LOGINกาลเวลาผ่านไปราวเกือบเดือน...วิถีชีวิตของหมอใบข้าวและหมอศรันย์ก็เริ่มกลมกลืนกับวิถีของบ้านห้วยขมิ้นมากขึ้น หมอหนุ่มตี๋ที่ชาวบ้านสาวๆต่างกรีดร้องยามที่เห็นเขายิ้ม ก็ได้รู้แล้วว่าจริงๆแล้วเขาคือหญิงสาวร่างบางตัวเล็กตัวน้อยที่ยามเห็นชายหนุ่มเมื่อไหร่อาการสะดีดสะดิ้งของเขานั้นยิ่งกว่าพวกเธอเสียอีก
"ฉันรึก็นึกว่าหมอศรันย์จะเป็นแฟนกับหมอใบข้าว ที่ไหนได้ เป็นเพื่อนสาวกันเสียนี่!!" "ฉันสิ...อกหักไม่พอเรดาห์พังถล่มถลายเสียอีก!! " เสียงซุบซิบของหญิงสาวที่มองคุณหมอหนุ่มออกสาวกำลังผัดแป้งบิดซ้ายขวาอยู่หน้ากะจกในอนามัย ในทุกๆเช้า ทั้งคู่จะตื่นมาตรวจคนไข้ตามหน้าที่มีคนไข้เยอะบ้างน้อยบ้าง ช่วงสายออกเยี่ยมผู้ป่วยติดบ้าน ช่วงบ่ายสอนชาวบ้านเรื่องสุขภาพ บางวันก็ช่วยทำคลอด บางวันก็เย็บแผลจากมีดพร้าหรืออุบัติเหตุในไร่ แม้จะเหนื่อยแทบไม่มีเวลาหายใจ แต่รอยยิ้มและคำว่า "ขอบคุณนะหมอ" ของชาวบ้าน ก็ทำให้ทั้งสองรู้สึกว่าการเลือกมาที่นี่...เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง สายวันนี้ก็เช่นกัน ใบข้าวกำลังตรวจความดันให้คุณตาคนหนึ่ง ส่วนศรันย์กำลังนั่งฟังเสียงปอดของเด็กน้อยวัยห้าขวบ ทันใดนั้น... เอี๊ยดดดด! เสียงรถจี๊บคันใหญ่จอดหน้าลานอนามัยทุกคนหันไปมองพร้อมกันเป็นตาเดียว บานประตูรถถูกเปิดออกชายหนุ่มร่างสูงกำยำในชุดตำรวจตระเวนชายแดนก้าวลงมาก่อนเป็นคนแรก เขาเป็นชายที่รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่ผายกว้าง ผิวเข้มจากการกรำแดด ใบหน้าคมเข้มสมชายชาตรี ดวงตาดุดันแข็งกร้าวจนเด็กแถวหน้าศาลารีบหลบสายตากันเป็นแถวยามที่เขาเดินผ่าน ศรันย์ถึงกับเผลออ้าปากค้าง สายตาของเกย์หนุ่มระยิบระยับราวกับพบเจอกับสิ่งที่ถูกใจ "โอ้โห...นี่คนหรือพระเอกละคร...หล่อแบบเถื่อน ๆ แต่โคตรเท่...ใครแต่งหน้าให้โลกใบนี้เนี่ย...ใจเย็นศรันย์...แกเป็นหมอ...แกเป็นหมอ..." "โอ๊ย...หัวใจจะวาย..." ศรันย์รีบหันหน้าหนี พลางยกแฟ้มคนไข้ขึ้นมาบังหน้า แต่หูกลับแดงไปหมด หัวใจของเขาเต้นระส่ำราวกับกลองเพลที่ตีไม่เป็นจังหวะ ด้านหลังชายร่างใหญ่ มีชายหนุ่มหน้าตาดีอีกคนเดินลงมาตามหลังติดๆ หน้าตาตี๋สะอาดสะอ้าน ผมหวีปาดเรียบ ดูภูมิฐานผิดกับสายตาเจ้าชู้ที่กวาดมองไปทั่วอนามัยจนดระทั่งเห็นร่าเน่งน้อยสองร่างที่ห้องจ่ายยา ชายหนุ่มเจ้าสำราญก็รีบปรี่ไปยังเป้าหมายตรงหน้าโดยไม่สนใจสิ่งใดอีก และคนสุดท้าย...จ่าร่างเตี้ยท้วม ใบหน้ายิ้มแย้มเหมือนแป๊ะยิ้มท่าทางใจดี เขาเดินลงจากรถเป็นคนสุดท้ายพร้อมหิ้วถุงกล้วยแขกมาสามถุงใหญ่ เขายื่นถุงกล้วยแขกสองถุงให้หมอศรันย์ก่อนจะหลบไปนั่งกินในส่วนของตัวเองตรงเก้าอี้พักคอย "โอ้ย...กล้วยแขกของร้านป้าสร้อยยังอร่อยเหมือนเดิมเลยเนาะป้าหอม" ป้าหอมหัวเราะพลางหยิบเอากล้วยแขกร้อนๆในถุงที่ศรันย์ยื่นให้ เข้าปาก ความกรอบนุ่มชุ่มฉ่ำ หอมกลิ่นมะพร้าวแล้วแป้งที่มีรสชาติหวานไม่มาก และเนื้อกล้วยที่ไม่เละเกินไปนั้น หล่อนเองก็อดที่จะพยักหน้าเห็นด้วยไม่ได้ "จ่าหมื่น ก็ช่างสรรหาของอร่อยมาฝากเหมือนกันนะ...ปากนั่นเคยหยุดทานบ้างไหมเนี้ยะ!! ดูเอาเถอะพุงจ่าจะแตกเสียให้ได้!!" "ก็ของอร่อยมันห้ามใจไม่ได้นี่ครับ" ทุกคนหัวเราะกับความอารมณ์ดีของจ่าแก่ทันที ขณะที่ชายหนุ่มหน้าดุคนที่ศรันย์ใจเต้นด้วยเดินดุ่ม ๆ เข้าห้องหมอแขไทราวกับเป็นบ้านตัวเองไม่สนคำทักทายของใครสักคนไม่สนแม้กระทั่งเกย์หนุ่มร่างเล็ดร่างน้อยที่ขวยเขินเขาจนไม่เป็นอันทำการทำงาน "อาจารย์" หมอแขไทเงยหน้าขึ้นก่อนยิ้มเมื่อเห็นร่างสูงที่โผล่มาเอาเสียดื้อๆ "อ้าว...ผู้กองกล้ากลับมาจากลาดตระเวนแล้วหรือ" ผู้กองพยักหน้า "ครับ....มีคำสั่งจากอำเภอให้พาหมอเข้าไปตรวจคนป่วยในหมู่บ้านชนเผ่าด้านในช่วงนี้มีคนป่วยหลายรายอยู่ หมอพอจะไปได้ไหมครับ" หมอแขไทพยักหน้าครุ่นคิด พลางหันไปมองหมอรุ่นใหม่ไฟแรงสองคนที่กำลังตื่นตาตื่นใจกับกล้วยแขกที่รสเลิสจนดวงตาอันอ่อนล้าของพวกเขาเปล่งประกายวาววับ "เดี๋ยวผมจัดทีมให้ มีหมอใหม่เข้ามาพอดี น่าจะไม่มีปัญหาอะไรเดี๋ยวอีกสองสามวันผมจะให้คนไปบอกผู้กองนะครับ" หมอแขไทส่งยิ้มอบอุ่น เขามองชายหนุ่มร่างสูงตรงหน้าที่กำลังสนใจอยู่กับโมเดลฟันบนโต๊ะทำงานของเขา เขาหวนนึกถึงเมื่อยี่สิบปีก่อน เด็กผู้ชายตัวน้อยที่ขี้แยและเจ็บตัวทุกๆวันเพราะถูกเด็กโตกลั่นแกล้ง และทุกครั้งเด็กคนนั้นก็จะถูกสิงห์ ที่ตอนนั้นยังเป็นแค่เด็กชายสิงห์แบกเขามาที่อนามัยอยู่ตลอดเวลา บัดนี้เด็กคนนั้นกลับดูองอาจและกล้าหาญขนาดนี้ เขาเองก็อดทาี่จะภูมิใจที่เห็นเขาเติบโตได้ขนาดนี้ไม่ได้ ที่หน้าห้องจ่ายยา...จ่ากรก็รีบเดินตรงไปหาพยาบาลฝาแฝดทันทีเขาเอนกายลงบนเค้าท์เตอร์ พลางจีบปากจีบคอพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน "สวัสดีครับคุณเดือน" สกาวเดือนเงยหน้าจากแฟ้มตรงหน้าพลางตอบชายหนถ่มด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ฉันดาวค่ะ" จ่ากรชะงักทำสีหน้าเหมือนปวดอึแต่อึไม่ออก "อ้าว..." "งั้น..." เขารีบหันไปหาอีกคนที่ดำลังง่วนอยู่กับการจัดยา "สวัสดีครับคุณดาวดาว" ดาราพรายยิ้มหวานก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา "ฉันเดือนค่ะ" เสียงหัวเราะดังลั่นทั้งอนามัย จ่าหมื่นถึงกับสำลักกล้วยแขก "ฮ่า ๆ ๆ จีบผิดอีกแล้วไอ้กร ว่าแต่คนไหนดาวคนไหนเดือน กูก็ยังแยกไม่ออกเหมือนกันว่ะ ฮ่าๆๆๆๆ" จ่ากรเกาศีรษะเขิน ๆ พลางมองสองสาวสลับกันไปมา "ก็หน้าเหมือนกันทุกที..." เดือนกับดาวมองหน้ากันก่อนหัวเราะจนตาหยี ทันใดนั้น...เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ก็ดังผ่านหน้าอนามัย เสียงเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ดังเสียงแปลกๆ มันคล้ายๆเสียงคนกำลังจมน้ำ ครืนนนน...บรุ๋นๆๆๆ หมอสิงห์ขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจผ่านหน้าอนามัยอย่างสบายอารมณ์ด้านหลังมีชะลอมที่บรรจุของป่าเต็มลำ ผู้กองฉัตรกล้าหันไปเห็นเงาร่างที่คุ้นตาพอดีดวงตาคมวาวก็เปล่งปนะกายขึ้นทันทีราวกับเห็นของเล่นที่โปรดปราณ "ไอ้สิงห์!" หมอสิงห์หันมาเห็นชายหนุ่มร่างสูงกำยำที่ยืนจังก้าอยู่หน้าอนามัย "..." "เอ้อ!!!" เขาตะโกนทักก่อนจะขับมอเตอร์ไซค์ผ่านไปราวกับว่าไม่ได้เกิดอะไรขึ้น ผู้กองหนุ่มรีบคว้ากุญแจรถจากพุงอ้วนๆของจ่าหมื่นก่อนตะโกนเสียงดังไล่หลังชายหนุ่มที่ขับมอเตอร์ไซค์ห่างไกลไปทุกทีๆ "หยุดเดี๋ยวนี้!นะเว้ย!!!ไอ้หมอผีเก๊ !!!!ข้อหาหลอกลวงผู้บริโภค!แกต้องโดนจับแน่!!" เขาตะโกนก้องเสียงดังราวกับฟ้าดินจะถล่มถลายหมอสิงห์หัวเราะ "แน่จริงก็ตามมาจับสิสิผู้กอง!" สิ้นคำ...รถมอเตอร์ไซค์ก็พุ่งออกไปไวกว่าเดิมทันที "ไอ้สิงห์!" รถจี๊บ ตชด. สตาร์ตเครื่องเสียงดังสนั่นก่อนพุ่งตามไปติด ๆ ฝุ่นสีแดงฟุ้งไปทั่วทั้งลานอนามัย ใบข้าวยืนกอดอก มองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มสะใจเล็ก ๆ "สม...โดนจับให้เข็ดซะบ้าง" หมอแขไทหัวเราะเบา ๆ "แต่ฉันว่า...ผู้กองคงจับไม่ได้หรอก" "ทำไมเหรอคะ" "ไม่รู้สิ" เขาทิ้งปริศนาให้หญิงสาวสงสัย พลางตบบ่าบางเบาๆก่อนจะหันไปหาจ่าหมื่นแล้วพูดคุยบางอย่าฃกับเขา ใบข้าวย่นจมูก มองดูฝุ่นควันของรถจิ๊บที่กำลังค่อยๆลับหายไปกับระยะทาง เสียงมอเตอร์ไซค์ของหมอสิงห์ค่อย ๆ ดับลงหน้าบ้านไม้ใต้ต้นมะขามใหญ่ เขาถอดหมวกกันน็อกสีเหลืองเก่าๆลงบนแคร่ไม้ใต้ต้นไม้ใหญ่ วางย่ามสมุนไพรที่สะพายไว้บนบ่า ก่อนเดินขึ้นบันไดบ้านอย่างสบายอารมณ์ แต่ยังไม่ทันได้เหยียบขั้นที่สาม... เอี๊ยดดดด! เสียงเบรกของรถจี๊บ ตชด. ดังสนั่นหน้าบ้านหมอสิงห์กลอกตาพร้อมถอนหายใจ "...มาเร็วชะมัด" ประตูรถเปิดผางร่างสูงกำยำผู้กองฉัตรกล้าก้าวลงมาพร้อมสีหน้าดุดัน "ไอ้สิงห์!" หมอสิงห์ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง "อืม" "อืมอะไร!!!หยุดเดี๋ยวนี้!!!" หมอสิงห์หันมายักคิ้วทำหน้ายียวนกวนอวัยวะเบื้องล่าง "หยุดแล้วก็ยืนอยู่นี่ไง" ผู้กองถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วครู่ก่อนจะชี้หน้าเพื่อนรักที่เขามักจะหาเรื่องไล่จับมันเอาบ่อยๆแก้เบื่อ "วันนี้ข้าจะจับเอ็ง!!!ข้อหาหลอกลวงผู้บริโภค ขายสมุนไพรโดยไม่มีใบอนุญาต ประกอบพิธีหลอกชาวบ้าน แถมยังเรียกตัวเองว่าหมอโดยไม่มีใบประกอบโรคศิลป์อีก" หมอสิงห์พยักหน้ารับทุกข้อ "อืม....แล้ว?" ผู้กองกำหมัดแน่นทำหน้าดุเอาเสียจนต้วนที่วิ่งออกมาดูเหตุการณ์ถึงกับ หน้าเหว๋อ "แกไม่ตกใจหน่อยเหรอวะ!" หมอสิงห์ส่ายหน้า "ตกใจทำไมทุกเดือนแกก็มาจับข้าหนหนึ่งแต่สุดท้าย..." เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ "อีกห้านาทีแกก็จะหิว" ผู้กองนิ่งไป "..." หมอสิงห์ยิ้มมุมปาก "วันนี้แกงหน่อไม้ ไข่เจียวใบชะพลูน้ำพริกปลาย่าง" ผู้กองกลืนน้ำลายดังเอื๊อก "..." หมอสิงห์หันหลังเดินขึ้นบ้านต่อ "จะจับก็จับ...แล้ว...ไอ้ผู้บริโภคจะว่าไงล่ะ" ผู้กองยืนกัดฟันอยู่หน้าบ้านก่อนจะตะโกนลั่น "ข้าจะใส่กุญแจมือแกตอนกินข้าวเดี๋ยวแม่งหนีอีก!!" หมอสิงห์หัวเราะ "ตามใจ" จากนั้นเขาก็ตะโกนเข้าบ้านเพื่อออกคำสั่งให้เด็กชายผู้ร่วมชายคา "ต้วน!" เด็กชายวัยสิบสามรีบโผล่หน้าออกมาจากครัว "ครับพ่อ!" "หุงข้าวเพิ่ม ผู้กองมา" ต้วนถอนหายใจเหมือนเจอเรื่องเดิม "อีกแล้วเหรอครับ" "หืม??" "เอาจานใบเดิมไหมครับ" "เอ้อ!!ใบเดิม" ผู้กองฉัตรกล้าย่างสามขุมขึ้นบ้านก่อนชี้หน้าต้วน "เดี๋ยวนะ!ทำไมพูดเหมือนข้ามากินข้าวประจำ!" ต้วนทำหน้าซื่อ "ก็มาทุกอาทิตย์นี่ครับ" ผู้กองหันไปมองหมอสิงห์ราวกับจะขอคำตอบที่ไม่มีคำถามหมอสิงห์ยักไหล่ "เด็กมันพูดความจริง" "ไอ้สิงห์!" "ไอ้ฉัตร!" ทันใดนั้น... "โครกกก..." เสียงพยาธิร้องระงมเรียกหาของกินดังขึ้นทำลายความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณหมอสิงห์หันมายิ้มกว้าง "เห็นไหม...ข้าบอกแล้ว" ผู้กองเม้มปากแน่น "..." "...ขอกับข้าวเยอะหน่อย" หมอสิงห์หัวเราะลั่น "เชิญเลยครับ...ผู้กองไอ้ฉัตร!!" ที่อนามัยบ้านห้วยขมิ้น หลังจากที่ผู้กองฉัตรกล้าขับรถจิ๊บห้อตะบึงตามหมอสิงห์ไป ก็มีคนวิ่งมาเรียกจ่าหมื่นไปไหนก็ไม่รู้แล้ว ปล่อยให้จ่ากรนั่งถอนหายใจอยู่บนม้านั่งไม้หน้าห้องตรวจ สายตามองรถจี๊บที่หายลับไปตั้งนานแล้ว "...ทิ้งกันจริง ๆใช่ไหมเนี้ยะ!!จ่าหมื่นก็ไม่อยู่ผู้กองก็ขับรถตามหมอสิงห์ไปเหลือเพียงฉันที่นั่งเฝ้าอนามัยราวกับถูกลืม ...ลืมไปแล้วแน่ๆ" จ่ากรรำพึงรำพันหลังจากนั่งเฝ้าอนามัยมาจวนเจียนพระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว ขณะเดียวกัน...เดือนกับดาวกำลังจัดยาเข้าตู้ ใบข้าวกำลังเขียนเวชระเบียน ศรันย์กำลังตรวจนับอุปกรณ์ทำแผล บรรยากาศยามเย็นเป็นไปอย่างสงบ ทุกคนต้างทำหน้าที่ของตน จ่ากรลุกขึ้นเดินอีกไปหาพยาบาลฝาแฝดอีกครั้ง "เอ่อ...ลิกงานแล้ว...พอจะว่างไหมครับ" หญิงสาวเงยหน้าขึ้น "ว่างค่ะ" จ่ากรยิ้มกว้าง "งั้น...คุณดาวไปกินก๋วยเตี๋ยวกับผมไหม" หญิงสาวยิ้มหวาน "ฉันเดือนค่ะ" จ่ากรชะงัก "..." ยังไม่ทันได้แก้ตัว อีกคนก็เดินเข้ามาพอดี "เรียกฉันเหรอคะ" จ่ากรรีบหันไป "ใช่ครับคุณเดือน" หญิงสาวหัวเราะ "ฉันดาวค่ะ" เสียงหัวเราะดังลั่นทั้งอนามัย แม้แต่ใบข้าวยังต้องยกมือปิดปาก ศรันย์ถึงกับหัวเราะจนสำลักน้ำ จ่ากรกุมหน้าผาก "ผมจะลาออก...จากการเป็นผม!!!" แต่แล้ว... เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตู "หมอ!" "ช่วยด้วย!" ทุกคนหันขวับ ชาวบ้านหลายสิบคนกำลังช่วยกันหามผู้ป่วยเข้ามา หนึ่งคน... สองคน... สามคน... จนสุดท้ายมีถึงหกคน ทุกคนมีอาการเหมือนกันอย่างน่าประหลาด คนหนึ่งหัวเราะลั่นทั้งที่น้ำตาไหล อีกคนร้องไห้จนตัวสั่น อีกคนเอาแต่กอดเสาแล้วพูดว่า "อย่าเข้ามา..." "อย่าเข้ามา..." ชายวัยกลางคนคนหนึ่งถึงกับใช้ศีรษะโขกพื้น อีกคนพยายามกัดแขนตัวเองจนเลือดซึม "เร็ว!" หมอแขไทตะโกน "เดือน เตรียมห้องฉุกเฉิน!" "ดาว ฉีดยาคลายกังวล!" "ป้าหอม ช่วยตรึงตัวคนไข้!" ใบข้าวกับศรันย์รีบเข้าไปช่วยทันที ทั้งสองตรวจรูม่านตา วัดชีพจร ตรวจระดับน้ำตาล ฟังเสียงหัวใจ เก็บตัวอย่างเลือด ตรวจระบบประสาท ทุกอย่างดำเนินไปตามมาตรฐานการแพทย์อย่างเคร่งครัด เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง ผลตรวจทั้งหมดทยอยออกมา ใบข้าวมองกระดาษในมืออย่างไม่เชื่อสายตา "ไม่มีสารเสพติด..." ศรันย์ส่ายหน้า "เลือดปกติ" "เกลือแร่ปกติ" "น้ำตาลปกติ" "การทำงานของหัวใจก็ปกติ" หมอแขไทตรวจคนไข้ซ้ำอีกครั้ง ก่อนถอนหายใจยาว "ไม่มีประวัติโรคจิตเวช..." "ไม่มีไข้" "ไม่มีพิษสัตว์" "ไม่มีพิษจากพืช" "ไม่มีสารพิษ" ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ ใบข้าวกำแฟ้มแน่น "เป็นไปไม่ได้...คนไข้ตั้งหกคนจะมีอาการเหมือนกันหมดได้ยังไง" ศรันย์พึมพำเบา ๆ "เหมือน...ทุกคนกำลังเห็นอะไรบางอย่าง" ทันใดนั้น... ผู้ป่วยหญิงคนหนึ่งกรีดร้องสุดเสียง ก่อนชี้ไปยังมุมห้อง "มันมาแล้ว!มันยืนอยู่ตรงนั้น!" ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน แต่... มุมห้องกลับว่างเปล่า ผู้ป่วยอีกคนหัวเราะเสียงแหบ "มันบอกว่าจะพาพวกเราไป..." บรรยากาศภายในอนามัยเย็นเยียบลงอย่างประหลาดหมอแขไทหลับตานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันมามองใบข้าวกับศรันย์ น้ำเสียงของอาจารย์ยังคงหนักแน่น "เราทำตามหลักการแพทย์ครบทุกขั้นแล้วตอนนี้...ถึงเวลาลองอีกวิธี" ใบข้าวเงยหน้าขึ้น "อาจารย์หมายถึง..." หมอแขไทพยักหน้า "ไปบ้านหมอสิงห์" ใบข้าวนิ่งงัน ความทรงจำในคืนแรกที่เห็นน้ำสีดำ ตะปู และเส้นผม...ย้อนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง เธอไม่อยากเชื่อ แต่ในเวลานี้...เธอก็ไม่มีคำอธิบายอื่นเช่นกัน...ภายในห้องประชุมเล็ก ๆ ของอนามัยบ้านห้วยขมิ้น เต็มไปด้วยบรรยากาศอันหนักอึ้ง เสียจนได้ยินเพียงเสียงพัดลมเพดานหมุนครืดคราดอยู่เหนือศีรษะด้านนอกหน้าต่างชาวบ้านกำลังช่วยกันเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทั้งหกเข้าไปยังห้องพักผู้ป่วยชั่วคราวโดยมีเสียงครางของผู้ป้วยและเสียงออกคำสั่งของชาวบ้านดังเป็นระยะ ๆ ที่เสียงครางดังลอดเข้ามายังห้องประชุมเล็กๆของอนามัย"อ่า...""อ่า..."เสียงนั้นทำให้ทุกคนในห้องรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นทางตันที่อื้ออึงไปด้วยปริศนาหมอแขไททนนั่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะถอดแว่นออกมานวดสันจมูก ใบหน้าของแพทย์อาวุโสเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนและหนักใจตั้งแต่เป็นหมอมา เขาเคยรักษาคนมานับหมื่น เคยเจอทั้งโรคระบาดอุบัติเหตุหมู่คนถูกยิงคนถูกงูกัดคนถูกหมีตะปบถึงแม้จะเคยเจอ เคสที่ถูกีเข้าหรือผีทำร้ายอยู่บ้าง แต่เขาไม่เคยเจอเคสแบบนี้ ไม่เคยเจอคนที่เหมือนตายแล้ว แต่กลับยังมีชีวิตอยู่"เอาล่ะ"หมอแขไทเป็นคนทำลายความเงียบขึ้นก่อน ทุกสายตาหันมามอง ชายชราสูดลมหายใจลึกก่อนพูดช้า ๆ เพื่อทำลายความเงียบงันที่แสนอึดอัดนี้"พวกเราอ้อมค้อมกันมามากพอแล้วผมอยากถามตรง ๆ"เขา
ตลอดทางจากวัดมายังอนามัยบ้านห้วยขมิ้นมันราวกับพวกเขารู้ตัวว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้างในอนาคตไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่ศรันย์ที่ปกติพูดไม่หยุดก็ยังเงียบเพราะสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านเล่าไว้ฟังดูเหลือเชื่อเกินไป...เมื่อมาถึงอนามัย ภาพตรงหน้ากลับทำให้ทุกคนชะงักชาวบ้านกว่าสิบคนกำลังมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่หน้าอนามัยหมอแขไทยืนคุมสถานการณ์อยู่ไม่ไกลทันทีที่เห็นหมอสิงห์และหมอทั้งสอง อาจารย์หมอก็ถอนหายใจโล่งอก เขากวักมือเรียกทุกคนทันทีที่พวกเขาก้าวลงจากรถ"มาสัก ทีรีบมาดูนี่หน่อย"ทุกคนรีบเดินเข้าไปตามคำเชิญ ก่อนจะพบกับกลุ่มคนที่ถูกมัดติดกับต้นไม้ด้วยเชือกหลายเส้นผู้ป่วยซูบผอมผิดปกติผิวหนังซีดราวกับไร้ซึ่งเลือดฟาด ดวงตาเบิกกว้างจนเห็นตาขาวมากกว่าปกติริมฝีปากแห้งแตกแต่ไม่มีบาดแผลไม่มีร่องรอยการถูกกัดไม่มีรอยฟกช้ำไม่มีเลือด...ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นช้า ๆก่อนส่งเสียงออกมา"อ่า...""...อ่า...""...อ่า..."ศรันย์ถึงกับหยุดเดิน"เดี๋ยวนะ...ทำไมฟังเหมือนซอมบี้เลย"ชาวบ้านคนหนึ่งพยักหน้าแรง"ใช่ครับหมอเมื่อคืนผมนอนไม่หลับเลยดูหนังผีฝรั่งมันเหมือนเป๊ะ! เเต่นี่มันเหมือนคนมากกว่าไม่มีบาดแผล"
แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านยอดไม้ใหญ่ภายในวัดบ้านห้วยขมิ้น แม้หมู่บ้านจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว แต่ความหวาดกลัวจากสองคืนที่ผ่านมา ยังคงตกค้างอยู่ในหัวใจของผู้คนใบข้าวแทบวิ่งออกจากอนามัยทันทีที่จักรมาบอกข่าว ศรันย์วิ่งตามหลังมาติด ๆ ส่วนผู้กองฉัตรกล้าที่กำลังพูดคุยเรื่องเวรยามกับตำรวจตระเวนชายแดนอยู่หน้าอนามัยก็รีบตามมาด้วยเช่นกันเมื่อทั้งสามมาถึงวัดสายตาของใบข้าวก็หันไปทางชายป่าท้ายวัดทันที แล้วหัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้น ร่างสูงในเสื้อม่อฮ่อมสีเข้มกำลังเดินออกมาจากแนวไม้แม้เสื้อผ้าจะเปื้อนดินแม้จะมีรอยขาดจากกิ่งไม้แม้ใบหน้าจะดูอิดโรยจากการอดหลับอดนอน แต่หมอสิงห์ก็ยังคงเป็นหมอสิงห์ ชายหนุ่มผู้มีแววตาแน่วแน่เสมอ ใบข้าวไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังวิ่ง จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา"คุณ!"หมอสิงห์ชะงักก่อนยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นหญิงสาวทั้งใจของเขารู้สึกราวกับ มีแมลงบินอยู่ข้างในอก"หมอ"ใบข้าวมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าราวกับกำลังตรวจคนไข้"เจ็บตรงไหนไหมได้กินข้าวหรือเปล่าเป็นไข้ไหมมีแผลตรงไหนหรือเปล่า"คำถามรัวเร็วจนหมอสิงห์หัวเราะเบา ๆเขารู้สึกดีจนอธิบายไม่ถูก "ใจเย็นก่อนผมยังไม่
หลังจากที่ค่ำคืนอันปสนจะยาวนานผ่านพ้นไป สิงห์รับเร่งออกเดินทางทันทีที่แสงแรกของวันสาดลงสู่ผืนป่ากระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุดวงจิตพี่พรายถูกเก็บไว้ในย่ามอย่างทะนุถนอมส่วนจุกนั้นลอยนำทางอยู่ข้างหน้าอย่างตั้งใจคอยปัดเป่าเหล่าสัมภเวสีและไล่สัตว์มีพิษน้อยใหญ่ให้ ผู้ที่เขาเรียกว่าพ่อชายหนุ่มตั้งใจจะกลับถึงบ้านห้วยขมิ้นก่อนค่ำแต่ยิ่งเดิน...เขาก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความผิดปกติผืนป่าเงียบเกินไปเงียบจนผิดธรรมชาติไม่มีเสียงนกไม่มีเสียงลิงแม้แต่สัตว์เล็ก ๆ ก็แทบไม่ปรากฏให้เห็นราวกับทุกชีวิตกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง" พ่อ!!! มันมีบางอย่างแปลกๆ"จุกหยุดชะงักก่อนจะค่อยๆลอยมาใกล้ๆชายหนุ่มไม่นานนักพวกเขาก็พบต้นเหตุ เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากด้านหน้า เงาดำหลายสิบร่างพุ่งผ่านแนวไม้ร่างกายของพวกมันบิดเบี้ยว บ้างไส้ทะลัก บ้างคอหัก บ้างกลางตัวเป็นรูโบ๋ กลิ่นสะอิสะเอียนลอยอวนอยู่ในอากาศ มันคือผีป่า แต่ไม่ใช่ผีป่าที่พวกเขาคุ้นเคย ดวงตาของพวกมันแดงฉาน สีหน้าบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งบางตนไล่กัดกินกันเองบางตนร้องไห้คร่ำครวญบางตนพุ่งชนต้นไม้จนร่างแตกสลายราวกับมันกำลังเสียสติจุกหน้าซีด"พ่อ...พวกผีป่าเป็
สิงห์แทบไม่ได้หยุดพักเลยตั้งแต่ออกจากหมู่บ้าน เขาเดินฝ่าป่ามาสองวันเต็ม ข้ามลำห้วยปีนหน้าผาสูง ลัดเลาะไปตามทางสัตว์ จนกระทั่งช่วงบ่ายของวันที่สอง เสียงน้ำตกก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า ดัง ซ่าๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขาถึงที่หมายแล้ใจุกที่ลอยนำทางอยู่รีบหันกลับมาบอกอย่างตื่นเต้น"พ่อ!!...ถึงแล้วครับ"หมอสิงห์เร่งฝีเท้าทันที หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่นานนักม่านน้ำตกสีขาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ละอองน้ำลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณราวกับเป็นม่านหมอกในความฝัน แอ่งน้ำใสสะท้อนแสงแดดยามบ่ายเป็นประกาย ระยิบระยับ แต่สิ่งที่อยู่ริมแอ่งน้ำทำให้ชายหนุ่มหยุดนิ่ง ร่างเล็ก ๆ สีฟ้าจาง ๆ กำลังขดตัวอยู่ใต้ก้อนหินไม่มีรูปร่างเป็นหญิงสาวงดงามอีกแล้วไม่มีเส้นผมยาวสลวยไม่มีอาภรณ์งดงามเหลือเพียงก้อนพลังงานคล้ายสไลม์โปร่งแสงขนาดเท่าลูกมะพร้าว มันค่อย ๆ กระเพื่อมอยู่ช้า ๆ หมอสิงห์รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัด"พี่พราย..."เสียงของเขาแผ่วเบาราวกับว่าหวาดกลัวว่าสิ่งที่เห็นนั้นจะปลิงหายไปในทันที ก้อนพลังงานนั้นค่อย ๆ ขยับ ตอบสนองเสียงเรียก ก่อนจะมีดวงตาสองดวงปรากฏขึ้น ในก้อนนั้น มันมองมาที่เขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่งเสียงแ
อนามัยบ้านห้วยขมิ้นยังคงสว่างไสว แม้เวลาจะล่วงเลยเข้าสู่เกือบเที่ยงคืนภายในห้องผู้ป่วย...ชายชราชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงให้น้ำเกลือ เขาถูกลูกหลานหามมาจากหมู่บ้านบนดอยเมื่อวานนี้ ด้วยอาการปอดอักเสบรุนแรงและไข้สูงหลายวันหมอใบข้าวนั่งเขียนเวชระเบียนอยู่หน้าโต๊ะส่วนหมอศรันย์กำลังตรวจวัดความดันผู้ป่วยซ้ำอีกครั้ง วันนี้ทั้งสองคนเข้าเวรพร้อมกันเพื่อให้เดือน กับดาวได้ลาพักหลังจากที่ทำงานเหนื่อยมานาน"ไข้ลดลงแล้ว"ศรันย์ถอนหายใจอย่างโล่งอกใบข้าวยิ้มบาง ๆ"อย่างน้อยคืนนี้ก็คงได้นั่งพักสัก..."ปัง!เสียงประตูอนามัยถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ยังไม่ทันที่ใบข้าวจะพูดจบเสียด้วยซ้ำทั้งสองสะดุ้งพร้อมกันต้วนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาเป็นคนแรกในมือหอบหมอนกับผ้าห่มและตุ๊กตาหุ่นพยนต์ที่หมอสิงห์ให้เอาไว้ตามมาด้วยกุมารีแก้วและพี่ณีทว่าครั้งนี้...พี่ณีดูแปลกๆไป จากที่เป็นผีที่อารมณ์ดี ขี้เล่นและบรรยากาศของเธอจะสบายๆกว่าผีตนอื่นๆ แต่ตอนนี้เธอไม่มีรอยยิ้มแม้แต่น้อยสีผิวซีดขาว...ใบหน้าเคร่งเครียด...ดวงตาคมกริบที่ไร้ตาขาวจับจ้องออกไปนอกอาคาร"หมอ!"เสียงของเธอดังหนักแน่นกว่าทุกครั้ง"รีบปิดประตู!ปิดห







