로그인หลังจากเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย ป้าหอมร้องเรียกให้เด็กๆที่มามุงดูเรื่องราวฉุกเฉินนั้นไปเรียก"หมอสิงห์"เพื่อมาจัดการสิ่งที่หมอแขไทไม่อาจจะจัดการได้ เพียงไม่นานนักเสียงรถมอเตอร์ไซค์ก็ค่อย ๆ ดับลงหน้าอนามัย
ชายหนุ่มร่างสูงในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเข้ม กางเกงผ้าธรรมดา สะพายย่ามผ้าสีหม่น และหิ้วตะกร้าสมุนไพรเดินเข้ามาอย่างสงบ ดวงหน้าอันหล่อเหลาที่เรียกได้ว่าหล่อจนวัวตายควายล้ม นั้นเป็นอย่างไรใบข้าวก็พึ่งจะรู้เอาก็วันนี้แหล่ะ เขาไม่ได้ใส่เสื้อกาวน์ไม่ได้ถือกระเป๋าแพทย์ลายสักโผล่ออกมานอกสาบเสื้ออักขระเลขยันต์โบราณดูเข้มขลัังเมื่อแต่เมื่อชาวบ้านเห็นหน้า ต่างรีบเปิดทางให้ทันที ท่าทางของพวกเขานอบน้อมและเกรงกลัวชายหนุ่มเป็นอย่างมาก "หมอสิงห์มาแล้ว!" หมอสิงห์ สิงหกร เพียงพยักหน้าให้ทุกคน ก่อนเดินตรงไปยังผู้ป่วย เขาจับชีพจรเปิดเปลือกตาดมลมหายใจ จากนั้นจึงหยิบด้ายสายสิญจน์ สมุนไพร และเครื่องรางเล็ก ๆ ออกจากย่าม ใบข้าวรีบเดินเข้ามาขวาง "นั่นคุณกำลังจะทำอะไร!" หมอสิงห์เงยหน้ามองใบหน้าของหญิงสาวที่มอมแมมราวกับลูกหมาคลุกฝุ่น "รักษาคน" เขาตอบสั้นๆ "นี่ไม่ใช่วิธีรักษา!!คนไข้ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์คุณกำลังทำให้พวกเราทำงานไม่ได้นะคะ!!" หมอสิงห์ยิ้มมุมปาก "แล้วหมอก็รักษาไปแล้วไม่ใช่หรือแต่เขาก็ยังไม่หาย" คำพูดนั้นทำให้ใบข้าวชะงัก "คุณกำลังจะหลอกชาวบ้าน!ไสยศาสตร์ไม่มีจริงมันเป็นเรื่องอุปโลก!!คุณจะขายความเชื่อลมๆแล้งๆแบบนี้ไม่ได้นะ!!" หญิงสาวยังคงออกตัวห้ามปรามสุดกำลัง หมอสิงห์ถอนหายใจเบา ๆ "ถ้านี่ไม่มีจริง...หมอแขไทคงไม่เสียเวลาตามผมหรอก...จริงไหม?" เขาทำหน้าตายียวนกวนประสาทหญิงสาว "คุณ—" "พอ!!!!" เสียงหมอแขไทดังขึ้น "หมอใบข้าว!!!ยืนดูเฉย ๆ..ถ้ามีอะไรผิดปกติ อาจารย์รับผิดชอบเอง" ใบข้าวเม้มริมฝีปากอย่างไม่พอใจ ศรันย์ที่นิ่งเงียบมานานรีบดึงเพื่อนสาวออกมาจากตรงนั้นพลางจับไหล่เธอเอาไว้แน่น "อย่าพึ่งไปขวางเขาเลยแก อาการแบบนี้ถ้าผีไม่เข้าแกรักษาได้เหรอขนาดอาจาร์ยหมอยังรักษาไม่ได้เลย อยู่เงียบๆ!!" หมอสิงห์จุดเทียนเล่มเล็ก หยิบสมุนไพรออกมาสองสามอย่างแล้วจุดไฟเผาควันสีขาวค่อย ๆ ลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ เขาเริ่มสวดคาถาเสียงแผ่ว ไม่นาน... ลมเย็นๆก็พัดเข้ามาทั้งๆที่ด้านนอกอนามัยไม่มีลมเลยสักไหว เปลวเทียนสั่นไหวรุนแรงราวกับจะดับเสียให้ได้ ฉับพลันกลิ่นเหม็นเน่าราวกับซากสัตว์ที่ตายมานานโชยเข้ามาในห้องตรวจจนเหม็นคลุ้งไปทั่ว เดือนกับดาวมองหน้ากันแล้วก็กอดกันอย่างหวาดกลัวจนไม่กล้าขยับไปไหน ป้าหอมยกมือไหว้โดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้น... เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่งเสีนงกรีดร้องนั้นโหยหวนราวกับจะจวนเจียนตายแหล่ะมิตายแหล่ แต่ไม่มีใครรู้ว่ามาจากทางไหนมันลอยมาตามสายลมที่กรรโชกเพียงชั่วครู่ จากนั้นผู้ป่วยก็ดีดดิ้นอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกโพลง หมอแขไทกับศรันย์ช่วยกันเข้าจับไม่ให้ผู้ป่วยลุกขึ้นหนี ศรันย์กรีดร้องด้วยน้ำตาที่ไหลพรากเพราะความกลัวแต่ก็ห่วงผู้ป่วยด้วย ก่อนที่ผู้ป่วยนั้นจะตะโกนด้วยเสียงที่ไม่ใช่เสียงของตัวเองมันเป็นเสียงของหญิงสาวที่สูงวัย "อย่ามายุ่งกับกู!!!!! อ้ากกกกกกก!!!!! " ไฟในห้องกระพริบวูบหนึ่งแล้วดับลงเมื่อไฟสำรองติดขึ้นอีกครั้ง ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะสงบลง เพียงแต่ร่างของผู้ป่วยกลับลอยขึ้นจากเตียงโดยไร้กฏของฟิสิกส์ใดๆ ศรันย์รีบผละหนีมาแอบอยู่ด้านหลังใบข้าวที่ ตะลึงมองภาพเบื้องหน้าเหมือนกำลังมองหนังผีสดๆอยู่ หมอสิงห์ใช้นิ้วแตะหน้าผากผู้ป่วยก่อนกล่าวเสียงหนักแน่นทรงผลังจนผู้ได้ยินหัวใจถึงกับกระตุกวูบ "ออกไป!!!" ผู้ป่วยอ้าปากกว้างโก่งคออาเจียนพรวด น้ำสีดำข้นไหลนองพื้นกลิ่นเหม็นเน่าจนทุกคนต้องปิดจมูกภายในกองของเหลวนั้น... มีตะปูขึ้นสนิมหลายตัว เส้นผมพันกันเป็นก้อน และเศษผ้าสีดำเปียกชุ่ม ไม่นาน...ผู้ป่วยก็ล้มตัวลงนอน ใบหน้าที่เคยซีดเผือดกลับมามีเลือดฝาดอีกครั้งชีพจรกลับมาเป็นปกติ เสียงลมหายใจที่เป็นจังหวะบ่งบอกเพียงว่าเขาแค่หลับไปเพียงเท่านั้น ห้องทั้งห้องเงียบงัน ใบข้าวยืนนิ่งเธออธิบายสิ่งที่เห็นไม่ได้เลย มันผิดหลักกฏเกณฑ์ที่เธอคาดเดาเอาไว้ไปมากนี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกกลัว ... หลังผู้ป่วยถูกพาไปพักรักษาตัวต่อหมอสิงห์หันมาหาใบข้าวด้วยสีหน้าและแววตาอันยะเยือกเย็น "คราวหน้าถ้าเป็นนักท่องเที่ยวอย่าเข้ามายุ่งเรื่องของชาวบ้านมันอันตราย คนที่ไม่เชื่อห่าเหวอะไรแบบคุณ ตายไวกันเยอะ อย่างไอ้หมอนี่...ไปปากหมาใส่ใครเขาไว้ไม่รู้เกือบตายเห็นไหม" หมอสิงห์ยื่นตะปูขึ้นสนิมและเศษผมในผ้ายันต์สีแดงให้ใบข้าวดู ใบข้าวหน้าแดงขึ้นด้วยความโมโห "ใครเป็นนักท่องเที่ยว!!แล้วคุณล่ะเอาไสยศาสตร์มาหลอกคนป่วย!!!หากินง่ายเกินไปไหมนี่ชีวิตคนทั้งคนนะเว้ย!!" ทั้งสองเถียงกันจนชาวบ้านต้องถอยหนีหมอแขไทรีบเข้ามาห้ามก่อนที่จะเกิดเรื่องเกิดราวมากกว่านี้ ก่อนที่จะหัวเราะเบา ๆให้กับคนหนุ่มสาวเลือดร้อน "พอๆทั้งคู่...จะทะเลาะกันทำไม??..สิงห์...นี่หมอใบข้าวหมอใหม่ของอนามัยหมอใบข้าว!!! นี่สิงห์ เป็นหมอธรรมหมอสมุนไพรขึ้นชื่อในแถบนี้เขาคอยปกป้องหมู่บ้านนี้ด้วยวิธีของเขาส่วนเราก็รักษาหมู่บ้านนี้ด้วยวิธีของเรา ฉะนั้น...อย่าทะเลาะกันเลยนะ " หมอสิงห์นิ่งไปชั่วครู่สายตาคมยังคงมองร่างบางที่กำลังขู่ฟ่อๆราวกับลูกแมวคลุกฝุ่นตัวน้อยๆ ดวงหน้าเปรอะฝุ่นจรมองไม่ออกว่าคนหรือผีผมเผ้ารุงรังเสื้อผ้ายับเยินราวกับวิ่งผ่านสนามรบมาอย่างไรอย่างนั้น ส่วนใบข้าวก็กอดอกเชิดหน้าไม่ยี่หร่ะต่อสายตาอันหล่อเหลาที่มองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า อีโก้หมอมันสูงจะยอมได้ยังไงกันหนอ ทั้งสองสบตากัน ไฟแต้นนัยตาจ้องกันไม่กระพริบต่างคนต่างอีโก้สูง นายเป็นหมอเก๊ ฉันหมอแท้ ลองดูใครจะแน่ไม่มีใครยอมใคร ก่อนจะสะบัดหน้าหนีคนละทาง ในที่สุดท้องฟ้าก็แปรเปลี่ยนเป็นสีกำมะหยี่ ผู้ป่วยทั้งสองคนได้รับการรักษาที่ถูกต้องแล้วก็ม่อยหลับไป ใบขาวรู้สึกเหนียวตัวจึงขอกลับบ้านพักก่อน ขณะใบข้าวกำลังเดินกลับบ้านพักเธอสังเกตเห็นเงาร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งเงียบอยู่ใต้ต้นไม้ หน้าอนามัย แสงที่ลอดออกจากตัวอาคารเผยให้เห็นลักษณะของเขาอย่างเด่นชัด เสื้อผ้าขมุกขมอมสีเขียวเข้ม ใบหน้าหม่นหมอง กางเกงเปื้อนเลือด ขาดเป็นทางยาว ที่ขามีแผลยาวจากของมีคมลากยาวจนถึงเข่า เขากำลังบาดเจ็บแต่กลับไม่ยอมเข้ามาทำแผล "คุณมีบาดเเผลนี่ทำไมถึงไม่ไปทำแผลคะ" ใบข้าวร้องทัก พล่งเดินเข้าไปดูบาดแผลใกล้ๆ ถึงจะเป็นเเผลไม่ลึกมากแต่ก็ทำให้มันดูน่าหงาดกลัวอยู่ไม่น้อย ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองร่างบางที่มอมแมมไม่ต่างจากเขา "แผลผมนิดเดียวไม่เป็นไรหรอกแต่เพื่อนผม..." เขาหันมองที่อนามัยด้วยแววตาเป็นห่วงสันกรามขบแน่นด้วยความรู้สึกที่เสียใจอย่างสุดซึ้ง หญิงสาวหายเข้าไปในอนามัยสักครู่ก่อนจะออกมาพร้อมกับอุปกรณ์ทำแผล หมอใบข้าวหย่อนกายนั่งลงข้าง ๆชายหนุ่ม "เพื่อนๆของคุณพ้นขีดอันตรายแล้ว ให้ฉันทำแผลให้คุณนะคะ มา...คุณบอกฉันๆด้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น" ใบข้าวถามพลางค่อยๆล้างแผล ชายหนุ่มนิ่งเงียบไม่สะทกสะท้านถึงความเจ็บแปลบที่ต้นขาเลยสักนิดก่อนจะตอบเสียงเบา "พวกเราเข้าป่าตามปรกตินี่แหล่ะครับ...ตอนแรกคิดว่าโดนหมี" เขากำมือแน่น แววตาของเขาแข็งกร้าวราวกับพยายามข่มใจที่จะนึกถึงเรื่องราวในอดีต "แต่รอยที่เห็น...มันไม่ใช่รอยหมี" ใบข้าวขมวดคิ้ว "แล้วมันคืออะไร" ชายหนุ่มมองลึกเข้าไปในผืนป่าที่เริ่มมืดลง ก่อนพูดเพียงประโยคเดียว "ที่ป่าหลังหมู่บ้าน...กำลังมีบางอย่างตื่นขึ้นมา..." " พี่เกล้า!!!!! พ่อครูเรียกจ๊ะ!!! " เสียงแจ้วๆของเด็กชายวัยสิบสามปีร้องเรียกชายหนุ่มเขายืดกายขึ้นเต็มอก พลางมองไปยังต้นเสียง ต้วนวิ่งฝ่าความมืดพร้อมไฟฉายบนหัวมาแต่ไกลๆ " พ่อครูมีเรื่องด่วนจ๊ะพี่!!" เด็กชายหยุดวิ่งใกล้ๆทั้งคู่ก่อนจะโก่งตัวหอบเหนื่อยหลังจากที่วิ่งมาเสียไกลโข " เอ่อๆ ข้าไปเดี๋ยวนี้!!! " ชายหนุ่มหันไปตอบกลับพร้อมๆกับที่ใบข้าวทำแผลเสร็จสรรพพอดี " ฉันต้องรีบไปแล้วขอบคุณนะครับหมอ" ชายหนุ่มยกมือประนมไหว้ก่อนจะกึ่งวิ่งกึ่งเดินกระเเผลกๆไปยังเด็กชายตัวน้อย แล้วพากันเร่งรีบ เดินทางไปยัง ที่ๆถูกเรียกตัว ปล่อยให้ใบข้าวนั่งมองตามหลังด้วยความสงสัยอยู่อย่างนั้นภายในห้องประชุมเล็ก ๆ ของอนามัยบ้านห้วยขมิ้น เต็มไปด้วยบรรยากาศอันหนักอึ้ง เสียจนได้ยินเพียงเสียงพัดลมเพดานหมุนครืดคราดอยู่เหนือศีรษะด้านนอกหน้าต่างชาวบ้านกำลังช่วยกันเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทั้งหกเข้าไปยังห้องพักผู้ป่วยชั่วคราวโดยมีเสียงครางของผู้ป้วยและเสียงออกคำสั่งของชาวบ้านดังเป็นระยะ ๆ ที่เสียงครางดังลอดเข้ามายังห้องประชุมเล็กๆของอนามัย"อ่า...""อ่า..."เสียงนั้นทำให้ทุกคนในห้องรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นทางตันที่อื้ออึงไปด้วยปริศนาหมอแขไททนนั่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะถอดแว่นออกมานวดสันจมูก ใบหน้าของแพทย์อาวุโสเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนและหนักใจตั้งแต่เป็นหมอมา เขาเคยรักษาคนมานับหมื่น เคยเจอทั้งโรคระบาดอุบัติเหตุหมู่คนถูกยิงคนถูกงูกัดคนถูกหมีตะปบถึงแม้จะเคยเจอ เคสที่ถูกีเข้าหรือผีทำร้ายอยู่บ้าง แต่เขาไม่เคยเจอเคสแบบนี้ ไม่เคยเจอคนที่เหมือนตายแล้ว แต่กลับยังมีชีวิตอยู่"เอาล่ะ"หมอแขไทเป็นคนทำลายความเงียบขึ้นก่อน ทุกสายตาหันมามอง ชายชราสูดลมหายใจลึกก่อนพูดช้า ๆ เพื่อทำลายความเงียบงันที่แสนอึดอัดนี้"พวกเราอ้อมค้อมกันมามากพอแล้วผมอยากถามตรง ๆ"เขา
ตลอดทางจากวัดมายังอนามัยบ้านห้วยขมิ้นมันราวกับพวกเขารู้ตัวว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้างในอนาคตไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่ศรันย์ที่ปกติพูดไม่หยุดก็ยังเงียบเพราะสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านเล่าไว้ฟังดูเหลือเชื่อเกินไป...เมื่อมาถึงอนามัย ภาพตรงหน้ากลับทำให้ทุกคนชะงักชาวบ้านกว่าสิบคนกำลังมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่หน้าอนามัยหมอแขไทยืนคุมสถานการณ์อยู่ไม่ไกลทันทีที่เห็นหมอสิงห์และหมอทั้งสอง อาจารย์หมอก็ถอนหายใจโล่งอก เขากวักมือเรียกทุกคนทันทีที่พวกเขาก้าวลงจากรถ"มาสัก ทีรีบมาดูนี่หน่อย"ทุกคนรีบเดินเข้าไปตามคำเชิญ ก่อนจะพบกับกลุ่มคนที่ถูกมัดติดกับต้นไม้ด้วยเชือกหลายเส้นผู้ป่วยซูบผอมผิดปกติผิวหนังซีดราวกับไร้ซึ่งเลือดฟาด ดวงตาเบิกกว้างจนเห็นตาขาวมากกว่าปกติริมฝีปากแห้งแตกแต่ไม่มีบาดแผลไม่มีร่องรอยการถูกกัดไม่มีรอยฟกช้ำไม่มีเลือด...ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นช้า ๆก่อนส่งเสียงออกมา"อ่า...""...อ่า...""...อ่า..."ศรันย์ถึงกับหยุดเดิน"เดี๋ยวนะ...ทำไมฟังเหมือนซอมบี้เลย"ชาวบ้านคนหนึ่งพยักหน้าแรง"ใช่ครับหมอเมื่อคืนผมนอนไม่หลับเลยดูหนังผีฝรั่งมันเหมือนเป๊ะ! เเต่นี่มันเหมือนคนมากกว่าไม่มีบาดแผล"
แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านยอดไม้ใหญ่ภายในวัดบ้านห้วยขมิ้น แม้หมู่บ้านจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว แต่ความหวาดกลัวจากสองคืนที่ผ่านมา ยังคงตกค้างอยู่ในหัวใจของผู้คนใบข้าวแทบวิ่งออกจากอนามัยทันทีที่จักรมาบอกข่าว ศรันย์วิ่งตามหลังมาติด ๆ ส่วนผู้กองฉัตรกล้าที่กำลังพูดคุยเรื่องเวรยามกับตำรวจตระเวนชายแดนอยู่หน้าอนามัยก็รีบตามมาด้วยเช่นกันเมื่อทั้งสามมาถึงวัดสายตาของใบข้าวก็หันไปทางชายป่าท้ายวัดทันที แล้วหัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้น ร่างสูงในเสื้อม่อฮ่อมสีเข้มกำลังเดินออกมาจากแนวไม้แม้เสื้อผ้าจะเปื้อนดินแม้จะมีรอยขาดจากกิ่งไม้แม้ใบหน้าจะดูอิดโรยจากการอดหลับอดนอน แต่หมอสิงห์ก็ยังคงเป็นหมอสิงห์ ชายหนุ่มผู้มีแววตาแน่วแน่เสมอ ใบข้าวไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังวิ่ง จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา"คุณ!"หมอสิงห์ชะงักก่อนยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นหญิงสาวทั้งใจของเขารู้สึกราวกับ มีแมลงบินอยู่ข้างในอก"หมอ"ใบข้าวมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าราวกับกำลังตรวจคนไข้"เจ็บตรงไหนไหมได้กินข้าวหรือเปล่าเป็นไข้ไหมมีแผลตรงไหนหรือเปล่า"คำถามรัวเร็วจนหมอสิงห์หัวเราะเบา ๆเขารู้สึกดีจนอธิบายไม่ถูก "ใจเย็นก่อนผมยังไม่
หลังจากที่ค่ำคืนอันปสนจะยาวนานผ่านพ้นไป สิงห์รับเร่งออกเดินทางทันทีที่แสงแรกของวันสาดลงสู่ผืนป่ากระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุดวงจิตพี่พรายถูกเก็บไว้ในย่ามอย่างทะนุถนอมส่วนจุกนั้นลอยนำทางอยู่ข้างหน้าอย่างตั้งใจคอยปัดเป่าเหล่าสัมภเวสีและไล่สัตว์มีพิษน้อยใหญ่ให้ ผู้ที่เขาเรียกว่าพ่อชายหนุ่มตั้งใจจะกลับถึงบ้านห้วยขมิ้นก่อนค่ำแต่ยิ่งเดิน...เขาก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความผิดปกติผืนป่าเงียบเกินไปเงียบจนผิดธรรมชาติไม่มีเสียงนกไม่มีเสียงลิงแม้แต่สัตว์เล็ก ๆ ก็แทบไม่ปรากฏให้เห็นราวกับทุกชีวิตกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง" พ่อ!!! มันมีบางอย่างแปลกๆ"จุกหยุดชะงักก่อนจะค่อยๆลอยมาใกล้ๆชายหนุ่มไม่นานนักพวกเขาก็พบต้นเหตุ เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากด้านหน้า เงาดำหลายสิบร่างพุ่งผ่านแนวไม้ร่างกายของพวกมันบิดเบี้ยว บ้างไส้ทะลัก บ้างคอหัก บ้างกลางตัวเป็นรูโบ๋ กลิ่นสะอิสะเอียนลอยอวนอยู่ในอากาศ มันคือผีป่า แต่ไม่ใช่ผีป่าที่พวกเขาคุ้นเคย ดวงตาของพวกมันแดงฉาน สีหน้าบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งบางตนไล่กัดกินกันเองบางตนร้องไห้คร่ำครวญบางตนพุ่งชนต้นไม้จนร่างแตกสลายราวกับมันกำลังเสียสติจุกหน้าซีด"พ่อ...พวกผีป่าเป็
สิงห์แทบไม่ได้หยุดพักเลยตั้งแต่ออกจากหมู่บ้าน เขาเดินฝ่าป่ามาสองวันเต็ม ข้ามลำห้วยปีนหน้าผาสูง ลัดเลาะไปตามทางสัตว์ จนกระทั่งช่วงบ่ายของวันที่สอง เสียงน้ำตกก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า ดัง ซ่าๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขาถึงที่หมายแล้ใจุกที่ลอยนำทางอยู่รีบหันกลับมาบอกอย่างตื่นเต้น"พ่อ!!...ถึงแล้วครับ"หมอสิงห์เร่งฝีเท้าทันที หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่นานนักม่านน้ำตกสีขาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ละอองน้ำลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณราวกับเป็นม่านหมอกในความฝัน แอ่งน้ำใสสะท้อนแสงแดดยามบ่ายเป็นประกาย ระยิบระยับ แต่สิ่งที่อยู่ริมแอ่งน้ำทำให้ชายหนุ่มหยุดนิ่ง ร่างเล็ก ๆ สีฟ้าจาง ๆ กำลังขดตัวอยู่ใต้ก้อนหินไม่มีรูปร่างเป็นหญิงสาวงดงามอีกแล้วไม่มีเส้นผมยาวสลวยไม่มีอาภรณ์งดงามเหลือเพียงก้อนพลังงานคล้ายสไลม์โปร่งแสงขนาดเท่าลูกมะพร้าว มันค่อย ๆ กระเพื่อมอยู่ช้า ๆ หมอสิงห์รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัด"พี่พราย..."เสียงของเขาแผ่วเบาราวกับว่าหวาดกลัวว่าสิ่งที่เห็นนั้นจะปลิงหายไปในทันที ก้อนพลังงานนั้นค่อย ๆ ขยับ ตอบสนองเสียงเรียก ก่อนจะมีดวงตาสองดวงปรากฏขึ้น ในก้อนนั้น มันมองมาที่เขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่งเสียงแ
อนามัยบ้านห้วยขมิ้นยังคงสว่างไสว แม้เวลาจะล่วงเลยเข้าสู่เกือบเที่ยงคืนภายในห้องผู้ป่วย...ชายชราชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงให้น้ำเกลือ เขาถูกลูกหลานหามมาจากหมู่บ้านบนดอยเมื่อวานนี้ ด้วยอาการปอดอักเสบรุนแรงและไข้สูงหลายวันหมอใบข้าวนั่งเขียนเวชระเบียนอยู่หน้าโต๊ะส่วนหมอศรันย์กำลังตรวจวัดความดันผู้ป่วยซ้ำอีกครั้ง วันนี้ทั้งสองคนเข้าเวรพร้อมกันเพื่อให้เดือน กับดาวได้ลาพักหลังจากที่ทำงานเหนื่อยมานาน"ไข้ลดลงแล้ว"ศรันย์ถอนหายใจอย่างโล่งอกใบข้าวยิ้มบาง ๆ"อย่างน้อยคืนนี้ก็คงได้นั่งพักสัก..."ปัง!เสียงประตูอนามัยถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ยังไม่ทันที่ใบข้าวจะพูดจบเสียด้วยซ้ำทั้งสองสะดุ้งพร้อมกันต้วนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาเป็นคนแรกในมือหอบหมอนกับผ้าห่มและตุ๊กตาหุ่นพยนต์ที่หมอสิงห์ให้เอาไว้ตามมาด้วยกุมารีแก้วและพี่ณีทว่าครั้งนี้...พี่ณีดูแปลกๆไป จากที่เป็นผีที่อารมณ์ดี ขี้เล่นและบรรยากาศของเธอจะสบายๆกว่าผีตนอื่นๆ แต่ตอนนี้เธอไม่มีรอยยิ้มแม้แต่น้อยสีผิวซีดขาว...ใบหน้าเคร่งเครียด...ดวงตาคมกริบที่ไร้ตาขาวจับจ้องออกไปนอกอาคาร"หมอ!"เสียงของเธอดังหนักแน่นกว่าทุกครั้ง"รีบปิดประตู!ปิดห







