تسجيل الدخولเซี่ยเยว่หลันยังคงยืนอยู่ริมหน้าต่าง ดวงตาทอดมองหิมะที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย นางค่อย ๆ หมุนตราเงินในมือ พลางใช้ปลายนิ้วลูบลายเมฆสามชั้นรอบอักษร 'เซี่ย' อย่างแผ่วเบา “เราเพิ่งรอดจากการตรวจค้น...” นางเอ่ยขึ้นช้าๆ “แต่ยังไม่พ้นอันตราย” ชิงหลัวรีบลุกขึ้น “เหนียงเหนียงหมายความว่า...” “ตรานี้” เยว่หลันยกมันขึ้นมองกับแสงจันทร์ที่มัวหมอง “ไม่ใช่หลักฐานธรรมดา” นางหรี่ตาลงจ้องมองตราเงินราวกับพินิจให้ถี่ถ้วน “หากคนผู้นั้นเพียงต้องการใส่ร้ายตระกูลเซี่ย เขาคงปล่อยให้คนของฝ่าบาทพบมันตั้งแต่แรก แต่กลับซ่อนไว้ในถุงข้างเอวของขันทีราวกับ...รอให้ใครบางคนเป็นผู้พบ” ชิงหลัวนิ่งงัน “เหนียงเหนียงทรงหมายความว่า...” “เขารอข้า” คำตอบนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลง เซี่ยเยว่หลันกำตราแน่นกว่าเดิม “คนผู้นั้นรู้ว่าข้าต้องจำตรานี้ได้ และเขามั่นใจ...ว่าข้าจะไม่ปล่อยให้มันตกไปอยู่ในมือผู้อื่น” ชิงหลัวขนลุกไปทั้งแผ่นหลัง “ถ้าเช่นนั้น...ตั้งแต่ต้นก็มีคนกำลังจับตาพระองค์อยู่หรือเพคะ” เซี่ยเยว่หลันไม่ได้ตอบเพราะคำตอบนั้น...นางเอง
เสียงเปิดตู้ไม้ดังขึ้น เสียงเลื่อนหีบที่ถูกเปิดออกเพื่อตรวจสอบ เสียงค้นชั้นหนังสือที่ดังก้องอยู่อย่างเบามือ ทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีผู้ใดกล้าทำลายข้าวของแม้แต่ชิ้นเดียว เซี่ยเยว่หลันยืนมองอยู่เงียบๆ มือข้างหนึ่งยังคงซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ ตราเงินอยู่ตรงนั้น ห่างจากสายตาทุกคนเพียงไม่กี่ชุ่น ชิงหลัวยืนอยู่ด้านหลังนายของตนแม้ภายนอกจะพยายามสงบนิ่ง แต่ฝ่ามือและใบหน้ากลับเต็มไปด้วยเหงื่อ ทุกครั้งที่องครักษ์เปิดหีบ หัวใจของนางก็เต้นแรงขึ้นหนึ่งครั้งทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามาใกล้ ลมหายใจของนางก็แทบหยุดลงแต่เซี่ยเยว่หลัน...กลับสงบนิ่งจนน่าประหลาดราวกับผู้ถูกตรวจค้นไม่ใช่นาง จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งก้านธูป องครักษ์เดินมารวมตัวกันอยู่ด้านหลังท่านเกากงกงอย่างเป็นระเบียบ “รายงาน!” องครักษ์นายหนึ่งคุกเข่าลง “ไม่พบสิ่งผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ” อีกคนรีบรายงานต่อ “ห้องเก็บตำราตรวจแล้ว ไม่พบสิ่งต้องสงสัยพ่ะย่ะค่ะ” “ห้องคลังยาเรียบร้อย ไม่พบสิ่งผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ” รายงานดังขึ้นทีละคน เกากงกงพยักหน้าเบาๆ แต่ยังไม่ทันเอ่ยอะไร องคร
“เหนียงเหนียง” ชิงหลัวเดินเข้ามา “เราควรนำตราไปถวายฝ่าบาทหรือไม่เพคะ?” มือของเยว่หลันหยุดนิ่ง หลี่จิ้งเหยียน...หากเป็นเมื่อก่อน นางคงนำมันไปหาเขาโดยไม่ลังเล แต่ตอนนี้... “ยัง” “แต่หากฝ่าบาททรงทราบภายหลังว่าพระองค์ซ่อนหลักฐาน...” “ข้ารู้” เยว่หลันตัดบท “เพราะฉะนั้นก่อนที่พระองค์จะรู้ ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าคนผู้นั้นเอาตราของท่านพ่อมาจากไหน” สีหน้าของนางกังวลอย่างชัดเจน “เหนียงเหนียงคิดว่ามีคนจงใจใส่ร้ายตระกูลเซี่ยหรือเพคะ?” “ไม่รู้” นางตอบ “แต่หากต้องการใส่ร้ายข้า เหตุใดต้องใช้ตราที่หายไปหลายปี?” ชิงหลัวนิ่งไป “คนที่ทำเรื่องนี้...” เยว่หลันก้มมองอักษร ‘เซี่ย’ “ต้องรู้จักตระกูลเซี่ยเป็นอย่างดี” และอาจรู้จักดีมากเสียด้วย ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าดังขึ้นนอกห้องก็ดังขึ้น บ่าวอีกคนรีบเคาะประตูเข้ามาในตำหนักอย่างร้อนรน “เหนียงเหนียง!” นางกำนัลคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องพลางก้มหน้านิ่ง เซี่ยเยว่หลันรีบเก็บตราเข้าแขนเสื้อ “มีอะไร...เข้ามาโดยข้าไม่สั่งเยี่ยงนี้”
“ทุกคนออกไปก่อน” “เพคะ” เหล่านางกำนัลต่างถอยออกไป “ชิงหลัว เจ้าอยู่” “เพคะเหนียงเหนียง” เมื่อภายในห้องเหลือเพียงสองคน เซี่ยเยว่หลันจึงเดินไปยังโต๊ะไม้ข้างหน้าต่าง นางไม่ได้นั่งเพียงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ก่อนค่อยๆ ดึงมือออกจากแขนเสื้อ กึก ตราเงินชิ้นหนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะ ชิงหลัวมองตามเพียงเห็นลวดลายบนตรา ใบหน้าของนางกำนัลก็ซีดเผือดทันที “เหนียงเหนียง...ทำไม” เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าขึ้น “เจ้าจำได้?” ชิงหลัวไม่ได้ตอบนางก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนหยิบตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะมาวางข้างตรา แสงไฟส่องลงบนลายเมฆสามชั้นที่ล้อมรอบอักษร ‘เซี่ย’ มือของชิงหลัวเริ่มสั่น แววตาของนางขณะนี้มากมายไปด้วยคำถาม “ตรานี้อยู่กับพระองค์ได้อย่างไรเพคะ?” เซี่ยเยว่หลันหรี่ตา “ตอบข้าก่อน เจ้ารู้จักมันหรือไม่” “รู้จักเพคะ” คำตอบนั้นทำให้หัวใจของเยว่หลันหนักอึ้ง “มันเป็นตราของจวนเซี่ยจริงใช่มั้ย?” ชิงหลัวเม้มริมฝีปาก ก่อนพยักหน้า “เพคะ” ห้องทั้งห้องพลันเงียบลง เซี่ยเยว่หลันมองตราเงินบนโต๊ะ แม้นางจะจำลวดลายไ
“เมื่อครู่ในท้องพระโรง” หลี่เซวียนมองนาง เซี่ยเยว่หลันไม่หลบสายตา “ท่านมองแขนเสื้อข้า” ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง เกล็ดหิมะตกลงบนไหล่ของชายหนุ่ม หลี่เซวียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “กุ้ยเฟยกำลังอยากถามเรื่องใดกันแน่” “ท่านรู้ดี...ว่าข้าถามเรื่องใด” หลี่เซวียนยกยิ้มอย่างพอใจ “ข้าไม่แน่ใจ” “หลี่เซวียนอ๋อง” ครั้งนี้นางเรียกชื่อเขาตรงๆ รอยยิ้มบนใบหน้าชายหนุ่มยิ่งชัดขึ้น “ในที่สุดก็เลิกเรียกข้าว่าอ๋องเจ็ดเสียที” เซี่ยเยว่หลันขมวดคิ้ว “ข้าไม่ได้ล้อเล่น” “ข้าก็ไม่ได้ล้อเล่น” เขาเดินกลับมาหยุดตรงหน้านาง “เจ้ากำลังกลัวว่าข้าเห็นบางสิ่งที่ไม่ควรเห็น” หัวใจเยว่หลันกระตุก “ท่านเห็นจริงๆ” หลี่เซวียนไม่ตอบเพียงทอดสายตามายังนางอย่างอ่านไม่ออก “ถ้าข้าเห็นแล้วอย่างไร...ถ้าข้าไม่เห็นแล้วอย่างไร” น้ำเสียงของเขาเย็นเฉียบยิ่งกว่าหิมะที่โปรยปราย เซี่ยเยว่หลันจ้องเขากลับอย่างไม่ลดละ “หากเห็น...เหตุใดไม่พูดต่อหน้าฝ่าบาท” คำถามนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าหลี่เซวียนค่อยๆ จางลง
“เยว่หลัน” ไทเฮาเรียกอีกครั้ง “เพคะ เสด็จแม่” “คืนนี้เจ้ากลับตำหนักจี้เห่อเสีย” เซี่ยเยว่หลันชะงัก ตำหนักจี้เห่อ...ราชโองการกักบริเวณยังไม่ครบกำหนด การที่นางมาอยู่ที่นี่คืนนี้ได้ก็เพราะไทเฮาเสด็จไปรับนางออกมาด้วยพระองค์เอง หากกลับไปนางก็ยังเป็นเซี่ยกุ้ยเฟยผู้ถูกกักบริเวณเช่นเดิม “เพคะ” นางรับคำโดยไม่มีท่าทีต่อต้าน ไทเฮาทอดพระเนตรนาง ก่อนสายพระเนตรจะเลื่อนไปยังบุรุษอีกคน “เซวียนเอ๋อร์” หลี่เซวียนที่ยืนอยู่ไม่ไกลก้าวเข้ามา “ลูกอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ” “ไปส่งเยว่หลันกลับตำหนักจี้เห่อให้ข้า” ท้องพระโรงที่กำลังมีเสียงเคลื่อนไหวเงียบลงไปชั่วขณะ เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าทันที หลี่จิ้งเหยียนเองก็หันกลับมาด้วยสายตาเรียบนิ่งเช่นกัน “เสด็จแม่” พระสุรเสียงดังขึ้นก่อนที่หลี่เซวียนจะรับคำ ไทเฮาหันมองโอรสองค์โต “มีอะไร” “ไม่จำเป็นต้องรบกวนอ๋องเจ็ดหรอกพ่ะย่ะค่ะ” หลี่จิ้งเหยียนตรัสเรียบๆ “ลูกจะให้กององครักษ์ไปส่งกุ้ยเฟยเอง” ไทเฮามองพระองค์ “ข้าไม่ได้ถามว่าตำหนักจี้เห่อขาดองครักษ์หรือไม่” หลี่จิ้งเหยียนนิ่ง







