แชร์

บทที่ 4 เมื่อหงส์คิดสิ้นใจ

last update วันที่เผยแพร่: 2026-08-12 12:43:27

หีบใบนั้นไม่ได้ถูกเปิดมาหลายปีเซี่ยเยว่หลันลุกขึ้นอย่างเชื่องช้าเดินไปหยุดเบื้องหน้า มือสั่นเทาเปิดฝาหีบออก ภายในมีของอยู่ไม่มากจดหมายฉบับเก่า ถุงหอมที่สีซีดไปตามกาลเวลา หยกพกที่แตกไปครึ่งหนึ่งและใต้ผ้าไหมสีคราม...ปิ่นหงส์ฟ้ายังวางอยู่อย่างเงียบงัน

                 เซี่ยเยว่หลันหยุดหายใจไปชั่วขณะนางค่อยๆ หยิบมันขึ้นมา ปีกหงส์สีฟ้าสะท้อนแสงโคมวาววับ งดงามเหมือนคืนแรกที่เขามอบให้นาง

                 คืนนั้น...หลี่จิ้งเหยียนยังไม่ใช่ฮ่องเต้และนางก็ยังไม่ใช่เซี่ยกุ้ยเฟย เขาปักปิ่นนี้ลงบนเรือนผมของนางด้วยตนเองก่อนจับมือทั้งสองของนางเอาไว้

                 ‘เยว่เยว่...ปิ่นหงส์นี้ข้ามอบให้เจ้าแทนใจ วันนี้ข้ายังมอบมงกุฎหงส์ให้เจ้าไม่ได้ แต่วันหนึ่ง...เมื่อข้าได้ครองใต้หล้า เจ้าจะเป็นหงส์เพียงหนึ่งเดียวของข้า’ เซี่ยเยว่หลันกำปิ่นไว้แน่นจนเลือดห้อ เสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นมาตลอดทั้งคืนหลุดออกมาในที่สุด

                  “คนโกหก...” นางกอดปิ่นไว้กับอก ทรุดตัวลงข้างหีบไม้จันทน์

                  “หลี่จิ้งเหยียน...คนโกหก...” เสียงร้องไห้ดังอยู่ในตำหนักจี้เห่ออันว่างเปล่า ด้านนอก โคมมงคลสีแดงจากตำหนักฉ่งอ้ายยังคงส่องสว่างทั่วราตรี ส่วนที่นี่...ปิ่นหงส์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคำสัญญาว่านางจะได้ยืนเคียงมังกรกลับอยู่ในมือของหญิงที่ไม่เหลือแม้แต่เหตุผลให้รอคำสัญญานั้นอีกต่อไป

                   “หลี่จิ้งเหยียน...คนโกหก...” เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังอยู่ภายในตำหนักจี้เห่ออันว่างเปล่า เซี่ยเยว่หลันกอดปิ่นหงส์ฟ้าไว้แนบอกราวกับกำลังกอดเศษเสี้ยวสุดท้ายของความรักที่ตนเฝ้าทะนุถนอมมาหลายปี

                   ด้านนอกหน้าต่าง หิมะแรกของเหมันต์เริ่มโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า เกล็ดสีขาวบางเบาล่องลอยผ่านแสงโคมที่ส่องสว่างก่อนตกลงบนกิ่งเหมยที่ไร้ดอกหน้าตำหนัก เซี่ยเยว่หลันมองภาพนั้นผ่านม่านน้ำตา

                  หิมะสีขาวสะอาด...แต่เหตุใดหน๋อถึงต้องเป็นคืนนี้ เหตุใดคืนที่เธอเจ็บปวดที่สุดจึงต้องมีหิมะแรกด้วย ในอดีตนางเคยชอบหิมะแรกมากที่สุดเพราะครั้งแรกที่หลี่จิ้งเหยียนจับมือนางนั้นก็เป็นวันที่หิมะตกเช่นเดียวกัน ตอนนั้นนางอายุได้เพียงสิบสามปีเท่านั้น

                  เป็นเพียงคุณหนูตัวน้อยของตระกูลเซี่ยผู้เอาแต่ใจและชอบวิ่งหนีบ่าวรับใช้เข้าไปในสวนเหมยของวังหลวงจนพลัดหลงกับคนของตน รองเท้าปักลายดอกเหมยเปียกชุ่มไปด้วยหิมะ นิ้วมือทั้งสิบเย็นจนแดงแต่ด้วยความถือดีจึงไม่ยอมร้องเรียกผู้ใดให้ช่วยเหลือ

                 จนกระทั่งองค์ชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินมาพบนางเข้า เขาถอดเสื้อคลุมขนจิ้งจอกของตนคลุมให้นางอย่างถนอมก่อนยื่นมือมา

                 ‘จับมือข้าไว้ ตราบใดที่ข้ายังอยู่ จะไม่มีผู้ใดแตะต้องเจ้า’ นางเชื่อเขาและเชื่อมาตลอดจากเด็กสาววัยสิบสามในตอนนั้นจนกลายเป็นสตรีที่ยืนอยู่เคียงข้างเขาในวันที่ไม่มีผู้ใดเชื่อว่าองค์ชายผู้ไร้อำนาจคนหนึ่งจะสามารถช่วงชิงตำแหน่งรัชทายาทได้และกลายเป็นฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดินในที่สุด

                  นางเดินตามเขามาไกลเหลือเกิน ไกลเสียจนเมื่อหันกลับไปมอง กลับจำไม่ได้เสียแล้วว่าตนเคยมีชีวิตเช่นไรก่อนจะรักหลี่จิ้งเหยียน เซี่ยเยว่หลันหลุบตามองปิ่นในมือ

                 “ตราบใดที่ท่านยังอยู่...จะไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องข้างั้นหรือ” นางหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะปะปนกับสะอื้น

                 “คืนนี้ท่านก็ยังอยู่...แต่ข้ากับตระกูลของข้ากลับถูกแตะต้องและทำลายศักดิ์ศรีจากตัวท่านเอง” ปลายนิ้วลูบผ่านปีกหงส์สีฟ้าอย่างทะนุถนอม ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นของล้ำค่าที่สุดของนางเพราะทุกครั้งที่มีข่าวว่าหลี่จิ้งเหยียนบาดเจ็บจากสนามรบ นางจะกำปิ่นนี้ไว้แล้วเฝ้าภาวนาขอพรต่อฟ้าดิน ขอเพียงให้เขากลับมาอย่างปลอดภัย

                 ทุกครั้งที่ขุนนางฝ่ายตรงข้ามกล่าวว่าเขาไม่มีวันได้ครองบัลลังก์ นางจะหยิบมันออกมามองแล้วบอกตนเองว่า เขาจะทำได้...จิ้งเหยียนของนางจะต้องทำได้ แล้วเขาก็ทำได้จริงๆ เขาได้ครอบครองใต้หล้า มีบัลลังก์มังกร มีราชสำนักที่ยอมก้มศีรษะถวายบังคม มีสตรีนับไม่ถ้วนอยู่ในวังหลัง ทุกสิ่งที่เขาเคยปรารถนา...หลี่จิ้งเหยียนล้วนได้มันมาทั้งหมด

                เว้นเพียงสิ่งเดียวที่เขาเคยสัญญากับนาง...มงกุฎหงส์

                “ที่แท้ไม่ใช่ท่านทำไม่ได้...” เซี่ยเยว่หลันกระซิบ

                “หากแต่ท่านเพียงไม่อยากมอบมันให้ข้าเท่านั้น หากท่านมอบตำแหน่งฮองเฮาแก่ข้า ตะกูลเซี่ยของข้าคงไม่เป็นเช่นนี้” น้ำตาร่วงลงบนหลังมือ นางเพิ่งเข้าใจคำว่า รออีกหน่อย ที่เขาบอกนางครั้งแล้วครั้งเล่า แท้จริงแล้วไม่เคยมีวันสิ้นสุดตั้งแต่แรกเพราะคนที่เขาต้องการให้ยืนอยู่เคียงมังกร...อาจไม่เคยใช่นางแต่แรกแล้ว

                “พอแล้ว...เยว่หลัน...เจ้าโง่เขลามานานเกินไป” เซี่ยเยว่หลันพึมพำ

                “เจ้ารอคอยมามากพอแล้ว นานพอจะที่จะไม่มีที่ให้กลับไปอีก” นางค่อยๆ ใช้มือยันขอบหีบลุกขึ้น ร่างบอบบางโงนเงนเล็กน้อยจากการร้องไห้เป็นเวลานาน ก่อนเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง

                เงาสตรีสะท้อนในกระจกทองเหลืองทำให้นางหยุดนิ่ง เซี่ยเยว่หลันแทบจำหญิงในนั้นไม่ได้ เรือนผมที่เคยจัดอย่างประณีตยุ่งเหยิง ดวงตาบวมแดงกับมุมปากที่มีคราบเลือดแห้งเกาะอยู่ อีกทั้งบนแก้มซ้ายยังปรากฏรอยฝ่ามือของชายที่นางรักเด่นชัด นางยกมือขึ้นปลายนิ้วแตะสัมผัสรอยนั้นเบาๆ

                แม้ยังเจ็บแต่ไม่มากเท่าตอนแรกแล้วเพราะอีกไม่นานรอยแดงนี้คงจาง พรุ่งนี้ก็คงเหลือเพียงรอยช้ำ อีกสองสามวัน หมอหลวงคงหายามาทาให้ และอีกไม่เกินสิบวัน...ใบหน้าของนางก็คงกลับมางดงามดังเดิม

                แต่หัวใจเล่า? ต้องใช้ยาชนิดใดบนโลกานี้จึงจะรักษาได้ ต้องใช้เวลากี่วัน กี่เดือนหรือกี่ปี...จึงจะทำให้เซี่ยเยว่หลันลืมว่าฝ่ามือนี้นางได้มาจากผู้ใด

                “งามที่สุดในใต้หล้ารึ...” นางมองตนเองในกระจกแล้วแค่นหัวเราะ

                ครั้งหนึ่งผู้คนกล่าวว่านางมีใบหน้างดงามจนดอกโบตั๋นยังต้องละอาย แต่แล้วอย่างไรเล่า...เมื่อต่อให้งามเพียงใดก็รักษาดวงใจของชายคนหนึ่งไว้ไม่ได้ ต่อให้รอเพียงใดก็ไม่มีวันที่เขาจะรักษาคำสัญญานั้นได้ และต่อให้รักเขามากเพียงใด...สุดท้ายก็ยังเป็นนางที่ถูกทิ้งอยู่ในตำหนักนี้เพียงลำพัง

                เซี่ยเยว่หลันค่อยๆ ถอดปิ่นหยกบนเรือนผมออก เรือนผมดำขลับร่วงลงตามแผ่นหลัง นางวางปิ่นหยกนั้นไว้บนโต๊ะ จากนั้นจึงยกปิ่นหงส์ฟ้าขึ้นแทนและมองมันผ่านกระจก

                ในความทรงจำนั้นหลี่จิ้งเหยียนเคยยืนอยู่ด้านหลังเช่นนี้ นิ้วมือของเขาสางผมนางอย่างอ่อนโยน ก่อนปักปิ่นหงส์ลงบนมวยผมก่อนองค์ชายหนุ่มโน้มตัวก้มลงกระซิบที่ข้างหูของนางอย่างแผ่วเบา

                ‘เยว่เยว่ เจ้างดงามที่สุดในใต้หล้า’

                ความทรงจำจบลงเหลือเพียงกระจกทองเหลืองที่สะท้อนภาพของนางเพียงคนเดียวไม่มีชายคนนั้นอยู่ด้านหลังอีกแล้ว เซี่ยเยว่หลันหลับตา น้ำตาหยดสุดท้ายไหลลงมาอาบใบหน้าขาวเนียนนั้น

                “จิ้งเหยียน...ข้าไม่รอท่านแล้ว...” มือข้างหนึ่งรั้งปิ่นหงส์ลงมาไว้ในมือ นางพลิกปิ่นหงส์กลับด้านจนปลายแหลมสีเงินสะท้อนกับแสงโคม เซี่ยเยว่หลันมองมันอยู่นาน

                ความตายน่ากลัวหรือไม่?

                นางมิรู้...นางเคยเห็นทหารตาย เคยเห็นคนในตระกูลถูกหามกลับจากสนามรบ เคยสูญเสียผู้เป็นพ่อในสนามรบ เคยกลัวว่าวันหนึ่งหลี่จิ้งเหยียนจะจากไปก่อนนางแต่ไม่เคยคิดเลยว่า...คนที่ไม่อยากอยู่ต่อแล้วในวันนี้จะกลายเป็นตัวนางเอง

                เซี่ยเยว่หลันเคยเป็นบุตรีแม่ทัพ นางเคยมีความภาคภูมิใจ เคยหัวเราะเสียงดัง เคยขี่ม้าออกนอกเมือง เคยคิดว่าชีวิตของตนกว้างใหญ่กว่ากำแพงวังแห่งนี้ แต่ตั้งแต่รักเขา...โลกทั้งใบกลับค่อยๆ เหลือเพียงหลี่จิ้งเหยียน วันนี้เมื่อเขาไม่ต้องการนางแล้วนางจึงเพิ่งพบว่า...ตนเองไม่เหลืออะไรเลย

                 ปลายปิ่นแตะลงบนผิวขาวบริเวณลำคอความเย็นของโลหะทำให้นางสะท้านเล็กน้อย

                 “ท่านเคยบอกให้ข้าเก็บมันไว้แทนใจ...เช่นนั้นคืนนี้...ข้าจะคืนหัวใจนี้ให้ท่าน” มือของนางออกแรงปลายปิ่นกดลึกลงบนผิว หยาดเลือดสีแดงเม็ดหนึ่งผุดขึ้นก่อนจะไหลผ่านปีกหงส์สีทองอร่ามประดับเพชรสีแดงเลือดนกที่แวววาว

                 ในชั่วขณะนั้นเซี่ยเยว่หลันกลับสงบนิ่งอย่างประหลาด ไม่มีเสียงร้องไห้ ไม่มีความหวาดกลัว นางเพียงหลับตาลงและนึกถึงหิมะในปีนั้นเป็นครั้งสุดท้าย มือของเด็กหนุ่มที่ยื่นมาหาด้วยรอยยิ้มของเขา เสียงที่บอกว่า...

                 ‘จับมือข้าไว้สิเยว่เยว่’ ริมฝีปากของเซี่ยเยว่หลันยกขึ้นเล็กน้อย

                 “คราวนี้...ข้าจะปล่อยมือท่านเอง” มือที่ถือปิ่นพลันออกแรง

                 หมับ!

                  ข้อมือของนางถูกคว้าไว้เสียก่อน แรงนั้นหนักจนเซี่ยเยว่หลันเบิกตาขึ้น ปิ่นหงส์ฟ้าหยุดอยู่ห่างจากลำคอเพียงเสี้ยวเดียว

                  “ปล่อย!” นางสะบัดมือทันทีแต่คนผู้นั้นกลับกำแน่นยิ่งกว่าเดิม

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 211 เพียงเสียหลักไปเอง

    เซี่ยเยว่หลันไม่ได้ถอย นางมองหน้าซูเฟยนิ่ง “ข้าดูหมิ่นเจ้าตรงไหน?” “พระองค์เปรียบหม่อมฉันเป็นสุนัข!” “ข้าบอกว่าเจ้าคือสุนัขหรือ?” เซี่ยเยว่หลันถามกลับอย่างใจเย็น “ข้าเพียงเล่าเรื่องของข้าให้เจ้าฟัง หากเจ้าฟังแล้วคิดว่าตนเองเป็นสุนัข...” นางยักไหล่เบาๆ “ข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้” “เจ้า!” ซูเฟยหมดความอดทนในที่สุด มือข้างหนึ่งยกขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียะ แต่ฝ่ามือนั้นยังไม่ทันตกถึงใบหน้าของเซี่ยเยว่หลัน ร่างของสตรีอีกคนกลับก้าวเข้ามาขวางตรงกลางเสียก่อน “หยุดนะ!” เสียงของจื่อจิ่วหลินดังขึ้นอย่างเย็นเยียบ ซูเฟยชะงัก แต่แรงที่องค์หญิงผลักออกไปกลับเกิดขึ้นในวินาทีต่อมา พลั่ก! ร่างของซูเฟยเซถอยหลังอย่างแรง ก่อนเสียหลักล้มลงกับพื้น ปิ่นผมที่ประดับอยู่บนศีรษะหลุดออกจากผม เส้นผมบางส่วนคลายตัวลงมาปรกไหล่ เหล่านางกำนัลที่ติดตามมาด้วยต่างตกใจจนรีบคุกเข่าลง “พระสนม!” ชิงหลัวเองก็เบิกตากว้าง ส่วนเซี่ยเยว่หลัน...ยืนนิ่งอยู่กับที่ นางมองจื่อจิ่วหลินอย่างคาดไม่ถึง องค์หญิงยืนบังนางอยู่ด้านหน้า สีหน้าสงบนิ่งราวกับเมื่อ

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 210 หวังดีหรือหวังร้าย

    ก่อนที่นางจะก้าวพ้นระเบียง เสียงของซูเฟยก็ดังขึ้นด้านหลังอีกครั้ง “เซี่ยกุ้ยเฟย” เซี่ยเยว่หลันหยุดฝีเท้า นางหันกลับไปช้าๆ ซูเฟยยืนอยู่ที่เดิม รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้า ทว่าแววตากลับไม่ได้มีความเป็นมิตรอยู่แม้แต่น้อย “มีอะไรหรือ?” “หม่อมฉันเพียงอยากเตือนกุ้ยเฟยสักเรื่องเพคะ” “เตือนข้า?” เซี่ยเยว่หลันเลิกคิ้วเล็กน้อย “เรื่องอะไร?” ซูเฟยเดินเข้ามาใกล้อีกสองก้าว ก่อนลดเสียงลง “ถึงอย่างไรฝ่าบาทก็ยังทรงเป็นพระสวามีของพระองค์นะเพคะ” เซี่ยเยว่หลันนิ่ง “หม่อมฉันคิดว่า...บางครั้งพระองค์ก็ควรวางตัวให้เหมาะสม” ชิงหลัวที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับขมวดคิ้ว แต่เซี่ยเยว่หลันกลับหัวเราะเบาๆ “ซูเฟย” “เพคะ?” “เจ้ากำลังเตือนข้าเรื่องการวางตัว?” “หม่อมฉันเพียงหวังดี” “เช่นนั้นข้าก็ขอบใจ” เซี่ยเยว่หลันพยักหน้าอย่างจริงใจเสียจนซูเฟยชะงัก “แต่ก่อนจะเตือนคนอื่น...” นางก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายเล็กน้อย “เจ้าควรเตือนตัวเองเสียก่อน” รอยยิ้มของซูเฟยหายไป “หมายความว่าอย่างไรเพคะ?”

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 209 หญิงที่ไม่ควรอยู่ที่นี่

    เซี่ยเยว่หลันทำสีหน้าครุ่นคิดหนักขึ้น หากไม่ได้กลับไปในตอนนี้...นางอาจไม่มีวันได้เห็นเอกสารที่อยู่ในห้องลับด้วยตาตนเองแต่การกลับไปยังจวนร้างสกุลเซี่ยในเวลานี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สถานที่แห่งนั้นถูกจับตามองอยู่แน่นอน “เราต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้เพคะ” เซี่ยเยว่หลันเอ่ยเสียงเบา “หากพวกมันรู้ว่าพวกเราพบกุญแจแล้ว ห้องลับนั้นอาจถูกกำจัดก่อนที่เราจะไปถึง” หลี่เซวียนพยักหน้า “ข้าก็คิดเช่นนั้น” “แต่ถ้าชักช้า...” “ก็อาจไม่เหลือหลักฐาน” ทั้งสองสบตากันความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างพวกเขาอีกครั้ง ทว่าในจังหวะนั้นเอง...เสียงหวานของสตรีผู้หนึ่งกลับดังขึ้นจากด้านหลัง “โอ้...ไม่คิดว่าจะได้พบเซี่ยกุ้ยเฟยที่นี่เลยเพคะ” เซี่ยเยว่หลันชะงัก หลี่เซวียนเองก็หันกลับไปพร้อมกัน ปลายระเบียงปรากฏร่างของสตรีในชุดสีแดงเข้มปักลายดอกโบตั๋น เดินเข้ามาช้าๆ พร้อมนางกำนัลและขันทีติดตามอยู่ด้านหลัง ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มงดงาม แต่สายตากลับแฝงความท้าทายเอาไว้ชัดเจน ซูเฟย เซี่ยเยว่หลันมองนางนิ่งๆ ไม่คิดเลยว่า...สต

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 208 จดหมายจากสกุลหลิน

    หลังการประชุมสิ้นสุดลงทุกคนทยอยออกจากท้องพระโรง เซี่ยเยว่หลันเดินตามหลี่จิ้งเหยียนออกมาโดยไม่พูดอะไร นางพยายามเก็บสีหน้าให้สงบ พยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ทันทีที่เดินพ้นประตูท้องพระโรง เสียงของหลี่เซวียนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “เยว่หลัน” นางหยุดแต่ไม่หันกลับไป “มีอะไรหรือเพคะ?” น้ำเสียงนั้นสุภาพจนผิดปกติ หลี่เซวียนเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง “เจ้าโกรธข้าหรือ?” เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าขึ้น “หม่อมฉันไม่มีสิทธิ์โกรธพระองค์เพคะ” คำตอบนั้นทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป “เจ้าอย่าพูดเช่นนั้น” “แล้วจะให้หม่อมฉันพูดอย่างไร?” ดวงตาของนางแดงขึ้น “เมื่อครู่พระองค์รับราชโองการต่อหน้าทุกคน” “เพราะข้าไม่ต้องการให้เจ้าต้องถูกลากเข้าไปในเรื่องนี้” “แต่หม่อมฉันก็เจ็บอยู่ดี!” เสียงของนางสั่นขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ หลี่เซวียนนิ่ง เซี่ยเยว่หลันพยายามกลั้นน้ำตา “เมื่อคืนพระองค์ยังบอกหม่อมฉันว่าจะไม่แต่งกับใคร วันนี้พระองค์กลับรับราชโองการต่อหน้าหม่อมฉัน แล้วจะให้หม่อมฉันคิดอย่างไร?” หลี่เ

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 207 เงื่อนไขของอ๋องเจ็ด

    หลี่เซวียนกำมือแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อเขาไม่ได้ตอบในทันที สายตาของเขายังคงจับอยู่ที่เซี่ยเยว่หลัน แม้เพียงชั่วครู่เดียว แต่สำหรับนางกลับยาวนานราวกับผ่านไปหลายปี นางเห็นคำถามในดวงตาของเขาและในที่สุด...นางก็เข้าใจ เขาไม่ได้ถามว่านางรักเขาหรือไม่ เขากำลังถามว่า...หากเขาก้าวออกจากเส้นทางที่ฮ่องเต้ขีดไว้ นางจะยอมเดินไปพร้อมกับเขาหรือไม่ เซี่ยเยว่หลันอยากตอบว่า ใช่ อยากบอกเขาว่านางไม่กลัวอะไรอีกแล้วแต่ภาพบิดามารดา ภาพตระกูลเซี่ยที่ถูกกวาดล้าง และภาพอวี้หลิงที่ต้องหลบหนีเอาชีวิตรอดกลับผุดขึ้นมาในหัว นางไม่อาจเห็นเขาทิ้งทุกสิ่งเพื่อความรักของพวกเขาได้ ริมฝีปากของนางจึงขยับเพียงเล็กน้อย 'อย่า...' ไม่มีเสียงใดหลุดออกมาแต่หลี่เซวียนเห็น เขาเห็นชัดเจน และในวินาทีนั้นเอง...แววตาของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับเข้าใจสิ่งที่นางต้องการจะบอก เขาหันกลับไปหาหลี่จิ้งเหยียน “กระหม่อมขอทูลตอบพ่ะย่ะค่ะ” ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ หลี่จิ้งเหยียนทอดพระเนตรน้องชาย “ตอบมา” หลี่เซวียนสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ก่อนกล่าวว่า “กระหม่อม...รับราชโองการพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยเ

  • หงส์ร้างรักแห่งตำหนักจี้เห่อ   บทที่ 206 เลือกสิ่งใด

    หลี่จิ้งเหยียนไม่ได้ตรัสสิ่งใดอีก พระองค์เพียงทอดพระเนตรเซี่ยเยว่หลันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ราวกับเรื่องเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น ทว่าไม่มีใครในโต๊ะเจรจาคิดเช่นนั้น หลี่เซวียนยังคงนั่งนิ่งอยู่ข้างองค์หญิงจื่อจิ่วหลิน แต่ปลายนิ้วของเขากลับกำเข้าหากันแน่นขึ้นใต้แขนเสื้อ เขารู้ดี...ความเงียบของเสด็จพี่ไม่เคยหมายความว่าเรื่องนั้นจบแล้วและครั้งนี้ก็เช่นกัน ผ่านไปครู่หนึ่ง หลี่จิ้งเหยียนจึงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เสียงกระทบของถ้วยกับจานรองดังขึ้นเพียงเบาๆ แต่กลับทำให้คนทั้งห้องเงียบลงโดยพร้อมเพรียง พระองค์ทอดพระเนตรไปยังเจ้าเมืองอู่หนาน “เรื่องเสบียงเอาตามนี้” “พ่ะย่ะค่ะ” “ส่วนเรื่องที่สอง...” หลี่จิ้งเหยียนหยุด สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังหลี่เซวียน “ข้ามีอีกเรื่องที่ต้องประกาศต่อหน้าทุกคน” หัวใจของเซี่ยเยว่หลันกระตุกวูบ หลี่เซวียนเองก็เงยหน้าขึ้นทันที องค์หญิงจื่อจิ่วหลินเองก็ชะงักเล็กน้อยแม้แต่เจ้าเมืองอู่หนานยังรีบวางถ้วยชาในมือลง “เรื่องอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เจ้าเมืองถามอย่างระมัดระวัง หลี่จิ้งเหยียนไม่ได้

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status