LOGINหีบใบนั้นไม่ได้ถูกเปิดมาหลายปีเซี่ยเยว่หลันลุกขึ้นอย่างเชื่องช้าเดินไปหยุดเบื้องหน้า มือสั่นเทาเปิดฝาหีบออก ภายในมีของอยู่ไม่มากจดหมายฉบับเก่า ถุงหอมที่สีซีดไปตามกาลเวลา หยกพกที่แตกไปครึ่งหนึ่งและใต้ผ้าไหมสีคราม...ปิ่นหงส์ฟ้ายังวางอยู่อย่างเงียบงัน
เซี่ยเยว่หลันหยุดหายใจไปชั่วขณะนางค่อยๆ หยิบมันขึ้นมา ปีกหงส์สีฟ้าสะท้อนแสงโคมวาววับ งดงามเหมือนคืนแรกที่เขามอบให้นาง
คืนนั้น...หลี่จิ้งเหยียนยังไม่ใช่ฮ่องเต้และนางก็ยังไม่ใช่เซี่ยกุ้ยเฟย เขาปักปิ่นนี้ลงบนเรือนผมของนางด้วยตนเองก่อนจับมือทั้งสองของนางเอาไว้
‘เยว่เยว่...ปิ่นหงส์นี้ข้ามอบให้เจ้าแทนใจ วันนี้ข้ายังมอบมงกุฎหงส์ให้เจ้าไม่ได้ แต่วันหนึ่ง...เมื่อข้าได้ครองใต้หล้า เจ้าจะเป็นหงส์เพียงหนึ่งเดียวของข้า’ เซี่ยเยว่หลันกำปิ่นไว้แน่นจนเลือดห้อ เสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นมาตลอดทั้งคืนหลุดออกมาในที่สุด
“คนโกหก...” นางกอดปิ่นไว้กับอก ทรุดตัวลงข้างหีบไม้จันทน์
“หลี่จิ้งเหยียน...คนโกหก...” เสียงร้องไห้ดังอยู่ในตำหนักจี้เห่ออันว่างเปล่า ด้านนอก โคมมงคลสีแดงจากตำหนักฉ่งอ้ายยังคงส่องสว่างทั่วราตรี ส่วนที่นี่...ปิ่นหงส์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคำสัญญาว่านางจะได้ยืนเคียงมังกรกลับอยู่ในมือของหญิงที่ไม่เหลือแม้แต่เหตุผลให้รอคำสัญญานั้นอีกต่อไป
“หลี่จิ้งเหยียน...คนโกหก...” เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังอยู่ภายในตำหนักจี้เห่ออันว่างเปล่า เซี่ยเยว่หลันกอดปิ่นหงส์ฟ้าไว้แนบอกราวกับกำลังกอดเศษเสี้ยวสุดท้ายของความรักที่ตนเฝ้าทะนุถนอมมาหลายปี
ด้านนอกหน้าต่าง หิมะแรกของเหมันต์เริ่มโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า เกล็ดสีขาวบางเบาล่องลอยผ่านแสงโคมที่ส่องสว่างก่อนตกลงบนกิ่งเหมยที่ไร้ดอกหน้าตำหนัก เซี่ยเยว่หลันมองภาพนั้นผ่านม่านน้ำตา
หิมะสีขาวสะอาด...แต่เหตุใดหน๋อถึงต้องเป็นคืนนี้ เหตุใดคืนที่เธอเจ็บปวดที่สุดจึงต้องมีหิมะแรกด้วย ในอดีตนางเคยชอบหิมะแรกมากที่สุดเพราะครั้งแรกที่หลี่จิ้งเหยียนจับมือนางนั้นก็เป็นวันที่หิมะตกเช่นเดียวกัน ตอนนั้นนางอายุได้เพียงสิบสามปีเท่านั้น
เป็นเพียงคุณหนูตัวน้อยของตระกูลเซี่ยผู้เอาแต่ใจและชอบวิ่งหนีบ่าวรับใช้เข้าไปในสวนเหมยของวังหลวงจนพลัดหลงกับคนของตน รองเท้าปักลายดอกเหมยเปียกชุ่มไปด้วยหิมะ นิ้วมือทั้งสิบเย็นจนแดงแต่ด้วยความถือดีจึงไม่ยอมร้องเรียกผู้ใดให้ช่วยเหลือ
จนกระทั่งองค์ชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินมาพบนางเข้า เขาถอดเสื้อคลุมขนจิ้งจอกของตนคลุมให้นางอย่างถนอมก่อนยื่นมือมา
‘จับมือข้าไว้ ตราบใดที่ข้ายังอยู่ จะไม่มีผู้ใดแตะต้องเจ้า’ นางเชื่อเขาและเชื่อมาตลอดจากเด็กสาววัยสิบสามในตอนนั้นจนกลายเป็นสตรีที่ยืนอยู่เคียงข้างเขาในวันที่ไม่มีผู้ใดเชื่อว่าองค์ชายผู้ไร้อำนาจคนหนึ่งจะสามารถช่วงชิงตำแหน่งรัชทายาทได้และกลายเป็นฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดินในที่สุด
นางเดินตามเขามาไกลเหลือเกิน ไกลเสียจนเมื่อหันกลับไปมอง กลับจำไม่ได้เสียแล้วว่าตนเคยมีชีวิตเช่นไรก่อนจะรักหลี่จิ้งเหยียน เซี่ยเยว่หลันหลุบตามองปิ่นในมือ
“ตราบใดที่ท่านยังอยู่...จะไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องข้างั้นหรือ” นางหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะปะปนกับสะอื้น
“คืนนี้ท่านก็ยังอยู่...แต่ข้ากับตระกูลของข้ากลับถูกแตะต้องและทำลายศักดิ์ศรีจากตัวท่านเอง” ปลายนิ้วลูบผ่านปีกหงส์สีฟ้าอย่างทะนุถนอม ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นของล้ำค่าที่สุดของนางเพราะทุกครั้งที่มีข่าวว่าหลี่จิ้งเหยียนบาดเจ็บจากสนามรบ นางจะกำปิ่นนี้ไว้แล้วเฝ้าภาวนาขอพรต่อฟ้าดิน ขอเพียงให้เขากลับมาอย่างปลอดภัย
ทุกครั้งที่ขุนนางฝ่ายตรงข้ามกล่าวว่าเขาไม่มีวันได้ครองบัลลังก์ นางจะหยิบมันออกมามองแล้วบอกตนเองว่า เขาจะทำได้...จิ้งเหยียนของนางจะต้องทำได้ แล้วเขาก็ทำได้จริงๆ เขาได้ครอบครองใต้หล้า มีบัลลังก์มังกร มีราชสำนักที่ยอมก้มศีรษะถวายบังคม มีสตรีนับไม่ถ้วนอยู่ในวังหลัง ทุกสิ่งที่เขาเคยปรารถนา...หลี่จิ้งเหยียนล้วนได้มันมาทั้งหมด
เว้นเพียงสิ่งเดียวที่เขาเคยสัญญากับนาง...มงกุฎหงส์
“ที่แท้ไม่ใช่ท่านทำไม่ได้...” เซี่ยเยว่หลันกระซิบ
“หากแต่ท่านเพียงไม่อยากมอบมันให้ข้าเท่านั้น หากท่านมอบตำแหน่งฮองเฮาแก่ข้า ตะกูลเซี่ยของข้าคงไม่เป็นเช่นนี้” น้ำตาร่วงลงบนหลังมือ นางเพิ่งเข้าใจคำว่า รออีกหน่อย ที่เขาบอกนางครั้งแล้วครั้งเล่า แท้จริงแล้วไม่เคยมีวันสิ้นสุดตั้งแต่แรกเพราะคนที่เขาต้องการให้ยืนอยู่เคียงมังกร...อาจไม่เคยใช่นางแต่แรกแล้ว
“พอแล้ว...เยว่หลัน...เจ้าโง่เขลามานานเกินไป” เซี่ยเยว่หลันพึมพำ
“เจ้ารอคอยมามากพอแล้ว นานพอจะที่จะไม่มีที่ให้กลับไปอีก” นางค่อยๆ ใช้มือยันขอบหีบลุกขึ้น ร่างบอบบางโงนเงนเล็กน้อยจากการร้องไห้เป็นเวลานาน ก่อนเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง
เงาสตรีสะท้อนในกระจกทองเหลืองทำให้นางหยุดนิ่ง เซี่ยเยว่หลันแทบจำหญิงในนั้นไม่ได้ เรือนผมที่เคยจัดอย่างประณีตยุ่งเหยิง ดวงตาบวมแดงกับมุมปากที่มีคราบเลือดแห้งเกาะอยู่ อีกทั้งบนแก้มซ้ายยังปรากฏรอยฝ่ามือของชายที่นางรักเด่นชัด นางยกมือขึ้นปลายนิ้วแตะสัมผัสรอยนั้นเบาๆ
แม้ยังเจ็บแต่ไม่มากเท่าตอนแรกแล้วเพราะอีกไม่นานรอยแดงนี้คงจาง พรุ่งนี้ก็คงเหลือเพียงรอยช้ำ อีกสองสามวัน หมอหลวงคงหายามาทาให้ และอีกไม่เกินสิบวัน...ใบหน้าของนางก็คงกลับมางดงามดังเดิม
แต่หัวใจเล่า? ต้องใช้ยาชนิดใดบนโลกานี้จึงจะรักษาได้ ต้องใช้เวลากี่วัน กี่เดือนหรือกี่ปี...จึงจะทำให้เซี่ยเยว่หลันลืมว่าฝ่ามือนี้นางได้มาจากผู้ใด
“งามที่สุดในใต้หล้ารึ...” นางมองตนเองในกระจกแล้วแค่นหัวเราะ
ครั้งหนึ่งผู้คนกล่าวว่านางมีใบหน้างดงามจนดอกโบตั๋นยังต้องละอาย แต่แล้วอย่างไรเล่า...เมื่อต่อให้งามเพียงใดก็รักษาดวงใจของชายคนหนึ่งไว้ไม่ได้ ต่อให้รอเพียงใดก็ไม่มีวันที่เขาจะรักษาคำสัญญานั้นได้ และต่อให้รักเขามากเพียงใด...สุดท้ายก็ยังเป็นนางที่ถูกทิ้งอยู่ในตำหนักนี้เพียงลำพัง
เซี่ยเยว่หลันค่อยๆ ถอดปิ่นหยกบนเรือนผมออก เรือนผมดำขลับร่วงลงตามแผ่นหลัง นางวางปิ่นหยกนั้นไว้บนโต๊ะ จากนั้นจึงยกปิ่นหงส์ฟ้าขึ้นแทนและมองมันผ่านกระจก
ในความทรงจำนั้นหลี่จิ้งเหยียนเคยยืนอยู่ด้านหลังเช่นนี้ นิ้วมือของเขาสางผมนางอย่างอ่อนโยน ก่อนปักปิ่นหงส์ลงบนมวยผมก่อนองค์ชายหนุ่มโน้มตัวก้มลงกระซิบที่ข้างหูของนางอย่างแผ่วเบา
‘เยว่เยว่ เจ้างดงามที่สุดในใต้หล้า’
ความทรงจำจบลงเหลือเพียงกระจกทองเหลืองที่สะท้อนภาพของนางเพียงคนเดียวไม่มีชายคนนั้นอยู่ด้านหลังอีกแล้ว เซี่ยเยว่หลันหลับตา น้ำตาหยดสุดท้ายไหลลงมาอาบใบหน้าขาวเนียนนั้น
“จิ้งเหยียน...ข้าไม่รอท่านแล้ว...” มือข้างหนึ่งรั้งปิ่นหงส์ลงมาไว้ในมือ นางพลิกปิ่นหงส์กลับด้านจนปลายแหลมสีเงินสะท้อนกับแสงโคม เซี่ยเยว่หลันมองมันอยู่นาน
ความตายน่ากลัวหรือไม่?
นางมิรู้...นางเคยเห็นทหารตาย เคยเห็นคนในตระกูลถูกหามกลับจากสนามรบ เคยสูญเสียผู้เป็นพ่อในสนามรบ เคยกลัวว่าวันหนึ่งหลี่จิ้งเหยียนจะจากไปก่อนนางแต่ไม่เคยคิดเลยว่า...คนที่ไม่อยากอยู่ต่อแล้วในวันนี้จะกลายเป็นตัวนางเอง
เซี่ยเยว่หลันเคยเป็นบุตรีแม่ทัพ นางเคยมีความภาคภูมิใจ เคยหัวเราะเสียงดัง เคยขี่ม้าออกนอกเมือง เคยคิดว่าชีวิตของตนกว้างใหญ่กว่ากำแพงวังแห่งนี้ แต่ตั้งแต่รักเขา...โลกทั้งใบกลับค่อยๆ เหลือเพียงหลี่จิ้งเหยียน วันนี้เมื่อเขาไม่ต้องการนางแล้วนางจึงเพิ่งพบว่า...ตนเองไม่เหลืออะไรเลย
ปลายปิ่นแตะลงบนผิวขาวบริเวณลำคอความเย็นของโลหะทำให้นางสะท้านเล็กน้อย
“ท่านเคยบอกให้ข้าเก็บมันไว้แทนใจ...เช่นนั้นคืนนี้...ข้าจะคืนหัวใจนี้ให้ท่าน” มือของนางออกแรงปลายปิ่นกดลึกลงบนผิว หยาดเลือดสีแดงเม็ดหนึ่งผุดขึ้นก่อนจะไหลผ่านปีกหงส์สีทองอร่ามประดับเพชรสีแดงเลือดนกที่แวววาว
ในชั่วขณะนั้นเซี่ยเยว่หลันกลับสงบนิ่งอย่างประหลาด ไม่มีเสียงร้องไห้ ไม่มีความหวาดกลัว นางเพียงหลับตาลงและนึกถึงหิมะในปีนั้นเป็นครั้งสุดท้าย มือของเด็กหนุ่มที่ยื่นมาหาด้วยรอยยิ้มของเขา เสียงที่บอกว่า...
‘จับมือข้าไว้สิเยว่เยว่’ ริมฝีปากของเซี่ยเยว่หลันยกขึ้นเล็กน้อย
“คราวนี้...ข้าจะปล่อยมือท่านเอง” มือที่ถือปิ่นพลันออกแรง
หมับ!
ข้อมือของนางถูกคว้าไว้เสียก่อน แรงนั้นหนักจนเซี่ยเยว่หลันเบิกตาขึ้น ปิ่นหงส์ฟ้าหยุดอยู่ห่างจากลำคอเพียงเสี้ยวเดียว
“ปล่อย!” นางสะบัดมือทันทีแต่คนผู้นั้นกลับกำแน่นยิ่งกว่าเดิม
ขบวนรถม้าเดินทางต่อไปอย่างเร่งรีบ ตลอดเส้นทางไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอีก ทุกอย่างราบรื่นจนกระทั่งในที่สุดกำแพงเมืองหลวงก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า เมื่อขบวนรถม้าเคลื่อนผ่านประตูเมือง ผู้คนสองข้างทางต่างหลีกทางให้ขบวนเสด็จอย่างนอบน้อม ธงประจำพระองค์ของฮ่องเต้โบกสะบัดอยู่เหนือขบวน ขณะที่เหล่าองครักษ์คอยรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เซี่ยเยว่หลันเปิดม่านรถม้าออกเล็กน้อย เมืองหลวง...ในที่สุดนางก็กลับมาแล้ว สถานที่แห่งนี้ยังคงเหมือนเดิม ถนนสายเดิม ร้านค้าเดิม กำแพงเมืองเดิม แต่ความรู้สึกของนางกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว สามสัปดาห์ในอู่หนานทำให้นางได้รู้หลายสิ่ง นางรู้ว่าครอบครัวของตนยังมีชีวิตอยู่ รู้ว่าหกแสนตำลึงไม่ได้หายไปเพียงอย่างเดียว รู้ว่าชื่อของสกุลมู่และสกุลซูปรากฏอยู่ในเรื่องนี้และรู้ว่า...หลี่จิ้งเหยียนกำลังปิดบังบางอย่างจากนาง เซี่ยเยว่หลันลดม่านลง “กลับถึงเมืองหลวงแล้ว เจ้าคิดจะทำสิ่งใดก่อน?” เสียงของหลี่เซวียนดังขึ้นจากอีกด้านของรถม้า “ตรวจสอบห้องของคลังหลวงและกลับไปที่จวนสกุลเซี่ยเพคะ” นางตอบโดยไม่ต้องคิด “หม่อมฉันอยากรู้ว่า
เซี่ยเยว่หลันยืนมองประตูที่ปิดลงหลังจากร่างของหลี่จิ้งเหยียนหายไป ดวงตาของนางยังคงเต็มไปด้วยความสงสัย คำพูดของพระองค์ก่อนจากไปยังวนเวียนอยู่ในหัว 'อีกไม่นานคงมีข่าวคราว...' หมายความว่าอย่างไรกัน หากพระองค์ไม่รู้เรื่อง แล้วเหตุใดจึงพูดออกมาเช่นนั้นแต่หากรู้เรื่อง...เหตุใดจึงไม่ยอมบอกนางตรงๆ “อย่าคิดมากเลย” เสียงของหลี่เซวียนดังขึ้นด้านหลัง เซี่ยเยว่หลันหันกลับไปมองพระองค์ “แต่หม่อมฉันรู้สึกว่าฝ่าบาททรงรู้อะไรบางอย่าง” “ข้าก็คิดเช่นนั้น” หลี่เซวียนตอบโดยไม่ปฏิเสธ “เพียงแต่หากเสด็จพี่ไม่ต้องการบอก ต่อให้ถามตอนนี้ก็คงไม่ได้คำตอบ” เซี่ยเยว่หลันถอนหายใจเบาๆ “นั่นสิ” นางมองออกไปนอกหน้าต่าง “ขอเพียงครอบครัวของข้าปลอดภัย เรื่องอื่นข้าจะค่อยๆ หาคำตอบเอง” หลี่เซวียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือแตะศีรษะของนางเบาๆ “เช่นนั้นคืนนี้พักผ่อนเสีย” “เพคะ” คืนนั้นเซี่ยเยว่หลันหลับไปพร้อมกับความกังวลที่ยังคงค้างอยู่ในใจ ทว่าเมื่อรุ่งเช้ามาถึง...เวลาสามสัปดาห์ที่พวกนางเดินทางมาอู่
เซี่ยเยว่หลันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างจำใจ แม้ในใจยังคงเต็มไปด้วยความกังวล แต่นางก็รู้ดีว่าหากเสวียนอู่เป็นผู้จัดการเรื่องนี้จริง เขาย่อมไม่ปล่อยให้คนในครอบครัวตกอยู่ในอันตราย “อืม...เช่นนั้นเรารอเขา” นางตอบ ก่อนจะหันกลับไปมองเรือนที่ว่างเปล่าอีกครั้ง ไม่มีผู้ใดอยู่ที่นั่นแต่สิ่งของทุกอย่างกลับยังอยู่ครบ ภาพนั้นทำให้หัวใจของนางหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก หลี่เซวียนเดินเข้ามาหยุดข้างนาง “กลับไปพักก่อนเถิด” เซี่ยเยว่หลันพยักหน้า “เพคะ” ทั้งสามคนจึงเดินกลับมายังเรือนพัก ท่ามกลางความมืดของค่ำคืนที่ค่อยๆ ปกคลุมทั่วจวน เซี่ยเยว่หลันยังคงครุ่นคิดถึงเรื่องของครอบครัวตลอดทาง นางไม่รู้เลยว่า... ในขณะที่นางกำลังพยายามค้นหาว่าใครพาคนสกุลเซี่ยออกไปจากจวน บุรุษอีกคนหนึ่งกำลังนั่งรอนางอยู่ในห้อง เมื่อเซี่ยเยว่หลันเดินมาถึงหน้าประตูเรือน นางก็หยุดฝีเท้า แสงจากโคมด้านในลอดผ่านช่องประตูออกมา นางจำได้ดีว่า ก่อนออกไป นางไม่ได้จุดโคมทิ้งไว้ หลี่เซวียนเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน พระองค์ก้าวขึ้นมาด้านหน้า ทว่าก่อนจะท
เซี่ยเยว่หลันมองน้องชายอยู่ครู่หนึ่ง แม้คำพูดของอวี้หลิงจะทำให้นางคลายความกังวลลงได้บ้าง แต่ความรู้สึกเย็นวาบในอกกลับยังไม่จางหาย นางก้มมองกระดาษในมืออีกครั้ง ข้อความสั้น ๆ เพียงประโยคเดียวกลับทำให้หัวใจของนางหนักอึ้ง หากเสวียนอู่เป็นผู้พาคนในครอบครัวหลบหนีจริง เช่นนั้นเหตุใดจึงไม่มีผู้ใดแจ้งข่าวกับนางก่อนและเหตุใดต้องเลือกเส้นทางป่าหลังวัง “ข้ายังไม่วางใจ” เสียงของนางเบาแต่หนักแน่น “ถึงจะเป็นเสวียนอู่ ข้าก็อยากเห็นกับตาว่าพวกเขาปลอดภัย” หลี่เซวียนยืนอยู่ไม่ไกลนัก พระองค์มองเซี่ยเยว่หลันนิ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาหานาง “ข้ารู้” เพียงสองคำกลับทำให้ความตึงเครียดในอกของนางคลายลงเล็กน้อย “แต่หากเสวียนอู่พาพวกเขาออกไปจริง เขาย่อมไม่เลือกเส้นทางที่ง่ายที่สุด เขาเลือกเส้นทางที่ไม่มีใครคาดคิด เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือพาคนเหล่านั้นออกจากสายตาของผู้ที่กำลังตามหา” เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าขึ้น “พระองค์คิดว่าเสวียนอู่รู้ว่ามีคนกำลังตามพวกเขาหรือเพคะ?” “ไม่ใช่เพียงรู้” หลี่เซวียนก้มมองรอยล้อรถที่ยังคงเ
สีหน้าขององค์หญิงยิ่งร้อนรนยิ่งกว่า เหล่าองครักษ์ต่างเข้าตรวจจวนกันจ้าละหวัน เซี่ยเยว่หลันรีบเดินเข้าไปใกล้จวนด้วยสีหน้ากังวลใจที่สุด “ข้าสั่งให้คนของข้าตรวจดูทุกเรือนแล้ว ไม่มีใครอยู่เลย” “แล้วพระองค์ทรงเห็นสิ่งใดผิดปกติหรือไม่?” องค์หญิงส่ายหน้า “ไม่มีเพคะ” นางกำมือแน่น “ทุกอย่างเหมือนเดิม” เซี่ยเยว่หลันหันมองรอบจวนอีกครั้ง ถ้วยชา เสื้อผ้า ข้าวของทุกอย่างยังอยู่แต่คนกลับหายไปหมด “พวกเขาไม่ได้ถูกจับตัวไป” หลี่เซวียนเอ่ยขึ้น ทุกคนหันไปมองเขา “หากถูกจับตัวไป ย่อมมีร่องรอยแต่นี่...” เขาก้มมองพื้น “แต่ที่นี่ไม่มีแม้แต่ร่องรอยการต่อสู้” เซี่ยเยว่หลันนิ่งคิด “ถ้าอย่างนั้นพวกเขาไปกันเอง?” “อาจเป็นไปได้เพคะ” องค์หญิงส่ายหน้า “ไม่สิ เป็นไปไม่ได้เพคะ” “เพราะเหตุใดเพคะกัน?” “เพราะหม่อมฉันสั่งคนเฝ้าจวนเอาไว้” คำตอบนั้นทำให้ทุกคนชะงัก องค์หญิงมองไปยังประตูจวน “ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ออกจากที่นี่โดยไม่มีคำสั่งจากข้า”
ขบวนม้าถูกเตรียมขึ้นอย่างรวดเร็ว หลี่เซวียนไม่เสียเวลาแม้แต่ชั่วขณะ เขาขึ้นม้าตัวแรก ขณะที่เซี่ยเยว่หลันกับอวี้หลิงตามมาติดๆ องครักษ์อีกกลุ่มกระจายกำลังออกเป็นสองทาง บางส่วนมุ่งหน้าไปยังจวนโดยตรง ส่วนอีกกลุ่มอ้อมไปตรวจสอบเส้นทางโดยรอบ เสียงกีบม้ากระทบพื้นถนนดังต่อเนื่อง ตึก! ตึก! ตึก! เซี่ยเยว่หลันกำสายบังเหียนแน่น ความคิดของนางวนเวียนอยู่กับข้อความในจดหมายไม่หยุด 'รีบพาคนในตระกูลเซี่ยไปอยู่ในที่ปลอดภัย อย่าให้ใครรู้ว่าตระกูลเซี่ยยังมีชีวิตอยู่และกำลังจะไปที่ใด' คำพูดนั้นประหลาดเกินไปโดยเฉพาะประโยคที่บอกว่า 'อย่าให้ใครรู้ว่าตระกูลเซี่ยยังมีชีวิตอยู่' เหตุใดผู้ส่งจึงใช้คำว่า ยังมีชีวิตอยู่ราวกับว่า...คนที่เขียนจดหมายกำลังรู้ว่ามีใครบางคนต้องการให้ตระกูลเซี่ยตาย “พี่หญิง” เสียงอวี้หลิงดังขึ้นจากด้านข้าง เซี่ยเยว่หลันหันไปมอง “มีอะไร?” “หากมีคนคิดร้ายกับคนในจวนจริงๆ...” เขากลืนน้ำลาย “เราจะทำอย่างไร?” เซี่ยเยว่หลันนิ่งไป นาง







