Share

ลืมเลือน

Penulis: PEACH_SHERBET
last update Tanggal publikasi: 2026-09-08 12:30:50

ความมืดทะลักเข้ามาบดบังการมองเห็น ขอบตาของหลินเฟยหรงพร่าเลือนไปด้วยจุดดำที่เต้นระริก ปอดของนางร้อนผ่าวราวกับถูกจี่ด้วยเหล็กเผา อากาศ.... นางต้องการอากาศ!

เสียงกรีดร้องโหยหวนของเสี่ยวถิงและเสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกของหมอเฒ่าอู๋ดังแว่วมาจากที่ไกลแสนไกลราวกับอยู่ใต้น้ำ มือเล็กๆ ที่เคยจับมีดผ่าตัดได้อย่างมั่นคง บัดนี้กลับทำได้เพียงทุบตีและข่วนไปบนท่อนแขนที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้าอย่างไร้ผล

หญิงสาวเงยหน้าขึ้น สบตากับดวงตาสีเลือดคู่นั้น ในแววตาของเขาไม่มีความรัก ความอ่อนโยน หรือความห่วงใยที่เคยเห็นอีกต่อไป มันว่างเปล่า ปราศจากสติสัมปชัญญะ มีเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนของนักล่าที่ต้องการทำลายล้างทุกสิ่งตรงหน้า นี่ไม่ใช่โซ่วอ๋อง จ้าวหยางเจี้ยน.... นี่คืออสูรร้ายที่ถูกปลุกขึ้นมาด้วยพิษมรณะ

ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในสมองที่ใกล้จะดับวูบ ในเมื่อพละกำลังใช้ไม่ได้ผล นางต้องใช้สติปัญญา

หลินเฟยหรงเลิกทุบตีอย่างไร้ประโยชน์ เปลี่ยนมาเป็นการใช้ปลายนิ้วที่เหลือเรี่ยวแรงอยู่น้อยนิดจิกลงไปบนแขนของเขาซ้ำๆ พลางเหลือบสายตาไปทางโต๊ะเล็กข้างเตียงอย่างมีความหมาย.... ที่ตรงนั้น ซองหนังปักลายเมฆาที่บรรจุเข็มเงินของนางวางอยู่

“แค่ก... แค่ก...” นางไอออกมาอย่างสิ้นหวัง พยายามส่งสัญญาณ

หมอเฒ่าอู๋ยังคงยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก แต่เสี่ยวถิงที่ร้องไห้จนหน้าตาเปรอะเปื้อนกลับสังเกตเห็นสายตาของผู้เป็นนาย นางมองตามไปยังซองหนัง แล้วหันกลับมามองใบหน้าที่เริ่มเขียวคล้ำของคุณหนูของนาง

 “เข็ม.... คุณหนูต้องการเข็ม!” สาวใช้ร้องออกมาแล้วพุ่งไปยังโต๊ะทันที

“นังหนู เจ้าจะทำอะไร!”

หมออู๋ตวาดไล่หลัง แต่เสี่ยวถิงไม่สนใจ นางคว้าซองหนังมายื่นให้หลินเฟยหรงที่กำลังจะหมดลมหายใจ มือของหลินเฟยหรงสั่นเทาจนแทบจะรับไว้ไม่ไหว เรี่ยวแรงมหาศาลยังคงบีบรัดลำคอของนางไว้แน่น นางไม่มีปัญญาแม้แต่จะเปิดซองหนังออก

“เปิด.....เร็ว.....” นางเค้นเสียงออกมาได้เพียงเท่านั้น

เสี่ยวถิงรีบคลี่ซองหนังออก เข็มเงินเรียงรายแวววาวสะท้อนแสงเทียนอยู่ภายใน หลินเฟยหรงใช้ดวงตาที่พร่ามัวใกล้จะปิดสนิทจ้องไปยังเข็มเล่มที่สามจากทางขวา มันเป็นเข็มที่มีความยาวและหนาที่สุด นางรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้ายยกนิ้วชี้ไปที่มัน เสี่ยวถิงหยิบขึ้นมาทันที

“แทง.....ตรงนี้.....”

นางพยายามชี้นิ้วไปยังจุดชีพจรบนแขนของจ้าวหยางเจี้ยนที่กำลังบีบคอนางอยู่ แต่เรี่ยวแรงของนางหมดสิ้นแล้ว แขนตกลงข้างลำตัวอย่างอ่อนแรง

ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น สติของหลินเฟยหรงกลับกระจ่างชัดอย่างน่าประหลาด นางต้องรอด และเขาก็ต้องรอดเช่นกัน.... นางกัดริมฝีปากล่างของตนเองอย่างแรงจนได้รสคาวเลือด ความเจ็บปวดแล่นปราดช่วยเรียกสติที่กำลังจะเลือนหายให้กลับคืนมา นางใช้มือขวาที่พอจะขยับได้ คว้าเข็มเงินมาจากมือของเสี่ยวถิง

นางไม่มีเวลาให้ลังเล ไม่มีเวลาให้หวาดกลัว ในหัวมีเพียงภาพจำลองของเส้นลมปราณและจุดชีพจรสำคัญทั่วร่างของมนุษย์ที่นางศึกษามาตลอดชีวิต นิ้วโป้งและนิ้วชี้ของนางคีบเข็มเงินไว้มั่น ปลายแขนบิดออกในองศาที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคนธรรมดาที่กำลังถูกบีบคอจนแทบสิ้นใจ

ฉึก!

ปลายเข็มเงินที่แหลมคมแทงทะลุผ่านอาภรณ์เนื้อดี จมลึกลงไปในจุด ‘เส้าไห่’ บริเวณข้อพับแขนด้านในของจ้าวหยางเจี้ยนอย่างแม่นยำ มันเป็นจุดสกัดกั้นพลังลมปราณที่รุนแรงที่สุดจุดหนึ่ง หากฝังเข็มลึกเกินไปอาจทำให้แขนทั้งข้างไร้ความรู้สึกไปตลอดกาล แต่นางไม่มีทางเลือกอื่น

ชั่วขณะหนึ่ง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม แรงบีบยังคงหนักหน่วงไม่เปลี่ยน แต่แล้ว ดวงตาสีเลือดคู่นั้นก็เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง แสงแห่งความบ้าคลั่งค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความสับสนและเจ็บปวด ท่อนแขนที่แข็งดังศิลาเริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด

หลินเฟยหรงไม่รอช้า นางบิดข้อมืออีกครั้ง ฝังเข็มเงินอีกเล่มที่คว้ามาจากซองหนังเข้าที่จุด ‘เทียนฉวน’ บนต้นแขนของเขา

“อึ่ก......”

เสียงคำรามต่ำลอดออกมาจากลำคอของจ้าวหยางเจี้ยน ร่างสูงใหญ่ของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับถูกฟ้าผ่า มือที่บีบลำคอของนางคลายออกในที่สุด

ร่างของหลินเฟยหรงร่วงหล่นลงบนพื้นอย่างหมดแรง นางโกยอากาศเข้าปอดอย่างตาลีตาเหลือก ไอโขลกออกมาจนตัวงอ น้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บแสบที่แล่นไปทั่วทั้งลำคอและทรวงอก แต่ยังไม่ทันที่เสี่ยวถิงกับหมออู๋จะได้เข้ามาดูอาการ ร่างที่ไร้สติของจ้าวหยางเจี้ยนก็โงนเงนแล้วล้มฟาดลงมาบนพื้นเสียงดังตึง!

“ท่านอ๋อง!” หมอเฒ่าอู๋ร้องลั่น รีบถลาเข้าไปดูอาการ

“คุณหนู! คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ!”

เสี่ยวถิงร้องไห้สะอึกสะอื้น พยายามจะประคองร่างของหลินเฟยหรงขึ้นมา

หลินเฟยหรงโบกมือปัดอย่างอ่อนแรง

“ข้า.... ไม่เป็นไร”

นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน สายตาของนางจับจ้องอยู่ที่ร่างสูงใหญ่ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เข็มเงินสองเล่มยังคงปักคาอยู่ที่แขนของเขา ลมหายใจของเขาเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ แต่ใบหน้ายังคงซีดเผือด ริมฝีปากแห้งแตกเป็นสีคล้ำ

นางรู้ว่านี่เป็นเพียงการซื้อเวลา การสกัดจุดชีพจรทำได้เพียงแค่ระงับอาการคลุ้มคลั่งชั่วคราวเท่านั้น พิษร้ายยังคงไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดของเขา กัดกินอวัยวะภายในและทำลายสติสัมปชัญญะของเขาอย่างช้าๆ หากนางไม่รีบปรุงยาถอนพิษให้สำเร็จ เขาจะต้องตาย หรือไม่ก็กลายเป็นอสูรไร้หัวใจไปตลอดกาล

“หมอเฒ่าอู๋ ช่วยข้าพาท่านอ๋องขึ้นไปบนเตียง” นางสั่งเสียงเฉียบขาด “เสี่ยวถิง ไปต้มน้ำให้ร้อนเดือดจัด แล้วเอาอุปกรณ์ปรุงยาของข้ามาที่นี่ให้หมดทุกชิ้น! เร็วเข้า!”

ไม่นานนัก ห้องนอนที่เคยโอ่อ่าก็ถูกเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นห้องปรุงยาชั่วคราว เตาดินเผาขนาดเล็กถูกจุดขึ้นกลางห้อง ควันสีขาวลอยอ้อยอิ่งปะปนกับกลิ่นฉุนของสมุนไพรนานาชนิดที่ถูกบดและเคี่ยวอยู่ในหม้อ

หลินเฟยหรงนั่งอยู่หน้าเตาไฟ นางไม่สนใจรอยช้ำที่ลำคอหรือความเจ็บปวดที่ยังคงแล่นริ้วอยู่ทั่วร่าง สมาธิทั้งหมดของนางจดจ่ออยู่กับการควบคุมอุณหภูมิและสัดส่วนของตัวยาแต่ละชนิด เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก แต่สองมือของนางยังคงมั่นคงและแม่นยำ

หมอเฒ่าอู๋ยืนมองอยู่ข้างๆ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย คอยส่งสมุนไพรและอุปกรณ์ต่างๆ ตามที่อาจารย์หลินร้องขอ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความทึ่งและเลื่อมใสอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน.... เด็กสาวที่เขาเคยปรามาสในตอนแรก บัดนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความรู้ความสามารถทางการแพทย์ที่ล้ำลึกเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ ความนิ่งสงบเยือกเย็นเมื่อเผชิญกับความเป็นความตาย และความเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่แพทย์ธรรมดาจะพึงมีได้

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เสียงฟืนในเตาแตกประทุดังเป็นจังหวะแข่งกับเสียงลมหายใจแผ่วเบาของบุรุษบนเตียง เปลวเทียนบนเชิงเทียนเริ่มสั้นลงเรื่อยๆ แสงสว่างจากภายนอกหน้าต่างค่อยๆ เปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีเทาหม่น และในที่สุด ลำแสงแรกของรุ่งอรุณก็สาดส่องเข้ามาในห้อง

พร้อมกันนั้น กลิ่นหอมบริสุทธิ์ของยาที่เคี่ยวจนได้ที่ก็ลอยฟุ้งขึ้นมาจากหม้อดินเผา หลินเฟยหรงใช้ช้อนเงิน ตักของเหลวสีอำพันใสราวกับผลึกแก้วขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วบรรจงเทมันลงในขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวขนาดเล็ก

ในที่สุด.... ยาถอนพิษขนานเอกก็เสร็จสมบูรณ์

นางปิดฝาขวดอย่างแผ่วเบา สองมือที่ทำงานไม่ได้หยุดมาตลอดทั้งคืนเริ่มสั่นเทาขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อภารกิจอันหนักหน่วงสิ้นสุดลง ความอ่อนล้าและเจ็บปวดที่ถูกกดเก็บไว้ก็ถาโถมเข้าใส่ร่างกายนางในทันที

หลินเฟยหรงเงยหน้าขึ้นมองร่างที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง แสงแดดยามเช้าอาบไล้ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเผือดให้กลับมามีสีเลือดฝาดจางๆ เข็มเงินทั้งสองเล่มถูกถอนออกไปแล้ว รอยช้ำบนลำคอของนางยังคงแสบร้อน แต่เมื่อมองเห็นเขาปลอดภัย ความเจ็บปวดทั้งหมดก็ดูเหมือนจะเลือนหายไป

“คุณหนู.... สำเร็จแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” เสี่ยวถิงถามเสียงสั่นเครือ

หลินเฟยหรงไม่ตอบ นางเพียงแค่พยักหน้าช้าๆ แล้วยันกายลุกขึ้น เดินตรงไปยังเตียงนอน ถือขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กไว้ในมือราวกับเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในโลก

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   สายลับและยาพิษที่ถูกช่วงชิง

    เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย จ้าวหยางเจี้ยนขยับตัวเปลือกตาไหวระริกก่อนจะลืมขึ้นช้าๆ แสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านผ้าใบกระโจมเข้ามาทำให้เขาต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย สิ่งแรกที่เขารู้สึกคือความอบอุ่นที่ปลายนิ้ว เมื่อก้มลงมองก็พบว่ามือน้อยๆ ของหลินเฟยหรงกำลังกอบกุมมือของเขาอยู่เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคู่สวยที่มองอยู่ก่อนแล้ว นางไม่ได้หลับ แต่ตื่นอยู่นานแค่ไหนแล้วเขาก็มิอาจรู้ได้ ในดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความอ่อนเพลียหลงเหลืออยู่ มีเพียงความสงบนิ่งและประกายบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ“ตื่นแล้วหรือ” นางเอ่ยถามเสียงแผ่วเบาเขาไม่ได้ตอบเป็นคำพูด เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ สายตาของเขาทอดมองไปยังแหวนหยกบนนิ้วนางข้างซ้ายของนาง ซึ่งบัดนี้ถูกมือของเขาและนางกุมทับไว้อีกชั้นหนึ่ง“ข้า……” เขาเริ่มพูด แต่ก็ไม่รู้จะกล่าวอะไรต่อดีหลินเฟยหรงยิ้ม นางขยับนิ้วโป้งลูบไล้หลังมือหยาบกร้านของเขา “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”ความเงียบที่โรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสองไม่ได้น่าอึดอัด แต่กลับอบอวลไปด้วยความเข้าใจที่ไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ อีก แหวนหยกวงนั้นเป็นดั่งคำมั่นสัญญาที่หนักแน่

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   แหวนหยกแทนใจ

    บรรยากาศในค่ายทหารเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความหวาดระแวงและกระแสต่อต้านที่เคยคุกรุ่นอยู่ใต้ผิวน้ำได้สลายไปสิ้น ดุจหมอกที่ถูกแสงอาทิตย์ยามเช้าขับไล่ การกระทำของจ้าวหยางเจี้ยนในวันนั้นได้ซื้อใจเหล่าทหารอย่างหมดจด บัดนี้ทุกสายตาที่มองมายังหลินเฟยหรงเต็มไปด้วยความยำเกรงและเชื่อมั่น ทหารทุกนายปฏิบัติตามคำสั่งของนางอย่างเคร่งครัด การกักกันโรคและการแจกจ่ายยาเป็นไปอย่างราบรื่นแต่ความราบรื่นนั้นต้องแลกมาด้วยการทำงานอย่างไม่หยุดพักของหลินเฟยหรง กระโจมพยาบาลกลายเป็นโลกทั้งใบของนาง กลางวันวุ่นวายอยู่กับการตรวจอาการผู้ป่วยใหม่ บัญชาการต้มยา และวิเคราะห์ตัวปรสิตจากน้ำตัวอย่าง กลางคืนก็ยังคงนั่งขีดเขียนอยู่ใต้แสงตะเกียง ศึกษาตำราแพทย์โบราณเพื่อหาวิธีถอนรากถอนโคนเชื้อโรคให้สิ้นซาก“คุณหนูเจ้าคะ พักทานอะไรสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ นี่ก็เลยยามโหย่ว (17.00-18.59 น.) มานานแล้วนะเจ้าคะ”เสี่ยวถิงยกถ้วยซุปร้อนๆ เข้ามาวางบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยม้วนกระดาษและสมุนไพรแห้ง กลิ่นหอมของไก่ตุ๋นโสมลอยฟุ้ง แต่คนทำงานกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา“วางไว้ตรงนั้นก่อน เดี๋ยวข้าจัดการเอง”หลินเฟยหรงตอบเสียงแหบพร่า ดวงตาของนางยังคงจับ

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   ปรสิตลี้ลับ

    สองวันผ่านไป กลิ่นสมุนไพรฉุนเข้มข้นและควันจากเตาต้มยาก็เข้าแทนที่กลิ่นคาวเลือดและดินปืนในค่ายทหาร กระโจมพยาบาลเดิมถูกขยายพื้นที่ออกไปสามเท่า มีการขึงเชือกป่านเส้นหนากั้นเป็นอาณาเขตหวงห้ามโดยเด็ดขาด ทหารยามในชุดเกราะเบาแต่พกอาวุธครบมือยืนเฝ้าทุกทางเข้าออกอย่างแน่นหนา สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียดและระแวดระวังนี่คือศูนย์บัญชาการแพทย์เฉพาะกิจที่หลินเฟยหรงจัดตั้งขึ้นด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่จ้าวหยางเจี้ยนมอบให้ ทหารที่มีอาการป่วย ไม่ว่าจะน้อยหรือมาก จะถูกนำตัวมาคัดกรองและกักกันโรคที่นี่ทันที“คุณหนูเจ้าขา ยาหม้อที่สิบแปดได้ที่แล้วเจ้าค่ะ”เสี่ยวถิงวิ่งกระหืดกระหอบมารายงาน ใบหน้าของเด็กสาวมีเหงื่อซึมแต่แววตากลับมุ่งมั่น นางวางถาดไม้ลงบนโต๊ะทำงานชั่วคราวที่เต็มไปด้วยม้วนตำราและตัวอย่างสมุนไพรหลินเฟยหรงซึ่งกำลังบดสมุนไพรในรางหินอ่อนไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง นางเพียงพยักหน้ารับ“เอาไปให้คนไข้ที่เตียงสิบสองดื่ม เขาเริ่มมีไข้ต่ำๆ ตั้งแต่เมื่อเช้า จับตาดูอาการเขาให้ดี”“เจ้าค่ะ”“เสี่ยวถิง” เฟยหรงเรียกไว้ก่อนที่เด็กสาวจะทันหมุนตัวกลับ “ทหารที่ชื่ออาฟงเป็นอย่างไรบ้าง”สีหน้าของเสี่ยวถิงสลดลงทันที“อาการทร

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   สมรภูมิแรก

    เสียงไม้แตกกระจายและเสียงร้องโหยหวนดังแทรกเข้ามาในม่านควันหนาทึบ ร่างสูงในชุดเกราะสีเงินทะลวงผ่านเปลวเพลิงเข้ามาดุจพยัคฆ์ร้าย เสี้ยววินาทีที่สบตากัน หลินเฟยหรงแทบจะลืมวิธีหายใจ จ้าวหยางเจี้ยนไม่กล่าววาจาใด ดวงตาคมกริบของเขาสะท้อนเงาอัคคีที่ลุกโชน เต็มไปด้วยความเดือดดาลและตื่นตระหนกที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนเขากระชากกระสอบข้าวสารที่ทับขานางอยู่โยนทิ้งไปราวกับมันเป็นเพียงเศษฟางเบาหวิว จากนั้นจึงช้อนร่างหญิงสาวขึ้นอุ้มไว้ในอ้อมแขนที่แข็งแกร่ง กลิ่นไหม้และกลิ่นเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เขาก้าวฝ่ากองไฟที่ยังลุกไหม้ออกมาจากซากรถม้าอย่างไม่แยแสสะเก็ดไฟที่กระเด็นมาโดนชุดเกราะของตนเมื่อพ้นจากอันตราย เขาวางนางลงบนพื้นดินที่ปลอดภัยอย่างระมัดระวัง แต่ไม่ได้อ่อนโยนนัก มือใหญ่ของเขายังคงจับต้นแขนของนางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก บีบจนนางต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ“ท่าน......”“หุบปาก” เขาตัดบทเสียงเย็นเฉียบ น้ำเสียงนั้นปราศจากความอบอุ่นที่คุ้นเคย มีเพียงความเกรี้ยวกราดที่ถูกสะกดกลั้นไว้อย่างถึงที่สุด เขาหันไปตะโกนสั่งทหารที่กำลังต่อสู้กับกลุ่มโจรที่เหลืออยู่ “จัดการให้สิ้นซาก! อย่าให้เหลือรอดไปแม้แต่คนเดียว!

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   ขบวนรถเสบียง

    เสียงเกราะกระทบกันดังกราวเกรียวอยู่ด้านนอก ลานกว้างของจวนแม่ทัพบัดนี้อัดแน่นไปด้วยทหารม้าในชุดเกราะเต็มยศและม้าศึกที่ส่งเสียงร้องอย่างคึกคะนอง ธงใหญ่ลายพยัคฆ์คำรามโบกสะบัดรุนแรงตามแรงลม สะท้อนความเร่งรีบและตึงเครียดของสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี จ้าวหยางเจี้ยนในชุดเกราะสีเงินขัดมันวาววับ กำลังยืนสั่งการอยู่กลางลานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ทุกคำสั่งของเขาเด็ดขาดและชัดเจน ทหารทุกนายเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงราวกับเป็นอวัยวะส่วนเดียวกันหลินเฟยหรงยืนมองภาพนั้นจากระเบียงทางเดิน นางกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ชุดผ้าไหมเนื้อดีที่สวมอยู่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเครื่องพันธนาการ คำสั่งของเขาเมื่อคืนยังคงก้องอยู่ในหู ‘ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด จนกว่าข้าจะกลับมา’ เป็นคำสั่งที่เต็มไปด้วยความห่วงใย แต่สำหรับนาง มันคือโซ่ตรวนที่ไร้เหตุผลนางสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นดินปืนจางๆ และกลิ่นเหงื่อของม้าลอยมาตามลม นางตัดสินใจแล้ว นางเดินลงจากเรือน ตรงไปยังใจกลางของความวุ่นวายนั้น ทหารยามพยายามจะขวางทาง แต่นางไม่สนใจ พวกเขาไม่กล้าใช้กำลังกับว่าที่พระชายาของโซ่วอ๋อง ทำได้เพียงหลีกทางให้อย่างนอบน้อม“โซ่วอ๋องเพคะ”เสียงเรียกของ

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   คลื่นมหาชน

    เสียงจอแจอึกทึกดังลอดบานประตูไม้หนาทึบของจวนแม่ทัพเข้ามาไม่ขาดสาย ราวกับคลื่นมหาชนที่โหมกระหน่ำซัดสาดเข้าใส่กำแพงหินอย่างบ้าคลั่ง เป็นเช่นนี้มาหลายรุ่งสางแล้วนับตั้งแต่งานเลี้ยงในวังหลวงครั้งนั้นข่าวลือเดินทางเร็วกว่าสายลม มันเล่าขานถึงสตรีงดงามนามหลินเฟยหรง ว่าที่พระชายาของโซ่วอ๋อง ผู้มีหัตถ์เทวะ สามารถชุบชีวิตแม่ทัพใหญ่จากเงื้อมมือพญายม และสยบพิษร้ายที่แม้แต่หมอหลวงยังส่ายหน้า จากปากต่อปาก เรื่องราวถูกแต่งเติมสีสันจนเกินจริง กลายเป็นว่านางคือเทพธิดาจำแลงมาโปรดสัตว์โลกผลลัพธ์คือภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า…. ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศแห่แหนกันมายังหน้าจวนแม่ทัพ บ้างป่วยหนัก บ้างเจ็บเรื้อรัง บ้างก็เพียงแค่อยากยลโฉมหมอหญิงเทวดาในตำนาน พวกเขานั่งๆ นอนๆ ปักหลักกันจนถนนหน้าจวนที่เคยสง่างาม บัดนี้ไม่ต่างอะไรกับตลาดนัดคนป่วยขนาดย่อมจ้าวหยางเจี้ยนยืนกอดอก มองภาพนั้นจากบนเชิงเทินกำแพง คิ้วหนาขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ ลมยามเช้าพัดปอยผมของเขาให้ปลิวไสว แต่แววตาคมกริบยังคงจับจ้องไปยังฝูงชนเบื้องล่างไม่วางตา“ข้าไม่เห็นด้วย” เขากล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจเด็ดขาด “มันอันตรายเกินไป เจ้าไม่รู

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status