เข้าสู่ระบบ
เสียงฆ้องมงคลระคนเสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นจากประตูชั้นนอกของวังหลวง ยามเฉินที่เป็นฤกษ์มงคลของมังกรนั้นถูกเตรียมไว้สำหรับเจ้าสาวคนโปรดคนใหม่ เพียงไม่นานเสียงประทัดดังก็ประสานกับเสียงดนตรีแห่รับ แข่งกันก้องไปทั่วกำแพงวังสีชาด ริ้วผ้าแดงหลายเส้นทอดยาวตั้งแต่ประตูเสวียนอู่ ผ่านถนนหลวงภายในเขตพระราชฐานไปจนถึงตำหนักที่เพิ่งได้รับการตกแต่งใหม่อย่างวิจิตรตระการตา
ขบวนเกี้ยวแปดคนหามเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า เปรียบดั่งคมมีดบางเฉียบที่เฉือดเฉือนหัวใจของคนฟัง เมื่อขบวนเคลื่อนผ่านเหล่านางกำนัลขันทีสองข้างทางต่างก้มศีรษะน้อมรับผู้มาเยือนอย่างนอบน้อม ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง ทว่าทุกคนล้วนรู้ดีว่าหญิงที่นั่งอยู่หลังม่านไหมแดง ผู้ที่มีวาสนาและอาจได้เป็นหงส์เคียงกายฮ่องเต้ในสักวันนั้นคือใคร
ซูหว่านหนิง
หญิงสาวรูปโฉมงดงามจนฝ่าบาทถึงกับไปเชิญและทรงรับเข้าวังด้วยพระองค์เอง หญิงที่ยังไม่ทันเหยียบเข้าประตูวัง ก็ได้รับพระราชทานตำหนักซึ่งอยู่ใกล้ตำหนักเฉียนชิงยิ่งกว่าสนมคนใดและเป็นหญิงที่คนทั้งวังต่างลอบกล่าวกันว่า นับจากวันนี้ วังหลังคงมีนายหญิงคนใหม่แล้ว
ห่างออกไปจากความครึกครื้นนั้น ตำหนักจี้เห่อ...ที่เคยอบอวลไปด้วยความรักกลับเงียบสงัดเสียจนได้ยินเสียงลมหนาวลอดผ่านช่องหน้าต่าง เซี่ยเยว่หลันยืนอยู่ใต้ชายคาตำหนัก ใบหน้าขาวเนียนสวยงาม ตากลมโต จมูกโด่งเป็นสันรับกับปากกระจับสีแดงระเรื่อ ใบหน้าที่เคยถูกขนานนามว่างามที่สุดในใต้หล้าบัดนี้ดูเศร้าหมอง อาภรณ์สีขาวนวลราวกับคนไว้ทุกข์พลิ้วไหวตามสายลม เรือนผมดำขลับถูกเกล้าไว้อย่างเรียบง่าย มีเพียงปิ่นวาบวับชิ้นหนึ่งที่ประดับเด่นอยู่เหนือมวยผม
นางเหม่อมองขบวนสีแดงที่เคลื่อนผ่านกำแพงตำหนักไกลออกไป นานเสียจนดวงตาเริ่มพร่ามัวด้วยมวลของน้ำตาที่กลั้นไว้แทบไม่อยู่
“วันนี้แล้วสินะ...” ริมฝีปากซีดขยับแผ่วเบา วันนี้แล้ว...วันที่หญิงคนโปรดของเขาจะได้เชิดหน้าเชิดตาอยู่ในวังหลวงอย่างสง่างาม ไม่ต้องหลบซ่อนหนีออกจากวังเพื่อไปพบหน้าอีก เซี่ยเยว่หลันยกยิ้มอย่างขมขื่น ในที่สุดเขาก็ได้เคียงคู่กับนางในดวงใจสมอย่างที่ตั้งใจ
เมื่อก่อนยามมีสตรีใหม่เข้าวัง ขันทีจากสำนักพระราชวังจะนำบัญชีรายชื่อมาให้นางตรวจสอบเสมอ ตำหนักใดควรจัดให้ เครื่องประดับใดสมควรพระราชทานให้ จำนวนนางกำนัลและขันทีเท่าใดจึงจะเหมาะสมถึงนางจะไม่มีตราหงส์อยู่ในมือ แต่คนทั้งวังก็รู้ว่า เซี่ยกุ้ยเฟยคือผู้ใด...
นางคือสตรีที่อยู่เคียงข้างหลี่จิ้งเหยียนมาตั้งแต่ก่อนเขาจะได้เป็นรัชทายาท เป็นหญิงที่เขาเคยจับมือแล้วเคยร้องขอนางว่า
‘เยว่เยว่ รอข้านะ...วันที่ข้าได้ครองใต้หล้า เจ้าจะเป็นหงส์เพียงหนึ่งเดียวที่ยืนเคียงมังกร’
คำขอที่นางเฝ้ายึดมั่นจากปีนั้นถึงปีนี้ จนวันที่เขาขึ้นครองบัลลังก์ จนวันที่ตำหนักบูรพากลายเป็นวังหลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และจนวันที่หญิงสาวในวันวานได้กลายเป็นเซี่ยกุ้ยเฟยในวันนี้แต่ราชโองการแต่งตั้งฮองเฮา...ที่นางเฝ้ารอจากเขากลับไม่เคยมาถึง
“เหนียงเหนียง” ชิงหลัว นางกำนัลข้างกายเอ่ยเรียกอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นร่างบอบบางยืนนิ่งอยู่
“บ่าวให้คนสืบหาข่าวของสกุลเซี่ยแล้วแต่ยังไม่พบข่าวคราวเลยเพคะ” เซี่ยเยว่หลันนิ่งไม่ได้ตอบ ดวงตายังคงจับอยู่ที่ริ้วผ้าแดงซึ่งค่อยๆ หายไปหลังกำแพง วันนี้เป็นวันมงคลของฮ่องเต้แต่นางกลับต้องมาฟังข่าวร้ายของสกุลตัวเอง
“แถวถนนหลานโจว...ชุมทางเสียนฮูก็ไม่พบเหรอ”
“เพคะ บ่าวให้คนสืบหาจนทั่ว แต่ก็ไม่รู้ว่า นายน้อยอวี้หลิงพาคนในจวนไปหลบที่ใดกัน”
“เหตุใดข้าจึงไม่รู้ว่า คนในจวนถูกลอบฆ่า แล้วน้องชายของข้าบัดนี้ไปอยู่ที่ใดกัน” เสียงของเซี่ยเยว่หลันสั่นเครือ สกุลเซี่ยภักดีต่อฝ่าบาทมาทุกรุ่นแม้พ่อของนางจะสิ้นใจในสนามรบแต่ทุกคนในจวนก็ยืนหยัดเพื่อฝ่าบาท แต่วันนี้ฮ่องเต้กำลังสำราญใจในขณะที่นางและคนในจวนกำลังพบเจอกับความเดือดร้อน
“เหนียงเหนียง...บ่าวจะรีบให้คนของเราเร่งสืบข่าวเพคะ” ชิงหลัวคุกเข่าลงเกาะชายกระโปรงของหญิงสาว
“ข้าต้องบอกฝ่าบาทเรื่องนี้ สกุลเซี่ยทำความดีความชอบเพื่อราชสำนัก...ไม่ควร ไม่ควรเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”
เสียงมงคลยังคงดังอย่างช่างน่าประหลาดคล้ายเสียงล้อเลียนของโชคชะตา วันนี้ทั้งวังต่างยินดีต้อนรับหญิงคนหนึ่ง แต่เหตุใดนางจึงรู้สึกราวกับกำลังร่วมงานศพของตนเอง ทั้งคนรักกำลังจะแต่งงานใหม่ ทั้งครอบครัวที่สูญหายไป เซี่ยเยว่หลันหลุบตาลง นางไม่รู้ว่าต้องทำใจยังไงกับสิ่งที่เผชิญอยู่
“ปิดประตูเถิดชิงหลัว” นางเดินมานั่งลงที่ตั่งที่นั่งที่เดิมที่เคยนั่งเคียงคู่กับเหนือหัว
“เหนียงเหนียง...”
“ข้าบอกให้ปิด คงไม่มีผู้ใดมาแล้ว” ประตูตำหนักจี้เห่อค่อยๆ ปิดลง เสียงครึกครื้นด้านนอกจึงเหลือเพียงเสียงเลือนรางราวกับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนในความเงียบ
เซี่ยเยว่หลันไม่ได้ถอย นางมองหน้าซูเฟยนิ่ง “ข้าดูหมิ่นเจ้าตรงไหน?” “พระองค์เปรียบหม่อมฉันเป็นสุนัข!” “ข้าบอกว่าเจ้าคือสุนัขหรือ?” เซี่ยเยว่หลันถามกลับอย่างใจเย็น “ข้าเพียงเล่าเรื่องของข้าให้เจ้าฟัง หากเจ้าฟังแล้วคิดว่าตนเองเป็นสุนัข...” นางยักไหล่เบาๆ “ข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้” “เจ้า!” ซูเฟยหมดความอดทนในที่สุด มือข้างหนึ่งยกขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียะ แต่ฝ่ามือนั้นยังไม่ทันตกถึงใบหน้าของเซี่ยเยว่หลัน ร่างของสตรีอีกคนกลับก้าวเข้ามาขวางตรงกลางเสียก่อน “หยุดนะ!” เสียงของจื่อจิ่วหลินดังขึ้นอย่างเย็นเยียบ ซูเฟยชะงัก แต่แรงที่องค์หญิงผลักออกไปกลับเกิดขึ้นในวินาทีต่อมา พลั่ก! ร่างของซูเฟยเซถอยหลังอย่างแรง ก่อนเสียหลักล้มลงกับพื้น ปิ่นผมที่ประดับอยู่บนศีรษะหลุดออกจากผม เส้นผมบางส่วนคลายตัวลงมาปรกไหล่ เหล่านางกำนัลที่ติดตามมาด้วยต่างตกใจจนรีบคุกเข่าลง “พระสนม!” ชิงหลัวเองก็เบิกตากว้าง ส่วนเซี่ยเยว่หลัน...ยืนนิ่งอยู่กับที่ นางมองจื่อจิ่วหลินอย่างคาดไม่ถึง องค์หญิงยืนบังนางอยู่ด้านหน้า สีหน้าสงบนิ่งราวกับเมื่อ
ก่อนที่นางจะก้าวพ้นระเบียง เสียงของซูเฟยก็ดังขึ้นด้านหลังอีกครั้ง “เซี่ยกุ้ยเฟย” เซี่ยเยว่หลันหยุดฝีเท้า นางหันกลับไปช้าๆ ซูเฟยยืนอยู่ที่เดิม รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้า ทว่าแววตากลับไม่ได้มีความเป็นมิตรอยู่แม้แต่น้อย “มีอะไรหรือ?” “หม่อมฉันเพียงอยากเตือนกุ้ยเฟยสักเรื่องเพคะ” “เตือนข้า?” เซี่ยเยว่หลันเลิกคิ้วเล็กน้อย “เรื่องอะไร?” ซูเฟยเดินเข้ามาใกล้อีกสองก้าว ก่อนลดเสียงลง “ถึงอย่างไรฝ่าบาทก็ยังทรงเป็นพระสวามีของพระองค์นะเพคะ” เซี่ยเยว่หลันนิ่ง “หม่อมฉันคิดว่า...บางครั้งพระองค์ก็ควรวางตัวให้เหมาะสม” ชิงหลัวที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับขมวดคิ้ว แต่เซี่ยเยว่หลันกลับหัวเราะเบาๆ “ซูเฟย” “เพคะ?” “เจ้ากำลังเตือนข้าเรื่องการวางตัว?” “หม่อมฉันเพียงหวังดี” “เช่นนั้นข้าก็ขอบใจ” เซี่ยเยว่หลันพยักหน้าอย่างจริงใจเสียจนซูเฟยชะงัก “แต่ก่อนจะเตือนคนอื่น...” นางก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายเล็กน้อย “เจ้าควรเตือนตัวเองเสียก่อน” รอยยิ้มของซูเฟยหายไป “หมายความว่าอย่างไรเพคะ?”
เซี่ยเยว่หลันทำสีหน้าครุ่นคิดหนักขึ้น หากไม่ได้กลับไปในตอนนี้...นางอาจไม่มีวันได้เห็นเอกสารที่อยู่ในห้องลับด้วยตาตนเองแต่การกลับไปยังจวนร้างสกุลเซี่ยในเวลานี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สถานที่แห่งนั้นถูกจับตามองอยู่แน่นอน “เราต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้เพคะ” เซี่ยเยว่หลันเอ่ยเสียงเบา “หากพวกมันรู้ว่าพวกเราพบกุญแจแล้ว ห้องลับนั้นอาจถูกกำจัดก่อนที่เราจะไปถึง” หลี่เซวียนพยักหน้า “ข้าก็คิดเช่นนั้น” “แต่ถ้าชักช้า...” “ก็อาจไม่เหลือหลักฐาน” ทั้งสองสบตากันความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างพวกเขาอีกครั้ง ทว่าในจังหวะนั้นเอง...เสียงหวานของสตรีผู้หนึ่งกลับดังขึ้นจากด้านหลัง “โอ้...ไม่คิดว่าจะได้พบเซี่ยกุ้ยเฟยที่นี่เลยเพคะ” เซี่ยเยว่หลันชะงัก หลี่เซวียนเองก็หันกลับไปพร้อมกัน ปลายระเบียงปรากฏร่างของสตรีในชุดสีแดงเข้มปักลายดอกโบตั๋น เดินเข้ามาช้าๆ พร้อมนางกำนัลและขันทีติดตามอยู่ด้านหลัง ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มงดงาม แต่สายตากลับแฝงความท้าทายเอาไว้ชัดเจน ซูเฟย เซี่ยเยว่หลันมองนางนิ่งๆ ไม่คิดเลยว่า...สต
หลังการประชุมสิ้นสุดลงทุกคนทยอยออกจากท้องพระโรง เซี่ยเยว่หลันเดินตามหลี่จิ้งเหยียนออกมาโดยไม่พูดอะไร นางพยายามเก็บสีหน้าให้สงบ พยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ทันทีที่เดินพ้นประตูท้องพระโรง เสียงของหลี่เซวียนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “เยว่หลัน” นางหยุดแต่ไม่หันกลับไป “มีอะไรหรือเพคะ?” น้ำเสียงนั้นสุภาพจนผิดปกติ หลี่เซวียนเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง “เจ้าโกรธข้าหรือ?” เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าขึ้น “หม่อมฉันไม่มีสิทธิ์โกรธพระองค์เพคะ” คำตอบนั้นทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป “เจ้าอย่าพูดเช่นนั้น” “แล้วจะให้หม่อมฉันพูดอย่างไร?” ดวงตาของนางแดงขึ้น “เมื่อครู่พระองค์รับราชโองการต่อหน้าทุกคน” “เพราะข้าไม่ต้องการให้เจ้าต้องถูกลากเข้าไปในเรื่องนี้” “แต่หม่อมฉันก็เจ็บอยู่ดี!” เสียงของนางสั่นขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ หลี่เซวียนนิ่ง เซี่ยเยว่หลันพยายามกลั้นน้ำตา “เมื่อคืนพระองค์ยังบอกหม่อมฉันว่าจะไม่แต่งกับใคร วันนี้พระองค์กลับรับราชโองการต่อหน้าหม่อมฉัน แล้วจะให้หม่อมฉันคิดอย่างไร?” หลี่เ
หลี่เซวียนกำมือแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อเขาไม่ได้ตอบในทันที สายตาของเขายังคงจับอยู่ที่เซี่ยเยว่หลัน แม้เพียงชั่วครู่เดียว แต่สำหรับนางกลับยาวนานราวกับผ่านไปหลายปี นางเห็นคำถามในดวงตาของเขาและในที่สุด...นางก็เข้าใจ เขาไม่ได้ถามว่านางรักเขาหรือไม่ เขากำลังถามว่า...หากเขาก้าวออกจากเส้นทางที่ฮ่องเต้ขีดไว้ นางจะยอมเดินไปพร้อมกับเขาหรือไม่ เซี่ยเยว่หลันอยากตอบว่า ใช่ อยากบอกเขาว่านางไม่กลัวอะไรอีกแล้วแต่ภาพบิดามารดา ภาพตระกูลเซี่ยที่ถูกกวาดล้าง และภาพอวี้หลิงที่ต้องหลบหนีเอาชีวิตรอดกลับผุดขึ้นมาในหัว นางไม่อาจเห็นเขาทิ้งทุกสิ่งเพื่อความรักของพวกเขาได้ ริมฝีปากของนางจึงขยับเพียงเล็กน้อย 'อย่า...' ไม่มีเสียงใดหลุดออกมาแต่หลี่เซวียนเห็น เขาเห็นชัดเจน และในวินาทีนั้นเอง...แววตาของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับเข้าใจสิ่งที่นางต้องการจะบอก เขาหันกลับไปหาหลี่จิ้งเหยียน “กระหม่อมขอทูลตอบพ่ะย่ะค่ะ” ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ หลี่จิ้งเหยียนทอดพระเนตรน้องชาย “ตอบมา” หลี่เซวียนสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ก่อนกล่าวว่า “กระหม่อม...รับราชโองการพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยเ
หลี่จิ้งเหยียนไม่ได้ตรัสสิ่งใดอีก พระองค์เพียงทอดพระเนตรเซี่ยเยว่หลันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ราวกับเรื่องเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น ทว่าไม่มีใครในโต๊ะเจรจาคิดเช่นนั้น หลี่เซวียนยังคงนั่งนิ่งอยู่ข้างองค์หญิงจื่อจิ่วหลิน แต่ปลายนิ้วของเขากลับกำเข้าหากันแน่นขึ้นใต้แขนเสื้อ เขารู้ดี...ความเงียบของเสด็จพี่ไม่เคยหมายความว่าเรื่องนั้นจบแล้วและครั้งนี้ก็เช่นกัน ผ่านไปครู่หนึ่ง หลี่จิ้งเหยียนจึงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เสียงกระทบของถ้วยกับจานรองดังขึ้นเพียงเบาๆ แต่กลับทำให้คนทั้งห้องเงียบลงโดยพร้อมเพรียง พระองค์ทอดพระเนตรไปยังเจ้าเมืองอู่หนาน “เรื่องเสบียงเอาตามนี้” “พ่ะย่ะค่ะ” “ส่วนเรื่องที่สอง...” หลี่จิ้งเหยียนหยุด สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังหลี่เซวียน “ข้ามีอีกเรื่องที่ต้องประกาศต่อหน้าทุกคน” หัวใจของเซี่ยเยว่หลันกระตุกวูบ หลี่เซวียนเองก็เงยหน้าขึ้นทันที องค์หญิงจื่อจิ่วหลินเองก็ชะงักเล็กน้อยแม้แต่เจ้าเมืองอู่หนานยังรีบวางถ้วยชาในมือลง “เรื่องอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เจ้าเมืองถามอย่างระมัดระวัง หลี่จิ้งเหยียนไม่ได้







