เข้าสู่ระบบแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดผ่านยอดไม้ เสียงไก่ขันสลับกับเสียงแม่ค้าพ่อค้าเรียกลูกค้าดังไปทั่วตลาดเช้าบ้านห้วยขมิ้น
สายหมอกจางๆลอยตัวลงต่ำเรี่ยผิวดินทำให้หมู่บ้านนี้เหมือนเป็นอีกโลกที่คนกรุงไม่เคยรู้จัก กลิ่นข้าวเหนียวร้อน ๆ หมูปิ้ง และกาแฟโบราณหอมๆลอยคลุ้งจนใบข้าวอดยิ้มไม่ได้ มันคือมนต์เสน่ห์ที่ทำให้เธอหลงรักเสียจริงๆ "เป็นตลาดที่น่ารักจัง" ใบข้าวมองไปยังร้านค้าแผงลอยที่มีของป่าผักป่าอยู่หลากหลายรายเรียงตลอดทาง เดือนยิ้มพลางพาเดินไปยังร้านกาแฟใกล้ๆลำธาร เสัยงน้ำไหลและกลิ่นกาแฟยิ่งทำให้รุ้สึกผ่อนคลายเสียจริงเชียว "ตลาดนี้เล็กก็จริง แต่ของครบทุกอย่างค่ะพ่อค้าแม่ค้าบางคนก็เข้าเมืองบ่อยข้าวของก็ไม่ได้ขาดเหลืออะไร หรือหากอยากได้อะไรที่พิเศษก็ฝากพ่อค้าแม่ค้าที่จะเข้าเมืองไปซื้อของได้ค่ะ "ที่สำคัญ...ข่าวเร็วกว่าสัญญาณโทรศัพท์อีก" ดาวรีบเสริมทันทีทำเอาศรันย์หัวเราะร่า "อันนี้เชื่อเลยที่ไหนๆตลาดก็คือจุดกระจายเสียงที่ดี ฮ่าๆๆๆ" ระหว่างทาง ชาวบ้านต่างเข้ามาทักทายหมอใหม่อย่างอบอุ่น บางคนนำผลไม้มาให้ บางคนยื่นขนมพื้นบ้านให้ชิม ทำให้ความกังวลของใบข้าวค่อย ๆ จางหาย จนกระทั่ง... เสียงสวดคาถาแว่วมาจากลานใต้ต้นโพธิ์กลางตลาด ชาวบ้านจำนวนมากยืนล้อมเป็นวงใบข้าวชะเง้อมองอย่างไคร่รู้ ท่ามกลางวงล้อมของชาวบ้านเงาร่างของชายหนุ่มร่างสูงกำลังนั่งคุกเข่าผูกสายสิญจน์ให้เด็กน้อยคนหนึ่ง หลังจากนั้นเขายื่นถุงสมุนไพรให้หญิงชราคนหนึ่งพร้อมอธิบายวิธีต้มยาอย่างละเอียด "หมอสิงห์...นี่เองค่ะ" ดาวพึมพำ ใบข้าวถึงกับขมวดคิ้ว "ขายยาสมุนไพรในตลาด?...ยังมาทำพิธีอีก?...นี่มัน..!!!." เธอเดินตรงเข้าไปทันที โดยที่มือของศรันย์ไขว่ค้าวเอาไว้แทบไม่ทัน "คุณกำลังหลอกชาวบ้านอีกแล้วใช่ไหม!" หมอสิงห์เงยหน้าขึ้นมองร่างบางตรงหน้าอย่างใจเย็น วันนี้หญิงสาวดูสะอาดสะอ้านมากขึ้น ดวงหน้ามนเกลี้ยงเกลา ผิวที่ขาวละเอียดราวกับไม่เคยต้องแสงแดด กับกลิ่นกายที่หอมอ่อนๆทำเอาชายหนุ่มถึงกับสั่นไหวแปลกๆ "อรุณสวัสดิ์ครับ...หมอ" เขาทักทายพลางส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ "ใครอนุญาตให้เรียกฉันว่าหมอ!" หมอสิงห์ยักไหล่ ทำหน้าเหมือนเบื่อโลก "ก็เห็นเรียนหมอมา...หรือผมเข้าใจผิด" เสียงหัวเราะของชาวบ้านดังขึ้นเบา ๆก่อนจะพากันขยับถอยออกไป ปล่อยให้หนุ่มสาวเขาเย้าหยอกกัน ใบข้าวหน้าแดงด้วยความอาย "การรักษาต้องอาศัยหลักฐานทางการแพทย์!สิ!!! ไม่ใช่มาต้มตุ๋นหลอกลวงให้พวกเขาหลงงมงายอยู่แบบนี้!!!" เธอให้เหตุผล หมอสิงห์ยื่นถุงสมุนไพรขึ้นมาให้หญิงสาว บนถุงมีรายละเอียดของสมุนไพรทุกชนิดอย่างถูกต้อง "แล้วสมุนไพรนี่...องค์การอนามัยโลกก็ศึกษามาหลายชนิดจะปฏิเสธทั้งหมดเลยหรือ" ใบข้าวชะงักไปครู่หนึ่งแต่เธอยังไม่ยอมแพ้เธอต้องทวงความถูกต้องตามที่เธอคิดเอาไว้ให้ได้ "แล้วพิธีเรียกขวัญล่ะ!มันงมงาย!" หมอสิงห์ยิ้มมุมปาก "บางครั้ง...ยาก็รักษาร่างกายแต่กำลังใจรักษาหัวใจคนไข้บางคนต้องการทั้งสองอย่างถ้ารักษาร่างกายแล้วใจไม่รักษา ต่อให้ฝีมือดีแค่ไหนก็รักษาเขาไม่หายหรอกคุณ" ทั้งคู่เริ่มโต้เถียงกันไปมา ศรันย์ถึงกับยืนกุมขมับ เดือนกับดาวแอบหัวเราะและมองทั้งคู่ด้วยสายตาซุกซน ส่วนเด็กชายสามคน...ต้วน จักร และแป๊ะ ที่ติดตามหมอสิงห์มาช่วยงานประจำนั่งกินไอติมพร้อมเชียร์อยู่ริมทาง "ข้าฝั่งหมอสิงห์" "ข้าฝั่งหมอใบข้าว" "พนันขนมกันไหม" " ได้/ได้" ทันใดนั้น...ลมเย็นสายหนึ่งพัดผ่านตลาดไม่ได้เป็นส่ยลมที่รุนแรงแต่กลับหมุนวนอยู่เพียงตรงกลางระหว่างหมอสิงห์กับใบข้าว ความเย็นยะเยือกของสายลมยั้นทำเอาใบข้าวถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งสรรพางค์กายหมอสิงห์หันไปมองอย่างสงสัย คิ้วเข้มขมวดเข้าหาด้วยกันอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะเบิกตาโพลงแล้วร้องห้าม "เดี๋ยว...!!!" ยังไม่ทันพูดจบสายลมอันยะเยือกนั้นก็กระแทกเข้ากลางหลังของเขาและเธออย่างจัง "ว้าย!" ใบข้าวเสียหลักลื่นไปข้างหน้า หมอสิงห์รีบคว้าตัวไว้โดยสัญชาตญาณทั้งสองล้มลงพร้อมกันร่างบางอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่มกล้ามแน่นอกล่ำ ใบหน้าห่างกันเพียงไม่กี่นิ้ว ดวงตาสบกันโดยไม่ตั้งใจ ราวกับเวลารอบตัวหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงลมหายใจของเขาและเธอที่สอดประสานกันอยู่ตรงนั่นแม้แต่เสียงตลาดก็เงียบลงชั่วขณะ หมอสิงห์ยิ้มบาง ๆ อย่างยียวน "หมอ...หัวใจเต้นเร็วนะ" ใบข้าวสะดุ้ง ใบหน้ามนของเธอร้อนผ่าวและแดงราวลูกตำลึงสุก หญิงสาวรีบผลักเขาออกทันที "ไอ้โรคจิต!!!" ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ! หมัดเล็ก ๆ ของเธอฟาดใส่แขนหมอสิงห์หลายครั้ง ชายหนุ่มได้แต่แสร้งทำว่าเจ็บแม้ว่ากำปั้นบางๆนั้นไม่ได้ระคายผิวของเขาเลยด้วยซ้ำไป "อย่ามาเข้าใกล้ฉันอีกนะ!" หญิงสาวใบหน้าแดงจัด ก่อนจะรีบเดินหนีศรันย์รีบวิ่งตามไปด้วยอาการสะดีดสะดิ้ง ราวกับได้พบเจอกับเรื่องที่เขาจะเก็บเรื่องนี้ไว้เมาท์มอยกับเพื่อนๆเขาได้แน่ๆ หมอสิงห์มองตามร่างบางที่ปั้นปึงเดินจากไปพลางส่ายหน้า ด้วยความอ่อนใจ "ดุจริง..." แต่รอยยิ้มกลับไม่หายไปจากใบหน้าเพราะตอนนี้ใบหน้าของหญิงสาวที่เดินหายลับไปนั้นกลับตรึงใจเขามากกว่าที่คิด ขณะเดียวกัน...บนกิ่งไม้ใหญ่เหนือศีรษะเด็กหญิงตัวน้อยในชุดไทยโบราณนั่งหัวเราะคิกคักอยู่บนคาคบไม้ ข้าง ๆ กัน เด็กชายหัวจุกจอมซนยกมือปิดปากกลั้นขำ "พี่แก้ว...เมื่อกี้เราเล่นแรงไปไหม" แก้วหัวเราะจนตัวงอ "ไม่แรงหรอกกำลังสนุกเลยพี่ได้กลิ่นหอมๆมาจากตัวของพี่สาวนั่นด้วย" จุกยื่นหน้าไปมองหมอสิงห์กับใบข้าวที่เดินแยกกันคนละทางก่อนหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์แล้วออกความคิดเห็น "คราวหน้าทำอีกดีไหม" เสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็กทั้งสองลอยไปกับสายลมโดยไม่มีมนุษย์คนใดในตลาดรู้เลยว่า... ต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายทั้งหมดไม่ใช่ลมธรรมชาติ แต่เป็นฝีมือของ "กุมารีแก้ว" และ "กุมารจุก" ลูกรักของหมอสิงห์นั่นเอง หลังจากความวุ่นวายที่ตลาดเช้าจบลงใบข้าวยังคงเดินหน้าบึ้งกลับอนามัย ศรันย์รีบเดินตามมาติด ๆ "เดี๋ยวก่อนสิยะนังใบ!!" "จะให้เดี๋ยวได้ยังไง!" ใบข้าวหันมามองค้อนเสัยวงใหญ่ "เเกเห็นไหม คนแบบนั้นน่ะเล่นของกลางตลาดชาวบ้านก็เชื่อกันหมดงมงายชัดๆ" ศรันย์ยักไหล่ "แต่...เขาก็ไม่ได้เก็บเงินแพงนี่เห็นยายเมื่อกี้จะให้ห้าร้อยเขายังรับแค่ค่าครูยี่สิบบาท" ใบข้าวชะงัก "..." "แล้วสมุนไพรที่ขายฉันแอบอ่านฉลากก็มีชื่อวิทยาศาสตร์ครบ" ใบข้าวถอนหายใจ "ฉันไม่ได้บอกว่าเขาไม่เก่งแต่...การรักษามันต้องอธิบายได้" ศรันย์ยิ้มบาง ๆ "บางเรื่อง...ราอาจยังอธิบายไม่ได้ก็ได้นะ" ใบข้าวเงียบ ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนย้อนเข้ามาในหัว น้ำสีดำ ตะปู เส้นผม เธอพยายามหาเหตุผลทางการแพทย์ แต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ... เมื่อกลับถึงอนามัย ทั้งสองก็ไม่มีเวลาคิดต่อ เพราะคนไข้มารอตรวจเต็มศาลาหน้าอาคารแล้ว หมอแขไทเดินออกมาพร้อมแฟ้มคนไข้ "วันนี้หมอใหม่เริ่มงานจริงวันแรกไม่ต้องกังวลอาจารย์อยู่ด้วย" เขาตบไหล่ของหญิงสาวเป็นเชิงปลอบประโลม ใบข้าวสูดหายใจเข้าลึกสุดปอดตั้งสติให้มั่น "พร้อมค่ะ" ศรันย์ยกนิ้วโป้งพลางทำท้าทางราวกะบขอพรกับปากกาขนมิ้งค์สีชมพูเล่มโปรด "โอเค...งั้น ลุยเลย!! " ไม่นาน... ห้องตรวจหมายเลขหนึ่งก็เริ่มทำงานคนไข้คนแรกเป็นคุณยายปวดเข่าเรื้อรังใบข้าวนั่งคุยอยู่นานถามตั้งแต่การใช้ชีวิต อาหาร การทำงานในไร่ก่อนอธิบายวิธีบริหารข้อเข่าอย่างใจเย็นคุณยายยิ้มกว้าง "หมอพูดเพราะเหมือนหลานยายเลย" ใบข้าวยิ้มตอบ "ยายต้องทำตามนะคะ" "เดี๋ยวหนูจะตรวจอีกทีเดือนหน้า" ... ห้องข้าง ๆ ศรันย์กำลังเย็บแผลให้เด็กชายที่ตกต้นมะม่วงเด็กน้อยตัวสั่นเพราะกลัวเข็มศรันย์หยิบลูกอมจากกระเป๋าเสื้อขึ้นมา "ถ้าหนูไม่ร้อง" "ลูกอมเม็ดนี้เป็นของหนูโอเคไหมครับ" เด็กชายรีบเม้มปากทันทีจนพยาบาลเดือนแอบหัวเราะ "หมอศรันย์เก่งเรื่องหบอกเด็กเด็กนะคะ" ศรันย์ยิ้ม "ฉันก็ขี้แยแบบนี้ตอนเด็กๆแบ้วก็เพื่อลูกอมถึงกับยอมหยุดร้องออกบ่อย" ... ตลอดทั้งเช้า ใบข้าวกับศรันย์ช่วยกันตรวจคนไข้แทบไม่ได้พักชาวบ้านเริ่มยิ้ม เริ่มเรียก "หมอใบข้าว" "หมอศรันย์" แทนคำว่า "หมอใหม่" ป้าหอมแอบกระซิบกับหมอแขไท "เด็กสองคนนี้ใช้ได้เลยนะคะ" หมอแขไทยิ้มอย่างภูมิใจ "อาจารย์บอกแล้วัเขาสองคนตั้งใจมาเป็นหมอจริง ๆ" แต่ในจังหวะที่ทุกคนเริ่มหายใจหายคอ เสียงเอะอะก็ดังขึ้นอีกครั้งจากหน้าอนามัย "หมอ!" "ช่วยด้วย!" "มีคนถูกงูกัด!" เสียงฝีเท้าหลายคู่รีบวิ่งเข้ามาใบข้าวกับศรันย์สบตากันราวกันสื่อสารกันด้วยกระแสจิตได้ก่อนจะลุกขึ้นพร้อมกันแทบจะในเวลาเดียวการเป็นหมอ...ไม่มีคำว่า "พัก"และบ้านห้วยขมิ้นแห่งนี้ก็ดูเหมือนจะมีเรื่องให้พวกเขาเรียนรู้อีกมากมายเหลือเกิน...สายฝนยังคงโปรยลงไม่ขาดสายราวกับจะชะล้างสิ่งปฏิกูลออกไปจากหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ ผืนป่าทั้งผืนมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านเรือนยอดไม้เป็นบางครั้งหมอสิงห์ยืนหอบอยู่กลางทางเดินในป่ามีดหมอในมือยังเปื้อนเลือดสีเขียวหนืดๆของอสูรกายประหลาดเสื้อผ้าขาดวิ่นจากการต่อสู้อย่างหนักแต่ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปยังเงาร่างที่กำลังหนีสุดชีวิตอยู่เบื้องหน้าเสี่ยหงวน...มันกำลังหนีหนีแบบคนที่ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว"มันไปทางนั้น!"เสียงเจ้าป่าดังขึ้นจากยอดไม้ทันใดนั้น เถาวัลย์เส้นใหญ่ก็พุ่งลงมาขวางทางหนีของเสี่ยหงวน"โครม!"ร่างของมันล้มกลิ้งไปกับพื้นโคลนอย่างน่าเวทนาเสี่ยหงวนรีบลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลก่อนจะหันไปตะโกน"หมอ!"หมอผีสองคนที่ยังรอดอยู่รีบพุ่งเข้าขวางหมอสิงห์ทันทีทั้งคู่ร่ายอาคมใส่อย่างไม่คิดชีวิตยันต์สีดำปลิวว่อนกลางสายฝนอสูรกายที่เหลือเพียงไม่กี่ตนส่งเสียงคำรามก้องป่าหมอสิงห์ถอนหายใจเบา ๆ"ยังไม่เข็ดกันอีก..."เขากำลูกประคำแน่นก่อนยกมีดหมอขึ้นแสงสีทองสว่างวาบกลางความมืดเสียงคาถาดังก้องไปทั่วผืนป่าเพียงไม่กี่กระบวนท่า...อาคมของหมอผีก็แตกกระจายเจ้าป่าปรากฏกายขึ้นด้านหลังเสียงค
ในที่สุดเสียงปืนก็เงียบลงแต่ความโกลาหลมันกลับเริ่มต้นขึ้นชัดยังคงคุกเข่ากอดร่างของผู้ใหญ่บ้านไว้แน่น เลือดสีแดงสดไหลผ่านปลายนิ้วไม่หยุด"พ่อ...""พ่อ..."น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวในวันนี้กลับสั่นเครือราวกับเด็กหลงทางผู้ใหญ่บ้านพยายามฝืนลืมตาแม้ใบหน้าจะซีดเผือด แต่ยังยิ้มให้ลูกชายหมอสิงห์รีบวิ่งเข้ามา ใช้มือกดบาดแผลและเอาสมุนไพรพอกลงบนแผลเพื่อห้ามเลือดทันทีเขาใช้สายตามองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่า...อาการสาหัสนัก!!! กระสุนถูกฝังอยู่ในอกซึ่งอาจจะถูกอวัยวะภายในดูจากบาดแผลคร่าวๆยะงมีความโชคดีที่ลูกกระสุนไม่ได้แตกข้างใน"ชัด!"หมอสิงห์ตะโกนเสียงดังร้องเรียก ชายหนุ่มที่ตอนนี้สติหลุดลอยไปเสียไกลแล้วชัดยังคงนิ่งพลางสะอึกสะอื้นทำแะไรไม่ถูกเหมือนไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว"ไอ้ชัดตั้งสติหน่อย!!"คำตะโกนครั้งที่สองทำให้ชัดสะดุ้งหมอสิงห์จับไหล่เขาแน่น"ถ้าเอ็งยังอยากให้พ่อรอด...รีบพาพ่อกลับอนามัยเดี๋ยวนี้!!!"ชัดมองหน้าหมอสิงห์ก่อนก้มลงมองพ่ออีกครั้งเขากัดฟันแน่นน้ำตาไหลอาบแก้ม เขาไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้เลยสักนิดเขาค่อย ๆ ช้อนร่างผู้ใหญ่บ้านขึ้นอุ้มไว้ทั้งตัวผู้ใหญ่บ้านตัวเบากว่าที่เขาจำได้มากเบาจน
ลานดินกว้างกลางป่าตกอยู่ในความเงียบงันเปลวคบเพลิงหลายสิบดวงลุกไหวตามแรงลมด้านหนึ่ง...หมอสิงห์ยืนสงบนิ่ง สะพายย่ามผ้าเก่า มีเพียงมีดหมอเล่มประจำกายอยู่ในมืออีกด้าน...เสี่ยหงวนยืนยิ้มเย็นอยู่ท่ามกลางลูกน้องนับสิบ หมอผีสามคน และอสูรกายที่หมอบอยู่รอบลานราวกับสัตว์ร้ายที่รอคำสั่งสายตาของทั้งสองประสานกันไม่มีใครหลบเสี่ยหงวนหัวเราะในลำคออย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง"ฮ่าๆๆๆ..กูคิดว่ามึงจะฉลาดกว่านี้ไอ้สิงห์!!!สุดท้ายก็เดินมาหาความตายเอง"หมอสิงห์ยิ้มบาง"คนที่จะตาย...คืนนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นใครอย่าพึ่งดีใจไป...เสี่ย"รอยยิ้มของเสี่ยหงวนหายไปทันทีมันยกมือขึ้นช้า ๆ"ยิง!"ปัง!ปัง!ปัง!เสียงปืนนับสิบกระบอกคำรามพร้อมกันห่ากระสุนพุ่งแหวกอากาศเข้าหาหมอสิงห์ราวกับสายฝนแต่ในวินาทีนั้น...หมอสิงห์หลับตาลงมือซ้ายยกขึ้นประนมเหนืออก ริมฝีปากท่องพระคาถาแผ่วเบา อักขระเลขยันต์ที่สักอยู่ตามตัวค่อยๆเปล่งรัศมีสีทองออกมาช้าๆทันใดนั้น...ลมเย็นสายหนึ่งหมุนวนรอบกาย ผ้ายันต์ในย่ามสะบัดขึ้นเอง ห่ากระสุนทั้งหมดกลับหยุดนิ่งห่างจากตัวเขาเพียงไม่กี่คืบ ราวกับพวกมันถูกหยุดด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น ก่อนจะร่วงกราวลงกับพื
ค่ำคืน...ปกคลุมผืนป่าจนมืดสนิทแต่บริเวณโรงเลื่อยของเสี่ยหงวนกลับยังสว่างไสวด้วยแสงไฟจากเครื่องปั่นไฟ เสียงหัวเราะ เสียงไพ่ และเสียงเหล้าชนแก้วดังระงมไปทั่วบริเวณลูกน้องหลายสิบคนไม่มีใครรู้เลยว่า...คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่อาณาจักรของพวกมันจะยืนหยัดอยู่ได้...ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตรผู้กองฉัตรกล้าหมอบอยู่ในพุ่มไม้พร้อมตำรวจและอาสาสมัครติดอาวุธทุกคนเงียบกริบได้ยินเพียงเสียงหายใจของกันและกันผู้กองกวาดตามองลูกน้องทีละคน ก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู23.00 น.เขาหันไปพยักหน้าให้จ่าหมื่นจ่าหมื่นยกมือส่งสัญญาณต่อเป็นทอด ๆตำรวจทุกนายปลดเซฟปืนเสียง "แกร๊ก" ดังพร้อมกันราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่หายนะผู้กองสูดลมหายใจลึกก่อนตะโกนสุดเสียง"นี่ตำรวจ!ทุกคนหมอบ!"สิ้นเสียง...ปัง!กระสุนเตือนนัดแรกพุ่งขึ้นฟ้าโรงเลื่อยทั้งโรงแตกตื่นทันที"ตำรวจบุก!""หนี!""เก็บของเว้ย!!"เสียงตะโกนโหวกเหวกดังระงมลูกน้องเสี่ยหงวนหลายคนคว้าปืนยิงสวนออกมาอย่างบ้าคลั่งเสียงปืนดังสนั่นไปทั่วหุบเขาผู้กองไม่เสียจังหวะ"ชุดหนึ่ง!""อ้อมซ้าย!""ชุดสอง!""ตัดทางหนีด้านหลัง!""ห้ามให้หลุดแม้แต่คนเดียว!"ตำรวจแยก
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังก้องขึ้นบันไดเรือนไม้ปัง!ประตูถูกผลักเปิดออกผู้กองฉัตรกล้าก้าวเข้ามาทั้งที่ยังหอบเหนื่อย เสื้อเชิ้ตเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการเร่งเดินทางมาตลอดทาง ทันทีที่เห็นหมอสิงห์ เขาก็เอ่ยขึ้นทันที"พี่ณีบอกว่ามีข่าวศรันย์"น้ำเสียงที่เคยสุขุม...บัดนี้กลับสั่นไหวอย่างปิดไม่มิดหมอสิงห์พยักหน้าช้า ๆ"เจอแล้ว"เพียงสองคำสั้น ๆ ผู้กองถึงกับทรุดนั่งลงบนพื้นเรือนอย่างหมดแรง เหมือนก้อนหินหนักอึ้งที่ทับอยู่บนอกมาตลอดหลายวัน ถูกยกออกไปเพียงครึ่งเดียว"ยังมีชีวิตใช่ไหม"เขาถามเสียงเบาหมอสิงห์ตอบทันที"ยังมีชีวิต"ผู้กองหลับตาลงครู่หนึ่งริมฝีปากที่เม้มแน่นมาตลอดค่อย ๆ คลายออกเขาไม่ได้พูดอะไรแต่ทุกคนบนเรือนต่างเห็น...ว่าไหล่ที่เคยเกร็งตลอดหลายวันนั้น สั่นเล็กน้อยหมอสิงห์ไม่ปล่อยให้ความโล่งใจนั้นอยู่นานเขาหยิบปากกากับกระดาษขึ้นมาวางบนพื้นเรือน แล้วเริ่มขีดแผนที่อย่างรวดเร็วทุกคนขยับเข้ามาล้อมวง"ฟังให้ดี"ปลายปากกาลากเป็นเส้นคดเคี้ยว"นี่...โรงเลื่อยของเสี่ยหงวน"เขาวงกลมจุดหนึ่ง"ที่นี่เป็นฐานพักของลูกน้อง""อาวุธ""ไม้เถื่อน""ของผิดกฎหมาย"จากนั้นลากเส้นไปอีกด้านหนึ่ง"ส่ว
ความมืดภายในโพรงหินยังคงเย็นเยียบดังเดิม ศรันย์นั่งพิงกำแพงหินอยู่ในลูกกรงเหล็ก ร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำจากการถูกลูกน้องเสี่ยหงวนซ้อมเพื่อเค้นถามเรื่องหมอสิงห์ แม้อีกฝ่ายจะยังไม่กล้าฆ่าเขา แต่ก็ไม่คิดจะปรานีแม้แต่น้อยริมฝีปากแตกหัวคิ้วมีเลือดแห้งเกรอะกรังข้อมือทั้งสองข้างถูกเชือกเสียดสีจนเป็นแผลหมอหนุ่มค่อย ๆ ถอนหายใจ"...อย่างน้อยก็ยังหายใจอยู่"เขาพยายามพูดติดตลกกับตัวเอง แม้เสียงจะแหบพร่าทันใดนั้น...ลมเย็นสายหนึ่งพัดผ่านลูกกรงเหล็กเข้ามาทั้งที่ภายในโพรงไม่มีลมเลยแม้แต่น้อยศรันย์เงยหน้าขึ้นทันที"ลม..."แสงจากคบไฟพลันไหววูบก่อนเงาร่างเล็ก ๆ ของเด็กหญิงในชุดไทยสีแดงจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางอากาศ"พี่หมอ..."เสียงใส ๆ ที่คุ้นเคยดังขึ้นศรันย์ถึงกับเบิกตากว้าง"แก้ว!"กุมารีแก้วรีบพุ่งเข้ามาเกาะลูกกรงใบหน้าจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยความเป็นห่วง"พี่หมอเจ็บไหม"คำถามสั้น ๆ นั้นทำให้ศรันย์ยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่ถูกจับ"เจ็บสิ...แต่พอเห็นแก้วแล้ว...พี่รู้สึกดีขึ้นเยอะที่เห็นแก้วนะ"กุมารีแก้วเม้มริมฝีปากดวงตาแดงระเรื่อ"แก้วมาช้า...ขอโทษนะ"ศรันย์รีบส่ายหน้า"ไม่ช้าหรอกแค่มาก็เก่งแล




![I'll follow Apollo [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


