เข้าสู่ระบบหีบใบนั้นไม่ได้ถูกเปิดมาหลายปีเซี่ยเยว่หลันลุกขึ้นอย่างเชื่องช้าเดินไปหยุดเบื้องหน้า มือสั่นเทาเปิดฝาหีบออก ภายในมีของอยู่ไม่มากจดหมายฉบับเก่า ถุงหอมที่สีซีดไปตามกาลเวลา หยกพกที่แตกไปครึ่งหนึ่งและใต้ผ้าไหมสีคราม...ปิ่นหงส์ฟ้ายังวางอยู่อย่างเงียบงัน
เซี่ยเยว่หลันหยุดหายใจไปชั่วขณะนางค่อยๆ หยิบมันขึ้นมา ปีกหงส์สีฟ้าสะท้อนแสงโคมวาววับ งดงามเหมือนคืนแรกที่เขามอบให้นาง
คืนนั้น...หลี่จิ้งเหยียนยังไม่ใช่ฮ่องเต้และนางก็ยังไม่ใช่เซี่ยกุ้ยเฟย เขาปักปิ่นนี้ลงบนเรือนผมของนางด้วยตนเองก่อนจับมือทั้งสองของนางเอาไว้
‘เยว่เยว่...ปิ่นหงส์นี้ข้ามอบให้เจ้าแทนใจ วันนี้ข้ายังมอบมงกุฎหงส์ให้เจ้าไม่ได้ แต่วันหนึ่ง...เมื่อข้าได้ครองใต้หล้า เจ้าจะเป็นหงส์เพียงหนึ่งเดียวของข้า’ เซี่ยเยว่หลันกำปิ่นไว้แน่นจนเลือดห้อ เสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นมาตลอดทั้งคืนหลุดออกมาในที่สุด
“คนโกหก...” นางกอดปิ่นไว้กับอก ทรุดตัวลงข้างหีบไม้จันทน์
“หลี่จิ้งเหยียน...คนโกหก...” เสียงร้องไห้ดังอยู่ในตำหนักจี้เห่ออันว่างเปล่า ด้านนอก โคมมงคลสีแดงจากตำหนักฉ่งอ้ายยังคงส่องสว่างทั่วราตรี ส่วนที่นี่...ปิ่นหงส์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคำสัญญาว่านางจะได้ยืนเคียงมังกรกลับอยู่ในมือของหญิงที่ไม่เหลือแม้แต่เหตุผลให้รอคำสัญญานั้นอีกต่อไป
“หลี่จิ้งเหยียน...คนโกหก...” เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังอยู่ภายในตำหนักจี้เห่ออันว่างเปล่า เซี่ยเยว่หลันกอดปิ่นหงส์ฟ้าไว้แนบอกราวกับกำลังกอดเศษเสี้ยวสุดท้ายของความรักที่ตนเฝ้าทะนุถนอมมาหลายปี
ด้านนอกหน้าต่าง หิมะแรกของเหมันต์เริ่มโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า เกล็ดสีขาวบางเบาล่องลอยผ่านแสงโคมที่ส่องสว่างก่อนตกลงบนกิ่งเหมยที่ไร้ดอกหน้าตำหนัก เซี่ยเยว่หลันมองภาพนั้นผ่านม่านน้ำตา
หิมะสีขาวสะอาด...แต่เหตุใดหน๋อถึงต้องเป็นคืนนี้ เหตุใดคืนที่เธอเจ็บปวดที่สุดจึงต้องมีหิมะแรกด้วย ในอดีตนางเคยชอบหิมะแรกมากที่สุดเพราะครั้งแรกที่หลี่จิ้งเหยียนจับมือนางนั้นก็เป็นวันที่หิมะตกเช่นเดียวกัน ตอนนั้นนางอายุได้เพียงสิบสามปีเท่านั้น
เป็นเพียงคุณหนูตัวน้อยของตระกูลเซี่ยผู้เอาแต่ใจและชอบวิ่งหนีบ่าวรับใช้เข้าไปในสวนเหมยของวังหลวงจนพลัดหลงกับคนของตน รองเท้าปักลายดอกเหมยเปียกชุ่มไปด้วยหิมะ นิ้วมือทั้งสิบเย็นจนแดงแต่ด้วยความถือดีจึงไม่ยอมร้องเรียกผู้ใดให้ช่วยเหลือ
จนกระทั่งองค์ชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินมาพบนางเข้า เขาถอดเสื้อคลุมขนจิ้งจอกของตนคลุมให้นางอย่างถนอมก่อนยื่นมือมา
‘จับมือข้าไว้ ตราบใดที่ข้ายังอยู่ จะไม่มีผู้ใดแตะต้องเจ้า’ นางเชื่อเขาและเชื่อมาตลอดจากเด็กสาววัยสิบสามในตอนนั้นจนกลายเป็นสตรีที่ยืนอยู่เคียงข้างเขาในวันที่ไม่มีผู้ใดเชื่อว่าองค์ชายผู้ไร้อำนาจคนหนึ่งจะสามารถช่วงชิงตำแหน่งรัชทายาทได้และกลายเป็นฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดินในที่สุด
นางเดินตามเขามาไกลเหลือเกิน ไกลเสียจนเมื่อหันกลับไปมอง กลับจำไม่ได้เสียแล้วว่าตนเคยมีชีวิตเช่นไรก่อนจะรักหลี่จิ้งเหยียน เซี่ยเยว่หลันหลุบตามองปิ่นในมือ
“ตราบใดที่ท่านยังอยู่...จะไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องข้างั้นหรือ” นางหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะปะปนกับสะอื้น
“คืนนี้ท่านก็ยังอยู่...แต่ข้ากับตระกูลของข้ากลับถูกแตะต้องและทำลายศักดิ์ศรีจากตัวท่านเอง” ปลายนิ้วลูบผ่านปีกหงส์สีฟ้าอย่างทะนุถนอม ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นของล้ำค่าที่สุดของนางเพราะทุกครั้งที่มีข่าวว่าหลี่จิ้งเหยียนบาดเจ็บจากสนามรบ นางจะกำปิ่นนี้ไว้แล้วเฝ้าภาวนาขอพรต่อฟ้าดิน ขอเพียงให้เขากลับมาอย่างปลอดภัย
ทุกครั้งที่ขุนนางฝ่ายตรงข้ามกล่าวว่าเขาไม่มีวันได้ครองบัลลังก์ นางจะหยิบมันออกมามองแล้วบอกตนเองว่า เขาจะทำได้...จิ้งเหยียนของนางจะต้องทำได้ แล้วเขาก็ทำได้จริงๆ เขาได้ครอบครองใต้หล้า มีบัลลังก์มังกร มีราชสำนักที่ยอมก้มศีรษะถวายบังคม มีสตรีนับไม่ถ้วนอยู่ในวังหลัง ทุกสิ่งที่เขาเคยปรารถนา...หลี่จิ้งเหยียนล้วนได้มันมาทั้งหมด
เว้นเพียงสิ่งเดียวที่เขาเคยสัญญากับนาง...มงกุฎหงส์
“ที่แท้ไม่ใช่ท่านทำไม่ได้...” เซี่ยเยว่หลันกระซิบ
“หากแต่ท่านเพียงไม่อยากมอบมันให้ข้าเท่านั้น หากท่านมอบตำแหน่งฮองเฮาแก่ข้า ตะกูลเซี่ยของข้าคงไม่เป็นเช่นนี้” น้ำตาร่วงลงบนหลังมือ นางเพิ่งเข้าใจคำว่า รออีกหน่อย ที่เขาบอกนางครั้งแล้วครั้งเล่า แท้จริงแล้วไม่เคยมีวันสิ้นสุดตั้งแต่แรกเพราะคนที่เขาต้องการให้ยืนอยู่เคียงมังกร...อาจไม่เคยใช่นางแต่แรกแล้ว
“พอแล้ว...เยว่หลัน...เจ้าโง่เขลามานานเกินไป” เซี่ยเยว่หลันพึมพำ
“เจ้ารอคอยมามากพอแล้ว นานพอจะที่จะไม่มีที่ให้กลับไปอีก” นางค่อยๆ ใช้มือยันขอบหีบลุกขึ้น ร่างบอบบางโงนเงนเล็กน้อยจากการร้องไห้เป็นเวลานาน ก่อนเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง
เงาสตรีสะท้อนในกระจกทองเหลืองทำให้นางหยุดนิ่ง เซี่ยเยว่หลันแทบจำหญิงในนั้นไม่ได้ เรือนผมที่เคยจัดอย่างประณีตยุ่งเหยิง ดวงตาบวมแดงกับมุมปากที่มีคราบเลือดแห้งเกาะอยู่ อีกทั้งบนแก้มซ้ายยังปรากฏรอยฝ่ามือของชายที่นางรักเด่นชัด นางยกมือขึ้นปลายนิ้วแตะสัมผัสรอยนั้นเบาๆ
แม้ยังเจ็บแต่ไม่มากเท่าตอนแรกแล้วเพราะอีกไม่นานรอยแดงนี้คงจาง พรุ่งนี้ก็คงเหลือเพียงรอยช้ำ อีกสองสามวัน หมอหลวงคงหายามาทาให้ และอีกไม่เกินสิบวัน...ใบหน้าของนางก็คงกลับมางดงามดังเดิม
แต่หัวใจเล่า? ต้องใช้ยาชนิดใดบนโลกานี้จึงจะรักษาได้ ต้องใช้เวลากี่วัน กี่เดือนหรือกี่ปี...จึงจะทำให้เซี่ยเยว่หลันลืมว่าฝ่ามือนี้นางได้มาจากผู้ใด
“งามที่สุดในใต้หล้ารึ...” นางมองตนเองในกระจกแล้วแค่นหัวเราะ
ครั้งหนึ่งผู้คนกล่าวว่านางมีใบหน้างดงามจนดอกโบตั๋นยังต้องละอาย แต่แล้วอย่างไรเล่า...เมื่อต่อให้งามเพียงใดก็รักษาดวงใจของชายคนหนึ่งไว้ไม่ได้ ต่อให้รอเพียงใดก็ไม่มีวันที่เขาจะรักษาคำสัญญานั้นได้ และต่อให้รักเขามากเพียงใด...สุดท้ายก็ยังเป็นนางที่ถูกทิ้งอยู่ในตำหนักนี้เพียงลำพัง
เซี่ยเยว่หลันค่อยๆ ถอดปิ่นหยกบนเรือนผมออก เรือนผมดำขลับร่วงลงตามแผ่นหลัง นางวางปิ่นหยกนั้นไว้บนโต๊ะ จากนั้นจึงยกปิ่นหงส์ฟ้าขึ้นแทนและมองมันผ่านกระจก
ในความทรงจำนั้นหลี่จิ้งเหยียนเคยยืนอยู่ด้านหลังเช่นนี้ นิ้วมือของเขาสางผมนางอย่างอ่อนโยน ก่อนปักปิ่นหงส์ลงบนมวยผมก่อนองค์ชายหนุ่มโน้มตัวก้มลงกระซิบที่ข้างหูของนางอย่างแผ่วเบา
‘เยว่เยว่ เจ้างดงามที่สุดในใต้หล้า’
ความทรงจำจบลงเหลือเพียงกระจกทองเหลืองที่สะท้อนภาพของนางเพียงคนเดียวไม่มีชายคนนั้นอยู่ด้านหลังอีกแล้ว เซี่ยเยว่หลันหลับตา น้ำตาหยดสุดท้ายไหลลงมาอาบใบหน้าขาวเนียนนั้น
“จิ้งเหยียน...ข้าไม่รอท่านแล้ว...” มือข้างหนึ่งรั้งปิ่นหงส์ลงมาไว้ในมือ นางพลิกปิ่นหงส์กลับด้านจนปลายแหลมสีเงินสะท้อนกับแสงโคม เซี่ยเยว่หลันมองมันอยู่นาน
ความตายน่ากลัวหรือไม่?
นางมิรู้...นางเคยเห็นทหารตาย เคยเห็นคนในตระกูลถูกหามกลับจากสนามรบ เคยสูญเสียผู้เป็นพ่อในสนามรบ เคยกลัวว่าวันหนึ่งหลี่จิ้งเหยียนจะจากไปก่อนนางแต่ไม่เคยคิดเลยว่า...คนที่ไม่อยากอยู่ต่อแล้วในวันนี้จะกลายเป็นตัวนางเอง
เซี่ยเยว่หลันเคยเป็นบุตรีแม่ทัพ นางเคยมีความภาคภูมิใจ เคยหัวเราะเสียงดัง เคยขี่ม้าออกนอกเมือง เคยคิดว่าชีวิตของตนกว้างใหญ่กว่ากำแพงวังแห่งนี้ แต่ตั้งแต่รักเขา...โลกทั้งใบกลับค่อยๆ เหลือเพียงหลี่จิ้งเหยียน วันนี้เมื่อเขาไม่ต้องการนางแล้วนางจึงเพิ่งพบว่า...ตนเองไม่เหลืออะไรเลย
ปลายปิ่นแตะลงบนผิวขาวบริเวณลำคอความเย็นของโลหะทำให้นางสะท้านเล็กน้อย
“ท่านเคยบอกให้ข้าเก็บมันไว้แทนใจ...เช่นนั้นคืนนี้...ข้าจะคืนหัวใจนี้ให้ท่าน” มือของนางออกแรงปลายปิ่นกดลึกลงบนผิว หยาดเลือดสีแดงเม็ดหนึ่งผุดขึ้นก่อนจะไหลผ่านปีกหงส์สีทองอร่ามประดับเพชรสีแดงเลือดนกที่แวววาว
ในชั่วขณะนั้นเซี่ยเยว่หลันกลับสงบนิ่งอย่างประหลาด ไม่มีเสียงร้องไห้ ไม่มีความหวาดกลัว นางเพียงหลับตาลงและนึกถึงหิมะในปีนั้นเป็นครั้งสุดท้าย มือของเด็กหนุ่มที่ยื่นมาหาด้วยรอยยิ้มของเขา เสียงที่บอกว่า...
‘จับมือข้าไว้สิเยว่เยว่’ ริมฝีปากของเซี่ยเยว่หลันยกขึ้นเล็กน้อย
“คราวนี้...ข้าจะปล่อยมือท่านเอง” มือที่ถือปิ่นพลันออกแรง
หมับ!
ข้อมือของนางถูกคว้าไว้เสียก่อน แรงนั้นหนักจนเซี่ยเยว่หลันเบิกตาขึ้น ปิ่นหงส์ฟ้าหยุดอยู่ห่างจากลำคอเพียงเสี้ยวเดียว
“ปล่อย!” นางสะบัดมือทันทีแต่คนผู้นั้นกลับกำแน่นยิ่งกว่าเดิม
เซี่ยเยว่หลันไม่ได้ถอย นางมองหน้าซูเฟยนิ่ง “ข้าดูหมิ่นเจ้าตรงไหน?” “พระองค์เปรียบหม่อมฉันเป็นสุนัข!” “ข้าบอกว่าเจ้าคือสุนัขหรือ?” เซี่ยเยว่หลันถามกลับอย่างใจเย็น “ข้าเพียงเล่าเรื่องของข้าให้เจ้าฟัง หากเจ้าฟังแล้วคิดว่าตนเองเป็นสุนัข...” นางยักไหล่เบาๆ “ข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้” “เจ้า!” ซูเฟยหมดความอดทนในที่สุด มือข้างหนึ่งยกขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียะ แต่ฝ่ามือนั้นยังไม่ทันตกถึงใบหน้าของเซี่ยเยว่หลัน ร่างของสตรีอีกคนกลับก้าวเข้ามาขวางตรงกลางเสียก่อน “หยุดนะ!” เสียงของจื่อจิ่วหลินดังขึ้นอย่างเย็นเยียบ ซูเฟยชะงัก แต่แรงที่องค์หญิงผลักออกไปกลับเกิดขึ้นในวินาทีต่อมา พลั่ก! ร่างของซูเฟยเซถอยหลังอย่างแรง ก่อนเสียหลักล้มลงกับพื้น ปิ่นผมที่ประดับอยู่บนศีรษะหลุดออกจากผม เส้นผมบางส่วนคลายตัวลงมาปรกไหล่ เหล่านางกำนัลที่ติดตามมาด้วยต่างตกใจจนรีบคุกเข่าลง “พระสนม!” ชิงหลัวเองก็เบิกตากว้าง ส่วนเซี่ยเยว่หลัน...ยืนนิ่งอยู่กับที่ นางมองจื่อจิ่วหลินอย่างคาดไม่ถึง องค์หญิงยืนบังนางอยู่ด้านหน้า สีหน้าสงบนิ่งราวกับเมื่อ
ก่อนที่นางจะก้าวพ้นระเบียง เสียงของซูเฟยก็ดังขึ้นด้านหลังอีกครั้ง “เซี่ยกุ้ยเฟย” เซี่ยเยว่หลันหยุดฝีเท้า นางหันกลับไปช้าๆ ซูเฟยยืนอยู่ที่เดิม รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้า ทว่าแววตากลับไม่ได้มีความเป็นมิตรอยู่แม้แต่น้อย “มีอะไรหรือ?” “หม่อมฉันเพียงอยากเตือนกุ้ยเฟยสักเรื่องเพคะ” “เตือนข้า?” เซี่ยเยว่หลันเลิกคิ้วเล็กน้อย “เรื่องอะไร?” ซูเฟยเดินเข้ามาใกล้อีกสองก้าว ก่อนลดเสียงลง “ถึงอย่างไรฝ่าบาทก็ยังทรงเป็นพระสวามีของพระองค์นะเพคะ” เซี่ยเยว่หลันนิ่ง “หม่อมฉันคิดว่า...บางครั้งพระองค์ก็ควรวางตัวให้เหมาะสม” ชิงหลัวที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับขมวดคิ้ว แต่เซี่ยเยว่หลันกลับหัวเราะเบาๆ “ซูเฟย” “เพคะ?” “เจ้ากำลังเตือนข้าเรื่องการวางตัว?” “หม่อมฉันเพียงหวังดี” “เช่นนั้นข้าก็ขอบใจ” เซี่ยเยว่หลันพยักหน้าอย่างจริงใจเสียจนซูเฟยชะงัก “แต่ก่อนจะเตือนคนอื่น...” นางก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายเล็กน้อย “เจ้าควรเตือนตัวเองเสียก่อน” รอยยิ้มของซูเฟยหายไป “หมายความว่าอย่างไรเพคะ?”
เซี่ยเยว่หลันทำสีหน้าครุ่นคิดหนักขึ้น หากไม่ได้กลับไปในตอนนี้...นางอาจไม่มีวันได้เห็นเอกสารที่อยู่ในห้องลับด้วยตาตนเองแต่การกลับไปยังจวนร้างสกุลเซี่ยในเวลานี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สถานที่แห่งนั้นถูกจับตามองอยู่แน่นอน “เราต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้เพคะ” เซี่ยเยว่หลันเอ่ยเสียงเบา “หากพวกมันรู้ว่าพวกเราพบกุญแจแล้ว ห้องลับนั้นอาจถูกกำจัดก่อนที่เราจะไปถึง” หลี่เซวียนพยักหน้า “ข้าก็คิดเช่นนั้น” “แต่ถ้าชักช้า...” “ก็อาจไม่เหลือหลักฐาน” ทั้งสองสบตากันความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างพวกเขาอีกครั้ง ทว่าในจังหวะนั้นเอง...เสียงหวานของสตรีผู้หนึ่งกลับดังขึ้นจากด้านหลัง “โอ้...ไม่คิดว่าจะได้พบเซี่ยกุ้ยเฟยที่นี่เลยเพคะ” เซี่ยเยว่หลันชะงัก หลี่เซวียนเองก็หันกลับไปพร้อมกัน ปลายระเบียงปรากฏร่างของสตรีในชุดสีแดงเข้มปักลายดอกโบตั๋น เดินเข้ามาช้าๆ พร้อมนางกำนัลและขันทีติดตามอยู่ด้านหลัง ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มงดงาม แต่สายตากลับแฝงความท้าทายเอาไว้ชัดเจน ซูเฟย เซี่ยเยว่หลันมองนางนิ่งๆ ไม่คิดเลยว่า...สต
หลังการประชุมสิ้นสุดลงทุกคนทยอยออกจากท้องพระโรง เซี่ยเยว่หลันเดินตามหลี่จิ้งเหยียนออกมาโดยไม่พูดอะไร นางพยายามเก็บสีหน้าให้สงบ พยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ทันทีที่เดินพ้นประตูท้องพระโรง เสียงของหลี่เซวียนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “เยว่หลัน” นางหยุดแต่ไม่หันกลับไป “มีอะไรหรือเพคะ?” น้ำเสียงนั้นสุภาพจนผิดปกติ หลี่เซวียนเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง “เจ้าโกรธข้าหรือ?” เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าขึ้น “หม่อมฉันไม่มีสิทธิ์โกรธพระองค์เพคะ” คำตอบนั้นทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป “เจ้าอย่าพูดเช่นนั้น” “แล้วจะให้หม่อมฉันพูดอย่างไร?” ดวงตาของนางแดงขึ้น “เมื่อครู่พระองค์รับราชโองการต่อหน้าทุกคน” “เพราะข้าไม่ต้องการให้เจ้าต้องถูกลากเข้าไปในเรื่องนี้” “แต่หม่อมฉันก็เจ็บอยู่ดี!” เสียงของนางสั่นขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ หลี่เซวียนนิ่ง เซี่ยเยว่หลันพยายามกลั้นน้ำตา “เมื่อคืนพระองค์ยังบอกหม่อมฉันว่าจะไม่แต่งกับใคร วันนี้พระองค์กลับรับราชโองการต่อหน้าหม่อมฉัน แล้วจะให้หม่อมฉันคิดอย่างไร?” หลี่เ
หลี่เซวียนกำมือแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อเขาไม่ได้ตอบในทันที สายตาของเขายังคงจับอยู่ที่เซี่ยเยว่หลัน แม้เพียงชั่วครู่เดียว แต่สำหรับนางกลับยาวนานราวกับผ่านไปหลายปี นางเห็นคำถามในดวงตาของเขาและในที่สุด...นางก็เข้าใจ เขาไม่ได้ถามว่านางรักเขาหรือไม่ เขากำลังถามว่า...หากเขาก้าวออกจากเส้นทางที่ฮ่องเต้ขีดไว้ นางจะยอมเดินไปพร้อมกับเขาหรือไม่ เซี่ยเยว่หลันอยากตอบว่า ใช่ อยากบอกเขาว่านางไม่กลัวอะไรอีกแล้วแต่ภาพบิดามารดา ภาพตระกูลเซี่ยที่ถูกกวาดล้าง และภาพอวี้หลิงที่ต้องหลบหนีเอาชีวิตรอดกลับผุดขึ้นมาในหัว นางไม่อาจเห็นเขาทิ้งทุกสิ่งเพื่อความรักของพวกเขาได้ ริมฝีปากของนางจึงขยับเพียงเล็กน้อย 'อย่า...' ไม่มีเสียงใดหลุดออกมาแต่หลี่เซวียนเห็น เขาเห็นชัดเจน และในวินาทีนั้นเอง...แววตาของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับเข้าใจสิ่งที่นางต้องการจะบอก เขาหันกลับไปหาหลี่จิ้งเหยียน “กระหม่อมขอทูลตอบพ่ะย่ะค่ะ” ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ หลี่จิ้งเหยียนทอดพระเนตรน้องชาย “ตอบมา” หลี่เซวียนสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ก่อนกล่าวว่า “กระหม่อม...รับราชโองการพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยเ
หลี่จิ้งเหยียนไม่ได้ตรัสสิ่งใดอีก พระองค์เพียงทอดพระเนตรเซี่ยเยว่หลันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ราวกับเรื่องเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น ทว่าไม่มีใครในโต๊ะเจรจาคิดเช่นนั้น หลี่เซวียนยังคงนั่งนิ่งอยู่ข้างองค์หญิงจื่อจิ่วหลิน แต่ปลายนิ้วของเขากลับกำเข้าหากันแน่นขึ้นใต้แขนเสื้อ เขารู้ดี...ความเงียบของเสด็จพี่ไม่เคยหมายความว่าเรื่องนั้นจบแล้วและครั้งนี้ก็เช่นกัน ผ่านไปครู่หนึ่ง หลี่จิ้งเหยียนจึงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เสียงกระทบของถ้วยกับจานรองดังขึ้นเพียงเบาๆ แต่กลับทำให้คนทั้งห้องเงียบลงโดยพร้อมเพรียง พระองค์ทอดพระเนตรไปยังเจ้าเมืองอู่หนาน “เรื่องเสบียงเอาตามนี้” “พ่ะย่ะค่ะ” “ส่วนเรื่องที่สอง...” หลี่จิ้งเหยียนหยุด สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังหลี่เซวียน “ข้ามีอีกเรื่องที่ต้องประกาศต่อหน้าทุกคน” หัวใจของเซี่ยเยว่หลันกระตุกวูบ หลี่เซวียนเองก็เงยหน้าขึ้นทันที องค์หญิงจื่อจิ่วหลินเองก็ชะงักเล็กน้อยแม้แต่เจ้าเมืองอู่หนานยังรีบวางถ้วยชาในมือลง “เรื่องอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เจ้าเมืองถามอย่างระมัดระวัง หลี่จิ้งเหยียนไม่ได้







