로그인แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดผ่านยอดไม้ เสียงไก่ขันสลับกับเสียงแม่ค้าพ่อค้าเรียกลูกค้าดังไปทั่วตลาดเช้าบ้านห้วยขมิ้น
สายหมอกจางๆลอยตัวลงต่ำเรี่ยผิวดินทำให้หมู่บ้านนี้เหมือนเป็นอีกโลกที่คนกรุงไม่เคยรู้จัก กลิ่นข้าวเหนียวร้อน ๆ หมูปิ้ง และกาแฟโบราณหอมๆลอยคลุ้งจนใบข้าวอดยิ้มไม่ได้ มันคือมนต์เสน่ห์ที่ทำให้เธอหลงรักเสียจริงๆ "เป็นตลาดที่น่ารักจัง" ใบข้าวมองไปยังร้านค้าแผงลอยที่มีของป่าผักป่าอยู่หลากหลายรายเรียงตลอดทาง เดือนยิ้มพลางพาเดินไปยังร้านกาแฟใกล้ๆลำธาร เสัยงน้ำไหลและกลิ่นกาแฟยิ่งทำให้รุ้สึกผ่อนคลายเสียจริงเชียว "ตลาดนี้เล็กก็จริง แต่ของครบทุกอย่างค่ะพ่อค้าแม่ค้าบางคนก็เข้าเมืองบ่อยข้าวของก็ไม่ได้ขาดเหลืออะไร หรือหากอยากได้อะไรที่พิเศษก็ฝากพ่อค้าแม่ค้าที่จะเข้าเมืองไปซื้อของได้ค่ะ "ที่สำคัญ...ข่าวเร็วกว่าสัญญาณโทรศัพท์อีก" ดาวรีบเสริมทันทีทำเอาศรันย์หัวเราะร่า "อันนี้เชื่อเลยที่ไหนๆตลาดก็คือจุดกระจายเสียงที่ดี ฮ่าๆๆๆ" ระหว่างทาง ชาวบ้านต่างเข้ามาทักทายหมอใหม่อย่างอบอุ่น บางคนนำผลไม้มาให้ บางคนยื่นขนมพื้นบ้านให้ชิม ทำให้ความกังวลของใบข้าวค่อย ๆ จางหาย จนกระทั่ง... เสียงสวดคาถาแว่วมาจากลานใต้ต้นโพธิ์กลางตลาด ชาวบ้านจำนวนมากยืนล้อมเป็นวงใบข้าวชะเง้อมองอย่างไคร่รู้ ท่ามกลางวงล้อมของชาวบ้านเงาร่างของชายหนุ่มร่างสูงกำลังนั่งคุกเข่าผูกสายสิญจน์ให้เด็กน้อยคนหนึ่ง หลังจากนั้นเขายื่นถุงสมุนไพรให้หญิงชราคนหนึ่งพร้อมอธิบายวิธีต้มยาอย่างละเอียด "หมอสิงห์...นี่เองค่ะ" ดาวพึมพำ ใบข้าวถึงกับขมวดคิ้ว "ขายยาสมุนไพรในตลาด?...ยังมาทำพิธีอีก?...นี่มัน..!!!." เธอเดินตรงเข้าไปทันที โดยที่มือของศรันย์ไขว่ค้าวเอาไว้แทบไม่ทัน "คุณกำลังหลอกชาวบ้านอีกแล้วใช่ไหม!" หมอสิงห์เงยหน้าขึ้นมองร่างบางตรงหน้าอย่างใจเย็น วันนี้หญิงสาวดูสะอาดสะอ้านมากขึ้น ดวงหน้ามนเกลี้ยงเกลา ผิวที่ขาวละเอียดราวกับไม่เคยต้องแสงแดด กับกลิ่นกายที่หอมอ่อนๆทำเอาชายหนุ่มถึงกับสั่นไหวแปลกๆ "อรุณสวัสดิ์ครับ...หมอ" เขาทักทายพลางส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ "ใครอนุญาตให้เรียกฉันว่าหมอ!" หมอสิงห์ยักไหล่ ทำหน้าเหมือนเบื่อโลก "ก็เห็นเรียนหมอมา...หรือผมเข้าใจผิด" เสียงหัวเราะของชาวบ้านดังขึ้นเบา ๆก่อนจะพากันขยับถอยออกไป ปล่อยให้หนุ่มสาวเขาเย้าหยอกกัน ใบข้าวหน้าแดงด้วยความอาย "การรักษาต้องอาศัยหลักฐานทางการแพทย์!สิ!!! ไม่ใช่มาต้มตุ๋นหลอกลวงให้พวกเขาหลงงมงายอยู่แบบนี้!!!" เธอให้เหตุผล หมอสิงห์ยื่นถุงสมุนไพรขึ้นมาให้หญิงสาว บนถุงมีรายละเอียดของสมุนไพรทุกชนิดอย่างถูกต้อง "แล้วสมุนไพรนี่...องค์การอนามัยโลกก็ศึกษามาหลายชนิดจะปฏิเสธทั้งหมดเลยหรือ" ใบข้าวชะงักไปครู่หนึ่งแต่เธอยังไม่ยอมแพ้เธอต้องทวงความถูกต้องตามที่เธอคิดเอาไว้ให้ได้ "แล้วพิธีเรียกขวัญล่ะ!มันงมงาย!" หมอสิงห์ยิ้มมุมปาก "บางครั้ง...ยาก็รักษาร่างกายแต่กำลังใจรักษาหัวใจคนไข้บางคนต้องการทั้งสองอย่างถ้ารักษาร่างกายแล้วใจไม่รักษา ต่อให้ฝีมือดีแค่ไหนก็รักษาเขาไม่หายหรอกคุณ" ทั้งคู่เริ่มโต้เถียงกันไปมา ศรันย์ถึงกับยืนกุมขมับ เดือนกับดาวแอบหัวเราะและมองทั้งคู่ด้วยสายตาซุกซน ส่วนเด็กชายสามคน...ต้วน จักร และแป๊ะ ที่ติดตามหมอสิงห์มาช่วยงานประจำนั่งกินไอติมพร้อมเชียร์อยู่ริมทาง "ข้าฝั่งหมอสิงห์" "ข้าฝั่งหมอใบข้าว" "พนันขนมกันไหม" " ได้/ได้" ทันใดนั้น...ลมเย็นสายหนึ่งพัดผ่านตลาดไม่ได้เป็นส่ยลมที่รุนแรงแต่กลับหมุนวนอยู่เพียงตรงกลางระหว่างหมอสิงห์กับใบข้าว ความเย็นยะเยือกของสายลมยั้นทำเอาใบข้าวถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งสรรพางค์กายหมอสิงห์หันไปมองอย่างสงสัย คิ้วเข้มขมวดเข้าหาด้วยกันอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะเบิกตาโพลงแล้วร้องห้าม "เดี๋ยว...!!!" ยังไม่ทันพูดจบสายลมอันยะเยือกนั้นก็กระแทกเข้ากลางหลังของเขาและเธออย่างจัง "ว้าย!" ใบข้าวเสียหลักลื่นไปข้างหน้า หมอสิงห์รีบคว้าตัวไว้โดยสัญชาตญาณทั้งสองล้มลงพร้อมกันร่างบางอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่มกล้ามแน่นอกล่ำ ใบหน้าห่างกันเพียงไม่กี่นิ้ว ดวงตาสบกันโดยไม่ตั้งใจ ราวกับเวลารอบตัวหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงลมหายใจของเขาและเธอที่สอดประสานกันอยู่ตรงนั่นแม้แต่เสียงตลาดก็เงียบลงชั่วขณะ หมอสิงห์ยิ้มบาง ๆ อย่างยียวน "หมอ...หัวใจเต้นเร็วนะ" ใบข้าวสะดุ้ง ใบหน้ามนของเธอร้อนผ่าวและแดงราวลูกตำลึงสุก หญิงสาวรีบผลักเขาออกทันที "ไอ้โรคจิต!!!" ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ! หมัดเล็ก ๆ ของเธอฟาดใส่แขนหมอสิงห์หลายครั้ง ชายหนุ่มได้แต่แสร้งทำว่าเจ็บแม้ว่ากำปั้นบางๆนั้นไม่ได้ระคายผิวของเขาเลยด้วยซ้ำไป "อย่ามาเข้าใกล้ฉันอีกนะ!" หญิงสาวใบหน้าแดงจัด ก่อนจะรีบเดินหนีศรันย์รีบวิ่งตามไปด้วยอาการสะดีดสะดิ้ง ราวกับได้พบเจอกับเรื่องที่เขาจะเก็บเรื่องนี้ไว้เมาท์มอยกับเพื่อนๆเขาได้แน่ๆ หมอสิงห์มองตามร่างบางที่ปั้นปึงเดินจากไปพลางส่ายหน้า ด้วยความอ่อนใจ "ดุจริง..." แต่รอยยิ้มกลับไม่หายไปจากใบหน้าเพราะตอนนี้ใบหน้าของหญิงสาวที่เดินหายลับไปนั้นกลับตรึงใจเขามากกว่าที่คิด ขณะเดียวกัน...บนกิ่งไม้ใหญ่เหนือศีรษะเด็กหญิงตัวน้อยในชุดไทยโบราณนั่งหัวเราะคิกคักอยู่บนคาคบไม้ ข้าง ๆ กัน เด็กชายหัวจุกจอมซนยกมือปิดปากกลั้นขำ "พี่แก้ว...เมื่อกี้เราเล่นแรงไปไหม" แก้วหัวเราะจนตัวงอ "ไม่แรงหรอกกำลังสนุกเลยพี่ได้กลิ่นหอมๆมาจากตัวของพี่สาวนั่นด้วย" จุกยื่นหน้าไปมองหมอสิงห์กับใบข้าวที่เดินแยกกันคนละทางก่อนหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์แล้วออกความคิดเห็น "คราวหน้าทำอีกดีไหม" เสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็กทั้งสองลอยไปกับสายลมโดยไม่มีมนุษย์คนใดในตลาดรู้เลยว่า... ต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายทั้งหมดไม่ใช่ลมธรรมชาติ แต่เป็นฝีมือของ "กุมารีแก้ว" และ "กุมารจุก" ลูกรักของหมอสิงห์นั่นเอง หลังจากความวุ่นวายที่ตลาดเช้าจบลงใบข้าวยังคงเดินหน้าบึ้งกลับอนามัย ศรันย์รีบเดินตามมาติด ๆ "เดี๋ยวก่อนสิยะนังใบ!!" "จะให้เดี๋ยวได้ยังไง!" ใบข้าวหันมามองค้อนเสัยวงใหญ่ "เเกเห็นไหม คนแบบนั้นน่ะเล่นของกลางตลาดชาวบ้านก็เชื่อกันหมดงมงายชัดๆ" ศรันย์ยักไหล่ "แต่...เขาก็ไม่ได้เก็บเงินแพงนี่เห็นยายเมื่อกี้จะให้ห้าร้อยเขายังรับแค่ค่าครูยี่สิบบาท" ใบข้าวชะงัก "..." "แล้วสมุนไพรที่ขายฉันแอบอ่านฉลากก็มีชื่อวิทยาศาสตร์ครบ" ใบข้าวถอนหายใจ "ฉันไม่ได้บอกว่าเขาไม่เก่งแต่...การรักษามันต้องอธิบายได้" ศรันย์ยิ้มบาง ๆ "บางเรื่อง...ราอาจยังอธิบายไม่ได้ก็ได้นะ" ใบข้าวเงียบ ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนย้อนเข้ามาในหัว น้ำสีดำ ตะปู เส้นผม เธอพยายามหาเหตุผลทางการแพทย์ แต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ... เมื่อกลับถึงอนามัย ทั้งสองก็ไม่มีเวลาคิดต่อ เพราะคนไข้มารอตรวจเต็มศาลาหน้าอาคารแล้ว หมอแขไทเดินออกมาพร้อมแฟ้มคนไข้ "วันนี้หมอใหม่เริ่มงานจริงวันแรกไม่ต้องกังวลอาจารย์อยู่ด้วย" เขาตบไหล่ของหญิงสาวเป็นเชิงปลอบประโลม ใบข้าวสูดหายใจเข้าลึกสุดปอดตั้งสติให้มั่น "พร้อมค่ะ" ศรันย์ยกนิ้วโป้งพลางทำท้าทางราวกะบขอพรกับปากกาขนมิ้งค์สีชมพูเล่มโปรด "โอเค...งั้น ลุยเลย!! " ไม่นาน... ห้องตรวจหมายเลขหนึ่งก็เริ่มทำงานคนไข้คนแรกเป็นคุณยายปวดเข่าเรื้อรังใบข้าวนั่งคุยอยู่นานถามตั้งแต่การใช้ชีวิต อาหาร การทำงานในไร่ก่อนอธิบายวิธีบริหารข้อเข่าอย่างใจเย็นคุณยายยิ้มกว้าง "หมอพูดเพราะเหมือนหลานยายเลย" ใบข้าวยิ้มตอบ "ยายต้องทำตามนะคะ" "เดี๋ยวหนูจะตรวจอีกทีเดือนหน้า" ... ห้องข้าง ๆ ศรันย์กำลังเย็บแผลให้เด็กชายที่ตกต้นมะม่วงเด็กน้อยตัวสั่นเพราะกลัวเข็มศรันย์หยิบลูกอมจากกระเป๋าเสื้อขึ้นมา "ถ้าหนูไม่ร้อง" "ลูกอมเม็ดนี้เป็นของหนูโอเคไหมครับ" เด็กชายรีบเม้มปากทันทีจนพยาบาลเดือนแอบหัวเราะ "หมอศรันย์เก่งเรื่องหบอกเด็กเด็กนะคะ" ศรันย์ยิ้ม "ฉันก็ขี้แยแบบนี้ตอนเด็กๆแบ้วก็เพื่อลูกอมถึงกับยอมหยุดร้องออกบ่อย" ... ตลอดทั้งเช้า ใบข้าวกับศรันย์ช่วยกันตรวจคนไข้แทบไม่ได้พักชาวบ้านเริ่มยิ้ม เริ่มเรียก "หมอใบข้าว" "หมอศรันย์" แทนคำว่า "หมอใหม่" ป้าหอมแอบกระซิบกับหมอแขไท "เด็กสองคนนี้ใช้ได้เลยนะคะ" หมอแขไทยิ้มอย่างภูมิใจ "อาจารย์บอกแล้วัเขาสองคนตั้งใจมาเป็นหมอจริง ๆ" แต่ในจังหวะที่ทุกคนเริ่มหายใจหายคอ เสียงเอะอะก็ดังขึ้นอีกครั้งจากหน้าอนามัย "หมอ!" "ช่วยด้วย!" "มีคนถูกงูกัด!" เสียงฝีเท้าหลายคู่รีบวิ่งเข้ามาใบข้าวกับศรันย์สบตากันราวกันสื่อสารกันด้วยกระแสจิตได้ก่อนจะลุกขึ้นพร้อมกันแทบจะในเวลาเดียวการเป็นหมอ...ไม่มีคำว่า "พัก"และบ้านห้วยขมิ้นแห่งนี้ก็ดูเหมือนจะมีเรื่องให้พวกเขาเรียนรู้อีกมากมายเหลือเกิน...ภายในห้องประชุมเล็ก ๆ ของอนามัยบ้านห้วยขมิ้น เต็มไปด้วยบรรยากาศอันหนักอึ้ง เสียจนได้ยินเพียงเสียงพัดลมเพดานหมุนครืดคราดอยู่เหนือศีรษะด้านนอกหน้าต่างชาวบ้านกำลังช่วยกันเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทั้งหกเข้าไปยังห้องพักผู้ป่วยชั่วคราวโดยมีเสียงครางของผู้ป้วยและเสียงออกคำสั่งของชาวบ้านดังเป็นระยะ ๆ ที่เสียงครางดังลอดเข้ามายังห้องประชุมเล็กๆของอนามัย"อ่า...""อ่า..."เสียงนั้นทำให้ทุกคนในห้องรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นทางตันที่อื้ออึงไปด้วยปริศนาหมอแขไททนนั่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะถอดแว่นออกมานวดสันจมูก ใบหน้าของแพทย์อาวุโสเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนและหนักใจตั้งแต่เป็นหมอมา เขาเคยรักษาคนมานับหมื่น เคยเจอทั้งโรคระบาดอุบัติเหตุหมู่คนถูกยิงคนถูกงูกัดคนถูกหมีตะปบถึงแม้จะเคยเจอ เคสที่ถูกีเข้าหรือผีทำร้ายอยู่บ้าง แต่เขาไม่เคยเจอเคสแบบนี้ ไม่เคยเจอคนที่เหมือนตายแล้ว แต่กลับยังมีชีวิตอยู่"เอาล่ะ"หมอแขไทเป็นคนทำลายความเงียบขึ้นก่อน ทุกสายตาหันมามอง ชายชราสูดลมหายใจลึกก่อนพูดช้า ๆ เพื่อทำลายความเงียบงันที่แสนอึดอัดนี้"พวกเราอ้อมค้อมกันมามากพอแล้วผมอยากถามตรง ๆ"เขา
ตลอดทางจากวัดมายังอนามัยบ้านห้วยขมิ้นมันราวกับพวกเขารู้ตัวว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้างในอนาคตไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่ศรันย์ที่ปกติพูดไม่หยุดก็ยังเงียบเพราะสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านเล่าไว้ฟังดูเหลือเชื่อเกินไป...เมื่อมาถึงอนามัย ภาพตรงหน้ากลับทำให้ทุกคนชะงักชาวบ้านกว่าสิบคนกำลังมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่หน้าอนามัยหมอแขไทยืนคุมสถานการณ์อยู่ไม่ไกลทันทีที่เห็นหมอสิงห์และหมอทั้งสอง อาจารย์หมอก็ถอนหายใจโล่งอก เขากวักมือเรียกทุกคนทันทีที่พวกเขาก้าวลงจากรถ"มาสัก ทีรีบมาดูนี่หน่อย"ทุกคนรีบเดินเข้าไปตามคำเชิญ ก่อนจะพบกับกลุ่มคนที่ถูกมัดติดกับต้นไม้ด้วยเชือกหลายเส้นผู้ป่วยซูบผอมผิดปกติผิวหนังซีดราวกับไร้ซึ่งเลือดฟาด ดวงตาเบิกกว้างจนเห็นตาขาวมากกว่าปกติริมฝีปากแห้งแตกแต่ไม่มีบาดแผลไม่มีร่องรอยการถูกกัดไม่มีรอยฟกช้ำไม่มีเลือด...ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นช้า ๆก่อนส่งเสียงออกมา"อ่า...""...อ่า...""...อ่า..."ศรันย์ถึงกับหยุดเดิน"เดี๋ยวนะ...ทำไมฟังเหมือนซอมบี้เลย"ชาวบ้านคนหนึ่งพยักหน้าแรง"ใช่ครับหมอเมื่อคืนผมนอนไม่หลับเลยดูหนังผีฝรั่งมันเหมือนเป๊ะ! เเต่นี่มันเหมือนคนมากกว่าไม่มีบาดแผล"
แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านยอดไม้ใหญ่ภายในวัดบ้านห้วยขมิ้น แม้หมู่บ้านจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว แต่ความหวาดกลัวจากสองคืนที่ผ่านมา ยังคงตกค้างอยู่ในหัวใจของผู้คนใบข้าวแทบวิ่งออกจากอนามัยทันทีที่จักรมาบอกข่าว ศรันย์วิ่งตามหลังมาติด ๆ ส่วนผู้กองฉัตรกล้าที่กำลังพูดคุยเรื่องเวรยามกับตำรวจตระเวนชายแดนอยู่หน้าอนามัยก็รีบตามมาด้วยเช่นกันเมื่อทั้งสามมาถึงวัดสายตาของใบข้าวก็หันไปทางชายป่าท้ายวัดทันที แล้วหัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้น ร่างสูงในเสื้อม่อฮ่อมสีเข้มกำลังเดินออกมาจากแนวไม้แม้เสื้อผ้าจะเปื้อนดินแม้จะมีรอยขาดจากกิ่งไม้แม้ใบหน้าจะดูอิดโรยจากการอดหลับอดนอน แต่หมอสิงห์ก็ยังคงเป็นหมอสิงห์ ชายหนุ่มผู้มีแววตาแน่วแน่เสมอ ใบข้าวไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังวิ่ง จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา"คุณ!"หมอสิงห์ชะงักก่อนยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นหญิงสาวทั้งใจของเขารู้สึกราวกับ มีแมลงบินอยู่ข้างในอก"หมอ"ใบข้าวมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าราวกับกำลังตรวจคนไข้"เจ็บตรงไหนไหมได้กินข้าวหรือเปล่าเป็นไข้ไหมมีแผลตรงไหนหรือเปล่า"คำถามรัวเร็วจนหมอสิงห์หัวเราะเบา ๆเขารู้สึกดีจนอธิบายไม่ถูก "ใจเย็นก่อนผมยังไม่
หลังจากที่ค่ำคืนอันปสนจะยาวนานผ่านพ้นไป สิงห์รับเร่งออกเดินทางทันทีที่แสงแรกของวันสาดลงสู่ผืนป่ากระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุดวงจิตพี่พรายถูกเก็บไว้ในย่ามอย่างทะนุถนอมส่วนจุกนั้นลอยนำทางอยู่ข้างหน้าอย่างตั้งใจคอยปัดเป่าเหล่าสัมภเวสีและไล่สัตว์มีพิษน้อยใหญ่ให้ ผู้ที่เขาเรียกว่าพ่อชายหนุ่มตั้งใจจะกลับถึงบ้านห้วยขมิ้นก่อนค่ำแต่ยิ่งเดิน...เขาก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความผิดปกติผืนป่าเงียบเกินไปเงียบจนผิดธรรมชาติไม่มีเสียงนกไม่มีเสียงลิงแม้แต่สัตว์เล็ก ๆ ก็แทบไม่ปรากฏให้เห็นราวกับทุกชีวิตกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง" พ่อ!!! มันมีบางอย่างแปลกๆ"จุกหยุดชะงักก่อนจะค่อยๆลอยมาใกล้ๆชายหนุ่มไม่นานนักพวกเขาก็พบต้นเหตุ เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากด้านหน้า เงาดำหลายสิบร่างพุ่งผ่านแนวไม้ร่างกายของพวกมันบิดเบี้ยว บ้างไส้ทะลัก บ้างคอหัก บ้างกลางตัวเป็นรูโบ๋ กลิ่นสะอิสะเอียนลอยอวนอยู่ในอากาศ มันคือผีป่า แต่ไม่ใช่ผีป่าที่พวกเขาคุ้นเคย ดวงตาของพวกมันแดงฉาน สีหน้าบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งบางตนไล่กัดกินกันเองบางตนร้องไห้คร่ำครวญบางตนพุ่งชนต้นไม้จนร่างแตกสลายราวกับมันกำลังเสียสติจุกหน้าซีด"พ่อ...พวกผีป่าเป็
สิงห์แทบไม่ได้หยุดพักเลยตั้งแต่ออกจากหมู่บ้าน เขาเดินฝ่าป่ามาสองวันเต็ม ข้ามลำห้วยปีนหน้าผาสูง ลัดเลาะไปตามทางสัตว์ จนกระทั่งช่วงบ่ายของวันที่สอง เสียงน้ำตกก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า ดัง ซ่าๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขาถึงที่หมายแล้ใจุกที่ลอยนำทางอยู่รีบหันกลับมาบอกอย่างตื่นเต้น"พ่อ!!...ถึงแล้วครับ"หมอสิงห์เร่งฝีเท้าทันที หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่นานนักม่านน้ำตกสีขาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ละอองน้ำลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณราวกับเป็นม่านหมอกในความฝัน แอ่งน้ำใสสะท้อนแสงแดดยามบ่ายเป็นประกาย ระยิบระยับ แต่สิ่งที่อยู่ริมแอ่งน้ำทำให้ชายหนุ่มหยุดนิ่ง ร่างเล็ก ๆ สีฟ้าจาง ๆ กำลังขดตัวอยู่ใต้ก้อนหินไม่มีรูปร่างเป็นหญิงสาวงดงามอีกแล้วไม่มีเส้นผมยาวสลวยไม่มีอาภรณ์งดงามเหลือเพียงก้อนพลังงานคล้ายสไลม์โปร่งแสงขนาดเท่าลูกมะพร้าว มันค่อย ๆ กระเพื่อมอยู่ช้า ๆ หมอสิงห์รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัด"พี่พราย..."เสียงของเขาแผ่วเบาราวกับว่าหวาดกลัวว่าสิ่งที่เห็นนั้นจะปลิงหายไปในทันที ก้อนพลังงานนั้นค่อย ๆ ขยับ ตอบสนองเสียงเรียก ก่อนจะมีดวงตาสองดวงปรากฏขึ้น ในก้อนนั้น มันมองมาที่เขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่งเสียงแ
อนามัยบ้านห้วยขมิ้นยังคงสว่างไสว แม้เวลาจะล่วงเลยเข้าสู่เกือบเที่ยงคืนภายในห้องผู้ป่วย...ชายชราชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงให้น้ำเกลือ เขาถูกลูกหลานหามมาจากหมู่บ้านบนดอยเมื่อวานนี้ ด้วยอาการปอดอักเสบรุนแรงและไข้สูงหลายวันหมอใบข้าวนั่งเขียนเวชระเบียนอยู่หน้าโต๊ะส่วนหมอศรันย์กำลังตรวจวัดความดันผู้ป่วยซ้ำอีกครั้ง วันนี้ทั้งสองคนเข้าเวรพร้อมกันเพื่อให้เดือน กับดาวได้ลาพักหลังจากที่ทำงานเหนื่อยมานาน"ไข้ลดลงแล้ว"ศรันย์ถอนหายใจอย่างโล่งอกใบข้าวยิ้มบาง ๆ"อย่างน้อยคืนนี้ก็คงได้นั่งพักสัก..."ปัง!เสียงประตูอนามัยถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ยังไม่ทันที่ใบข้าวจะพูดจบเสียด้วยซ้ำทั้งสองสะดุ้งพร้อมกันต้วนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาเป็นคนแรกในมือหอบหมอนกับผ้าห่มและตุ๊กตาหุ่นพยนต์ที่หมอสิงห์ให้เอาไว้ตามมาด้วยกุมารีแก้วและพี่ณีทว่าครั้งนี้...พี่ณีดูแปลกๆไป จากที่เป็นผีที่อารมณ์ดี ขี้เล่นและบรรยากาศของเธอจะสบายๆกว่าผีตนอื่นๆ แต่ตอนนี้เธอไม่มีรอยยิ้มแม้แต่น้อยสีผิวซีดขาว...ใบหน้าเคร่งเครียด...ดวงตาคมกริบที่ไร้ตาขาวจับจ้องออกไปนอกอาคาร"หมอ!"เสียงของเธอดังหนักแน่นกว่าทุกครั้ง"รีบปิดประตู!ปิดห







