เข้าสู่ระบบแพขนตาบางใต้คิ้วงามสีเข้มค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างช้าๆ ท่านประมุขฟื้นขึ้นหลังจากผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามพอดี คุณชายรองโม่และเหวินเต๋อรีบรุดไปที่ข้างเตียงอย่างยินดี ทว่าดวงตาคมนัยน์ตาดำครามนั้นกลับมองข้ามบุรุษทั้งสองมาทางดรุณีน้อยแปลกหน้าอย่างไม่ชอบใจนัก
"นางเป็นใคร พวกเจ้าปล่อยให้สตรีเข้ามาในห้องของข้าได้อย่างไร" ประมุขพรรคผู้ยิ่งใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันน่ายำเกรง สายตาของเขาที่จ้องมองมาทางหลิวฟางเซียนช่างดูไม่เป็นมิตร เห็นทีข่าวลือที่ว่าท่านประมุขเย็นชาต่อสตรีคงจะเป็นเรื่องจริง
"ท่านประมุขอย่าเพิ่งโมโหขอรับ แม่นางผู้นี้เป็นหมอหญิงที่มียาเซียนกำราบพิษ ทะ...ที่ท่านให้ข้าตามหาก่อนหมดสติขอรับ" เหวินเต๋อละล่ำละลักรีบอธิบาย
"ข้าให้เจ้าไปหาแค่ยา มิใช่ว่าให้พาคนมาเสียเมื่อไหร่"ประมุขหนุ่มพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เหวินเต๋อผู้นี้ช่างไม่ได้เรื่องได้ราวเสียจริง
"หากคนของท่านไม่พาข้ามาด้วย เกรงว่าท่านคงมิอาจฟื้นกระมัง" หลิวฟางเซียนเอ่ยแทรกเสียงนุ่ม ก่อนจะหันมากล่าวกับคุณชายรองโม่โดยไม่สนใจประมุขหนุ่มนี่นอนทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่บนเตียง "เอาล่ะ คุณชายรองโม่ คนก็ฟื้นแล้ว ข้าก็ควรจะกลับได้แล้ว เงินค่ายาเซียนกำราบพิษที่ท่านตกลงไว้พรุ่งนี้ค่อยให้คนนำไปส่งให้ข้าที่จวนราชครูหลิวก็แล้วกัน ข้าขอตัว"
"ได้ๆ พรุ่งนี้ข้าจะให้คนไปจัดการ" คุณชายรองโม่รับปาก ก่อนจะหันมาหาพี่ชายจอมเผด็จการของตนเมื่อเห็นว่าหมอหญิงนางนั้นเดินพ้นประตูไปแล้ว
"ท่านพี่ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง"
"อาเหยียน วางใจเถิด ข้าไม่เป็นอันใดแล้ว และที่สตรีนางนั้นกล่าวหมายความว่าอย่างไรที่ว่าข้ามิอาจฟื้น" โม่เสวี่ยหยางเอ่ยถามอย่างสงสัย
เขาโดนพิษเฟิ่งเซียนฮวาสีนิลมิใช่หรือ เพียงกินยาเซียนกำราบพิษของหุบเขาไป๋ซานก็ขจัดพิษได้แล้ว เหตุใดจึงต้องพานางมาด้วยหรือนางจะมีประสงค์อื่น
"เหวินเต๋อพานางมา นางอาสามารักษาท่านเอง เพราะเหตุใดข้าเองก็ไม่รู้ได้ ทว่าตอนนางมาถึง เพียงตรวจชีพจรท่านนางก็พบว่าท่านได้รับพิษถึงสองอย่าง นางบอกว่าพิษเฟิ่งเซียน ฮวาสีนิลที่ท่านได้รับไม่เพียงปลูกจากปุ๋ยพิษอย่างเฟิ่งเซียนฮวาสีนิลทั่วไปแต่กลับถูกหล่อเลี้ยงให้ซึมซับพิษงูเก้าชนิดด้วย พิษงูนี้มีฤทธิ์ข่มกับยาเซียนกำราบพิษ หากไม่ถอนออกก่อน ไม่เพียงแต่จะขจัดพิษเฟิ่งเซียนฮวาสีนิลไม่ได้ แต่จะยิ่งไปเร่งให้พิษเข้าสู่หัวใจเร็วขึ้น"
โม่เสวี่ยเหยียนอธิบายอย่างละเอียดตามที่ได้ฟังมาจากหลิวฟางเซียนระหว่างที่นั่งรอพี่ชายของเขาฟื้นคืนสติ
"เหวินเต๋อ เจ้าไปสืบมาว่าใครเป็นเจ้านายของมือสังหารที่ปามีดบินเล่มนั้น อ้อ แล้วก็สืบเรื่องของแม่นางผู้นั้นด้วย"
โม่เสวี่ยหยางสั่งลูกน้องคนสนิท
"ขอรับท่านประมุข" เหวินเต๋อรับคำ และรีบออกไปตามคำสั่งผู้เป็นนาย
"เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ท่านพี่พักผ่อนเถิด" โม่เสวี่ยเหยียนยิ้มกว้างบอกกับพี่ชาย ก่อนจะออกจากห้องไป
คิดได้ดังนั้นองครักษ์หนุ่มจึงลอบเข้ามาในหอสูงตระหง่านแห่งนี้สวรรค์เถิด! มีห้องหับมากมายเพียงนี้เขาจะเริ่มหาจากห้องใดดีเล่า เหวินเต๋อได้แต่บ่นอยู่ในใจ ยังดีที่พระชายารอบคอบ นำรูปภาพกล้วยไม้ราตรีมาให้เขากับเจ้าพวกนั้นดู ทั้งยังอธิบายรูปลักษณ์และเปรียบเทียบให้ฟังว่าดอกกล้วยไม้งามแต่อันตรายนี้มีกลิ่นฉุนรัญจวนคล้ายกล้วยไม้ป่าจากทางใต้ที่ส่งคนไปหามาคราก่อน อย่างน้อยๆ ก็ตามกลิ่นเอาก็แล้วกันหาอยู่นานนับชั่วยามก็ยังไม่พบเบาะแสอันใด องครักษ์หนุ่มแง้มเปิดดูทุกห้องที่เขาเดินผ่าน ทว่ากลับพบเพียงความว่าเปล่าหอแห่งนี้เงียบเสียจนผิดปกติ เหวินเต๋อจึงเพิ่มความระวังมากขึ้น ในที่สุดเขาก็พอจะนึกบางอย่างได้ พระชายาบอกว่าดอกกล้วยไม้ราตรีนี้จะเติบโตได้ดีในที่ที่อากาศเย็น เขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายจากที่ค่อยๆ สำรวจห้องด้านล่างขึ้นไปด้านบน เป็นหาห้องใต้ดินแทนจนในที่สุดเขาก็พบห้องหนึ่งที่เริ่มจะพอเข้าเค้า เมื่อเปิดประตูห้องนั้นเข้าไปเขาพบว่าอากาศภายในนั้นเย็นยะเยือกราวกับอยู่ในฤดูเหมันต์ เหวินเต๋อที่นับตัวเองเป็นสหายของความเย็นหาได้รู้สึกอื่นใดนอกจากชินชาไม่ หากเป็นคนธรรมดาอยู่ในห้องนี้ไม่เกินสองเค่อคงแข็งตายอย
"ไม่ง่ายดายปานนั้น" หลิวฟางเซียนส่ายหน้า "สตรีที่วางยาพิษเป็นคนของหอพิษพิฆาต พวกนางทำยาพิษแต่ไม่ทำยาถอนพิษ และพิษสามราตรีนี้มีส่วนผสมของดอกกล้วยไม้ราตรี ที่มีเพียงเจ้าหอพิษพิฆาตเท่านั้นที่ปลูกได้""เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีเล่า" ลั่วจิ่นไห่ถามอย่างร้อนใจ"ขอเวลาให้ข้าปรุงยาสักหน่อย ไม่เกินสองสามวันข้าจะต้องปรุงยาถอนพิษให้ได้" หลิวฟางเซียนให้คำมั่น ก่อนจะลุกเดินไปยังโต๊ะทำงานของอ๋องหนุ่มและหยิบพู่กันขึ้นมาตวัดเขียนลงบนกระดาษ "เหวินเต๋อเจ้าส่งคนไปที่หุบเขาไป๋ซาน นำป้ายหยกนี้ไปแสดงแก่เจ้าสำนัก และขอให้เขาจัดสมุนไพรหายากตามเทียบยานี้ให้ข้า ส่งคนอีกกลุ่มลอบแฝงตัวไปที่หอพิษพิฆาต และชิงกล้วยไม้ราตรีกลับมา ยาถอนพิษของข้าจะเสร็จช้าหรือเร็วล้วนอยู่ที่พวกเจ้าแล้ว""พ่ะย่ะค่ะ" เหวินเต๋อรับคำ ก่อนจะทะยานออกนอกหน้าต่างไปทำตามที่นายหญิงสั่งการ"เช่นนั้นข้าจะกลับไปที่ค่ายหยางเจี้ยน และไม่เคลื่อนไหวอันใดจนกว่าพระชายาจะให้คนไปส่งข่าว" ลั่วจินไห่บอกหญิงสาว ก่อนจะเดินออกไปจากห้องนอน ปล่อยให้นางอยู่กับสหายของเขาเพียงลำพัง"ท่านนี่ชอบทดลองยาจริงๆ นะเจ้าคะ ไม่ถึงปีก็ลองไปสามสิบกว่าชนิดแล้ว กลัวเซียนเอ๋อร์มิได้
ด้านนางกำนัลที่ไปรายงานซุนกงกงนั้นกลับมาที่หน้าห้องเดิมอีกครั้ง นางรออยู่หน้าห้องจนได้ยินเสียงคนในห้องฟื้นและสูดดมธูปกำหนัดที่ใส่เอาไว้ในกำยานออกฤทธิ์จึงแสร้งกรีดร้องเสียงดังหลิวฟางเซียนกับเก่อซีที่ได้ยินดังนั้น ก็อาศัยตอนช่วงชุลมุนแทรกกายไปรวมกลุ่มกับลั่วชิงลี่และอาจูอาจิ้น"เจ้าหายไปไหนมา" สหายรักของนางเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล หญิงสาวจึงระบายยิ้มบางๆ ตอบออกไป"ข้าเห็นว่าเสี่ยวซีไปเอายาให้ข้าที่รถม้านานแล้วยังไม่กลับมาจึงไปตามนาง วังหลวงกว้างใหญ่หากนางเดินหลงไปสถานที่ต้องห้ามขึ้นมาคงแย่เป็นแน่"ไม่เป็นอันใดก็ดีแล้ว ดูคนพวกนั้นเถิด กะอีแค่ตะขาบหายเข้าไปในห้องนั้น ใยจะต้องกรูกันเข้าไปดูด้วย" หลิวฟางเซียนเพียงยิ้มรับพยักหน้าเห็นด้วยกับคำกล่าวของสหาย พลางรอเวลาให้คนพวกนั้นออกมากล่าวถ้อยคำให้ร้ายนางทั้งวางยานอนหลับนาง ใช้ดอกไม้พิษที่ทำให้คนหมดสติเมื่อสัมผัสมาล่อลวงนาง ไหนจะธูปกำหนัดที่หมายจะให้นางเสื่อมเสียพินาศย่อยยับ ช่างเป็นวิธีของสตรีตื้นเขินโดยแท้ครั้งนี้ฮองเฮากับซูเฟยหรงคิดจะทำให้นางรู้สึกเหมือนอยู่มิสู้ตาย หากไม่ตอบแทนพวกนางบ้างคงจะดูไร้น้ำใจเกินไป รอดูต่อไปเถิด อีกไม่เกินเจ
"หม่อมฉันขออภัยเพคะ ๆ" นางก้มลงโขกศีรษะกับพื้นจนหน้าผากแดงช้ำ ก่อนเอ่ยตอบเสียงสั่นตามที่ได้ตระเตรียมกับซุนกงกงมา "ข้าน้อยเห็นตะขาบนับสิบตัววิ่งเข้าไปในตำหนักเจ้าค่ะ ตกใจจึงได้กรีดร้องออกมา" "ตะขาบงั้นรึ ซุนกงกงเข้าไปดูที" ฮองเฮาบอกขันทีคนสนิทด้วยสีหน้ากังวลอย่างเป็นธรรมชาติซุนกงกงเข้าไปได้เพียงชั่วอึดใจก็วิ่งหน้าตาตื่นออกมา ซูเฟยหรงจึงแสร้งเอ่ยถาม "เจอตะขาบจริงๆ หรือ""ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อม..." ซุนกงกงอึกอักฮองเฮาที่ทนรอคำตอบไม่ไหวจูงมือซูเฟยหรงเข้าไปดูด้วยพระองค์เอง เพียงครู่ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องออกมาจากด้านใน จนเหล่าสตรีชนชั้นสูงบางคนตามเข้าไปดูบ้างภาพบัดสีของบุรุษและสตรีที่กำลังร่วมรักกัน ส่งผลให้ผู้ที่พบเห็นกรีดร้องตกใจและถอยกรูดออกมา"เป็นองค์ชายแปดกับสตรีนางหนึ่ง" ฮูหยินจวนโหวที่เห็นหน้าบุรุษอย่างชัดเจนเอ่ยขึ้นมา ทำให้หยางเต๋อเฟยที่ยืนสงบใจรออยู่ด้านนอกเผลอตวาดลั่นอย่างลืมรักษากิริยา"เจ้ากล่าวเหลวไหลอันใด!""หม่อมฉันเห็นเช่นนั้นจริงๆ เพคะ" นางตอบ"มีผู้ใดเห็นพระชายาหลิวบ้าง ข้าไม่เห็นนางตั้งแต่ตอนอยู่ที่อุทยานแล้ว สตรีนางนั้นมิใช่ว่า" ซูเฟยหรงที่อดใจรอความสำเร็จไม่ไหวเอ่
ทั้งสองพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงขันทีประกาศว่าฮองเฮาและพระสนมเสด็จมาพร้อมแล้ว งานเลี้ยงเริ่มขึ้นอย่างคึกคัก ฮองเฮาพูดเปิดงานพอเป็นพิธีก็เรียกคณะนางรำมารำถวาย พร้อมกับอาหารที่ทยอยนำขึ้นมารับรอง เมื่อตรวจดูว่าอาหารที่นางกำนัลยกมาปลอดภัยสำหรับนาง หญิงสาวจึงตักขึ้นมาทานอย่างละเล็กละน้อยพอเป็นพิธี จนการแสดงจบลง ฮองเฮาถึงได้เอ่ยอนุญาตให้บรรดาสตรีชนชั้นสูงท้้งหลาย เดินชมบุปผาในอุทยานได้ตามใจชอบลั่วชิงลี่เป็นคนแรกๆ ที่ลุกขึ้นหลังจากได้ยินว่าฮองเฮาทรงอนุญาต นางยื่นมือมาดึงให้หลิวฟางเซียนลุกไปพร้อมกันฮองเฮากับซูเฟยหรงมิได้มีท่าทีสนใจนาง ดูปกติเสียจนรู้สึกได้ว่ามีอันใดที่ไม่ปกติ หลิวกุ้ยเฟยท่านอาของนางก็คงรู้สึกได้เช่นกัน จึงได้เดินตรงมาหาหลานสาวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม"ถวายพระพรเพคะ" หลิวฟางเซียนกับลั่วชิงลี่ยอบกายและเอ่ยพร้อมกัน"ไม่ต้องมากพิธี" พระนางบอกคนทั้งสอง ก่อนเอื้อมมือเรียวอ่อนเยาว์มาจับมือหลานสาวเอาไว้จับจูงกันไปชมบุปผา อย่างสบายใจทว่าผ่านไปเพียงครู่เดียวฮองเฮาก็ส่งซุนกงกงมาเชิญหลิวกุ้ยเฟยให้ไปชมบุปผากับพระนาง สองอาหลานสบสายตากันอย่างมีความหมาย หลิวกุ้ยเฟยบีบมือหลานสาวเบาๆ
"เก่อซี" สิ้นเสียงของหลิวฟางเซียนพลันมีเงาดำสายหนึ่งพุ่งเข้ามา ก่อนจะปรากฏเป็นร่างสูงกำยำขององครักษ์เงาที่โม่เสวี่ยหยางมอบให้ "ข้ามีงานให้เจ้าทำ""นายหญิงโปรดสั่งมาขอรับ" เก่อซีรับคำอย่างแข็งขัน นางเพิ่งสังเกตว่าองครักษ์ผู้นี้เปลี่ยนสรรพนามเรียกนางจากพระชายาเป็นนายหญิง เดาว่าเขาคงพอจะรู้ตัวตนของนายท่านตัวเองออกแล้วกระมัง หากแต่ยังทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นปิดหูปิดตา ด้วยเป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะสอดมือมายุ่งได้หลิวฟางเซียนยิ้มบาง ก่อนตอบเสียงนุ่ม "ได้ยินจากเหวินเต๋อว่าเจ้าเก่งกาจนักเรื่องปลอมตัว ข้าอยากให้เจ้าปลอมตัวเป็นนางกำนัลของข้า ติดตามข้าเข้าวังพรุ่งนี้""ปลอมเป็นสตรีหรือขอรับ" เก่อซีถามย้ำ"ใช่ ทำได้หรือไม่เล่า ในวังมีองครักษ์ของคนหลายกลุ่ม พวกเขาคงต้องตรวจสอบข้าเป็นแน่ หากเจ้าตามข้าไปในฐานะบุรุษ ย่อมต้องพบเจอปัญหา""เก่อซีทราบแล้วขอรับ นายหญิงโปรดวางใจ เก่อซีจะปกป้องท่านจนตัวตาย" องครักษ์หนุ่มบอกอย่างฮึกเหิม หลิวฟางเซียนรู้ดีว่าเขาไม่ได้พูดเล่น ทุกคำของเขาล้วนมาจากใจจริง "ดีมาก หากครั้งนี้ผ่านไปอย่างราบรื่น ข้าจะเลี้ยงอาหารพวกเจ้ามื้อใหญ่" หญิงสาวบอกกับคนทั้งสามอย่างอารมณ์ดี







