Share

คืนฉลองกับคำล่ำลา

last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-20 00:09:14

ณ ใจกลางเมืองหลวง... กำแพงเมืองที่เคยสั่นคลอนด้วยความหวาดกลัวสงคราม บัดนี้ถูกประดับประดาด้วยธงทิวหลากสี ชาวเมืองนับล้านต่างออกมารวมตัวกันจนถนนทุกสายกลายเป็นทะเลมนุษย์ ทุกคนต่างเฝ้ารอคอย “ผู้นำชัย” ที่กอบกู้เอกราชกลับมาสู่มาตุภูมิ

เมลในชุดเครื่องแบบเต็มยศที่สง่างามเกินวัย ขี่ม้าศึกเคียงคู่ไปกับองค์ราชาที่ด้านหน้าขบวน ท่าทางของนางสุขุมเยือกเย็นราวกับเทพธิดาแห่งชัยชนะ

“คุณหนูครับ! ทุกหน่วยพร้อมแล้วครับ!” นายทหารคนสนิทควบม้าเข้ามาแจ้ง

“ส่งสัญญาณ... เคลื่อนพลได้!” เมลสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

แตร๊น! แตร๊น! แตร๊น!

เสียงแตรศึกดังสนั่นกึกก้องไปถึงสรวงสวรรค์ กองทัพใหญ่เริ่มขยับเขยื้อน มู่ฟานเล่อผู้เชี่ยวชาญการจัดทัพทำหน้าที่ควบคุมลำดับขบวนอย่างประณีต เพื่อให้โลกได้เห็นว่าอาณาจักรนี้ไม่ใช่เหยื่อของใครอีกต่อไป แต่เป็นของน้องสาวนางผู้รักสงบและเรียบง่าย!!

“ทัพใหญ่กลับมาแล้ว!!!” เสียงชาวเมืองตะโกนก้อง

กองทหารม้าเกียรติยศควบนำเข้ามาด้วยท่วงท่าที่เข้มแข็ง ธงประจำกองพันโบกสะบัด เส้นทางสู่ปราสาทถูกเปิดออก ชาวเมืองต่างตกตะลึงเมื่อได้เห็นอัศวินชั้นสูงในชุดเกราะเงาสะท้อนแสงสีเงินเงางามเดินเรียงแถวอย่างมีระเบียบ ทันใดนั้น เสียงตะโกนกึกก้องจากทหารนับแสนก็นำความสั่นสะท้านมาสู่เหล่าทูตต่างเมือง

จากนั้นก็มีพลสัญญาณเดินมาหยุดที่หน้าประตูเมือง ก่อนจะหันหลังกลับพร้อมชูธงสัญญาณแล้วตะโกนก้อง

“เดินหน้า!! เดินหน้า!! เดินหน้า!!”

“เดินหน้า!! เดินหน้า!! เดินหน้า!!”

เสียงตอบดังกระหึ่มอย่างพร้อมเพรียง

พวกทูตจากเมืองอื่นๆ พากันตกใจเพราะว่าเสียงนั้นหนักแน่นมาก มันบอกได้ถึงกำลังใจอันเปี่ยมล้นของเหล่าทหาร

“เดินหน้า!! เดินหน้า!! เดินหน้า!!”

เสียงแตรสามครั้งดังขึ้นอีกครั้ง ตามด้วยเสียงหวานแต่ทรงพลังที่แทรกผ่านความเงียบ

“ทั้งหมด... เดินหน้า!!!”

“ฮูร่าาาาาาาาา!”

กองทหารตบเท้าเข้าเมืองตามจังหวะ เสียงโห่ร้องไชโยดังลั่นจนแผ่นดินสะเทือน หญิงสาวบนอาคารต่างพากันโปรยดอกกุหลาบลงมาประดุจสายฝน สงครามที่กินเวลานับปีจบลงด้วยชัยชนะที่ไม่มีใครคาดคิด จากลมหนาวที่พัดพาความพ่ายแพ้ กลับกลายเป็นลมพายุแห่งความหวังที่เมลเป็นผู้นำมา

แม้ว่าจะดูเหมือนอาณาจักรเล็กๆ แต่เปรียบพื้นที่แล้วถือว่าใหญ่ว่าหลายๆ ที่ และมีทรัพยากรมากที่สุด ทำให้มีผู้คนมากมายเข้ามาหาแสวงโชคและย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ที่นี่ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงมีประชากรมากมายขนาดนี้ ยังมีเหล่านักผจญภัยอีก

ขบวนเคลื่อนที่ช้าๆ ไม่เร็วมากเพราะกลัวว่าถ้ามีเด็กหรือใครออกมากลางถนนจะได้ไม่อันตราย แล้วไหนจะดอกไม้และของขนมของฝากที่ชาวเมืองพากันมอบให้เหล่าทหาร

แต่สิ่งที่ทำให้ชาวเมืองและทูตต่างชาติถึงกับ “หยุดหายใจ” คือขบวนที่ต่อท้ายทหารหลวง... กองทัพส่วนตัวของเมล

เสียงเครื่องยนต์ดีเซลคำรามสนั่นหวั่นไหว ยานเกราะล้อยางและรถถังเหล็กกล้าเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ บนรถถังมีทหารในชุดเครื่องแบบแปลกตาแต่ดูดุดันนั่งประจำการ ตามมาด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็วบนรถมอเตอร์ไซค์ที่ดูทันสมัยเกินยุคสมัย

ไม่เพียงเท่านั้น... บนท้องฟ้าเหนือหลังคาตึก มังกรแดง หลายตัวบินวนเวียนแผ่ขยายปีกกว้างจนเกิดเงาทมิฬทับซ้อนเมืองหลวง และที่สร้างความตกตะลึงที่สุดคือการปรากฏตัวของ “อากาศยาน” จากพี่สาวของเมลที่บินโฉบผ่านยอดปราสาทด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงโซนิคบูมสร้างความตื่นเต้นสุดขีด

“ฮ่าๆๆ อาไม่เคยเห็นอะไรที่น่าตื่นตาขนาดนี้มาก่อนเลยหลานรัก” ราชาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“หลานเห็นจนเบื่อแล้วเพค่ะเสด็จอา” เมลตอบพลางลอบยิ้ม

เมื่อขบวนมาหยุดลงที่หน้าพระราชวัง ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ เมลเดินออกมายืนที่หน้าแท่นพิธีท่ามกลางสายตานับล้านคู่

“พี่น้องชาวอาณาจักรทุกท่าน...” เมลเริ่มพูด “เราเป็นชาติที่รักสงบและไม่เคยคิดรุกรานใคร! แต่เมื่อใดที่มีศึกมาประชิด... เราก็พร้อมจะสู้จนตัวตายเพื่อรักษาไว้ซึ่งเอกราช!”

นางกวาดสายตาคมกริบมองไปยังกลุ่มขุนนางที่เคยคิดคด “สงครามนำมาซึ่งความสูญเสีย... และมันจะรุนแรงยิ่งขึ้นหากมี ‘คนใน’ ชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน! นับจากนี้ไป เราจะไม่ยอมให้ความวุ่นวายเกิดขึ้นอีก เราจะก้าวไปข้างหน้าและพัฒนาอาณาจักรนี้ให้ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า!”

“คุณหนูใหญ่! คุณหนูใหญ่! คุณหนูใหญ่!”

เสียงกู่ร้องเรียกชื่อเมลดังไม่ขาดสาย นางโบกมือให้ประชาชนเป็นครั้งสุดท้ายด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินตามเสด็จอาเข้าสู่ห้องบัลลังก์เพื่อเริ่มบทสนทนาที่สำคัญยิ่งกว่าสงคราม... นั่นคือการปฏิรูปอาณาจักรอย่างถาวร

ครืนนนนนนนนนนนนนนน!!!!

ทันใดนั้นเอง บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองก็ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ห้วงอากาศทั่วทั้งเมืองหลวงเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย แรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็นกดทับลงมาจนชาวเมืองและทหารรักษาการณ์ต้องทรุดตัวลงหมอบกับพื้นด้วยสัญชาตญาณ เสียงร้องไห้ของเด็กเล็กดังระงมไปทั่ว

ทหารอาณาจักรต่างวิ่งวุ่นเตรียมอาวุธด้วยความตื่นตระหนก มีเพียงมู่ฟานเล่อและคนของนางเท่านั้นที่ยังคงยืนนิ่งด้วยท่าทีสงบ ราวกับรู้อยู่แล้วว่า “สิ่งใด” กำลังจะมาเยือน

เปรี๊ยะ! เปรี้ยง!

บนท้องฟ้าสีครามปรากฏรอยแยกมิติขนาดมหึมาขึ้นหลายจุด ราวกับผืนฟ้ากำลังถูกมือที่มองไม่เห็นฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ ความมืดมิดจากห้วงอวกาศไหลทะลักออกมา พร้อมกับการปรากฏตัวของวัตถุปริศนา...

มันไม่ใช่แค่วัตถุลึกลับ... แต่มันคือ “ป้อมปราการลอยฟ้า” ขนาดมหึมาที่ไม่อาจประเมินด้วยสายตาของมนุษย์ได้ เงาทมิฬของมันบดบังดวงตะวันจนเมืองหลวงทั้งเมืองตกอยู่ในความมืดสลัว ยานรบข้ามมิติรูปทรงดุดันนับสิบลำค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาจากรอยแยก แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจคือ ตราสัญลักษณ์รูปมังกรพันดาบขนาดใหญ่ที่ส่องแสงสว่างจ้าอยู่ข้างตัวยาน... ซึ่งเป็นตราเดียวกับที่ติดอยู่บนแขนเสื้อของกองกำลังพิเศษของเมล!

“ให้ตายเถอะ... ท่านแม่! ทำไมต้องมาโผล่ที่นี่ด้วย ในอวกาศมีที่ว่างตั้งเยอะแยะ!”

มู่ฟานเล่อยกมือตบหน้าผากตัวเองดังฉาดด้วยความเหนื่อยใจ เมื่อเห็นหมายเลขระบุหน่วยบนยานธงลำยักษ์... ‘กองยานข้ามมิติที่ 5’ ซึ่งเป็นกองกำลังส่วนตัวของ ‘ตระกูลมู่’ ที่ทรงพลังที่สุดในสหพันธ์การ์เดี้ยน และการที่ยานธงระดับนี้มาปรากฏตัว แสดงว่าผู้บัญชาการสูงสุดได้มาด้วยตัวเอง

“ยกโขยงกันมาทั้งตระกูลเลยหรือไงเนี่ย!”

“ทำใจเถอะขอรับคุณหนู... ดูท่าท่านหญิงใหญ่อยากจะเห็นหน้าหลานสาวตัวดีใจจะขาดแล้ว” พ่อบ้านคนสนิทกระซิบ

“เราล่ะปวดหัวกับความเวอร์วังของคนตระกูลนี้จริงๆ”

“ตระกูลกระผมรับใช้พวกท่านมานาน... ชินแล้วขอรับ”

“ต้นตระกูลท่านคงลำบากน่าดู”

“สุดๆ เลยขอรับ”

ในขณะที่ชาวเมืองกำลังชี้มือขึ้นไปบนฟ้าด้วยความสั่นกลัว กองยานข้ามมิติก็เริ่มเคลื่อนตัวเข้าประจำตำแหน่งเหนือพระราชวัง เกราะป้องกันภายนอกค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นปากกระบอกปืนพลังงานนับพันที่พร้อมจะลบเมืองนี้ให้หายไปจากแผนที่ได้ในพริบตา

วูบบบบบบ!

ทันใดนั้น ใจกลางลานหน้าพระราชวังก็เกิดเสาแสงสีทองพุ่งลงมาจากยานธง มันคือการเคลื่อนย้ายมิติระดับสูงที่ทรงพลังยิ่งกว่าเวทมนตร์ใดๆ ในโลกนี้

"หลานอา... นะ...นั่นมันอะไรกัน!?" ราชาได้แต่ยืนตะลึงค้าง

เมื่อแสงสว่างจางลง ร่างของกลุ่มคนผู้มาเยือนก็ปรากฏขึ้น... มันราวกับภาพของเทพเจ้าที่จุติลงมายังโลกมนุษย์

นักรบสตรีร่างสูงโปร่งในชุดเกราะหนักสีทองอร่ามที่ดูแปลกตาและล้ำสมัยเดินออกมาจากวงเวทย์เป็นกลุ่มแรก ทุกย่างก้าวของพวกนางหนักแน่นและแผ่แรงกดดันมหาศาลจนองครักษ์ของราชาทนไม่ไหว

“คุ้มครองฝ่าบาท!!!” เหล่าองครักษ์ชักดาบออกมาด้วยความกลัว

“หยุดเดี๋ยวนี้!!!” ราคารีบตะโกนห้ามเสียงหลง ก่อนจะหันไปถามผู้มาเยือนด้วยความยำเกรง "ขออภัย... ไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นใคร?"

กลุ่มนักรบเกราะทองค่อยๆ ปลดล็อกหน้ากากและถอดออกอย่างพร้อมเพรียง เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาดของเหล่าสตรีเพศ ทว่าแววตากลับคมกริบและแฝงไปด้วยอันตรายที่สามารถปลิดชีพคนได้

มู่ฟานเล่อและหน่วยรบพิเศษของนางทั้งหมด รีบเดินแหวกฝูงชนเข้าไป แล้วคุกเข่าลงทำความเคารพสตรีผู้ยืนอยู่หน้าสุดอย่างนอบน้อมที่สุด

“ยินดีต้อนรับ... ท่านย่าใหญ่!!!”

“สวัสดีชาวโลก เรามาอย่างสันติ”

“.....”

“ท่านแม่... เล่นแบบนี้ไม่เกรงใจคนตบมุกเลยน่ะเจ้าค่ะ”

“อะ ฮึ่ม!!” สตรีผู้ยืนหน้าสุดเตือนลูกสาวของตนเบา ๆ “ขออภัยที่เราเข้ามารบกวนอย่างกะทันหัน... ตัวเราคือผู้สืบทอดนามแห่งผู้นำสูงสุด ‘มู่หลง’ ผู้บัญชาการและผู้ปกครองแห่งสหพันธ์การ์เดี้ยน”

น้ำเสียงของสตรีผู้สูงศักดิ์ดังกังวานไปทั่วลานพิธี ทรงพลังจนอากาศรอบข้างดูจะหนักอึ้งขึ้นมาทันที ราชาโรฮานทรงสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะตรัสตอบด้วยเกียรติแห่งกษัตริย์

“นามของข้าคือโรฮาน ผู้ปกครองอาณาจักรโรฮาริน... ข้าอยากทราบเพียงว่า การมาเยือนของพวกท่านในครั้งนี้ นำมาซึ่งข่าวดีหรือข่าวร้าย?”

“มู่ซวนเหยา” มู่หลงเรียกชื่อลูกสาวเสียงเรียบ

“ค่ะท่านแม่” มู่ซวนเหยาก้าวออกมาข้างหน้า สายตาที่เคยดุดันอ่อนแสงลงเมื่อมองไปยังเมล์และมู่ฟานเล่อ

“ท่านโรฮาน การมาของเราเป็นเพียงความปรารถนาส่วนตนที่อยากพบหน้าหลานสาวเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาร้ายแอบแฝง จะเป็นไปได้หรือไม่หากเราจะขอรบกวนเวลาของท่านสักเล็กน้อย”

ราชาโรฮานยิ้มเจือน พลางมองสิ่งที่รอยอยู่เหนือเมืองหลวง แล้วหัวเราะแห้งออกมา ‘นี่แค่เรื่องส่วนตัวน่ะ’

“ในเมื่อหลานสาวของท่าน ก็คือหลานสาวของเรา... เช่นนั้นเชิญตามสบาย เย็นนี้จะมีงานเลี้ยงรับรอง ขอเชิญพวกท่านพักผ่อนตามเถิด”

มู่หลงหัวเราะแล้วมองไปรอบงาน “จากนี้ไปคือพิธีมอบรางวัลใช่หรือไม่ คนของเรานั้นแจ้งมาว่าหลานสาวเรานำทัพชนะข้าศึก”

“เป็นเช่นนั้น”

“จะว่าอะไรรึไม่ถ้าเราจะขออยู่ดู”

“เชิญด้านในเถอะ”

“รบกวนท่านแล้ว”

พิธีมอบรางวัลและอวยยศดำเนินไปอย่างรวดเร็วภายใต้สายตาอันเฉียบคมของคนตระกูลมู่ เมื่อตกค่ำ งานเลี้ยงภายในวังก็เริ่มขึ้น ทว่าท่ามกลางความรื่นเริง กลับมีช่องว่างของเก้าอี้ขุนนางหลายตำแหน่งที่ว่างเวียนไป... ผลจากการกวาดล้างกบฏ

หลายตระกูลต้องล่มสลาย บางส่วนที่ได้รับความเมตตาถูกลดขั้นเป็นสามัญชนและสั่งห้ามรับราชการไปถึงเจ็ดชั่วอายุคน ส่วนพวกที่เหลือถูกส่งเข้าเหมืองในฐานะทาสแรงงาน ทว่าสตรีและเด็กจากตระกูลกบฏทั้งหมด เมล์ได้ตัดสินใจ “ขอยกสิทธิ์” ให้กับมู่ฟานเล่อ

“ประหารไปก็ไร้ค่า ขายไปก็ไม่ได้อะไร...” เมล์กล่าวในที่ประชุมลับ “ประเทศต้องการกำลังพล และกองทัพของพี่สาวต้องการคนงานที่ภักดีเพื่อแลกกับชีวิตที่เหลืออยู่”

ข้อสรุปทางการเมืองจบลงอย่างรวดเร็ว เมล์ได้รับสิทธิ์ในเหมืองสามแห่ง ท่าเรือยุทธศาสตร์ของจักรวรรดิ และอำนาจในการกำกับดูแลทัพเรือ ทำให้จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ตกอยู่ภายใต้เงาอำนาจของเด็กสาวโดยสมบูรณ์ ทูตจากอาณาจักรพันธมิตรของจักรวรรดิทำได้เพียงนั่งเงียบ เพราะความเร็วในการจบสงครามของเมล์นั้นทำให้พวกเขาขยับตัวไม่ทัน

“แล้วพวกเจ้าชาย... จะทำเช่นไรพะย่ะค่ะ?” ตัวแทนอาณาจักรใหญ่ถามขึ้น

ราชาโรฮานมองเมล์ด้วยแววตาที่ซับซ้อนก่อนจะเอ่ย “ยึดทรัพย์สินทั้งหมด ลดสถานะเป็นเพียงสามัญชน... และถอดสิทธิ์ในการสืบบัลลังก์ตลอดกาล” พระองค์ตรัสจบก็เสด็จออกจากห้องประชุมทันที ความเจ็บปวดจากการต้องลงทัณฑ์สายเลือดตัวเองนั้นแสนสาหัส ทว่าความผิดฐานกบฏนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจให้อภัยได้ ทำให้โอกาสลดโทษนั้นหายไปทันที

หลังจบงานเลี้ยงที่วุ่นวาย ขบวนรถม้าของเมล์และตระกูลมู่ก็มุ่งหน้ากลับสู่บ้านชายป่า ระหว่างทางขบวนได้ผ่านกลุ่มทาสจากอดีตตระกูลใหญ่ที่ถูกจองจำ เมล์มองภาพเหล่านั้นด้วยหางตาอย่างเฉยชา ในอดีตชาตินางเห็นภาพความล่มสลายเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วนจนหัวใจเริ่มด้านชา

หมู่บ้านรอบบ้านชายป่าเต็มไปด้วยแสงไฟและเสียงรื่นเริงของทหารที่ออกมาฉลองชัยชนะ ทันทีที่เห็นขบวนรถม้าของ "คุณหนูใหญ่" ทหารทุกคนต่างพากันยืนทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง พวกเค้าแปลกใจที่เห็นกลุ่มผู้คุ้มกันที่ไม่คุ้นตาร่วมมาในขบวน หลังขบวนผ่านไปก็พากันกลับไปกินเลี้ยงฉลองต่อ

เมื่อถึงหน้าบ้าน 'มู่หลง' ผู้นำสูงสุดแห่งสหพันธ์การ์เดี้ยนก้าวลงจากรถม้า แม้อายุจะล่วงเลยนับร้อยปี แต่ใบหน้าของนางยังดูอ่อนเยาว์ราวกับสตรีวัยแรกแย้มไม่ต่างจากมู่ซวนเหยา ทุกคนในตระกูลมู่คือยอดนักรบที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน...

แต่สำหรับเมล์... ความจริงกลับช่างโหดร้าย

นางข้ามมิติมาเพื่อแสวงหาความสงบ แต่สงครามกลับตามล่าพอนางไม่หยุดยั้ง ชีวิตก่อนที่ต้องสังหารเพื่อนรักด้วยมือตนเอง ญาติพี่น้องที่ล้มตายหายไปในกองเลือด การจับดาบตั้งแต่จำความได้ ฝึกรบพร้อมๆ กับการเรียนหนังสือและทำอาหาร ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาสองชาติภพเริ่มกัดกินหัวใจ

เมล์ถอนหายใจออกมาเบาๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับชัยชนะ “หนูขอตัวขึ้นไปพักผ่อนก่อนนะคะ...”

นางเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะเดินหันหลังเข้าบ้านไปเพียงลำพัง ปล่อยให้เบื้องหลังคือเกียรติยศและอำนาจที่นางไม่ได้ปรารถนามาตั้งแต่ต้น ทุกคนในตระกูลมู่ต่างนิ่งเงียบ... ทุกคนรับรู้ได้ถึง “กลิ่นอายแห่งความโดดเดี่ยว” ที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลังเล็กๆ นั้นได้ดีกว่าใคร ทุกคนก็เข้าใจได้ดีจึงปล่อยให้ไปพัก

“เหนื่อยใจจริงๆ ...”

เสียงกระซิบแผ่วเบาเล็ดลอดออกจากริมฝีปากของเมล์ขณะแช่อยู่ในอ่างน้ำอุ่น นางกำลังคิดถึงชีวิตที่ไม่ได้เป็นไปตามที่หวัง สายตาที่เคยเฉยชาตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกเปราะบาง

“นั่นใคร!” นางหันขวับไปทางประตู

“เราเอง...”

เงาร่างบอบบางก้าวเข้ามาในห้อง โมโม่... อดีตเพื่อนรักที่บัดนี้กลายเป็นเชลย

“โมโม่...”

“อืม... เราเอง” โมโม่ตอบเสียงสั่นเครือ “เราอยากจะขอโทษเจ้า... ในทุกสิ่งทุกอย่าง”

“ไม่เลย... มันไม่ใช่ความผิดของเจ้าเลยสักนิด” เมล์กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ถ้าบิดาเจ้าไม่ตัดสินใจพาตระกูลเข้าสู่สงครามชิงบัลลังก์อันโง่เขลานั่น...”

โมโม่ไม่รอช้า นางปลดชุดคลุมที่สวมอยู่ออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าอันเย้ายวน สรีระที่งดงามราวกับเทพธิดา ปราศจากเครื่องประดับใดๆ บนกาย

“คืนนี้... เราขอมอบกายและใจทั้งหมดให้เจ้า”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้” เมล์เอ่ยเบาๆ หัวใจของเธอกำลังถูกบีบรัดด้วยความเจ็บปวด

“เมล์... ข้ารักเจ้า” น้ำตาคลอเบ้าของโมโม่ไหลริน “ได้โปรด... ถือว่าเป็นคำร้องขอครั้งสุดท้ายจากเพื่อนคนนี้ได้หรือไม่?”

เมล์ก้าวขึ้นจากอ่างน้ำอย่างช้าๆ หยาดน้ำเกาะพราวบนผิวขาวเนียนนับเป็นภาพที่บริสุทธิ์ ทว่าในดวงตาของนางกลับมีแววแห่งความโศกเศร้า

“เพื่อนรักของข้า... ข้าเสียใจเหลือเกินที่ไม่สามารถจบสงครามได้เร็วกว่านี้ และช่วยเจ้าจากการต้องตกเป็นกบฏ”

“ได้โปรด... กอดข้าเถอะ เมล์ ข้าเสียใจมามากพอแล้ว... ให้ค่ำคืนนี้....” โมโม่ร้องไห้สะอื้น

“อย่าร้องไห้เลยเพื่อนรัก... คืนนี้ เราจะพากันไปสุดขอบฟ้า... นั่งนับดวงดาวด้วยกัน... ปล่อยเรื่องราวเลวร้ายทุกอย่างทิ้งไว้เบื้องหลัง”

โมโม่ยิ้มผ่านม่านน้ำตา นางเดินเข้าสู่อ้อมกอดของเมล์ที่ยืนรออยู่ น้ำตาแห่งความทุกข์ระทมกลายเป็นน้ำตาแห่งความหวัง

เมล์ประทับรอยจูบแผ่วเบาบนหน้าผากเนียนของโมโม่ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนลงมาประกบจูบบนริมฝีปากอิ่ม สัมผัสแรกหวานล้ำ... นางเริ่มดื่มด่ำรสชาติอ่อนหวานนั้นอย่างช้าๆ ละเมียดละไมราวกับไม่ต้องการให้เวลาเดินไป

โมโม่ปล่อยกายและใจไปตามแรงนำของเพื่อนรักที่บัดนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ค่ำคืนนี้พวกนางจะรักกันราวกับโลกนี้มีแค่เราสองคน เสียงครางหวานแว่วดังคลอเคล้าไปกับเสียงลมหายใจที่สอดประสานกัน หัวใจเต้นรัวดุจจะหลุดออกจากอก

ทุกมุมห้อง ทุกสัมผัส ทุกอณูของร่างกาย... ถูกใช้เป็นพยานแห่งความรักที่เกิดขึ้นท่ามกลางความสิ้นหวัง พวกนางพากันไปสู่ห้วงแห่งความสุขที่ไม่มีวันสิ้นสุด ชมแสงดาวแสงเดือนที่ส่องประกายผ่านหน้าต่าง มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่กันและกันอย่างไม่เสียดาย ไม่มีคำว่าเสียใจอยู่ในห้วงเวลาแห่งความผูกพันนี้

ก่อนที่ทั้งสองจะกอดก่ายกันแน่น จมดิ่งสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับแสงจันทร์ที่ส่องลอดผ้าม่าน... พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรก็สุดจะรู้ แต่ค่ำคืนนี้จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำตลอดไป

“ถ้าบิดาเจ้าไม่เลือกทางผิด หลงในอำนาจอันไร้สาระ บางที... เราอาจจะมีความสุขกว่านี้... ข้าขอโทษ” เมล์กระซิบแผ่วเบาในยามที่โมโม่หลับใหล

“อย่าโทษตัวเองเลย... ที่รัก” โมโม่ที่ยังคงอยู่ในห้วงฝันตอบกลับ

“คืนนี้... ข้าเป็นคนรักของเจ้า แต่พรุ่งนี้...”

โมโม่ยกมือขึ้นปิดริมฝีปากของเมล์เบาๆ "” เรื่องพรุ่งนี้... ก็คือเรื่องของพรุ่งนี้” เมล์ยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะประกบจูบอีกครั้ง แล้วพาโมโม่จมดิ่งสู่ความฝันอันแสนสุข

ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร... แต่วันนี้ โมโม่ไม่เสียใจอีกแล้ว ทั้งร่างกายและหัวใจของนางได้กลายเป็นของเพื่อนสาวคนนี้ไปตลอดกาล ค่ำคืนนี้อาจเป็นคืนที่อันตรายที่สุดสำหรับนาง... นางอาจตั้งครรภ์ขึ้นมาได้... แต่ก็หาได้เสียใจไม่

รุ่งเช้ามาเยือน แสงอาทิตย์อ่อนๆ สาดส่องเข้ามาในห้อง บนเตียงใหญ่เหลือเพียงร่างเปลือยเปล่าของเมล์ที่นอนกอดหมอนใบที่โมโม่เคยหนุน ใบหน้าที่เคยสงบตอนนี้กลับอาบไปด้วยน้ำตา... เมล์ร้องไห้ออกมาอย่างสุดหัวใจ นางรู้ดีว่าผู้หญิงคนนั้นดีต่อเจ้าของร่างนี้เพียงใด แม้จะเป็นคนเดียวกัน... แต่หัวใจของเธอกลับแตกสลายเมื่อไม่เห็นรอยยิ้มของคนที่เพิ่งพลอดรักกันในยามตื่นนอน

“ลาก่อน... เพื่อนรักของข้า... ข้าจะคิดถึงเจ้าเสมอ” เมล์ยิ้มให้กับความว่างเปล่า ก่อนจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อนอีกครั้ง

ในเช้าที่เงียบสงบ ยานขนส่งขนาดใหญ่จอดสงบนิ่งอยู่ที่สนามบิน ชายหญิงสองคนในชุดเกราะล้ำสมัยยืนรออยู่พร้อมผู้คุ้มกัน โมโม่หันกลับไปมองบ้านหลังน้อยที่จากมาเป็นครั้งสุดท้ายโดยไม่ได้กล่าวคำอำลา นักรบบนยานเร่งเร้าให้นางขึ้นไป ยานลำเลียงค่อยๆ เร่งความเร็ว ก่อนจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและมุ่งหน้าสู่วงโคจร

“ท่านยายคะ... มันจะดีจริงๆ หรือคะ?” มู่ซวนเหยาถามด้วยความกังวล

“อืม... ในตัวสตรีคนนั้นมีทายาทของน้องสาวเจ้าอยู่ การที่เด็กจะเติบโตขึ้นมานั้น ต้องได้รับการดูแลที่ดีที่สุด ทั้งแม่และเด็ก” มู่หลงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“น้องรองคงหัวเสียแย่เลยสิคะ...”

“นั่นสิ... คงไม่ง่ายเลยจริงๆ” มู่หลงพึมพำ

มู่ซวนเหยามองตามยานขนส่งที่ลับหายไปสุดขอบฟ้า พร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความหวัง... และความวุ่นวายที่กำลังจะตามมา

"ดูแลตัวเองดีๆ นะ... ลูกสะใภ้"

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • สู่วันฟ้าใส   จุดเริ่มต้นของบทใหม่

    หลังจากส่งน้องสะใภ้กลับคฤหาสน์แล้ว มู่ฟานเล่อก็ต้องเผชิญกับวันอันแสนวุ่นวายที่ดำเนินต่อไปไม่จบไม่สิ้น ยิ่งใกล้วันเทศกาลฤดูร้อนก็ยิ่งวุ่นวายหนักขึ้น เพราะพิธีการจะดำเนินควบคู่ไปกับเวทีศูนย์กลางของสหพันธ์การ์เดี้ยนซึ่งตั้งอยู่ที่โลกในมิติหลักรายชื่อแขกที่จะเดินทางเข้าออกสถานีอวกาศทยอยถูกส่งเข้ามาที่หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อทำการจองที่พักและกำหนดเวลาที่จะเดินทางลงสู่พื้นโลกหญิงสาวผมแดงในชุดเครื่องแบบยืนมองดาวเคราะห์ดวงใหม่อยู่ริมหน้าต่างบนสถานีอวกาศ หลังจากเดินทางมาอยู่ที่นี่เกือบเจ็ดเดือนก็เริ่มคุ้นเคยกับสถานที่มากขึ้น แผนที่ของดาวถูกจัดทำจนเสร็จสมบูรณ์ พื้นที่หลักแบ่งออกเป็นสามส่วนคล้ายกับโลก มีทวีปกลาง ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ปกครองโดยจักรวรรดิใหญ่ที่ครอบครองพื้นที่มหาศาล รองลงมาคืออาณาจักรขนาดกลางและเมืองอิสระอีกมากมายโรฮันครอบครองพื้นที่เกือบครึ่งของทวีปเหนือและบางส่วนของทวีปกลางเป็นเขตที่ใหญ่ที่สุดในดาวดวงนี้ คนของการ์เดี้ยนเรียกที่นี่ว่า “สหพันธ์รัฐโรฮัน” อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสูงสุด และแน่นอนว่ามีน้องสาวของนางเป็นผู้บัญชาการกองทัพทั้งหมด“ท่านหญิงคะ ท่านนักบุญกำล

  • สู่วันฟ้าใส   มังกรคืนถิ่น

    หลายเดือนผ่านไป กลิ่นอายของสงครามได้จางหายไปแทนที่ด้วยสายลมแห่งฤดูกาลใหม่ก็ได้พัดผ่านเข้าสู่ทุ่งหญ้าแห่งโรฮันอันกว้างใหญ่ ฝูงสัตว์น้อยใหญ่ต่างเดินเล็มหญ้ากระจัดกระจาย คนเลี้ยงแกะเองก็ทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้นคอยเฝ้าระวังฝูงหมาป่า อาทิตย์ยามอัสดง ส่องแสง สีทองอร่ามพาดผ่านทุ่งหญ้าอันเขียวขจีจนกลายเป็นสีเขียวอมเหลือง บนเส้นทางสัญจรมีรถม้าและผู้คนเดินทางผ่านไปมาไม่ขาดสาย ดูเป็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับวิวทิวทัศน์อันสวยงามในยามบ่ายคล้อยกุบกับ กุบกับ กุบกับ!เสียงฝีเท้าม้าเร็วดังแว่วมาแต่ไกล ชาวบ้านที่สัญจรอยู่ต่างพากันหลบหลีกทางให้ หลายคนที่อยู่บนรถม้าแสดงท่าทีไม่พอใจนัก แต่เมื่อสังเกตเห็นริ้วผืนธงที่ประดับอยู่บนหลังของทหารม้าเร็ว ทุกคนก็รีบหลบลงข้างทางและเฝ้ามองไปยังทิศทางที่ม้าเร็ววิ่งผ่านมาด้วยใจจดจ่อ“กองทัพกลับมาแล้ว! หลีกทาง!”เสียงตะโกนของทหารม้าดังขึ้นเพื่อเตือนให้ชาวบ้านระมัดระวัง แต่ผู้คนและรถม้าทั้งหลายกลับเลือกที่จะหยุดรออยู่ข้างทางเพื่อต้อนรับขบวนทหารที่กลับคืนสู่มาตุภูมิหลังจากกลุ่มทหารม้าผ่านไปไม่นาน ก็ปรากฏเสียงฝีเท้าอันหนักแน่นและเสียงกลองดังขึ้นจากด้านหลังของเนิน

  • สู่วันฟ้าใส   พิราบขาว

    โถงทางเดินกลางพระราชวัง กลิ่นคาวเลือดคลุ้งไปทั่วทางเดินที่เคยหรูหรา ร่างไร้วิญญาณของเหล่าองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์และยอดฝีมือจากกองกำลังหมาล่าเนื้อ นอนตายเกลื่อนกลาดราวกับใบไม้ร่วง อัศวินผู้สูงศักดิ์มากมายจบชีวิตลงอย่างสิ้นหวังโดยที่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าศัตรูด้วยซ้ำภายในห้องโถงบัลลังก์“ปกป้องประตูไว้! อย่าให้พวกมันเข้ามาได้!” เสียงนายทหารตะโกนก้องด้วยความขวัญเสีย ทหารนับร้อยตั้งแนวรบสุดท้าย อาวุธทุกชนิดเล็งตรงไปยังประตูใหญ่ที่ถูกปิดตาย บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สั่นพร่าและเสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองรบ เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมผ่านชุดเกราะจนเหนียวเหนอะหนะ“สะ... เสียงข้างนอกเงียบไปแล้ว”ทหารนายหนึ่งกระซิบด้วยความหวาดวิตก ทุกคนหันมองหน้ากัน แต่ก็ยังไม่มีใครวางอาวุธลงแม้แต่คนเดียวจักรพรรดิผู้กำลังจนมุมหันไปสั่งการด้วยความร้อนรน “เกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่น! ไปตามกองทหารกลับมาเดี๋ยวนี้!”“ฝ่าบาท โปรดวางพระทัย... คนของเราล้วนเป็นยอดฝีมือระดับสูง ทั้งนักผจญภัยและทหารรับจ้างฝีมือเยี่ยม...” ขุนนางคนสนิทพยายามปลอบ ทว่าคำพูดนั้นกลับสั่นเครือไม่แพ้กันกึ่ง!!!! ประตูเหล็กบานยักษ์ที่ถูกปิดตายเร

  • สู่วันฟ้าใส   เพลิงแห่งฟินิเซีย

    เช้าอันสดใสมาเยือนสมรภูมิรบ ณ คฤหาสน์นอกเมือง แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านลูกไม้ราคาแพงเข้ามาในห้องนอนที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของค่ำคืนที่ผ่านมา สาวใช้หลายคนทยอยเข้ามาทำความสะอาดห้องอย่างเงียบเชียบ ขณะที่ เมล เดินเปลือยกายไปยังอ่างน้ำอุ่นที่เตรียมไว้ ร่างกายที่เพิ่งผ่าน “ศึกหนัก” ในห้องนอนมาดูผ่อนคลาย แต่ดวงตายังคงคมกลัดด้วยแผนการรบระหว่างนั้นกองทัพส่วนหน้าที่ประกอบไปด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็วก็ได้เคลื่อนทัพตรงเข้าประชิดเขตชายแดนของเมืองหลวง หมู่บ้านยุทธศาสตร์สามแห่งถูกยึดครองในพริบตาเพื่อแปรสภาพเป็นสนามบินชั่วคราวและกองบัญชาการส่วนหน้าโทรเลขด่วนของจักรพรรดิแห่งฟินเซียถูกส่งไปถึงบรรดาลอร์ดต่างๆ รวมถึงพันธมิตรเพื่อขอกำลังเสริม เพราะตอนนี้ศัตรูได้มายืนจ่ออยู่ที่หน้าประตูบ้านแล้ว กำลังทหารที่มีก็ไม่สามารถเรียกกลับมาช่วยป้องกันเมืองได้“เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร!!” เสียงจักรพรรดิแห่งฟินิเซียดังสนั่นท้องพระโรง ทันทีที่ทราบว่ากองทัพผสมโรฮันมาจ่ออยู่ที่หน้าประตูบ้าน“ฝ่าบาทใจเย็นก่อนพ่ะย่ะค่ะ” บรรดาขุนนางพยายามปลอบประโลม แต่ในใจกลับสั่นพรัก“พวกมันควรจะติดอยู่ที่ชายแดน! แต่ตอนนี้

  • สู่วันฟ้าใส   การโต้กลับ

    เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังระงมไปทั่วทุ่งหิมะที่กลายเป็นสีแดงฉาน ทหารบาดเจ็บถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความหนาวเหน็บอย่างโดดเดี่ยว“โอ้ย~ ช่วยด้วย”“แพทย์สนาม! แพทย์สนามอยู่ไหน!”“ช่วยด้วย... ข้ายังไม่อยากตายที่นี่...”เสียงของบรรดาทหารที่ได้รับบาดเจ็บและถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความหนาวเหน็บของสมรภูมิดังขึ้นไม่ขาดสาย ทหารมากมายทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็สิ้นใจตายไปเพราะพิษบาดแผล เสียงเหล่านั้นดังแทรกผ่านลมหนาวไปถึงหูของ นายพลฝ่ายพันธมิตร ผู้ที่กำลังยืนมองภาพความเสียหายของกองทัพตนเองด้วยสายตาที่มืดมน ปฏิบัติการบุกทะลวงล้มเหลวไม่เป็นท่าจนต้องหยุดทัพตั้งรับอย่างจำใจ ทว่าเบื้องบนกลับสั่งให้เริ่มปฏิบัติการครั้งใหม่ในทันทีนายพลผู้นำการบุกทะลวงครั้งนี้ของฝ่ายสัมพันธมิตรยืนมองภาพความเสียหายของกองทัพที่ตอนนี้ไม่สามารถบุกได้อีกต่อไป จำเป็นต้องหยุดพักอยู่กับที่ ค่ำคืนนี้ปฏิบัติการครั้งใหญ่ของทางนี้เองก็กำลังจะเริ่มขึ้น“การบุกจะเริ่มกี่โมง?” นายพลเอ่ยถามเสียงเรียบ“พรุ่งนี้เช้ามืดครับท่าน กองทัพอากาศจะเริ่มทิ้งระเบิดตอนรุ่งสาง ตามด้วยหน่วยอัศวินเข้าโจมตีจุดยุทธศาสตร์แนวหลัง”“ปฏิบัติการนี้จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สง

  • สู่วันฟ้าใส   สายเลือดที่ตื่นขึ้น

    ลมหนาวกรรโชกพัดผ่านซากปรักหักพังของอาคารบัญชาการ สงครามครั้งนี้กินเวลายืดเยื้อมาจนถึงเดือนที่สิบสอง สมรภูมิทางภาคเหนือนั้นขาวโพลนไปด้วยหิมะหนาทึบที่ทับถมกันจนมองไม่เห็นเส้นแบ่งเขตแดน ในขณะที่ภาคใต้แม้จะไม่หนาวจัดเท่า แต่สภาพอากาศที่แปรปรวนก็สร้างความลำบากให้แก่กองทัพไม่แพ้กันจุดที่เมล์ประจำการอยู่คือ “สามเหลี่ยมทองคำ” จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่พรมแดนของสามอาณาจักร อัลควาน่า, ฟินีเซีย และอัลเมร่า มาบรรจบกัน มันคือประตูบานใหญ่ที่จะเปิดเข้าสู่ภาคกลางอันมั่งคั่ง หรือจะมุ่งหน้าสู่ยอดเขาทางเหนือก็ได้เด็กสาวในชุดเครื่องแบบฤดูหนาวนั่งอ่านรายงานอยู่หน้าเตาผิงที่กำลังมอดไหม้ ในมือถือแก้วช็อกโกแลตที่เย็นชืดจนไร้ไอความร้อน สายตามองผ่านช่องโหว่ขนาดใหญ่บนกำแพงที่ถูกกระสุนปืนใหญ่ถล่มออกไปสู่ภายนอกที่หิมะยังคงโปรยปราย“คุณหนูใหญ่คะ... องค์ราชาติดต่อมาค่ะ” เสียงพยาบาลสาวเอ่ยขึ้นเบาๆ“ขอบใจมาก... ไปพักเถอะ” เมลรับเครื่องสื่อสารมา“ค่ะท่าน” หญิงสาวเดินออกไปจากห้องที่ไร้กำแพง‘หลานข้า... เจ้าสบายดีหรือไม่?’ เสียงที่คุ้นเคยจากปลายสายแฝงไปด้วยความห่วงใย“วิวบนห้องทำงานใหม่ของหลานดีมากเลยค่ะท่านอา” เมลเอ่ยประช

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status