LOGINสัญญาพักรบชั่วคราวกำลังจะสิ้นสุดลงในปลายเดือนมกราคม หลังจากที่มันถูกลากยาวออกไปถึงสิบสี่วัน ทหารของอาณาจักรถูกเคลื่อนย้ายสับเปลี่ยนกำลังพลเพื่อเตรียมรับศึกใหญ่อีกครั้ง ทางจักรวรรดิเองก็มีท่าทีที่พร้อมจะเปิดฉากโจมตีเช่นกัน
ในวันสุดท้ายของเดือนที่ลมหนาวพัดโชยปะทะใบหน้า เด็กสาวในชุดผู้บัญชาการทหารเต็มยศยืนนิ่งมองนาฬิกาพกในมือ ก่อนจะเก็บมันเข้าอกเสื้อแล้วเงยหน้ามองเส้นขอบฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีทอง
“คุณหนูครับ... พระอาทิตย์กำลังจะขึ้นแล้ว” ทหารคนสนิทรายงาน
“บอกทหารทุกนายเตรียมพร้อม ทันทีที่การเจรจาล้มเหลว สงครามจะเริ่มขึ้นอีกครั้งและอาจรุนแรงกว่าเดิม”
“คุณหนู... พวกเราจะฝากความหวังไว้กับ ‘เจ้าชาย’ พวกนั้นได้จริงๆ ใช่ไหมครับ?” ทหารหนุ่มถามด้วยความกังวล เพราะเขารู้ดีว่าใครเป็นผู้ออกไปเจรจา
“ไม่มั่นใจ... เตรียมทหารม้าไว้ให้พร้อมเถอะ หากเกิดอะไรผิดพลาด เราต้องพร้อมบดขยี้พวกมันทันที”
“ครับท่าน” ทหารรีบวิ่งไปตรวจดูความพร้อมของกองทหารม้า เพื่อไม่ให้ผิดพลาดจนเสียการใหญ่
“ใกล้ถึงเวลาแล้วหรือลูกพ่อ...” ดยุกแม็กซ์น่าเดินเข้ามาหา
“ค่ะท่านพ่อ ลูกสั่งให้หน่วยปืนใหญ่ประจำตำแหน่งแล้ว หากข้าศึกตลบตะแลง ลูกจะจมพวกมันทั้งหมดลงใต้ธารน้ำแข็งนี้เอง” เมลตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ทุกอย่างมีกฏของมัน ปล่อยให้อัศวินคุยไปเถอะ”
“ค่ะ” สายลมเย็นโชยพัดเข้าปะทะหาน้าของเด็กสาวเบาๆ เมล์คิดทบทวนมาตลอดหลายวันถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและต้นสายปลายเหตุของมัน
ความขัดแย้งภายในเมืองหลวงยังคงรบกวนใจเธอ ตลอดช่วงพักรบ ขุนนางกบฏทั้งหกตระกูลร่วมกันกดดันองค์ราชาให้ส่งเจ้าชายทั้งสองเป็นผู้แทนในการเจรจา แทนที่จะเป็นเมลตามแผนเดิม ทว่าโชคยังเข้าข้างที่ขุนนางฝ่ายกลางและฝ่ายสนับสนุนกษัตริย์ยังคงโหวตให้เมลเป็นผู้นำทัพรบต่อไปอย่างไร้ข้อกังขา
เพื่อความปลอดภัย เมลได้แต่งตั้ง นาโปลี ขึ้นเป็นผู้ดูแลเมืองหลวงชั่วคราว และผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าประทับใจ นาโปลีใช้ ‘ปืนแตกอากาศ’ ในการควบคุมฝูงชนและผู้ก่อความไม่สงบที่คิดจะทำรัฐประหาร แม้จะมีคนบาดเจ็บล้มตาย แต่มันก็ยุติความวุ่นวายได้อย่างรวดเร็ว
ความเด็ดขาดครั้งนั้นทำให้นาโปลีจากผู้คุมกองพันปืนใหญ่ผสม กลายเป็น ผู้บัญชาการรักษานเมืองหลวง และได้รับการเลื่อนขั้นอย่างก้าวกระโดด ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของขุนนางกบฏที่ทำอะไรไม่ได้
“ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่ได้ต่างจากที่ลูกคาดไว้เท่าไหร่นะเมล” ดยุกเอ่ยพลางถอนหายใจ
“พวกเรารู้อยู่แล้วว่าใครเป็นคนชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน... ท่านพ่อคะ ทางอาณาจักรข้างเคียงว่าอย่างไรบ้าง?”
“พวกนั้นยังคงสงวนท่าทีและประเมินสถานการณ์อยู่... พวกเขาพร้อมจะเข้าร่วมสงครามทันทีหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำ” นายทหารคนหนึ่งรายงานแทน
เมลหรี่ตาลงมองไปยังเต็นท์เจรจาที่อยู่ไกลออกไปบนทุ่งหิมะ “บอกแซมให้เตรียมตัว... ฉันจะลงไปที่จุดเจรจาด้วยตัวเอง”
“จะดีหรือครับคุณหนู? ที่นั่นอันตรายมาก”
“ถ้าฉันไม่ไป เจ้าชายพวกนั้นอาจจะขายชาติแลกกับทางรอดส่วนตัวก็ได้... สงครามครั้งนี้ ฉันจะเป็นคนจบมันเอง”
“รับทราบครับ”
เมลควบม้าฝ่าลมหนาวลงไปยังใจกลางทุ่งน้ำแข็ง พร้อมด้วยกองทหารม้าและอัศวินคนสนิทจำนวนหนึ่ง ภาพการเจรจาที่อยู่เบื้องหน้าดูจะล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ทหารของทั้งสองฝ่ายต่างจ้องมองกันด้วยความระแวดระวัง ทว่าสายตาของคณะเจรจาฝ่ายอาณาจักรกลับมองเมลเป็นก้างชิ้นใหญ่ที่เข้ามาขวางทางผลประโยชน์ของพวกตน
“ในที่สุด... ก็มีโอกาสได้พบกับผู้บัญชาการสูงสุดเสียที แต่น่าเสียดายที่เป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ” แม่ทัพฝ่ายจักรวรรดิเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งเอ็นดูกึ่งสบประมาท
“จะถือว่าเป็นคำชมแล้วกันค่ะ” เมลยิ้มบางๆ ก่อนจะลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว
“ข้าคือแม่ทัพแห่งจักรวรรดิ นามว่า โซรอส” ชายชราก้าวออกมาทักทาย
“เมล์... บุตรีแห่งดยุกแม็กซ์น่า ผู้บัญชาการสูงสุดในศึกครั้งนี้”
“อืม... วาจามารยาทนับว่าดีเยี่ยม เช่นนั้นข้าขอเรียกท่านว่าคุณหนูตามประสาคนแก่ได้หรือไม่?”
“ยินดีค่ะท่านแม่ทัพ”
“เชิญนั่งก่อนเถอะ... ทหาร! ชงชารับแขกหน่อย!” โซรอสหัวเราะร่า บรรยากาศชื่นมื่นขัดกับสายตาของคณะเจรจาฝ่ายเจ้าชายที่จ้องมองมาอย่างไม่พอใจ
“เกรงใจท่านแล้ว”
“คุณหนูใหญ่! ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่? การแทรกแซงคณะเจรจาอาจมีผลที่ตามมาถึงชีวิต!” หนึ่งในตัวแทนคณะเจรจาตะคอกขึ้น
เมลไม่แม้แต่จะหันไปมอง นางเพียงยกมือขึ้นเล็กน้อย “ทหาร! มาเอาตัวคนพวกนี้ออกไป!”
กองทหารรักษาการณ์ของเมลเคลื่อนกำลังเข้าล้อมคณะเจรจาทันที “พวกเราเป็นตัวแทนอาณาจักรนะ! ไม่ใช่เจ้า!” เจ้าชายตะโกนลั่น
“เจ้าชาย... ท่านนำสงครามเข้ามา แล้วคิดจะสวมบทวีรบุรุษเจรจาสงบศึกงั้นหรือ?” เมลหันไปจ้องด้วยสายตาเฉียบคม “ข้าให้เวลาท่าน 7 วัน แต่ท่านกลับหาข้อสรุปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่ท่านต้องการคือสงครามเพื่ออำนาจ หาใช่เพื่อประชาชนไม่!”
“ระวังปากด้วยคุณหนูใหญ่! อย่าให้มันมากเกินไป!”
“ท่านไม่ต้องห่วง... ข้าไม่คิดจะแย่งหน้าที่เจรจาไร้สาระนี่หรอก อยากทำสงครามนักก็เชิญหยิบดาบไปรบเองที่แนวหน้าโน่น! ทหาร... ลากตัวออกไป!”
เมื่อคณะเจรจาถูกคุมตัวออกไป พื้นที่กลางทุ่งน้ำแข็งก็เหลือเพียงยอดคนของสองฝ่าย เมลสั่งให้คนของตนถอยห่างออกไปสิบก้าว เช่นเดียวกับโซรอสที่พยักหน้าให้ทหารของเขาถอยออกไป
“ต้องขออภัยที่ทำให้ท่านเห็นเรื่องขายหน้า หวังว่าท่านแม่ทัพจะไม่ถือสาผู้น้อย”
“ฮ่าๆๆ ไม่หรอก... เด็กสาวที่กล้าสั่งจับเจ้าชายต่อหน้าศัตรูเช่นนี้ หาได้ยากยิ่งนัก”
เมลสั่งให้ทหารนำเตาเล็กๆ ออกมาจุดไฟ ก่อนจะวางแผ่นหินร้อนลงไป ย่างปลาและเนื้อที่เตรียมมา กลิ่นหอมของไขมันที่กระทบความร้อนลอยตลบอบอวลท่ามกลางอากาศติดลบ
ซ่าา~ เสียงเนื้อปลากระทบกับแผ่นหินบนเตาไฟ
“กลิ่นหอมนัก... นี่ไวน์ชั้นเลิศค่ะท่านแม่ทัพ จิบไปคุยไปจะช่วยให้เจริญอาหารขึ้น” เมลรินไวน์สีแดงเข้มลงในแก้ว
“มื้ออาหารมื้อแรกกลางสมรภูมิ... อืมม์ รสชาติดีจริงๆ” โซรอสเอ่ยหลังจากชิมเนื้อย่าง
“หากไม่มีสงคราม... เราอาจได้เปิดชายแดนค้าขาย นั่งจิบชาอุ่นๆ อยู่ในบ้านอย่างสงบสุข” เมลเปรยพลางพลิกชิ้นเนื้อบนเตา “เนื้อชิ้นนี้... เปรียบได้กับแผ่นดินของพวกเรา แต่ละส่วนคือผลประโยชน์ที่คนเบื้องบนต้องการ ทั้งคาบสมุทรกอร์เลีย และที่ราบซาทา... ทันทีที่ฝ่ายเรามีคนเปิดประตูเรียกพวกท่านมา ท่านก็ไม่ลังเลเลยที่จะยกทัพมาบดขยี้เรา”
“นั้นก็ถูกของเจ้า”
“ปลาสุกแล้ว มาเถอะข้าเบ่งให้เอง ส่วนนี่เนื้อย่าง” เมลตัดชิ้นเนื้ออย่างคล่องแคล่ว
“โอ้ว ช่างหอมจริงๆ ถ้าเจ้าเป็นบุรุษข้าคงยกหลานสาวให้แต่งงานกับเจ้าเป็นแน่” โซรอสมองดูจานที่ถูกจักอย่างประณีต “เนื้อแต่ละชิ้นรสชาติต่างกัน... ประชาชนทั่วไปคงไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสผลประโยชน์เหล่านี้หรอก” โซรอสตอบอย่างรู้ทัน
“ส่วนไวน์ในแก้วนี้... คือชีวิตของทหารที่ต้องหลั่งเลือดลงบนมาตุภูมิ ใจของข้าอยากยุติสงคราม เพราะปลายทางของมันมีแต่เศษซากและความว่างเปล่า...” เมลจ้องมองของเหลวสีแดงในแก้ว “เงื่อนไขของข้าคือ... ฝ่ายท่านต้องคืนเมืองทั้งหมด ถอยออกจากชายแดน และปล่อยเชลยศึกทุกคน”
“เรื่องนั้นคงยาก... จักรวรรดิสูญเสียไปมาก เราต้องการตัวเจ้าชายเพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการถอยทัพ”
“ท่านแม่ทัพ... ตัวเลขความสูญเสียในตอนนี้ยังพอจะหยุดยั้งได้ แต่หากสู้กันต่อ มีแต่จะวอดวายทั้งสองฝ่าย หากท่านยังอยากรบ ข้าก็พร้อมจะทวงคืนแผ่นดิน และเมื่อนั้น... ฝ่ายท่านจะเป็นคนอ้อนวอนขอให้ข้าหยุดเอง”
“ยัยหนู... อย่าขู่คนแก่อย่างข้าเลยจะดีกว่า” โซรอสหรี่ตามอง
“อ่า~ นั่นซิน่ะ เช่นนั้นเรามีทางเลือกง่ายๆ ให้ท่าน” เมลยิ้ม “ข้อเสนอที่แสนเรียบง่าย... เรามาตัดสินด้วยการดวล 5 ต่อ 5 กันดีไหม?”
โซรอสชะงัก “ว่ามา...”
“ส่งตัวแทนออกมาฝ่ายละ 5 คน หากฝ่ายท่านชนะ พื้นที่ฝั่งนี้จะเป็นของจักรวรรดิโดยสมบูรณ์ แต่หากข้าชนะ... ท่านต้องถอยทัพกลับจักรวรรดิทันที และยกสัมปทานเหมืองทองคำรวมถึงแหล่งแร่ตรงนี้ให้เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว!”
“ไม่ได้! เงื่อนไขนี้ไม่มีทางเป็นไปได้!” โซรอสตบโต๊ะ
“อืม... เช่นนั้นการเจรจาก็สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้” เมลลุกขึ้นยืนด้วยแววตาเย็นเยือก “อยากรบ... เราก็รบ! พวกท่านเป็นคนเปิดฉากสงครามครั้งนี้เอง หากสุดท้ายต้องพ่ายแพ้จนไม่เหลือแม้แต่อำนาจในมือ... ก็อย่ามาโทษข้าแล้วกัน!”
เมลหันหลังกลับไปขึ้นม้าอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้ทหารรับใช้ออกวิ่งตามเก็บข้าวของบนโต๊ะเจรจาด้วยความเร่งรีบ นางตัดสินใจใช้ เมืองคาซากราด ทางตอนใต้เป็นสมรภูมิหลักเพื่อดักล้อมและบดขยี้ทัพจักรวรรดิ ทันทีที่ถึงกองบัญชาการ คำสั่งด่วนถูกส่งไปยังทุกหน่วยรบพร้อมกัน
เปรี้ยง!!! บึ้ม!!!
เสียงปืนใหญ่จากฐานที่มั่นของเมลดังสนั่นกึกก้องตลอดแนวแม่น้ำ กระสุนปืนใหญ่แรงสูงฉีกร่างทหารจักรวรรดิที่พยายามข้ามฝั่งจนแหลกเป็นชิ้นๆ ฝ่ายจักรวรรดิพยายามระดมยิงตอบโต้อย่างหนัก ทว่ากระสุนเหล่านั้นกลับทำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะเมลสั่งให้ทหารขุด “สนามเพลาะ” และ คูสนามรบลึกเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้หลบเลี่ยงแรงระเบิดโดยเฉพาะ
กองพลที่ 4 ผสม ซึ่งประกอบด้วยกรมทหารปืนใหญ่และกองพันยานเกราะหนัก เคลื่อนพลเข้าปิดล้อมเมืองคาซากราดอย่างรวดเร็ว ปืนใหญ่ยิงถล่มเมืองต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลาเจ็ดวันเต็ม จนกระทั่งเช้าวันที่เจ็ด...
ทหารราบสามกองพันภายใต้การนำของหน่วยรบพิเศษของ มู่ฟานเล่อ ก็เปิดฉากจู่โจมสายฟ้าแลบเข้าสู่ใจกลางเมือง การสู้รบในเขื่อนเมืองเป็นไปอย่างดุเดือด ทหารจักรวรรดิไม่อาจนำอาวุธหนักออกมาใช้ในพื้นที่จำกัดได้ จึงต้องทิ้งยุทโธปกรณ์มหาศาลไว้เบื้องหลัง
เพียงหนึ่งเดือนของการปิดล้อม... ธงขาว ก็ถูกชูขึ้นเหนือยอดเสาเมืองคาซากราด ทหารจักรวรรดิรวมกว่า 53,000 นายถูกจับเป็นเชลยศึกทั้งหมด ส่งผลให้กองทัพจักรวรรดิที่เคยบุกโจมตีเมืองฟาแลมต้องเสียขวัญและจำใจถอยทัพกลับไปยัง เมืองซาซัม เมืองชายแดนของตนเองด้วยความอัปยศ
เมลและมู่ฟานเล่อไม่ปล่อยให้ศัตรูได้พักหายใจ ทั้งคู่เปิดปฏิบัติการ “รบสายฟ้าแลบ” เข้าตีเมืองสำคัญรอบเมือง เคียฟา ซึ่งเป็นเมืองเอก ทิศตะวันออกที่อยู่ห่างจาก เมืองโฮเคน เมืองหลวงของจักรวรรดิเพียง 120 กิโลเมตรเท่านั้น!
ในขณะเดียวกัน ที่สมรภูมิ ไกซาร์ นาโปลี นำกองพลผสมกว่า 40,000 นาย เข้าปะทะในช่วงต้นฤดูร้อนเดือนมิถุนายน โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมทหารปืนใหญ่ที่ 4 ทว่านาโปลีที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดกลับเปลี่ยนแผนการรบกลางคัน
“เปลี่ยนเป้าหมาย... ยิงถล่มตัวเมืองทั้งหมด! ไม่ต้องแยกแยะทหารหรือฐานที่มั่น!” นาโปลีสั่งการด้วยเสียงเย็นชา
เสียงปืนใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งแผ่นดิน บ้านเมืองที่เคยสงบสุขพังพินาศลงในพริบตา จากผู้บุกรุกผู้โอหัง บัดนี้ทหารจักรวรรดิกลายเป็น “ผู้ถูกล่า” ที่สิ้นหวัง การปิดล้อมดำเนินไปเกือบเดือน นาโปลีใช้ยุทธวิธีจิตวิทยา ยิงถล่มบ้างหยุดบ้าง แล้วส่งทหารเข้าตีเข้าถอยทุกวันเพื่อไม่ให้ศัตรูได้หลับนอน ภายในเมืองไกซาร์เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้และบรรยากาศแห่งความตาย...
บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!
แรงระเบิดจากปืนใหญ่ของนาโปลียังคงสั่นสะเทือนอาคารบัญชาการภายในเมืองไกซาล ฝุ่นผงปลิวว่อนไปทั่วห้องทำงานที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด
“ผู้บัญชาการครับ! พวกมันยิงถล่มไม่หยุดเลย ชาวเมืองและทหารเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว!" นายทหารคนหนึ่งตะโกนฝ่าเสียงระเบิด
“เมืองหลวงต้องส่งกำลังเสริมมาแน่... พวกเราต้องอดทน!” อองนิว ผู้บัญชาการรักษาเมืองกัดฟันตอบ
“แต่ท่านครับ! กองพลที่ไปบุกฟาแลมยังต้องถอยร่นกลับมา เมืองหลวงตอนนี้ไม่มีทหารเหลือจะส่งมาช่วยเราแล้ว!”
ทันใดนั้น... ทุกอย่างก็เงียบลง เสียงปืนใหญ่ที่ดังมาตลอดทั้งเดือนหยุดกึกจนน่าขนลุก “รายงาน! ปืนใหญ่หยุดยิงแล้วครับ!”
“ข่าวดีจริงๆ ...” อองนิวถอนหายใจ แต่ยังไม่ทันสุดเสียงรายงานต่อมาก็ทำเอาเขาเข่าอ่อน “แต่พวกนั้นเคลื่อนกองทัพเข้าประชิดเตรียมบุกกวาดล้างแล้วครับ!”
“บัดซบ!!”
“ท่านผู้บัญชาการ พวกเราควรทำอะไรต่อดีครับท่าน”
“ท่านผู้บัญชาการครับ”
“ท่านครับ”
“บัดซบ!!” อองนิวสบถออกมาอย่างสิ้นหวัง เขาปาหมวกบนหัวลงพื้นอย่างสิ้นหนทาง เมื่อมองไม่เห็นทางชนะ เขาจึงเลือกสิ่งที่ยากที่สุด “ยอมแพ้ซะ... รักษาชีวิตทหารและพลเรือนที่เหลือไว้” เขาทำความเคารพลูกน้องเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่ยอมรับความพ่ายแพ้
“รับทราบ เราจะชักธงขาวขึ้นสู่หัวเสาทันที”
เวลาเที่ยงตรง เสียงแตรเดี่ยวสัญญาณหยุดรบดังขึ้นจากยอดอาคารสูงสุด ทหารสองนายค่อยๆ ชักธงสีขาวขึ้นสู่ยอดเสาแทนที่ธงจักรวรรดิ นาโปลี ที่ขี่ม้าคุมเชิงอยู่ด้านนอกมองผ่านกล้องส่องทางไกลแล้วยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ
“ท่านค่ะ! ดูนั่น!” นาโปลีหันไปมองตามที่ผู้ช่วยบอก
“ถ้าพวกมันยอมแพ้แต่แรก ก็ไม่ต้องเปลืองลูกปืนใหญ่ขนาดนี้” นาโปลีเปรยพลางลดกล้องลง เมื่อเห็นกลุ่มตัวแทนถือธงขาวขี่ม้าออกมา
“ไปที่กองบัญชาการดีไหมคะ”
“ดีเหมือนกัน ให้คนนำทางพวกนั้นตามมารึกัน”
“ค่ะ”
นางจงใจให้คณะผู้ยอมแพ้เดินผ่านค่ายทหารที่ล้อมเมืองอยู่เป็นเดือน เพื่อให้พวกเขาได้เห็นความแตกต่างของยุทโธปกรณ์ ยิ่งเดินลึกเข้ามา ยิ่งหน้าซีดลงเมื่อเห็นกองทัพรถถังและอาวุธทันสมัยที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบและพร้อมรบตลอดเวลา
“ท่านค่ะ มาถึงแล้วคะ”
“เข้ามา”
“รับทราบ”
นาโปลีเงยหน้ามองกลุ่มคนที่เดินเข้ามา
“ข้าผู้บัญชาการกองทัพในเมือง นามว่าอองนิว ส่วนทางนี้เป็นลอร์ดผู้ปกครองดินแดนแถบนี้”
“ดยุคคาร์มาร์ท เดอ ราฟา”
“พวกท่านยอมแพ้แล้วใช่รึไม่ เราจะได้แจ้งไปที่คุณหนูของพวกเราทันที”
“คุณหนู?” แขกทั้งหลายมองหน้ากันไปมา
“ไม่ใช่ว่าท่านเป็น... ผู้บัญชาการ”
“ท่านอองนิว ท่านเข้าใจผิดแล้ว...” นาโปลีเอ่ยขึ้นเมื่อทั้งคู่มาถึงเต็นท์บัญชาการ “ข้าไม่ใช่ผู้บัญชาการสูงสุด ทัพที่นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ตอนนี้ ‘คุณหนู’ ของพวกเราน่าจะยึดทางเหนือเสร็จสิ้นแล้ว”
“เจ้าจะบอกว่า... กองทัพจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ต้องล่าถอยเพราะเด็กสาวเพียงคนเดียวอย่างนั้นหรือ?” อองนิวถามด้วยเสียงสั่นเครือ
“คุณหนูปรารถนาเพียงสันติภาพและกำไรจากการค้า...” นาโปลีตอบเรียบๆ “แต่สงครามครั้งนี้ทำให้ธุรกิจของนางต้องชะงัก นางจึงต้องลงมาจัดการ ‘ขยะ’ ที่ขวางทางด้วยตัวเอง”
“เป็นไปได้รึไม่ถ้าตะ...”
“รายงาน! คุณหนูและท่านหญิงมู่ฟานเล่อเดินทางมาถึงแล้วครับ!”
สิ้นเสียงรายงาน เมลเดินนิ่งเข้ามาในเต็นท์พร้อมกับมู่ฟานเล่อ ทหารทุกคนในห้องพร้อมใจกันลุกขึ้นทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง เมลโยนเอกสารรายงานฉบับหนึ่งให้ดยุกราฟาอ่าน
“กองพลที่ 8 และกองทัพส่วนพระองค์ของเจ้าชายที่ 2 ยอมแพ้แล้ว... ครอบครัวของเจ้าชายถูกจับได้ขณะพยายามหนี!” ดยุกราฟาอ่านด้วยมือที่สั่นเทา “เป็นไปไม่ได้... ทัพเหนือแข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดิ!”
“ข้าหักธงบนยอดเสานั่นด้วยมือตัวเอง... ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเรา” มู่ฟานเล่อเอ่ยเสียงเย็น
“ยินดีด้วยค่ะคุณหนู ท่านจะลงมือโจมตีเมืองหลวงตอนไหนค่ะ"”
เมลมองไปที่คณะผู้ยอมแพ้ด้วยแววตาไร้อารมณ์ “ทุกคนตามสบาย เราแค่มาตรวจกองทัพเฉยๆ ทางนี้เป็นไงบ้าง แล้วคนพวกนี้ใคร ไม่ใช่คนของอาณาจักรใช่ไหม” เมลมองอย่างต้องการคำตอบ
“พวกเค้ามายอมแพ้ค่ะ ทางนี้คือผู้บัญชาการทหารในเขตนี้ ส่วนทางนี้เป็นผู้ปกครองดินแดนแถบนี้”
“อืม ท่านมีตำแหน่งอะไรในราชสำนักของจักรวรรดิ”
“เป็นดยุคและมีตำแหน่งที่สูงพอควรขอรับ”
“เราจะหยุดทัพให้ 5 วัน... จงไปบอกกษัตริย์ของพวกท่าน ให้มาคุยกับเราด้วยตัวเอง” เมลมองไปที่คณะผู้ยอมแพ้ด้วยแววตาเบื่อหน่าย
“คุณหนูจะหยุดพักรบจริงๆ หรือคะ?” นาโปลีถามอย่างแปลกใจ
“รบต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ เสียเวลาทำมาหากิน...” เมลหันไปสั่งความเด็ดขาด “ยื่นคำขาดไป! ภายใน 5 วันหากไม่มีการเจรจาขอยอมจำนนอย่างเป็นทางการ เราจะยกกองทัพทั้งหมดถล่มเมืองหลวงโฮเคนให้ราบ และยึดเขตอุตสาหกรรมทั้งหมดมาเป็นของบริษัทเรา!"
ฝ่ายดยุกราฟาถึงกับเสียอาการ เมืองหลวงที่ไร้ทัพเหนือคุ้มครองจะทานทนกองกำลังที่บดขยี้กองทัพใหญ่แบบนี้ได้อย่างไร?
“เราจะให้คนไปส่งพวกท่านที่เมืองถัดไป... จงรีบตัดสินใจให้ดี ชีวิตของจักรวรรดิอยู่ในมือพวกท่านแล้ว” เมลทิ้งท้ายก่อนจะเดินกลับเข้าไปด้านในค่าย ทิ้งให้คณะทูตจักรวรรดิยืนนิ่งอึ้งท่ามกลางกลิ่นอายความ พ่ายแพ้
หลังจากกองทัพหน้าของจักรวรรดิยอมจำนนอย่างราบคาบ เมลไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายมีเวลาหายใจ นางบีบให้จักรวรรดิยอมนั่งโต๊ะเจรจาภายใต้เงื่อนไขที่นางเป็นผู้กำหนด สาส์นถูกส่งถึงพระหัตถ์ของจักรพรรดิ ผู้เกรียงไกรที่บัดนี้ต้องยอมรับความจริงว่ากำลังพ่ายแพ้ให้แก่อาณาจักรที่เล็กกว่า
จักรวรรดิตอบรับการเจรจาสงบศึกในวันที่สาม ทว่าเมลกลับยื่นคำขาดที่รุนแรงกว่าเดิม นั่นคือการ “ประกาศยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข” แทนการทำสนธิสัญญาเสมอภาค เนื่องจากสาส์นตอบกลับมาถึงมือนางล่าช้ากว่ากำหนดไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง เมลจึงไม่รอช้า สั่งเคลื่อน กองพลที่ 5 และ กองพลที่ 7 เข้าล้อมกรอบเมืองหลวงโฮเคนทันที!
กุบกับ กุบกับ!
เสียงฝีเท้าม้าวิ่งออกมาจากประตูเมืองหลวงที่เคยวิจิตรบรรจง พร้อมธงขาวสัญลักษณ์ทางการทูต เมลส่ง นาโปลี และ ซาลาห์ ลงไปเผชิญหน้ากับกลุ่มทูตของจักรวรรดิกลางทุ่งหน้าด่าน
“พวกเราเป็นตัวแทนขององค์จักรพรรดิ! พวกเราส่งสาส์นตอบกลับไปแล้ว เหตุใดพวกท่านถึงไม่ทำตามคำพูดและยกทัพมาล้อมเมืองเช่นนี้!” ทูตจักรวรรดิตะโกนด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
“ในฐานะตัวแทนแม่ทัพ ข้าบอกได้เพียงว่าสาส์นของพวกท่านมาถึงในช่วงเช้ามืด ซึ่งมัน ‘เลยกำหนด’ ที่เราขีดเส้นตายไว้แล้ว” นาโปลีตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย “และดูเหมือนว่าฝ่ายท่านจะยังอยากสนุกกับสงครามต่ออีกนิดกระมัง?”
“ท่านกล่าวเช่นนี้มิถูกต้อง! จักรพรรดิของเราลงนามในหนังสือสงบศึกแล้ว แต่ท่านกลับต้องการให้เราประกาศยอมแพ้ต่อหน้าสาธารณชน มิต่างจากการเหยียบย่ำเกียรติยศของเราชัด ๆ !”
นาโปลีถอนหายใจยาวพลางลอบมองไปทางเมลที่นั่งอยู่บนหลังม้าห่างออกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาจ้องทูตตาเขม็ง “ถ้าอยากรบต่อ... ท่านก็แค่เตรียมเสียแผ่นดินทั้งหมดให้เรา แต่ถ้ายอมแพ้... ท่านแค่ส่งเครื่องบรรณาการและรักษาแผ่นดินส่วนใหญ่ไว้ เลือกเอาเสียตอนนี้!”
ในขณะที่การเจรจากำลังจะแตกหัก กลุ่มอัศวินระดับสูงของจักรวรรดิก็ขี่ม้าตรงเข้ามายังจุดเจรจา
“เราขอเสนอให้มีการ ‘ประลองระหว่างผู้กล้า’ ระหว่างคนของจักรวรรดิและคนของอาณาจักรเพื่อตัดสินปัญหา!”
นาโปลีหันกลับไปสบตาเมลอีกครั้ง เด็กสาวเพียงพยักหน้าเบาๆ เป็นสัญญาณตกลง “คุณหนูอนุญาตแล้ว... ให้พวกท่านคัดเลือกคนมาภายในเที่ยงตรงวันพรุ่งนี้ แข่งกัน 10 คู่!”
“ไม่ต้องเสียเวลาหรอก คนของเราพร้อมแล้ว!” ผู้นำอัศวินจักรวรรดิประกาศก้อง
“ฮ่าๆๆ ผู้กล้าของพวกท่านงั้นรึ?” นาโปลีหัวเราะเยาะ “ก็ได้! เช่นนั้นกลับไปเตรียมตัวซะ!”
“ช้าก่อน!” อัศวินคนเดิมตะโกนไล่หลัง “พวกเราจะส่งผู้กล้าและอัศวินอันดับหนึ่งลงสิบคน... และข้าขอให้ ‘ผู้บัญชาการ’ ของพวกเจ้าลงสนามด้วยตัวเอง!”
“บังอาจ!” ซาลาห์ตวาดลั่นพลางขยับจะชักดาบ
“หยุดเดี๋ยวนี้ซาลาห์!” นาโปลียกมือห้าม “อย่าทำให้คุณหนูต้องขายหน้าเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง... ไว้พวกเจ้าชนะคนของข้าให้ได้ก่อนเถอะ แล้วค่อยฝันถึงการประลองกับคุณหนู ฮ่าๆๆ!”
“ท่านปรมาจารย์... พวกเราจะมีโอกาสชนะไหมครับ?” ทูตคนหนึ่งถามชายชราในชุดนักรบที่ยืนอยู่ด้านหลังด้วยความกังวล
“อีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กสาว... จะมาสู้นักรบของเราที่ผ่านการฝึกนรกมาได้อย่างไร ไหนจะ ‘ผู้กล้า’ ที่มีความสามารถพิเศษเหล่านั้นอีก” ปรมาจารย์ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
แม้คณะเจรจาจะพยักหน้าตามด้วยความหวัง แต่ในใจลึกๆ หลายคนกลับกังวลอย่างหนัก เพราะหากเด็กสาวคนนั้นไม่เก่งกาจจริง คงไม่อาจบีบให้กองทัพที่แกร่งที่สุดในแดนเหนือยอมจำนนได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้ สายลับรายงานว่านางคือ “ตัวช่วยลับ"” ที่กษัตริย์อาณาจักรคู่แข่งจงใจส่งมาเพื่อปิดฉากจักรวรรดิโดยเฉพาะ
พรุ่งนี้เที่ยงตรง... โลกจะได้รู้ว่า ‘ดาบและโล่’ ของจักรวรรดิ จะต้านทาน ‘ดาบและโล่’ ของเด็กสาวนามว่าเมลได้หรือไม่!
ภายในปราสาทอันโอ่อ่าของจักรวรรดิ บรรยากาศกลับมืดมนราวกับสุสาน องค์จักรพรรดิผู้ชราภาพประทับบนบัลลังก์ด้วยความเหนื่อยล้า ข่าวความพ่ายแพ้ตลอดสี่เดือนที่ผ่านมาบั่นทอนกำลังใจของพระองค์จนถึงที่สุด โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าศัตรูที่คืบคลานมาถึงประตูเมืองคือเด็กสาวเพียงคนเดียว
“ฝ่าบาท... กระหม่อมเห็นว่าเราควรประกาศยอมแพ้อย่างเป็นทางการพ่ะย่ะค่ะ” ฟาติมาร์ ขุนนางฝ่ายพลเรือนเอ่ยเสียงสั่น
“ท่านฟาติมาร์! ท่านขี้ขลาดถึงเพียงนี้เชียวรึ?” ยาซี แม่ทัพฝ่ายขุนนางตวาด "พวกเรายังมีผู้กล้าและอัศวินชั้นยอดอยู่อีกมาก!"
“ขี้ขลาดงั้นหรือ? ท่านยาซี! กองทัพภาคเหนือที่ว่าแกร่งที่สุดยังพินาศภายในไม่กี่วัน แล้วท่านคิดว่าผู้กล้าที่หนีตายตามพวกนายพลมาจะทำอะไรได้? พวกเขากำลังท้าทาย ‘มัจจุราช’ อยู่นะพ่ะย่ะค่ะ!” ฟาติมาร์โต้กลับอย่างเหลืออด
“หยุดเดี๋ยวนี้!” จักรพรรดิคำราม “ในเมื่อสาส์นท้าประลองถูกส่งไปแล้ว และฝ่ายนั้นก็รับคำท้า... จงเลือกคนที่เก่งที่สุดออกไป หากเราแพ้ครั้งนี้ จักรวรรดิจะล่มสลายอย่างแท้จริง”
“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ”
“สงครามครั้งนี้เป็นความผิดพลาดที่พวกเราไม่ได้ตรวจสอบศัตรูให้ดีก่อน และสุดท้ายก็เป็นฝ่ายเราที่ะ่ายแพ้มาตลอดสี่เดือน จนตอนนี้พวกนั้นมาตั้งกองทัพหน้าประตูเมือง ถ้าพวกเจ้ามีอะไรที่เปลี่ยนสถานการณ์และเพิ่มกำลังใจให้ทหารได้ก็เสนอ”
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมได้ส่งสาน์สท้าประลองไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่ายนั้นบอกว่าถ้าแพ้จะยอมยกทัพกลับไปที่ชายแดน”
“อืม เลือกคนที่เก่งที่สุดออกไป”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” ถึงอย่างนั้นจักรพรรดิก็ยังแอบกังวล ไม่หาย
เที่ยงตรง... พื้นที่หน้าประตูเมืองถูกเปลี่ยนเป็นลานประลองที่เต็มไปด้วยความกดดัน เมลเดินนำคณะผู้ติดตามออกมาด้วยท่าทางสงบนิ่ง รอบกายมีเหล่านักรบชั้นยอดและ การ์เดียน คอยอารักขา โดยมี มู่ฟานเล่อ พี่สาวผู้แข็งแกร่งยืนเคียงข้างไม่ห่าง
“ไม่คิดเลยว่าเด็กสาวเช่นเจ้า... จะเป็นผู้ฝังกองทัพจักรวรรดิของเราลงในดิน” จักรพรรดิเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มความโกรธ
“พวกท่านน่ะ... น่าไม่อายจริง ๆ ” เมลชำเลืองมองบรรดาสนมนางในและโอรสธิดาของจักรพรรดิที่ยืนดูอยู่เบื้องหลัง “วันๆ คิดแต่จะทำสงครามรบกวนชาวบ้าน... ว่างๆ ท่านควรเอาเวลาไปสั่งสอนลูกหลานให้ดีกว่านี้ จะได้ไม่เป็นภาระของโลก”
“บังอาจ! เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร!” องครักษ์ผู้โง่เขลาชักปืนขึ้นจ่อหน้าเมลทันที
เคร้ง! ดาบยาวของมู่ฟานเล่อพุ่งเข้าประชิดลำคอของจักรพรรดิในเสี้ยววินาที พร้อมๆ กับปืนทุกกระบอกของฝ่ายเมลที่เล็งเป้าไปที่กลุ่มเชื้อพระวงศ์อย่างพร้อมเพรียง
“ดูท่า... อยากจะลงไปคุยกับขี้ฝุ่นจริงๆ สินะ” นาโปลีเดินเข้าไปอย่างใจเย็น ก่อนจะเหวี่ยงด้ามปืนตบเข้าที่ใบหน้าขององครักษ์คนนั้นจนกระเด็นไปไกลนับสิบเมตร ฎอย่าให้เสียเวลาเลย... เดี๋ยวหน้าฝนจะมาถึงก่อน ฉันขี้เกียจลุยโคลน”
กฎการประลองคือ ชนะ 9 ใน 10 หรือฝ่ายที่ครองชัยชนะได้เด็ดขาดที่สุด เมลตัดสินใจส่งเพียงอัศวินระดับสูงของอาณาจักรลงสนามในช่วงแรก เพราะต้องการ “ความบันเทิง” เล็กน้อย ผลลัพธ์ออกมาสูสีกันอย่างน่าประหลาด อัศวินทั้งสองฝ่ายเสมอกันไป 4 คู่
ทว่าเมื่อจักรวรรดิส่ง “กลุ่มผู้กล้า” ที่มีความสามารถพิเศษลงสนาม อัศวินของฝ่ายเมลก็เริ่มพ่ายแพ้จนสถานการณ์ดูเหมือนฝ่ายจักรวรรดิจะตีตื้นขึ้นมาได้ หนึ่งในผู้กล้าฝ่ายจักรวรรดิที่ชำนาญการรบระยะประชิดคำรามลั่นด้วยความลำพองใจ เขาชี้ดาบไปที่เมล
“เจ้า! ลงมาสู้กับข้าเสียเดี๋ยวนี้! หากเจ้าแพ้ กองทัพของเจ้าต้องถอยกลับไป!”
มู่ฟานเล่อยกมือห้ามน้องสาวไว้ แววตาของนางฉายแววสังหาร “ถ้าเจ้าชนะคนของข้าได้... เจ้าถึงจะมีสิทธิ์ได้เห็นฝุ่นใต้เท้าของน้องสาวข้า”
“เหอะ! พวกเจ้ามันก็แค่พวกขี้ขลาด!”
“พาซิวา... ออกมา” มู่ฟานเล่อเรียกชื่อเบาๆ
ทันใดนั้น... อากาศตรงหน้าก็บิดเบี้ยว เด็กสาวในชุดรัดกุมสีดำทมิฬปรากฏกายออกมาจากความว่างเปล่า “ค่ะพี่ใหญ่...”
“ไปฆ่ามันซะ”
“รับทราบค่ะ”
เมื่อพาซิวาก้าวเข้าสู่สนามประลอง ผู้กล้าฝ่ายจักรวรรดิหัวเราะเยาะทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียงหัวเราะ... แปะ! เสียงน้ำค้างหยดลงพื้นดินเพียงครั้งเดียว ร่างของผู้กล้าคนนั้นก็ถูกแรงอัดมหาศาลซัดกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงเมืองจนอิฐแตกกระจาย ก่อนจะหมดสติจมกองเลือดไปในพริบตา โดยที่ไม่มีใครมองเห็นการลงมือของพาซิวาเลยแม้แต่น้อย
“ถ้าชนะนางได้... ค่อยมาเสนอหน้าท้าสู้น้องสาวเรา” มู่ฟานเล่อทิ้งท้ายด้วยเสียงที่เย็นเยียบถึงขั้วหัวใจ
การประลองดำเนินต่อไปอย่างขาดลอย ไม่ว่าฝ่ายจักรวรรดิจะส่งยอดฝีมือคนไหนลงสนาม หรือกลุ่มผู้กล้าที่เคยหยิ่งผยองเพียงใด ทุกคนต่างพ่ายแพ้ราบคาบให้กับ พาซิวา จนกระทั่งผู้นำกลุ่มผู้กล้าตัดสินใจลงสนามด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายก็ถูกซัดหมัดเดียวจนร่วงไปนอนจมกองดิน
ฝ่ายจักรวรรดิต่างหน้าถอดสี ไม่คิดว่าผู้กล้าที่เก่งกาจดุจเทพเจ้าจะพ่ายแพ้ให้แก่สตรีเพียงคนเดียวอย่างหมดรูป ในขณะที่ฝั่งอาณาจักรเสียงโห่ร้องไชโยดังสนั่นหวั่นไหว
“สงครามจบแล้ว! พวกเราชนะแล้ว!!!”
เหล่าทหารพากันโยนหมวกขึ้นฟ้า บ้างก็ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อเฉลิมฉลอง เป็นภาพที่แปลกตาและเปี่ยมไปด้วยความสุข ทว่าท่ามกลางความยินดี ปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิ กลับไม่ยอมรับความจริง เขาพุ่งตัวเข้าหาเมลด้วยจิตสังหารหมายจะปลิดชีพเด็กสาว
“ตายซะเถอะ นังตัวดี!”
เมลเพียงสะบัดมือเบาๆ ราวกับปัดแมลง ร่างของปรมาจารย์ผู้เฒ่าก็ปลิวว่อนไปกระแทกประตูเมืองหลวงจนพังพินาศไม่เหลือชิ้นดี นางก้าวออกมาข้างหน้าแล้วประกาศก้อง
“ใครอยากลองดี... ก็เข้ามา!”
เมลตวัดดาบในมือเพียงครั้งเดียว เกิดคลื่นพลังมหาศาลผ่าพื้นดินหน้าประตูเมืองแยกออกจากกันเป็นเหวขวางกั้นทัพทั้งสองฝ่ายในพริบตา พลังที่เหนือมนุษย์นี้ทำให้จักรพรรดิถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้น
“ขะ...ข้าขอประกาศยอมแพ้ ณ บัดนี้”
ข่าวการชนะสงครามกระจายไปดุจไฟลามทุ่ง ทหารอาสากว่า 4 แสนคนในตอนแรก บัดนี้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นเกือบ 3 ล้านคน จากกระแสความรักชาติที่พุ่งสูงขึ้น พลังอำนาจนี้ทำให้เพื่อนบ้านที่จ้องจะซ้ำเติมต้องรีบพับแผนเก็บกระเป๋ากลับบ้านกันแทบไม่ทัน
เมลสั่งยึดเหมืองทองคำและแร่ธาตุสำคัญ 2 แห่งมาเป็นของตนเอง และประกาศว่ากำไรทั้งหมดจะนำมาแจกจ่ายเป็นโบนัสให้ทหารทุกคน ส่วนครอบครัวผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินบำนาญและการดูแลตลอดชีวิต รวมถึงทุนการศึกษาในโรงเรียนที่เมล “บังคับ” ให้ราชาสร้างขึ้น
ในโรงอาหารทหารอันกว้างใหญ่ บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“พี่น้องทุกท่านฟังทางนี้! เรามีข่าวดีจะบอก!” พันตรีคนหนึ่งตะโกนขึ้นทันทีที่ขึ้นไปยืนบนโต๊ะยาวกลางโรงอาหาร
“พันตรีจะเลี้ยงข้าวพวกเราเหรอครับ!” ทหารหนุ่มตะโกนขัดท่ามกลางเสียงหัวเราะ
“ดีกว่านั้นเรม่อน... พวกเรากำลังจะได้กลับบ้าน!”
เสียงเฮดังลั่นโรงอาหาร
“และมากกว่านั้น คุณหนูเมลประกาศมอบเงินทุนตั้งตัวให้ทุกคน รวมถึงจ่าที่บาดเจ็บจากแนวหน้าด้วย ถ้าพวกแกไม่เอาเงินไปลงขวดเหล้าหรือเข้าซ่องหมด รับรองว่าอยู่สบายไปจนตาย!”
“ยินดีด้วยครับพันตรี... อ้อ ไม่สิ ต้องเรียกท่านว่า ‘พันโท’ แล้วสินะครับ!” เรม่อนแซวทหารรุ่นพี่ที่พึ่งได้รับการเลื่อนขั้น
วันที่ 19 พฤษภาคม รถไฟหุ้มเกราะขบวนพิเศษเคลื่อนเข้าสู่ ชานชาลาของค่ายทหาร นำพาเมลและคณะทูตผู้ทรงเกียรติจากจักรวรรดิ รวมถึงมกุฎราชกุมารซิลเวอร์ และจักรพรรดินีผู้ตกที่นั่งลำบาก
ทันทีที่เมลพ้นขอบประตูรถไฟ เสียงดุริยางค์ก็เริ่มบรรเลงพร้อมกับเสียงโห่ร้องต้อนรับของชาวเมืองที่ดังสนั่น องค์ราชาทรงก้าวออกมาต้อนรับหลานสาวด้วยความภาคภูมิใจ
“ยินดีต้อนรับกลับ หลานรักของข้า... เพื่อเป็นรางวัลแห่งชัยชนะ เราขอประกาศ ณ ที่นี้ว่า เมล แม็กซ์น่า จะมีศักดิ์เทียบเท่า ‘เจ้าหญิงลำดับที่ 1’ แห่งอาณาจักร ใครที่มีปัญหากับนาง ถือว่ามีปัญหากับข้า!”
ตลอดเส้นทางสู่พระราชวัง เมลถูกรุมล้อมด้วยดอกไม้และของขวัญ ชาวบ้านต่างขอให้นางจับหัวเด็กทารกเพื่อความเป็นสิริมงคล
ภายในรถม้าของคณะทูตจักรวรรดิ บรรยากาศเงียบขรึมและเต็มไปด้วยความยำเกรง “เด็กสาวผู้นี้น่ากลัวเกินไป...” จักรพรรดินีพึมพำ
“ใช่ครับท่านแม่... ตอนแรกผมไม่เชื่อว่าทัพเหนือจะแพ้ แต่พอเห็นนางผ่าแผ่นดินด้วยดาบเดียว ผมถึงได้ตระหนักความจริง” ซิลเวอร์เอ่ยพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง
“นาตาลี... ได้ข่าวว่านางคุมกองกำลังรับจ้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกสินะ”
“ท่านแม่คะ ตอนนี้นางคือ ‘จอมพล’ ไปแล้วค่ะ นางเกณฑ์คนได้สามล้านในพริบตา ช่างน่าเสียดายที่นางไม่ใช่คนของจักรวรรดิเรา”
“งั้นให้เจ้าชายของเราสักคนแต่งงานกับนางดีไหม?”
“ไม่มีทางค่ะ... ตราบใดที่นางยังมีอำนาจล้นฟ้าแบบนี้ นางนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายเลือก ‘สัตว์เลี้ยง’ ของนางเอง และดูเหมือน ‘หญิงงามอันดับหนึ่ง’ ของเราจะโดน นาโปลี คาบไปกินเรียบร้อยแล้ว...”
ชื่อของ นาโปลี ทำเอาทุกคนในรถม้าเงียบกริบ มกุฎราชกุมาร ซิลเวอร์ได้แต่นั่งนิ่ง มองดูทุ่งหญ้าเขียวขจีเบื้องนอก พลางคิดในใจว่าโลก ใบนี้กำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาลภายใต้เงื้อมมือของเด็กสาวที่ชื่อ
“เมล!!”
หลังจากส่งน้องสะใภ้กลับคฤหาสน์แล้ว มู่ฟานเล่อก็ต้องเผชิญกับวันอันแสนวุ่นวายที่ดำเนินต่อไปไม่จบไม่สิ้น ยิ่งใกล้วันเทศกาลฤดูร้อนก็ยิ่งวุ่นวายหนักขึ้น เพราะพิธีการจะดำเนินควบคู่ไปกับเวทีศูนย์กลางของสหพันธ์การ์เดี้ยนซึ่งตั้งอยู่ที่โลกในมิติหลักรายชื่อแขกที่จะเดินทางเข้าออกสถานีอวกาศทยอยถูกส่งเข้ามาที่หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อทำการจองที่พักและกำหนดเวลาที่จะเดินทางลงสู่พื้นโลกหญิงสาวผมแดงในชุดเครื่องแบบยืนมองดาวเคราะห์ดวงใหม่อยู่ริมหน้าต่างบนสถานีอวกาศ หลังจากเดินทางมาอยู่ที่นี่เกือบเจ็ดเดือนก็เริ่มคุ้นเคยกับสถานที่มากขึ้น แผนที่ของดาวถูกจัดทำจนเสร็จสมบูรณ์ พื้นที่หลักแบ่งออกเป็นสามส่วนคล้ายกับโลก มีทวีปกลาง ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ปกครองโดยจักรวรรดิใหญ่ที่ครอบครองพื้นที่มหาศาล รองลงมาคืออาณาจักรขนาดกลางและเมืองอิสระอีกมากมายโรฮันครอบครองพื้นที่เกือบครึ่งของทวีปเหนือและบางส่วนของทวีปกลางเป็นเขตที่ใหญ่ที่สุดในดาวดวงนี้ คนของการ์เดี้ยนเรียกที่นี่ว่า “สหพันธ์รัฐโรฮัน” อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสูงสุด และแน่นอนว่ามีน้องสาวของนางเป็นผู้บัญชาการกองทัพทั้งหมด“ท่านหญิงคะ ท่านนักบุญกำล
หลายเดือนผ่านไป กลิ่นอายของสงครามได้จางหายไปแทนที่ด้วยสายลมแห่งฤดูกาลใหม่ก็ได้พัดผ่านเข้าสู่ทุ่งหญ้าแห่งโรฮันอันกว้างใหญ่ ฝูงสัตว์น้อยใหญ่ต่างเดินเล็มหญ้ากระจัดกระจาย คนเลี้ยงแกะเองก็ทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้นคอยเฝ้าระวังฝูงหมาป่า อาทิตย์ยามอัสดง ส่องแสง สีทองอร่ามพาดผ่านทุ่งหญ้าอันเขียวขจีจนกลายเป็นสีเขียวอมเหลือง บนเส้นทางสัญจรมีรถม้าและผู้คนเดินทางผ่านไปมาไม่ขาดสาย ดูเป็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับวิวทิวทัศน์อันสวยงามในยามบ่ายคล้อยกุบกับ กุบกับ กุบกับ!เสียงฝีเท้าม้าเร็วดังแว่วมาแต่ไกล ชาวบ้านที่สัญจรอยู่ต่างพากันหลบหลีกทางให้ หลายคนที่อยู่บนรถม้าแสดงท่าทีไม่พอใจนัก แต่เมื่อสังเกตเห็นริ้วผืนธงที่ประดับอยู่บนหลังของทหารม้าเร็ว ทุกคนก็รีบหลบลงข้างทางและเฝ้ามองไปยังทิศทางที่ม้าเร็ววิ่งผ่านมาด้วยใจจดจ่อ“กองทัพกลับมาแล้ว! หลีกทาง!”เสียงตะโกนของทหารม้าดังขึ้นเพื่อเตือนให้ชาวบ้านระมัดระวัง แต่ผู้คนและรถม้าทั้งหลายกลับเลือกที่จะหยุดรออยู่ข้างทางเพื่อต้อนรับขบวนทหารที่กลับคืนสู่มาตุภูมิหลังจากกลุ่มทหารม้าผ่านไปไม่นาน ก็ปรากฏเสียงฝีเท้าอันหนักแน่นและเสียงกลองดังขึ้นจากด้านหลังของเนิน
โถงทางเดินกลางพระราชวัง กลิ่นคาวเลือดคลุ้งไปทั่วทางเดินที่เคยหรูหรา ร่างไร้วิญญาณของเหล่าองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์และยอดฝีมือจากกองกำลังหมาล่าเนื้อ นอนตายเกลื่อนกลาดราวกับใบไม้ร่วง อัศวินผู้สูงศักดิ์มากมายจบชีวิตลงอย่างสิ้นหวังโดยที่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าศัตรูด้วยซ้ำภายในห้องโถงบัลลังก์“ปกป้องประตูไว้! อย่าให้พวกมันเข้ามาได้!” เสียงนายทหารตะโกนก้องด้วยความขวัญเสีย ทหารนับร้อยตั้งแนวรบสุดท้าย อาวุธทุกชนิดเล็งตรงไปยังประตูใหญ่ที่ถูกปิดตาย บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สั่นพร่าและเสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองรบ เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมผ่านชุดเกราะจนเหนียวเหนอะหนะ“สะ... เสียงข้างนอกเงียบไปแล้ว”ทหารนายหนึ่งกระซิบด้วยความหวาดวิตก ทุกคนหันมองหน้ากัน แต่ก็ยังไม่มีใครวางอาวุธลงแม้แต่คนเดียวจักรพรรดิผู้กำลังจนมุมหันไปสั่งการด้วยความร้อนรน “เกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่น! ไปตามกองทหารกลับมาเดี๋ยวนี้!”“ฝ่าบาท โปรดวางพระทัย... คนของเราล้วนเป็นยอดฝีมือระดับสูง ทั้งนักผจญภัยและทหารรับจ้างฝีมือเยี่ยม...” ขุนนางคนสนิทพยายามปลอบ ทว่าคำพูดนั้นกลับสั่นเครือไม่แพ้กันกึ่ง!!!! ประตูเหล็กบานยักษ์ที่ถูกปิดตายเร
เช้าอันสดใสมาเยือนสมรภูมิรบ ณ คฤหาสน์นอกเมือง แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านลูกไม้ราคาแพงเข้ามาในห้องนอนที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของค่ำคืนที่ผ่านมา สาวใช้หลายคนทยอยเข้ามาทำความสะอาดห้องอย่างเงียบเชียบ ขณะที่ เมล เดินเปลือยกายไปยังอ่างน้ำอุ่นที่เตรียมไว้ ร่างกายที่เพิ่งผ่าน “ศึกหนัก” ในห้องนอนมาดูผ่อนคลาย แต่ดวงตายังคงคมกลัดด้วยแผนการรบระหว่างนั้นกองทัพส่วนหน้าที่ประกอบไปด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็วก็ได้เคลื่อนทัพตรงเข้าประชิดเขตชายแดนของเมืองหลวง หมู่บ้านยุทธศาสตร์สามแห่งถูกยึดครองในพริบตาเพื่อแปรสภาพเป็นสนามบินชั่วคราวและกองบัญชาการส่วนหน้าโทรเลขด่วนของจักรพรรดิแห่งฟินเซียถูกส่งไปถึงบรรดาลอร์ดต่างๆ รวมถึงพันธมิตรเพื่อขอกำลังเสริม เพราะตอนนี้ศัตรูได้มายืนจ่ออยู่ที่หน้าประตูบ้านแล้ว กำลังทหารที่มีก็ไม่สามารถเรียกกลับมาช่วยป้องกันเมืองได้“เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร!!” เสียงจักรพรรดิแห่งฟินิเซียดังสนั่นท้องพระโรง ทันทีที่ทราบว่ากองทัพผสมโรฮันมาจ่ออยู่ที่หน้าประตูบ้าน“ฝ่าบาทใจเย็นก่อนพ่ะย่ะค่ะ” บรรดาขุนนางพยายามปลอบประโลม แต่ในใจกลับสั่นพรัก“พวกมันควรจะติดอยู่ที่ชายแดน! แต่ตอนนี้
เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังระงมไปทั่วทุ่งหิมะที่กลายเป็นสีแดงฉาน ทหารบาดเจ็บถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความหนาวเหน็บอย่างโดดเดี่ยว“โอ้ย~ ช่วยด้วย”“แพทย์สนาม! แพทย์สนามอยู่ไหน!”“ช่วยด้วย... ข้ายังไม่อยากตายที่นี่...”เสียงของบรรดาทหารที่ได้รับบาดเจ็บและถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความหนาวเหน็บของสมรภูมิดังขึ้นไม่ขาดสาย ทหารมากมายทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็สิ้นใจตายไปเพราะพิษบาดแผล เสียงเหล่านั้นดังแทรกผ่านลมหนาวไปถึงหูของ นายพลฝ่ายพันธมิตร ผู้ที่กำลังยืนมองภาพความเสียหายของกองทัพตนเองด้วยสายตาที่มืดมน ปฏิบัติการบุกทะลวงล้มเหลวไม่เป็นท่าจนต้องหยุดทัพตั้งรับอย่างจำใจ ทว่าเบื้องบนกลับสั่งให้เริ่มปฏิบัติการครั้งใหม่ในทันทีนายพลผู้นำการบุกทะลวงครั้งนี้ของฝ่ายสัมพันธมิตรยืนมองภาพความเสียหายของกองทัพที่ตอนนี้ไม่สามารถบุกได้อีกต่อไป จำเป็นต้องหยุดพักอยู่กับที่ ค่ำคืนนี้ปฏิบัติการครั้งใหญ่ของทางนี้เองก็กำลังจะเริ่มขึ้น“การบุกจะเริ่มกี่โมง?” นายพลเอ่ยถามเสียงเรียบ“พรุ่งนี้เช้ามืดครับท่าน กองทัพอากาศจะเริ่มทิ้งระเบิดตอนรุ่งสาง ตามด้วยหน่วยอัศวินเข้าโจมตีจุดยุทธศาสตร์แนวหลัง”“ปฏิบัติการนี้จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สง
ลมหนาวกรรโชกพัดผ่านซากปรักหักพังของอาคารบัญชาการ สงครามครั้งนี้กินเวลายืดเยื้อมาจนถึงเดือนที่สิบสอง สมรภูมิทางภาคเหนือนั้นขาวโพลนไปด้วยหิมะหนาทึบที่ทับถมกันจนมองไม่เห็นเส้นแบ่งเขตแดน ในขณะที่ภาคใต้แม้จะไม่หนาวจัดเท่า แต่สภาพอากาศที่แปรปรวนก็สร้างความลำบากให้แก่กองทัพไม่แพ้กันจุดที่เมล์ประจำการอยู่คือ “สามเหลี่ยมทองคำ” จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่พรมแดนของสามอาณาจักร อัลควาน่า, ฟินีเซีย และอัลเมร่า มาบรรจบกัน มันคือประตูบานใหญ่ที่จะเปิดเข้าสู่ภาคกลางอันมั่งคั่ง หรือจะมุ่งหน้าสู่ยอดเขาทางเหนือก็ได้เด็กสาวในชุดเครื่องแบบฤดูหนาวนั่งอ่านรายงานอยู่หน้าเตาผิงที่กำลังมอดไหม้ ในมือถือแก้วช็อกโกแลตที่เย็นชืดจนไร้ไอความร้อน สายตามองผ่านช่องโหว่ขนาดใหญ่บนกำแพงที่ถูกกระสุนปืนใหญ่ถล่มออกไปสู่ภายนอกที่หิมะยังคงโปรยปราย“คุณหนูใหญ่คะ... องค์ราชาติดต่อมาค่ะ” เสียงพยาบาลสาวเอ่ยขึ้นเบาๆ“ขอบใจมาก... ไปพักเถอะ” เมลรับเครื่องสื่อสารมา“ค่ะท่าน” หญิงสาวเดินออกไปจากห้องที่ไร้กำแพง‘หลานข้า... เจ้าสบายดีหรือไม่?’ เสียงที่คุ้นเคยจากปลายสายแฝงไปด้วยความห่วงใย“วิวบนห้องทำงานใหม่ของหลานดีมากเลยค่ะท่านอา” เมลเอ่ยประช






