تسجيل الدخول“ปล่อยข้า!”
“เซี่ยเยว่หลัน!” เสียงบุรุษดังขึ้นกลางห้อง ทุ้มต่ำ เย็นเยียบแต่มีบางสิ่งสั่นอยู่ใต้เสียงนั้นอย่างไม่อาจปิดบัง เซี่ยเยว่หลันชะงัก นางหันกลับไปสบตากับผู้มาเยือน ชายผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง อาภรณ์สีดำสนิทเปียกชื้นด้วยหิมะ เกล็ดสีขาวยังเกาะอยู่บนบ่า เส้นผมดำบางส่วนยุ่งจากลมหนาวราวกับเจ้าตัวเพิ่งเดินทางมาอย่างเร่งรีบจนไม่มีเวลาแม้แต่จะปัดหิมะออกจากกาย
ใบหน้าคมคายที่คนทั้งราชสำนักคุ้นเคยว่ามักสงบนิ่งไร้อารมณ์ บัดนี้กลับเย็นจัดเสียยิ่งกว่าราตรีด้านนอกดวงตาสีเหล็กนิลคู่นั้นไม่ได้มองใบหน้านาง หากแต่จ้องมองหยาดเลือดที่ลำคอบางด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออก
“ท่าน...” เซี่ยเยว่หลันจำเขาได้
หลี่เซวียนอ๋อง...องค์ชายเจ็ดแห่งราชวงศ์หลี่ บุรุษที่เหล่าขุนนางเรียกขานนามว่าอ๋องเจ็ดและเป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของฮ่องเต้ แม้นางจะรับรู้ถึงข่าววงในเรื่องการปรากฏตัวเช่นเงาหรือวิทยายุทธของเขาอยู่บ้าง แต่การบุกรุกเข้าตำหนักกุ้ยเฟยในยามวิกาลนั้นมีโทษสถานหนัก
“อ๋องเจ็ด?” เหตุใดเขาจึงอยู่ที่นี่...ยังไม่ทันได้ถาม หลี่เซวียนกลับกระชากปิ่นออกจากมือนาง
เคร้ง!
ปิ่นหงส์ฟ้าตกกระทบพื้น เซี่ยเยว่หลันเบิกตากว้าง
“นี่ท่านทำอะไร!” นางก้มจะเก็บหากแต่หลี่เซวียนกลับคว้าไหล่ทั้งสองข้างของนางเอาไว้
“เจ้าต่างหากกำลังทำอะไร!” เสียงของเขาดังจนเซี่ยเยว่หลันนิ่งงัน นางไม่เคยเห็นหลี่เซวียนเป็นเช่นนี้ อ๋องเจ็ดที่นางรู้จักพูดน้อย เย็นชาแม้ยามบัญชาการทหารนับหมื่นยังไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นเขาเสียอาการสักครั้ง แต่ในตอนนี้...มือที่จับไหล่นางกลับสั่นเพียงเล็กน้อย เล็กน้อยจนหากไม่อยู่ใกล้ถึงเพียงนี้นางคงไม่รู้สึก
“ข้า...” เซี่ยเยว่หลันมองเขาอย่างงุนงง หลี่เซวียนกลับมองรอยฝ่ามือบนแก้มนาง สายตาค่อยๆ เลื่อนลงมายังมุมปากที่มีคราบเลือด ก่อนหยุดอยู่ตรงบาดแผลเล็กๆ บนลำคอ
ความเงียบปกคลุมอยู่หลายอึดใจ
“ใครทำ...” เขาถามเพียงสองคำแต่กลับเย็นยะเยือกยิ่งกว่าหิมะแรก
“อะไรหรือเพคะ”
“ใบหน้าของเจ้า” เซี่ยเยว่หลันนิ่ง หลี่เซวียนจ้องรอยฝ่ามือนั้น
“ใครกล้าตบเจ้า” นางหลบสายตาไม่ตอบ แต่ความเงียบของนางกลับเป็นคำตอบเสียยิ่งกว่าถ้อยคำใด กรามของหลี่เซวียนขบแน่น เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นราวกับข่มอารมณ์โกรธไว้ มือข้างหนึ่งกำเข้าหากันจนเส้นเลือดปรากฏบนหลังมือ
“เขาทำหรือ” เซี่ยเยว่หลันยังคงไม่ตอบ
“หลี่จิ้งเหยียนตบเจ้ารึ?”
ภายในตำหนักเย็นเยียบและเงียบสงัดเมื่อพระนามต้องห้ามถูกเอ่ยออกจากริมฝีปากของหลี่เซวียนอ๋องอย่างไร้ความหวาดกลัว ไร้ซึ่งคำว่า ฝ่าบาท หรือแม้แต่ความยำเกรงที่ควรมีต่อผู้เป็นโอรสสวรรค์ เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าขึ้นทันทีสีหน้าซีดผาดนั้นมองหน้าท่านอ๋องอย่างไม่พอใจ
“อ๋องเจ็ด!” นางขมวดคิ้ว แม้หัวใจจะแตกสลายเพราะชายผู้นั้นจนไม่เหลือชิ้นดี แต่หลายปีที่อยู่ในวังหลวงทำให้นางรู้ดีว่ากำแพงวังมีหู ประตูตำหนักมีตา คำพูดเพียงคำเดียวอาจแลกด้วยชีวิตคนทั้งตระกูลได้
“พระนามของฝ่าบาทมิใช่สิ่งที่ท่านควรเรียกขานตามใจ หากมีผู้ใดได้ยิน...”
“ถึงเพียงนี้แล้ว...” หลี่เซวียนเอ่ยแทรก เสียงของเขาไม่ได้ดังแต่กลับต่ำทุ้มและสงบนิ่งเสียจนเซี่ยเยว่หลันต้องหยุดพูด ดวงตาสีเหล็กนิลจับอยู่บนรอยแดงที่ประทับอยู่บนแก้มนาง
“เจ้าก็ยังห่วงว่า จะมีผู้ใดกล่าวโทษเขาอีกหรือ” เซี่ยเยว่หลันชะงัก
“ข้ามิได้...”
“หรือเจ้ากลัว...ว่าข้าจะทำให้ฮ่องเต้ผู้สูงส่งของเจ้าเดือดร้อน” ถ้อยคำฟังดูคล้ายเย้ยหยัน หากน้ำเสียงกลับไม่มีความขบขันแม้แต่น้อย เซี่ยเยว่หลันเม้มริมฝีปาก
“เรื่องระหว่างข้ากับฝ่าบาทไม่เกี่ยวกับท่าน” หลี่เซวียนนิ่งไป เพียงชั่วอึดใจเท่านั้น มือที่จับไหล่นางค่อยๆ คลายออก
“ไม่เกี่ยวกับข้ารึ...แล้วเรื่องของจวนเซี่ยเล่าเกี่ยวข้องกับเจ้าหรือไม่” เขาทวนช้าๆ ก่อนแค่นหัวเราะเบามาก
“ท่าน...” เซี่ยเยว่หลันมองเขาอย่างไม่เข้าใจแต่หลี่เซวียนกลับไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก เขาเพียงถอดผ้าเช็ดหน้าสีดำสนิทออกจากอกเสื้อ แล้วเอื้อมมือเข้าหานาง เซี่ยเยว่หลันผงะถอยตามสัญชาตญาณ มือของเขาหยุดอยู่กลางอากาศ หลี่เซวียนมองนางนิ่งจากนั้นจึงกล่าวสั้นๆ
“อย่าขยับ”
“ท่านจะทำอะไร แล้วท่านรู้เรื่องสกุลเซี่ยได้ยังไง”
“เพราะเลือดของสกุลเซี่ยอยู่ที่นี่” นางนิ่งไปปลายนิ้วจึงยกขึ้นแตะลำคอตนเอง เมื่อดึงกลับมา...หยาดสีแดงสดติดอยู่ตรงปลายนิ้ว เซี่ยเยว่หลันมองเลือดนั้นอย่างเลื่อนลอย เมื่อครู่นางเกือบตายแล้วจริงๆ หากหลี่เซวียนมาช้ากว่านี้เพียงชั่วลมหายใจ...
“เจ็บหรือไม่” คำถามหนึ่งดังขึ้นเซี่ยเยว่หลันเงยหน้ามองเขา หลี่เซวียนไม่ได้มองรอยฝ่ามือไม่ได้มองมุมปากหากมองบาดแผลเล็กๆ ที่ลำคอ นางกลับหัวเราะ
“ท่านถามแผลใดหรือเพคะ” มือของหลี่เซวียนชะงัก เซี่ยเยว่หลันยิ้มทั้งที่ดวงตายังคงแดงช้ำ
“หากเป็นตรงคอ ไม่เจ็บเท่าใด” นางยกมือขึ้นแตะแก้ม
“ตรงนี้ก็ไม่เจ็บแล้ว” จากนั้นฝ่ามือจึงค่อยๆ เลื่อนลงไปวางเหนืออกซ้าย
“แต่ตรงนี้...” ริมฝีปากเริ่มสั่น
“ข้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้มันหยุดเจ็บ ข้าไม่เหลือผู้ใดแล้วแม้แต่น้องชายข้าก็หายสาปสูญไป” ดวงตาของหลี่เซวียนเปลี่ยนไป บางสิ่งแล่นผ่านดวงตาสีดำสนิทนั้นรวดเร็วจนนางมองไม่ทัน เขาไม่กล่าวปลอบ ไม่ได้บอกว่าวันหนึ่งนางจะลืมได้และไม่บอกว่าทุกอย่างจะผ่านไป เพราะเขารู้ดีว่า สำหรับคนที่เพิ่งสูญเสียทุกสิ่ง คำเหล่านั้นมันไร้ประโยชน์เพียงใด
หลี่เซวียนเพียงใช้ผ้าเช็ดหน้ากดลงบนบาดแผลที่ลำคอนางเบาๆ เบาเสียจนแทบไม่รู้สึกถึงแรงสัมผัส
“เจ้ารู้เรื่องนี้แล้วสินะ” เซี่ยเยว่หลันชะงัก
“ท่านรู้?”
“ข่าวจากเขตหลานโจว บอกว่าสกุลเซี่ยย้ายออกจากจวนจนหมด” เขาตอบเรียบๆ
“ข้าจึงแอบสืบข่าวและคิดว่ากุ้ยเฟยเองก็ควรรู้” ดวงตาของเขาสบกับนางนิ่ง
“โชคดีที่ข้ารีบเข้าตำหนักมา...จึงช่วยเจ้าไว้ทันก่อนคิดฆ่าตัวตาย” คำสุดท้ายหนักแน่นอย่างประหลาด เซี่ยเยว่หลันหลุบตา
“เหตุใด” หลี่เซวียนชะงัก
“เหตุใดข้าจึงต้องอยู่ต่อ” คำถามนั้นทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ด้านนอก หิมะยังคงตก ลมเหมันต์พัดกิ่งเหมยเสียดสีกับหน้าต่างเป็นระยะ เซี่ยเยว่หลันมองชายตรงหน้า
“ท่านบอกไม่ให้ข้าตาย แล้วจะให้ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งใด บิดาข้าตายแล้ว น้องชายและคนในจวนก็หายสาปสูญ บ้างก็ถูกฆ่า แม้แต่คนที่ข้ารัก...ก็ไม่ต้องการข้าแล้ว ตำแหน่งกุ้ยเฟยหรือ?” นางหัวเราะอย่างขมขื่น
“วันนี้ข้าเพิ่งรู้ว่ามันไม่มีค่าแม้แต่จะทำให้สามีของข้าเชื่อคำพูดของข้าด้วยซ้ำ”
“แล้วศักดิ์ศรีเล่า...อีกทั้งน้องชายเจ้าและคนในจวน” หลี่เซวียนถามขึ้น เซี่ยเยว่หลันนิ่ง
“เจ้าบอกว่าตนไม่เหลือสิ่งใดแล้ว” เขาปล่อยมือจากผ้าเช็ดหน้า ก่อนก้มลงหยิบปิ่นหงส์ฟ้าที่ตกอยู่บนพื้น
“แต่คนที่ทำให้เจ้าต้องอับอายในคืนนี้ยังคงสุขสบายอยู่กับหญิงชั้นต่ำนั่น” เขาใช้นิ้วลูบหยาดเลือดบนปลายปิ่นออกช้าๆ
“คนที่ใส่ความเจ้าเรื่องกำไลยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ในสายตาฮ่องเต้” เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าขึ้น
“ส่วนเจ้า...” หลี่เซวียนมองนาง
“กลับคิดจะใช้ความตายรับความผิดและไม่คิดที่จะช่วยตระกูลของเจ้า”
“ข้าไม่ได้รับผิดแทนผู้ใดและข้าก็ไม่ได้หนี” เซี่ยเยว่หลันรีบทักท้วง
“แล้วเช่นนั้นเจ้าจะตายทำไม” คำถามนั้นแทงตรงเข้ากลางอก เซี่ยเยว่หลันนิ่งงันราวกับถูกคำพูดปลุกให้ตื่น
“หากเจ้าตายในคืนนี้ พรุ่งนี้คนทั้งวังจะกล่าวเช่นไร เจ้าคิดบ้างหรือไม่” นางขมวดคิ้ว หลี่เซวียนกล่าวต่ออย่างไม่ปรานี
“พวกเขาจะกล่าวว่าเซี่ยกุ้ยเฟยริษยาสนมคนใหม่ วางยาทำร้ายนาง เมื่อถูกเปิดโปงจึงอับอาย...จนฆ่าตัวตายหนีความผิด ส่วนพี่น้อง คนในจวนกจะถูกตามฆ่าอย่างน่าอนาจ” สีหน้าของเซี่ยเยว่หลันค่อยๆ เปลี่ยนไป
“ไม่...”
“เหตุใดจะไม่เล่า”
“ข้าไม่ได้ทำ” อ๋องเจ็ดยกยิ้มเย็น
“แล้วคนตายพูดได้หรือ” ประโยคนั้นทำให้นางเงียบสนิท หลี่เซวียนก้าวเข้ามาใกล้อีกหนึ่งก้าว
“หากเจ้าตายคืนนี้ ความผิดเรื่องกำไลนั่นจะติดตัวเจ้าไปตลอดกาล ชื่อของเซี่ยเยว่หลันจะกลายเป็นชื่อของหญิงไร้ค่าที่ริษยาจนคิดทำร้ายสตรีคนโปรดของฮ่องเต้” เขาหยุดก่อนเอ่ยสิ่งที่ทำให้นางกำมือแน่น
เซี่ยเยว่หลันยังคงยืนอยู่ริมหน้าต่าง ดวงตาทอดมองหิมะที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย นางค่อย ๆ หมุนตราเงินในมือ พลางใช้ปลายนิ้วลูบลายเมฆสามชั้นรอบอักษร 'เซี่ย' อย่างแผ่วเบา “เราเพิ่งรอดจากการตรวจค้น...” นางเอ่ยขึ้นช้าๆ “แต่ยังไม่พ้นอันตราย” ชิงหลัวรีบลุกขึ้น “เหนียงเหนียงหมายความว่า...” “ตรานี้” เยว่หลันยกมันขึ้นมองกับแสงจันทร์ที่มัวหมอง “ไม่ใช่หลักฐานธรรมดา” นางหรี่ตาลงจ้องมองตราเงินราวกับพินิจให้ถี่ถ้วน “หากคนผู้นั้นเพียงต้องการใส่ร้ายตระกูลเซี่ย เขาคงปล่อยให้คนของฝ่าบาทพบมันตั้งแต่แรก แต่กลับซ่อนไว้ในถุงข้างเอวของขันทีราวกับ...รอให้ใครบางคนเป็นผู้พบ” ชิงหลัวนิ่งงัน “เหนียงเหนียงทรงหมายความว่า...” “เขารอข้า” คำตอบนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลง เซี่ยเยว่หลันกำตราแน่นกว่าเดิม “คนผู้นั้นรู้ว่าข้าต้องจำตรานี้ได้ และเขามั่นใจ...ว่าข้าจะไม่ปล่อยให้มันตกไปอยู่ในมือผู้อื่น” ชิงหลัวขนลุกไปทั้งแผ่นหลัง “ถ้าเช่นนั้น...ตั้งแต่ต้นก็มีคนกำลังจับตาพระองค์อยู่หรือเพคะ” เซี่ยเยว่หลันไม่ได้ตอบเพราะคำตอบนั้น...นางเอง
เสียงเปิดตู้ไม้ดังขึ้น เสียงเลื่อนหีบที่ถูกเปิดออกเพื่อตรวจสอบ เสียงค้นชั้นหนังสือที่ดังก้องอยู่อย่างเบามือ ทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีผู้ใดกล้าทำลายข้าวของแม้แต่ชิ้นเดียว เซี่ยเยว่หลันยืนมองอยู่เงียบๆ มือข้างหนึ่งยังคงซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ ตราเงินอยู่ตรงนั้น ห่างจากสายตาทุกคนเพียงไม่กี่ชุ่น ชิงหลัวยืนอยู่ด้านหลังนายของตนแม้ภายนอกจะพยายามสงบนิ่ง แต่ฝ่ามือและใบหน้ากลับเต็มไปด้วยเหงื่อ ทุกครั้งที่องครักษ์เปิดหีบ หัวใจของนางก็เต้นแรงขึ้นหนึ่งครั้งทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามาใกล้ ลมหายใจของนางก็แทบหยุดลงแต่เซี่ยเยว่หลัน...กลับสงบนิ่งจนน่าประหลาดราวกับผู้ถูกตรวจค้นไม่ใช่นาง จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งก้านธูป องครักษ์เดินมารวมตัวกันอยู่ด้านหลังท่านเกากงกงอย่างเป็นระเบียบ “รายงาน!” องครักษ์นายหนึ่งคุกเข่าลง “ไม่พบสิ่งผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ” อีกคนรีบรายงานต่อ “ห้องเก็บตำราตรวจแล้ว ไม่พบสิ่งต้องสงสัยพ่ะย่ะค่ะ” “ห้องคลังยาเรียบร้อย ไม่พบสิ่งผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ” รายงานดังขึ้นทีละคน เกากงกงพยักหน้าเบาๆ แต่ยังไม่ทันเอ่ยอะไร องคร
“เหนียงเหนียง” ชิงหลัวเดินเข้ามา “เราควรนำตราไปถวายฝ่าบาทหรือไม่เพคะ?” มือของเยว่หลันหยุดนิ่ง หลี่จิ้งเหยียน...หากเป็นเมื่อก่อน นางคงนำมันไปหาเขาโดยไม่ลังเล แต่ตอนนี้... “ยัง” “แต่หากฝ่าบาททรงทราบภายหลังว่าพระองค์ซ่อนหลักฐาน...” “ข้ารู้” เยว่หลันตัดบท “เพราะฉะนั้นก่อนที่พระองค์จะรู้ ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าคนผู้นั้นเอาตราของท่านพ่อมาจากไหน” สีหน้าของนางกังวลอย่างชัดเจน “เหนียงเหนียงคิดว่ามีคนจงใจใส่ร้ายตระกูลเซี่ยหรือเพคะ?” “ไม่รู้” นางตอบ “แต่หากต้องการใส่ร้ายข้า เหตุใดต้องใช้ตราที่หายไปหลายปี?” ชิงหลัวนิ่งไป “คนที่ทำเรื่องนี้...” เยว่หลันก้มมองอักษร ‘เซี่ย’ “ต้องรู้จักตระกูลเซี่ยเป็นอย่างดี” และอาจรู้จักดีมากเสียด้วย ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าดังขึ้นนอกห้องก็ดังขึ้น บ่าวอีกคนรีบเคาะประตูเข้ามาในตำหนักอย่างร้อนรน “เหนียงเหนียง!” นางกำนัลคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องพลางก้มหน้านิ่ง เซี่ยเยว่หลันรีบเก็บตราเข้าแขนเสื้อ “มีอะไร...เข้ามาโดยข้าไม่สั่งเยี่ยงนี้”
“ทุกคนออกไปก่อน” “เพคะ” เหล่านางกำนัลต่างถอยออกไป “ชิงหลัว เจ้าอยู่” “เพคะเหนียงเหนียง” เมื่อภายในห้องเหลือเพียงสองคน เซี่ยเยว่หลันจึงเดินไปยังโต๊ะไม้ข้างหน้าต่าง นางไม่ได้นั่งเพียงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ก่อนค่อยๆ ดึงมือออกจากแขนเสื้อ กึก ตราเงินชิ้นหนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะ ชิงหลัวมองตามเพียงเห็นลวดลายบนตรา ใบหน้าของนางกำนัลก็ซีดเผือดทันที “เหนียงเหนียง...ทำไม” เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าขึ้น “เจ้าจำได้?” ชิงหลัวไม่ได้ตอบนางก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนหยิบตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะมาวางข้างตรา แสงไฟส่องลงบนลายเมฆสามชั้นที่ล้อมรอบอักษร ‘เซี่ย’ มือของชิงหลัวเริ่มสั่น แววตาของนางขณะนี้มากมายไปด้วยคำถาม “ตรานี้อยู่กับพระองค์ได้อย่างไรเพคะ?” เซี่ยเยว่หลันหรี่ตา “ตอบข้าก่อน เจ้ารู้จักมันหรือไม่” “รู้จักเพคะ” คำตอบนั้นทำให้หัวใจของเยว่หลันหนักอึ้ง “มันเป็นตราของจวนเซี่ยจริงใช่มั้ย?” ชิงหลัวเม้มริมฝีปาก ก่อนพยักหน้า “เพคะ” ห้องทั้งห้องพลันเงียบลง เซี่ยเยว่หลันมองตราเงินบนโต๊ะ แม้นางจะจำลวดลายไ
“เมื่อครู่ในท้องพระโรง” หลี่เซวียนมองนาง เซี่ยเยว่หลันไม่หลบสายตา “ท่านมองแขนเสื้อข้า” ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง เกล็ดหิมะตกลงบนไหล่ของชายหนุ่ม หลี่เซวียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “กุ้ยเฟยกำลังอยากถามเรื่องใดกันแน่” “ท่านรู้ดี...ว่าข้าถามเรื่องใด” หลี่เซวียนยกยิ้มอย่างพอใจ “ข้าไม่แน่ใจ” “หลี่เซวียนอ๋อง” ครั้งนี้นางเรียกชื่อเขาตรงๆ รอยยิ้มบนใบหน้าชายหนุ่มยิ่งชัดขึ้น “ในที่สุดก็เลิกเรียกข้าว่าอ๋องเจ็ดเสียที” เซี่ยเยว่หลันขมวดคิ้ว “ข้าไม่ได้ล้อเล่น” “ข้าก็ไม่ได้ล้อเล่น” เขาเดินกลับมาหยุดตรงหน้านาง “เจ้ากำลังกลัวว่าข้าเห็นบางสิ่งที่ไม่ควรเห็น” หัวใจเยว่หลันกระตุก “ท่านเห็นจริงๆ” หลี่เซวียนไม่ตอบเพียงทอดสายตามายังนางอย่างอ่านไม่ออก “ถ้าข้าเห็นแล้วอย่างไร...ถ้าข้าไม่เห็นแล้วอย่างไร” น้ำเสียงของเขาเย็นเฉียบยิ่งกว่าหิมะที่โปรยปราย เซี่ยเยว่หลันจ้องเขากลับอย่างไม่ลดละ “หากเห็น...เหตุใดไม่พูดต่อหน้าฝ่าบาท” คำถามนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าหลี่เซวียนค่อยๆ จางลง
“เยว่หลัน” ไทเฮาเรียกอีกครั้ง “เพคะ เสด็จแม่” “คืนนี้เจ้ากลับตำหนักจี้เห่อเสีย” เซี่ยเยว่หลันชะงัก ตำหนักจี้เห่อ...ราชโองการกักบริเวณยังไม่ครบกำหนด การที่นางมาอยู่ที่นี่คืนนี้ได้ก็เพราะไทเฮาเสด็จไปรับนางออกมาด้วยพระองค์เอง หากกลับไปนางก็ยังเป็นเซี่ยกุ้ยเฟยผู้ถูกกักบริเวณเช่นเดิม “เพคะ” นางรับคำโดยไม่มีท่าทีต่อต้าน ไทเฮาทอดพระเนตรนาง ก่อนสายพระเนตรจะเลื่อนไปยังบุรุษอีกคน “เซวียนเอ๋อร์” หลี่เซวียนที่ยืนอยู่ไม่ไกลก้าวเข้ามา “ลูกอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ” “ไปส่งเยว่หลันกลับตำหนักจี้เห่อให้ข้า” ท้องพระโรงที่กำลังมีเสียงเคลื่อนไหวเงียบลงไปชั่วขณะ เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าทันที หลี่จิ้งเหยียนเองก็หันกลับมาด้วยสายตาเรียบนิ่งเช่นกัน “เสด็จแม่” พระสุรเสียงดังขึ้นก่อนที่หลี่เซวียนจะรับคำ ไทเฮาหันมองโอรสองค์โต “มีอะไร” “ไม่จำเป็นต้องรบกวนอ๋องเจ็ดหรอกพ่ะย่ะค่ะ” หลี่จิ้งเหยียนตรัสเรียบๆ “ลูกจะให้กององครักษ์ไปส่งกุ้ยเฟยเอง” ไทเฮามองพระองค์ “ข้าไม่ได้ถามว่าตำหนักจี้เห่อขาดองครักษ์หรือไม่” หลี่จิ้งเหยียนนิ่ง







![ขย่มรัก ขย่มบัลลังก์ [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)