로그인เสิ่นชูตกตะลึงไป “เป็นเขางั้นเหรอ?”ซีซือหัวเราะเยาะตัวเอง “ถือว่าฉันโชคร้ายเองแหละค่ะ ฉันก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเขาจะกล้าลงไม้ลงมือตรงแบบนี้”“ถ้าอย่างนั้นก็ควรแจ้งความสิ!”“ต่อให้แจ้งความ เขาก็คงเข้าไปนอนเล่นข้างในได้แค่ไม่กี่วัน แล้วก็โดนทางบ้านประกันตัวออกมาอย่างรวดเร็วอยู่ดี เขาไม่ได้เพิ่งทำแบบนี้เป็นครั้งแรกสักหน่อย คนพวกนั้นที่เคยไปขัดใจเขาจนต้องได้รับบาดเจ็บ สุดท้ายแล้วสิ่งที่ได้รับกลับมา ก็เป็นเพียงแค่เงินชดเชยไม่กี่บาทเท่านั้นเอง”เสิ่นชูทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ประสบการณ์ในอดีต ทำให้เธอเข้าอกเข้าใจถึงสถานการณ์ที่ซีซือต้องเผชิญเป็นอย่างดีเพราะฉะนั้น เธอจึงอยากที่จะช่วยเหลืออีกฝ่าย“เรื่องนี้จะปล่อยให้เลยตามเลยแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด” เสิ่นชูเอ่ยขึ้นด้วยความสงบและเยือกเย็น “วันนี้เขากล้าทำร้าย วันข้างหน้าเกิดกล้าถึงขั้นฆ่าเธอขึ้นมาจะทำยังไง การปล่อยให้คนประเภทที่เป็นขยะสังคมแบบนี้ลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคม มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นไปทั่ว”พูดจบ จู่ ๆ เธอก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า “ไอ้หลี่เถิงเซียวคนนี้ ในสังคมแวดวงคนจีนในต่างประเทศ คงไปก่อเรื่องขัดขาหาเร
ซีซือที่ได้ยินเสียงร้องอุทานตกใจจึงหันกลับไปมอง หลี่เถิงเซียวกำลังเงื้อไม้กอล์ฟหวดลงมาทางเธอพอดีซีซือรับการโจมตีนั้นไปเต็ม ๆ โดยไม่ทันตั้งตัว ความเจ็บปวดรวดเร้าอย่างรุนแรงส่งผลให้เธอหน้ามืดวิงเวียนศีรษะจนล้มพับลงไปกองกับพื้นเสียงร้องด้วยความตกใจของคนรอบข้างดังระเบ็งเซ็งแซ่ข้างหู สติอันพร่ามัวของซีซือหยุดลงตรงภาพแผ่นหลังของหลี่เถิงเซียวที่กำลังวิ่งหนีไปเท่านั้น...เลขาของหลี่รู่พาตัวฉีเวินเหยียนมายังห้องอาหารฉีเวินเหยียนนั่งลงตรงข้ามเขาอย่างเอนหลังพิงอิงเบาะสบาย ๆ “นึกไม่ถึงเลยนะครับว่า คุณจะสืบมาถึงตัวผมได้เร็วขนาดนี้”หลี่รู่ส่งสัญญาณให้เลขาถอยออกไป ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง “ผมกับตระกูลฉีปฏิสัมพันธ์กันแบบน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลองมาโดยตลอด การที่คุณชายฉีเดินทางออกนอกประเทศมาคราวนี้ ผมไม่ทราบเรื่องจริง ๆ ลูกชายคนเล็กของผมถูกสปอยล์จนเอาแต่ใจไปหน่อย ไม่ได้ตั้งใจจะไปล่วงเกิน คราวนี้ผมขอเป็นฝ่ายเอ่ยคำขอโทษแทนเขา คุณชายฉีจะยอมเว้นช่องว่างให้ผมสักหน่อย ได้หรือเปล่า?”“คุณหลี่ครับ คุณกำลังคิดจะตกลงยอมความกับผมเป็นการส่วนตัวใช่ไหมครับ?”“แล้วคุณอยากจะเอายังไงล่ะ?” หลี่รู่ขมวดคิ้ว
หลังจากซีซือกับฉีเวินเหยียนเดินชมหอศิลป์เสร็จ พอเดินออกมาด้านนอก ฝ่ายหลังก็ได้รับข้อความสั้นฉบับหนึ่ง“แล้วเพื่อนของคุณล่ะ?” ซีซือกวาดสายตามองไปรอบ ๆ “เขามีธุระด่วน เลยขอตัวกลับไปก่อนน่ะครับ” ฉีเวินเหยียนเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋า เอียงหน้ามองเธอ “คุณกำลังจะไปไหนต่อ?”“ฉันกำลังจะกลับหอค่ะ”“ผมไปส่งนะ”ซีซือตกตะลึงไปครู่หนึ่งยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปาก เขาเดินตรงไปยังรถแล้วเปิดประตูให้อย่างสุภาพ“ถ้าอย่างนั้น รบกวนด้วยนะคะ” ซีซืออมยิ้มพยักหน้า ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งในรถรอจนฉีเวินเหยียนก้าวขึ้นมานั่งฝั่งคนขับ เธอถึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความแปลกใจ “คุณมีใบขับขี่สากลด้วยเหรอคะ?”สองพี่น้องเพิ่งเดินทางมาถึงที่นี่ได้ไม่นานไม่ใช่หรือไง?เขาไปสอบเอามาไวขนาดนี้เลยเหรอ?ฉีเวินเหยียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งผ่อนคลาย “ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมาบ้างครับ”เธอเข้าใจกระจ่างแจ้ง “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ฉันก็นึกว่าพวกคุณเพิ่งเคยเดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกสักอีก ได้ยินเสิ่นชูบอกว่าพวกคุณมาจากเมืองหรง คงเป็นเมืองที่น่าเที่ยวมากเลยใช่ไหมคะ?”เขาขานรับคำหนึ่ง “ก็ถือว่าไม่เลวนะ”แน่น
เสิ่นชูจุกจนพูดไม่ออก รีบยื่นมือไปรั้งตัวเขาไว้ทันที “ฉันไม่ได้รังเกียจพี่สักหน่อย! พี่ฟังฉันอธิบายก่อนสิ!”“อืม อธิบายมาสิ”“ฉันแค่คิดว่า การมีคนที่คุ้นเคยและฝีมือดีมาคอยคุ้มกันอยู่ข้างกาย มันย่อมเบาใจกว่าไปจ้างคนอื่นตั้งเยอะ แล้วซูเค่อก็พูดเองไม่ใช่เหรอคะว่าคนในสำนักงานนั้นส่วนใหญ่เป็นพวกบ้าคลั่งที่เห็นแก่เงินแต่ไม่รักชีวิตตัวเอง เกิดตระกูลหลี่ทุ่มเงินจ่ายสูงกว่าพวกเรา แล้วพวกนั้นเห็นแก่เงินจนยอมทิ้งจรรยาบรรณหันมาระเบิดใส่พวกเราขึ้นมาจะทำยังไงล่ะคะ?”ฉีเวินเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่ได้เอ่ยปากโต้ตอบเสิ่นชูจึงพูดต่อ “การจ้างคนนอก มันย่อมมีความไม่แน่นอนแฝงอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พี่เองก็แค่ต้องการปกป้องความปลอดภัยของฉันเท่านั้น ไม่ได้ถึงขั้นต้องไปเข่นฆ่าล้างผลาญใครเสียหน่อย ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องไปพึ่งพาคนพวกนั้นเลยค่ะ”ฉีเวินเหยียนหันมามองเธอ ในที่สุดก็ลุกขึ้นยืนอย่างจนปัญญา “ก็ได้ ที่เธอระแวงมันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล งั้นก็เอาตามที่เธอต้องการแล้วกัน”เธอมองตามแผ่นหลังของฉีเวินเหยียนขณะเดินขึ้นชั้นบนไป พลางแย้มยิ้มออกมาอย่างมีความสุข “ขอบคุณนะคะพี่! พี่เป็นพี่ชายที่ดีที่สุด
เมื่อหลี่เถิงเซียวกลับมาถึงบ้าน ในช่วงเวลาอาหารเย็น เขาก็เริ่มโวยวายงอแงให้ผู้เป็นพ่อช่วยจัดการออกหน้าแทน และในระหว่างนั้นก็ไม่ลืมที่จะชูบาดแผลบนใบหน้าแสดงให้อีกฝ่ายดู“พ่อดูสิครับ มันอัดผมเสียยับขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะผมดวงแข็ง มีหวังได้โดนมันสอยร่วงเกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่นั่นแล้ว! พ่อครับ คราวนี้พ่อต้องช่วยผมให้ได้นะ!”หลี่รู่กระแทกแก้วเหล้าลงบนโต๊ะอย่างแรง “แกวัน ๆ จะช่วยทำให้ฉันกับพี่ชายแกสบายใจหน่อยไม่ได้หรือไง ที่นี่มันประเทศเอ็มไม่ใช่เมืองเกิดนะ แกไม่กลัวสักวันจะโดนกระสุนปืนเจาะหัวเอาหรือไง!”นิสัยใจคอของลูกชายคนเล็ก เขาอ่านขาดมานานแล้วร้อยทั้งร้อยก็คงเป็นไอ้ตัวแสบรายนี้นั่นแหละไปก่อเรื่องเอาไว้ แล้วถึงได้ไปเจอตอเข้าเมื่อเห็นผู้เป็นพ่อไม่ได้เข้าข้างตนเอง หลี่เถิงเซียวก็ฉายแววไม่พอใจออกมาบนใบหน้าทันที เขาวางช้อนส้อมลง แทบไม่อยากจะกินข้าวเย็นต่อแล้ว “ผมก็เป็นลูกพ่อเหมือนกันนะ ตอนนี้ผมเป็นฝ่ายได้รับบาดเจ็บ! พ่อไม่ช่วยผม แถมยังมาต่อว่าผมอีก ฝ่ายนั้นทั้งที่รู้ว่าผมเป็นใครแต่ก็ยังกล้าลงไม้ลงมือกับผม ชัดเจนเลยว่ามันไม่เห็นหัวพ่อสักนิด!”“พอได้แล้ว” หลี่รู่ใช้กระดาษชำระเช็ดมุมป
หลังจากซีซือสตรีมเสร็จก็เดินกลับมายังหอพัก เอมี่กำลังนั่งอมยิ้มส่องกระจกแต่งหน้า พลางสวมสร้อยคออยู่เมื่อเห็นเธอเดินเข้ามาจากในกระจก เอมี่จึงเอ่ยขึ้น “เธอยังโมโหอยู่อีกเหรอ? ที่ฉันบอกเรื่องเธอปล่อยเช่าบ้านให้เขาฟังตอนนั้น ฉันก็ทำเพราะหวังดีกับเธอนะ จริง ๆ แล้วเธอไม่จำเป็นต้องปล่อยเช่าบ้านเลยสักนิด ไม่เห็นต้องทรมานตัวเองขนาดนั้น”ซีซือไม่ได้พูดอะไร เดินตรงไปที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ของตัวเองแล้ววางกระเป๋าลงเอมี่หันมามองเธอ “รุ่นพี่หลี่เขาดีกับเธอจริง ๆ นะ วันนี้เขาก็ไปที่บ้านเธอมาด้วย”เธอชะงักไปครู่หนึ่งอย่างตกใจ “อะไรนะ?”“รุ่นพี่หลี่เขายอมทำเพื่อเธอ ถึงขั้นเดินทางไปที่บ้านเธอเพื่อพูดคุยกับผู้เช่าเรื่องขอคืนบ้านให้เรียบร้อย ส่วนเรื่องค่าเสียหายของผู้เช่าน่ะ เขาก็บอกจะรับผิดชอบแทนเธอเอง เพราะฉะนั้นเธอสบายใจได้เลย ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น” เอมี่ฉีกยิ้มบางราวกับกำลังช่วยสะสาง “ภาระ” ที่เธอไม่ต้องออกหน้าเองซีซือพลันหัวเราะออกมาคำหนึ่ง ใบหน้าสดงดงามฉายแววมืดมนดูน่ากลัว “นั่นมันบ้านของฉัน พวกเธอมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินใจแทนฉัน!”พูดจบเธอก็คว้ากระเป๋า แล้วรีบร้อนก้าวเท้าออกจากห้องไปทันที







