจอกก็ไม่เมาเจ้าค่ะ""เจ้าปีศาจน้อยจอมเจ้าเล่ห์"หลิวฟางเซียนฟังสมญานามใหม่ของตนแล้ว
'ฝ่าบาทคงจะทรงตัดพระทัยประหารฮองเฮาเช่นคนอื่นๆ ไม่ได้ จึงได้ประทานสุราพิษให้พระนาง''ตัวข้าแก่ชรามาแล้ว ในอดีตที่มีการก่อกบฏเช่นนี้ หากเป็นอดีตฮองเต้ คนพวกนี้คงจะโดนตัดสินประหารแบบห้าม้าแยกร่าง ไม่ก็แล่เนื้อเถือหนังหรือตัดเอวไปแล้ว''ใช่ๆ ข้าก็เคยได้ยินมาว่าในอดีตมักจะจัดการกับพวกกบฏด้วยวิธีพวกนี้ ได้ยินว่ากว่าผู้ถูกลงทัณฑ์จะสิ้นใจนั้นทรมานยิ่งนัก''ข้าจะบอกให้นะ ว่าวิธีการพวกนั้นน่ากลัวมากจริงๆ เทียบกันแล้วการประหารด้วยการตัดศีรษะนั้น ไม่นับเป็นอันใดได้เลย''ฝ่าบาททรงเป็นฮ่องเต้ที่เที่ยงธรรมและมีน้ำพระทัยที่ยิ่งใหญ่นัก ถึงได้เลือกวิธีการลงทัณฑ์ที่เมตตาเช่นนี้'ฮ่องเต้อวี่เหวินหย่งตี้ฟังรายงานเรื่องเสียงวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินโทษในครั้งนี้ ที่เป็นที่กล่าวถึงของชาวเมืองจากองครักษ์เงาของพระองค์แล้วทรงถอนพระปัสสาสะออกมา ก่อนที่พระองค์จะโบกพระหัตถ์ไล่องครักษ์เงานายนั้นให้ออกไป และกลับมาสนพระทัยหยิบฎีกาที่เปิดค้างอยู่ขึ้นมาอ่านต่อแทนหลังจากผ่านเหตุการณ์ก่อกบฏในครานั้นมาได้ครึ่งปี ทั้งในวังหลวงและเมืองหลวงก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีเรื่องวุ่นวายอันใดเกิดขึ้นอีก ทุกผู้คนต่างก็แยกย้ายกันทำหน้าที่ข







