LOGIN“เย็นนี้เตรียมตัวให้พร้อม... ฉันจะพาเธอออกงาน”
“งาน? งานอะไรคะคุณดรัณ” ปรินดาทวนคำด้วยน้ำเสียงตื่นหนก เธอไม่คิดว่าผู้หญิงที่อยู่ในสถานะนางบำเรออย่างเธอจะต้องออกไปปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน
“งานแฟชั่นโชว์การกุศลของมูลนิธิเด็กและสตรี เป็นงานเดิมของคุณแม่น่ะ” เขาตอบด้วยท่าทีเรียบเฉย ราวกับเป็นเรื่องปกติ
“ฉันสั่งให้คนเตรียมชุดไว้ให้เธอในห้องแต่งตัวหลายชุดเลย ถูกใจชุดไหนก็เลือกมาใส่ให้ฉันดูก่อน”
“คุณ... ไปเลือกเองไม่ได้เหรอคะว่าจะให้แก้มใส่ชุดไหน” เธอถามอย่างเกรงใจ เพราะรู้ดีว่ารสนิยมของเขานั้นร้อนแรงเกินกว่าที่เธอจะรับมือไหว
“ไม่ได้... เธอต้องเป็นคนใส่มาให้ฉันดู แล้วฉันจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าชุดไหนที่เหมาะสมกับเธอ” คำสั่งเผด็จการนั้นมาพร้อมกับสายตาที่ไล้เลียงไปตามสัดส่วนของเธออย่างมีความหมาย
“ค่ะ... งั้นแก้มขอกลับห้องไปอาบน้ำก่อนนะคะ แล้วจะเลือกใส่ชุดมาให้คุณดู”
“ดีมาก... อยู่ที่นี่ห้ามดื้อกับฉัน รู้ไหม” มือหนาเชยคางมนขึ้นสบตา บ่งบอกว่าเขาคือเจ้าชีวิตที่เธอไม่อาจขัดขืน
“ค่ะ...”
หลังจากชำระร่างกายจนสดชื่น ปรินดาก็มายืนเลือกชุดที่จะสวมใส่ตามคำสั่งของดรัณ ภายในห้องแต่งตัวกว้างขวางมีชุดราตรีหรูหราแขวนเรียงรายอยู่หลายชุด แต่ละชุดล้วนตัดเย็บจากผ้าเนื้อดีและมีดีไซน์ที่เน้นโชว์ส่วนเว้าส่วนโค้ง
ปรินดาพยายามเลือกชุดที่ดูเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะหาได้ เธอหยิบเดรสยาวสีสุภาพที่ปิดมิดชิดตั้งแต่ช่วงคอออกมาสวมแล้วเดินออกไปหาเขาที่นั่งรออยู่ในห้องนอนของเขา
ดรัณกวาดสายตามองเพียงแวบเดียวก็ส่ายหน้า
“ชุดนี้เรียบร้อยเกินไป... ไปเปลี่ยนมาใหม่”
ชุดที่สอง... ชุดที่สาม... ไม่ว่าเธอจะเลือกชุดไหน ดรัณก็มักจะปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่ามันธรรมดาเกินไป จนกระทั่งมาถึงชุดสุดท้ายที่ซ่อนอยู่ในถุงคลุมมิดชิด มันคือชุดที่น้องสาวของเขาเคยบอกว่าดรัณเป็นคนเลือกเองกับมือ
ปรินดาจำใจสวมมันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทันทีที่รูดซิปขึ้นจนสุด เธอถึงกับต้องกลั้นหายใจ ชุดเดรสเกาะอกสีหวานปักคริสตัลนั้นรัดรึงไปตามส่วนโค้งเว้าดุจผิวหนังชั้นที่สอง ผ้าแพรเนื้อละเอียดแนบสนิทไปกับหน้าท้องแบนราบและสะโพกกลมกลึง แต่ที่ทำให้เธอหน้าร้อนผ่าวที่สุดคือช่วงอก
ชุดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นทรวงทรงโดยเฉพาะ มันดันเต้านมอวบอิ่มของเธอให้ชูชันขึ้นมาจนเกือบจะทะลักพ้นขอบลูกไม้ที่ประดับคริสตัล ทุกครั้งที่เธอหายใจ เนินเนื้อขาวผ่องจะขยับไหวอย่างยั่วเย้า
ปรินดาเดินกอดอกออกมาจากห้องแต่งตัวด้วยความไม่มั่นใจ
“คุณดรัณ... ชุดนี้มัน... มันดูโป๊ไปไหมคะ”
ดรัณลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินเข้ามาหาเธอช้าๆ สายตาของเขาจดจ้องอยู่ที่ปทุมถันคู่สวยที่บัดนี้ดูโดดเด่นและเย้ายวนใจจนเขาลอบกลืนน้ำลาย มือหนาเอื้อมมาจับมือเธอที่กอดอกอยู่ให้ปล่อยออก เผยให้เห็นความงดงามที่เขาเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียว
“สวย...ไม่คิดเลยว่าชุดนี้จะเหมาะและเข้ากับเธออย่างที่สุด” เขากระซิบเสียงพร่า พลางใช้นิ้วอุ่นลากไล้ตามรอยหยักของขอบชุดที่เบียดชิดกับเนินอก
“เธอใส่ชุดนี้แหละ โอเค ไปเปลี่ยนได้ แล้วมาอาบน้ำให้ฉัน”
“แล้วคุณทำไมไม่อาบเองคะ...” เธอพยายามประท้วง ทว่าแรงดึงดูดจากสายตาของเขากลับทำให้เธอใจสั่น
“ฉันบอกว่าไง อยู่ที่นี่ห้ามดื้อกับฉัน”
“ค่ะ แก้มเข้าใจแล้ว”
แสงไฟสปอตไลต์สว่างจ้าสาดส่องลงบนแคทวอล์กยาวเหยียดกลางห้องจัดเลี้ยงสุดหรูของโรงแรมระดับห้าดาว กลิ่นอายความหรูหราอบอวลไปทั่วงานที่จัดขึ้นโดยเหล่าคุณหญิงคุณนายผู้สูงศักดิ์ เพื่อระดมทุนมอบให้มูลนิธิเด็กและสตรี
เสียงดนตรีบรรเลงเร้าอารมณ์ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างระหงที่ทำให้คนทั้งฮอลล์ถึงกับตกอยู่ในความเงียบงัน... ปรินดาถูกเลือกให้เดินในชุดฟินาเล่ปิดท้ายงานอย่างที่เธอเองก็ไม่ทันตั้งตัว สตาฟสาวประเภทสองร่างเพรียวส่งสัญญาณพลัน เชื้อเชิญนางแบบกิตติมศักดิ์ให้ออกไปอวดโฉมสะกดสายตาทุกคู่
ชุดที่เธอสวมใส่คือชุดสยามนพรัตน์สิริเป็นชุดเดรสราตรีร่วมสมัยที่สั่งตัดเย็บพิเศษ ตัวเสื้อเป็นเกาะอกเว้าลึกทรงหัวใจ ตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่ทอมือสีทองอร่ามสลับลายเปลือกไม้รัดรึงเข้ากับรูปทรงนาฬิกาทรายของเธออย่างไร้ที่ติ ความฟิตแน่นของตัวเสื้อดันทรวงทรงอวบอิ่มให้ชูชันดูหมิ่นเหม่จนแทบจะทะลักพ้นขอบลูกไม้สีทองที่ประดับด้วยทับทิมเม็ดเล็กๆ
ความอลังการอยู่ที่สไบไหล่เดี่ยวแบบซีทรูยาวกรอมพื้น ปักดิ้นทองเป็นลวดลายกนกเครือเถาพริ้วไหวตามจังหวะการเดิน ทุกครั้งที่เธอขยับกาย ชายกระโปรงที่ผ่าสูงขึ้นมาถึงโคนขาอ่อนจะเผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนดุจลำเทียนที่ก้าวสลับไปมาอย่างมั่นใจทว่าอ่อนช้อย
บนศีรษะและลำคอประดับด้วยเครื่องประดับทองโบราณที่เข้าชุดกัน ส่งให้ปรินดาในนาทีนี้ดูไม่ต่างจากนางอัปสรที่หลุดออกมาจากภาพวาดโบราณ ทั้งสูงศักดิ์ สง่างาม แต่กลับยั่วยวนอารมณ์ดิบในกายบุรุษอย่างรุนแรง
ก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างามทว่าแฝงไปด้วยความประหม่าที่ยิ่งดูน่าทะนุถนอม ทุกย่างก้าวที่เรียวขาขาวเนียนโผล่พ้นรอยผ่าสูงของกระโปรง เรียกสายตาคมกริบของบุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดให้จดจ้องไม่วางตา
ดรัณนั่งมองดูผู้หญิงของเขาบนเวทีด้วยหัวใจที่เต้นรัว ความภาคภูมิใจปนขุ่นมัวตีรวนอยู่ในอก เขาภูมิใจที่เธอสวยสง่าเหนือใคร แต่ก็หึงหวงจนอยากจะกระชากเธอลงจากเวทีมาซ่อนไว้ไม่ให้ชายใดได้ยล ทันทีที่การเดินแบบจบลงและเธอกลับเข้าหลังเวที เขาจึงไม่รอช้าที่จะสาวเท้าตามเข้าไปหา ปรินดารีบตรงไปยังห้องเปลี่ยนตัว สตาฟช่วยกันถอดชุดอลังการนั้นออกอย่างระมัดระวัง
แม้ชุดเดิมจะเรียบง่ายกว่าชุดฟินาเล่ แต่มันกลับรัดรึงเน้นสัดส่วนของเธอให้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะความรู้สึกแน่นที่หน้าอกซึ่งเธอยังไม่ชินเสียที ปรินดายืนหอบหายใจน้อยๆ หน้ากระจก พยายามรวบรวมสติก่อนจะเดินออกไปพบเขา
“เป็นไงบ้าง... ยังประหม่าอยู่มั้ย” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้น สายตาของเขาไม่ได้มองหน้าเธอเลย แต่มันกลับหยุดนิ่งอยู่ที่เต้านมอวบอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจอยู่ภายใต้เดรส
“ไม่... ไม่แล้วค่ะ” เธอตอบเสียงสั่น แต่เขากลับก้าวเข้ามาประชิดตัวเสียก่อน
“ชุดเมื่อกี้สวยดี... แต่ฉันเกลียดที่ไอ้พวกนั้นที่มองเธอ” ดรัณกระซิบชิดใบหู พลางใช้นิ้วหยาบกร้านลูบไล้ไปตามขอบเกาะอกที่รัดแน่นจนเนื้อนิ่มล้นออกมา ปรินดาหน้าแดงก่ำ รู้ดีว่าค่ำนี้คงหนีไม่พ้นการชดใช้หนี้ด้วยร่างกายอีกรอบเป็นแน่!
“เรากลับกันเลยมั้ยคะ” ปรินดารีบถาม
“ได้สิ ต่อไปนี้เธอย้ายมานอนที่ห้องฉันนะ” คนรับฟังขมวดคิ้ว นี่เขาบอกกันตรง ๆ อย่างนี้เลยเหรอ พอพูดจบเขาก็จูงมือเธอกลับไปเลยเธอไม่คิดว่าดรัณจะเป็นคนหื่นกามเช่นนี้
หลังจากกล้ำกลืนความประหม่าจากงานเลี้ยงกลับมาถึงคฤหาสน์ ปรินดาจัดการอาบน้ำชำระร่างกายเพื่อหวังจะให้ความเย็นของน้ำช่วยดับความว้าวุ่นในใจ ทว่าเมื่อก้าวออกมาจากห้องน้ำ เธอก็พบว่าร่างสูงกำยำของดรัณนอนเหยียดยาวหลับตานิ่งอยู่บนเตียงกว้างในสภาพกึ่งเปลือย
หลังจากที่เธอแกล้งอาบน้ำนานขึ้น ก็ดูเหมือนว่าเขาจะหลับใหลไปเพราะความเหนื่อยล้า หญิงสาวสาวเท้าเข้าไปใกล้เตียงอย่างเงียบ ๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่ยืนมองใบหน้าหล่อเหลานั้น ไรหนวดเคราจางๆ ยิ่งส่งเสริมให้เขาดูมีเสน่ห์น่าดึงดูด เธอไม่แปลกใจเลยที่เขาจะมีผู้หญิงดาหน้าเข้ามาหามากมายในงานเลี้ยง
“มานอนสิ... มัวยืนทำอยู่ทำไม” หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวเมื่อคนตรงหน้าที่ดูเหมือนหลับ ส่งเสียงทุ้มต่ำออกมาทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม ปรินดาค่อยๆ นั่งลงบนขอบเตียงนุ่มอย่างประหม่า ก่อนจะสอดกายเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนหนาแล้วเอนกายลงนอนหันหลังให้เขาหวังจะรอดบทรักในค่ำคืนนี้
ดรัณลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาฉ่ำปรือด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์และไฟราคะที่รอการปะทุ เขาพลิกตัวนอนตะแคงมองแผ่นหลังบางที่ส่วนโค้งส่วนเว้าเด่นชัดแม้จะมีผ้าห่มคลุมไว้ เลือดในกายชายหนุ่มเริ่มร้อนระอุขึ้นอีกครั้งเมื่อกลิ่นหอมกรุ่นหลังการอาบน้ำของเธอโชยเข้าจมูก
“ยังไม่ชินอีกหรือ...” เขาพึมพำเสียงพร่า พลางวาดวงแขนแกร่งดึงรั้งร่างบางเข้าหาตัวจนแผ่นหลังเธอแนบชิดกับอกกว้าง
“คุณ... คุณจะทำอะไรคะ” ปรินดาถามเสียงสั่น พยายามขยับตัวหนี
“ก็ทำแบบที่คนรักเขาทำกันไงแก้ม...”
“แต่เราไม่ได้รักกัน... คุณก็รู้” คำพูดตอกย้ำความจริงทำเอาดรัณชะงักไปเพียงครู่ ก่อนที่เขาจะพลิกตัวขึ้นทาบทับร่างน้อยไว้ใต้พันธนาการ
“อย่าดื้อสิแก้ม... อย่าทำให้ฉันต้องโมโห”
“อย่าค่ะคุณดรัณ... วันนี้แก้มเหนื่อย”
“ฉันบอกว่าไง อยู่ที่นี่ห้ามดื้อกับฉัน!” ดรัณตะคอกเสียงดุประชดประชันสถานะที่เขายัดเยียดให้เธอ มือหนารวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้เหนือศีรษะ กลิ่นเหล้าจางๆ จากลมหายใจของเขาทำให้ปรินดารู้ว่าเขาไม่ได้อยู่ในสติสัมปชัญญะที่เต็มร้อยนัก
“คุณดื่มมาใช่ไหมคะ...”
“ดื่มมานิดเดียวเอง...”
“อย่าค่ะคุณดรัณ... อื้อ!”
คำประท้วงถูกกลืนหายไปด้วยจุมพิตที่แสนดุดันและเอาแต่ใจ ดรัณบดเบียดริมฝีปากลงมาอย่างโหยหา ลิ้นร้อนรุกรานเข้าไปสำรวจความหวานในโพรงปากอย่างช่ำชอง มืออีกข้างที่ว่างเว้นเริ่มจัดการปลดเปลื้องอาภรณ์ชิ้นน้อยของเธอออกอย่างรวดเร็ว ปรินดาพยายามดิ้นรนประท้วงในคราแรก ทว่าสัมผัสเร่าร้อนจากฝ่ามือหนาที่ลูบไล้ไปตามจุดอ่อนไหวกลับทำให้เรี่ยวแรงของเธอหดหาย
จมูกโด่งซุกไซ้ไปตามซอกคอหอมกรุ่นลงมาจนถึงยอดอกอิ่มที่ชูชันท้าทายสายตา ดรัณใช้ปากและลิ้นปรนเปรอจนหญิงสาวเผลอแอ่นกายรับด้วยความเสียวซ่าน ความป่าเถื่อนในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลที่แฝงไปด้วยความเร่าร้อน จนสุดท้ายความเจ็บระบมจากเมื่อเช้าก็ถูกแทนที่ด้วยความรัญจวนที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
“อา... แก้มจ๋า อย่าดื้อกับฉันเลย” เขากระซิบเสียงพร่าข้างใบหูที่แดงซ่าน
ปรินดาหลับตาพริ้มหยาดน้ำตาคลอหน่วยด้วยความสับสน ทว่าร่างกายกลับทรยศความรู้สึกพ่ายแพ้ให้กับรสสวาทที่เขาหยิบยื่นให้ เธอค่อยๆ คลายมือที่กำแน่นเปลี่ยนมาเป็นโอบกอดรอบคอแกร่ง บ่งบอกถึงการสมยอมในที่สุด
รถตู้เสียหลักหมุนคว้างก่อนจะไถลตกข้างทางจนฝุ่นตลบอบอวล ไอ้เข้มที่สะบักสะบอมตะเกียกตะกายออกมาพร้อมกับจิกกลุ่มผมของปรินดาอย่างไร้ความปรานี มันกระชากร่างเธอให้ลุกขึ้นเพื่อใช้เป็นโล่มนุษย์“มึงลงมานี่ นังตัวดี! อย่าคิดหนีเชียวนะ!” ไอ้เข้มตะโกนก้อง มือหนึ่งล็อคคอแน่นจนเธอหายใจไม่ออก อีกมือถือปืนจ่อที่ขมับปรินดาเจ็บจนน้ำตาคลอ ทว่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอดและความเชื่อมั่นในตัวสามีทำให้เธอรวบรวมความกล้า ในจังหวะที่ไอ้เข้มเผลอหันไปมองดรัณ หญิงสาวก็ตัดสินใจกัดเข้าที่แขนของมันสุดแรงเกิด“โอ๊ย! อีสารเลว!” ไอ้เข้มร้องลั่น สะบัดแขนออกด้วยความเจ็บปวด ปรินดาฉวยโอกาสทองนั้นผลักตัวออกแล้วออกวิ่งทันที ชุดเจ้าสาวที่ยาวเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการวิ่งหนี แต่เธอก็ไม่ยอมหยุดปัง! ปัง! เสียงปืนจากดรัณดังก้องไปทั่วบริเวณ เขาไล่ยิงสกัดลูกน้องของไอ้เข้มไม่ให้ตามภรรยาของเขาไปได้ แต่ไอ้เข้มและสมุนร่างยักษ์อีกสองคนวันนี้มันกัดไม่ปล่อย พวกมันวิ่งตามจนทันปรินดาที่เสียหลักและเกือบจะล้ม“จับมันไว้!” ไอ้เข้มสั่งการ ลูกน้องคนแรกพุ่งเข้าหาแต่ปรินดาไม่ได้ยืนรอความตายเพียงอย่างเดียว เธอรวบรวมแรงเตะเข้าที่กลางกล่องดวงใจของมันอย่างแรง
ลินลี่จำต้องกล้ำกลืนฝืนทนรับสัมผัสที่น่ารังเกียจนั้นไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลิ่นคาวกามและรสชาติแห่งความอัปยศแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ขณะที่นายตี้ยังคงกดทับและขยี้เน้นจังหวะสุดท้ายเพื่อให้หยาดหยดแห่งกามารมณ์ไหลลึกเข้าไปในกายหล่อนจนหมดสิ้นเมื่อพายุสวาทสงบลง นายตี้ผละออกพลางหอบหายใจอย่างสุขสมแล้วไปทิ้งตัวนอนแผ่หลาอยู่บนเตียง ทิ้งให้ลินลี่นอนหายใจโรยรินในสภาพห้อยหัว เส้นผมสยายระพื้น ใบหน้าแดงก่ำจากแรงดันเลือดและคราบน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม นางเอกสาวพลางยกหลังมือขึ้นปาดริมฝีปากอย่างช้าๆ แววตาที่เคยพร่าเบลอกลับมานิ่งสนิทและเย็นเยียบกว่าเดิมเธอเดินไปกระเป๋าสะพายที่วางอยู่ ก่อนจะล้วงเข้าไปหยิบขวดเล็ก ๆ ออกมาแล้วเทผงพิษสีขาวลงในแก้วน้ำเย็นจัด“ดื่มน้ำหน่อยนะคะพี่ตี้... จะได้มีแรง” เธอบอกอย่างออดอ้อนเอาใจ ตากล้องหนุ่มที่กำลังเหนื่อยหอบจากการหักโหมพละกำลัง คว้าแก้วมรณะมากระดกน้ำเย็นเฉียบจนหมดรวดเดียวโดยไม่เฉลียวใจ ทว่าเพียงอึดใจเดียว... ร่างที่เคยคร่อมทับอยู่ก็เริ่มเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง ดวงตาของมันเบิกโพลง ลมหายใจติดขัด ดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย ก่อนจะขาดใจตายคาอกของลินลี่ในสภาพเปลือยเปล่
กิตติกรหันมายิ้มอย่างผู้ชนะก่อนจะโน้มตัวลงสวมกอดร่างบางที่ยังคงสั่นเทา“พี่... ใจเย็นๆ นะคะ ของพี่ใหญ่ ลินลี่กลัวเจ็บ” เธอครางบอกเสียงสั่น ในขณะที่แววตาคนตรงหน้ามีแต่ความหื่นกระหายอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน มือหนาเอื้อมปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกอย่างรีบร้อน ลินลี่ มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกสมเพชตัวเอง แต่เธอก็ไร้ซึ่งทางเลือก“ลินลี่ขอนะคะ พี่ห้ามเอาโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปหรืออัดคลิปเด็ดขาด ถ้าลินลี่เห็น ลินลี่จะหนีพี่ไปไกล ๆ จนไม่ให้พี่เห็นลินลี่ได้อีก” เธอสั่งเสียงแข็ง หวังปกป้องศักดิ์ศรีที่เหลือเพียงเศษเสี้ยว“โธ่!!... น้องลินลี่จ๋า ใครจะกล้าทำแบบนั้นกับนางเอกในดวงใจล่ะครับ พี่แค่ชอบเก็บความทรงจำไว้ในหัวเท่านั้นแหละ รูปถ่ายที่ได้มาก็ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหน” เขาตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะจัดการกับชุดของเธอที่เหลือออกอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เรือนร่างขาวเนียนปราศจากอาภรณ์อยู่บนเตียงกว้าง“พี่ไม่ใส่ถุงนะ พี่อยากได้สดๆ อยากสัมผัสลินลี่จริงๆ เดี๋ยวพี่เพิ่มให้ลินลี่อีกแสนหนึ่ง!”อำนาจเงินตราทำให้ลินลี่ต้องเงียบเสียงลง เธอพยักหน้าช้าๆ ยอมแลกทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด เขาไม่รอช้า พลิกร่างบางให้ดี
ภายในห้องโดยสารที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ทำงานแผ่วเบา ลินลี่จ้องมองสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาด้วยหัวใจที่เต็นรัวแรง ความใหญ่โตของ อาวุธร้ายของชายตรงหน้าทำให้เธอถึงกับลอบกลืนน้ำลาย ความยิ่งใหญ่ที่ผงาดง้ำสู้แสงไฟจากหน้าปัดรถดูน่าเกรงขามจนอดีตนางเอกสาวแทบหยุดหายใจ“ทำไมของพี่... มันใหญ่ขนาดนี้ล่ะคะ สงสัยลินลี่ต้องปวดกรามแน่ ๆ ” เธอเอ่ยเสียงพร่าพลางช้อนสายตามองคนที่กำลังขับรถด้วยแววตาที่สั่นระริก ทั้งหวาดหวั่นและท้าทายในคราวเดียวกัน“ไม่ชอบเหรอ ใหญ่ ๆ แบบนี้เสียวดีนะรู้มั้ย” หนุ่มใหญ่แค่นยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ก่อนจะจับจ้องไปที่ใบหน้าสวยหวานที่กำลังตื่นตระหนก“รับรองเลยลินลี่จะต้องมีความสุข เวลาที่โดนพี่จับกระแทกแรงๆ ”“จริงเหรอคะ...” คำถามสั้นๆ ของลินลี่แฝงไปด้วยจริตที่เริ่มก่อตัวขึ้นตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด แม้ในใจจะขยะแขยงเพียงใด แต่ภาพตัวเลขเงินหนึ่งแสนบาทที่เขาโอนให้นั้นกลับมีอำนาจเหนือกว่าศักดิ์ศรีที่ลินลี่ค่อยๆ โน้มตัวลงต่ำ หวีดหวิวไปกับลมหายใจร้อนผ่าวของชายหนุ่มที่รดรินอยู่เหนือศีรษะ เธอรวบผมยาวสลวยไปไว้ด้านหลัง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเรียวสวยลูบไล้ไปตามความยา
บรรยากาศรอบกายยามบ่ายที่น่าอึดอัดขณะที่วิกรมขับรถตามลินลี่มาอย่างห่าง ๆ ก่อนจะจอดซุ่มดูอยู่ฝั่งตรงข้ามของโรงแรมม่านรูดที่ห่างไกลผู้คน ดวงตาคมกริบที่ผ่านโลกมามากจับจ้องไปยังประตูห้องพักที่กำลังจะเปิดออก หัวใจของหนุ่มใหญ่กระตุกวูบเมื่อเห็นร่างคุ้นตาของนางเอกสาวที่เดินเคียงคู่มากับตากล้องอย่างสนิทสนมเกินควรผู้บริหารสูงวัยไม่รอช้ายังไงวันนี้เขาต้องกระชากหน้ากากจอมปลอมของนางเอกจอมลวงโลกออกมาให้ได้ วิกรมก้าวลงจากรถอย่างช้าๆ ด้วยท่วงท่าที่สุขุม“คุณวิกรม!” ลินลี่อุทานลั่น ใบหน้าสวยซีดเผือดลงทันควันราวกับคนจับไข้ สภาพของนางเอกสาวในดวงใจดูยับเยินจนน่าอดสู เส้นผมที่เคยจัดทรงสวยยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ เสื้อผ้ามีแต่รอยยับย่นฟ้องถึงกิจกรรมเร่าร้อนที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาด ๆ โดยเฉพาะรอยแดงจางๆ ที่ซอกคอขาวผ่องนั้น มันคือหลักฐานชั้นดีที่กระชากสติของวิกรมให้ขาดสะบั้น เธอรีบสะบัดมือออกจากแขนของนายตี้ทันที ส่วนตากล้องจอมหื่นพอเห็นนายจ้าง ก็ถึงกับหน้าถอดสี รีบก้มหน้าเดินหนีหายไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้นางเอกสาวเผชิญชะตากรรมอยู่เพียงลำพังเขาจ้องมองผู้หญิงที่เขาเคยรักและทะนุถนอมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหยียด
ทันทีที่จัดการเรื่องแม่เลี้ยงใจร้ายเสร็จสิ้น ดรัณก้าวเดินขึ้นไปยังชั้นบนของคฤหาสน์ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ทว่าความเหนื่อยล้าทั้งหมดกลับมลายหายไปเพียงแค่ผลักประตูห้องนอนเข้าไปแล้วพบกับปรินดาหญิงสาวอยู่ในชุดนอนสายเดี่ยวสีครีมสว่าง ผ้าซาตินเนื้อนุ่มทิ้งตัวลงมาเพียงครึ่งขาอ่อนเนียนละเอียด ผมยาวสลวยถูกปล่อยให้ทิ้งตัวลงเคลียไหล่มน เรียวปากอิ่มเคลือบด้วยลิปสติกสีชมพูระเรื่อแวววาวชวนให้ลิ้มลอง เธอส่งรอยยิ้มละมุนที่ทำให้โลกทั้งใบของเขาสว่างไสว“ใครมาหาพี่รัณหรือคะ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงกังวานใส“เปล่าหรอกจ้ะ พี่แค่คุยงานกับนายสินนิดหน่อย” ชายหนุ่มปั้นคำโกหกเพื่อปกป้องความรู้สึกของคนรัก เขาจะไม่มีวันให้เรื่องเน่าเฟะของแม่เลี้ยงมาแผ้วพานความสุขของเธอเด็ดขาด “แก้มหิวอะไรไหม?”“ไม่ค่ะช่วงนี้แก้มต้องไดเอท”“ถ้าอย่างนั้นรอพี่ตรงนี้นะ พี่อาบน้ำเสร็จแล้วจะมาคุยด้วย”หลังจากชำระล้างร่างกายจนสดชื่น ดรัณเดินออกมาเห็นภรรยาสาวกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงกว้าง เขาไม่รอช้ารีบคว้าหนังสือเล่มนั้นออกห่างจากมือเธอ แล้วทิ้งตัวลงนอนหนุนตักนุ่มของหญิงสาวทันที“ทุกทีเลยพี่รัณเนี่ย เมื่อไหร่จะแก้นิสัยนี้สักทีคะ”“แก้







