تسجيل الدخول“ลากตัวออกมา!” เสียงทุ้มตวาดดัง
ซูเมิ่งหลานและเสี่ยวเป้ยสะดุ้งโหยง หญิงสาวรีบคลานออกมาจากที่ซ่อน ดาบปลายแหลมจ่อไปยังลำคอระหงเดี๋ยวนั้น
“พูดมา เจ้าเป็นใคร”
ซูเมิ่งหลานตัวสั่นสะท้าน ตั้งแต่เป็นประชากรของที่นี่ นางก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ของแม่ทัพหนุ่มผู้หนึ่ง สมญานามของเขาก็คือพญายมเซี่ยแห่งเป่ยเปียน
ว่ากันว่าเขารักษากำแพงบ้านกำแพงเมืองที่ชายแดนเหนือตั้งแต่วัยเยาว์ ดาบจ้านลู่ของเขาไม่ทันเห็นเงาก็สามารถเด็ดหัวศัตรูอย่างไร้สุ้มเสียง
หากใครตกเป็นผู้ต้องสงสัยของเขาแทบไม่มีโอกาสแก้ตัว บางทีแค่เผลอกะพริบตาศีรษะก็อาจหลุดจากบ่าได้ทุกเมื่อ
ไม่รู้ว่าแม่ทัพที่ปรากฏเบื้องหน้าของซูเมิ่งหลานในยามนี้จะใช่เขาหรือไม่
หากเป็นเขาจริง เช่นนั้นก็นับว่านางดวงกุดเสียแล้ว เกรงว่าชีวิตที่สวรรค์อุตส่าห์มอบให้ครานี้อาจต้องจบสิ้น
“คุณชาย อย่าทำพี่หญิงของข้าเลย พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านไร้ชื่อ บังเอิญผ่านมาทางนี้เท่านั้น” เสี่ยวเป้ยรีบเอ่ย
คบเพลิงในมือองครักษ์ยู่หลงยื่นมาตรงหน้า เขากวาดสายตามองร่างมอมแมมของคนทั้งสอง จากนั้นหันไปรายงาน
“ท่านแม่ทัพ เป็นแม่นางน้อยผู้หนึ่งกับเด็กน้อยราวสิบขวบขอรับ”
ชายหนุ่มพลิกร่างลงจากม้า ทุกฝีเท้าของเขาเบาหวิวดั่งลอยได้ ซูเมิ่งหลานไม่กล้าสบตาของเขา นางเพียงโอบกอดเสี่ยวเป้ยไว้แน่น
เจ้าของร่างสูงยอบกายลงแช่มช้า เขาใช้ด้ามดาบอันเย็นเยียบช้อนปลายคางโค้งมนขึ้นมา
“เจ้า…เป็นใคร?”
ซูเมิ่งหลานเผลอประสานสายตากับเขาปราดหนึ่ง เพียงพริบตาก็ถูกความเย็นยะเยือกเข้ามาแทนที่
“ข้า…มีนามว่าซูเมิ่งหลาน อพยพมาจากหมู่บ้านเหอพ่าน เราสองคนพี่น้องกำลังจะเดินทางไปขอความช่วยเหลือที่เมืองจินหลิงเจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มแค่นเสียง “สายลับที่เป็นสตรีข้าเจอมามาก ใช้เด็กเป็นโล่ก็เห็นมาเยอะ หากเจ้าอพยพจริงไฉนจึงมีเพียงสองคนพี่น้อง”
ซูเมิ่งหลานแทบอยากกระโดดกัดหูเขานัก หากเขาเป็นพวกขุนนางกังฉิน [1] ที่ชอบจับแพะเพื่อสร้างผลงาน มิใช่ว่านางกับเสี่ยวเป้ยกำลังจะกลายเป็นเครื่องมือให้เขาหรือ
‘แย่แล้ว น้ำเสียงและท่าทางของแม่ทัพคนนี้คงจะไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ด้วยสิ’
“พูดมา! เจ้าเป็นคนของใคร”
ซูเมิ่งหลานกลืนน้ำลายอึกใหญ่ นางรีบคว้าเด็กน้อยข้างกายมากอดไว้แน่น หญิงสาวข่มความกลัวเอาไว้ จากนั้นมือที่ถูกร่างเล็กบดบังก็ล้วงเข้าไปในล่วมยาที่พาดติดไหล่แช่มช้า ทว่าการเคลื่อนไหวของนางหาได้รอดพ้นจากสายตามัจจุราช เขาใช้ด้ามดาบตวัดไปที่มือเรียวอย่างไม่ลังเล
“โอ๊ย!”
“คิดเล่นตุกติกหรือ” นัยน์ตาคมกริบจ้องเขม็ง
ซูเมิ่งหลานโบกมือละล้าละลัง “เปล่านะเจ้าคะ ข้าเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาจริง ๆ เราไม่ได้ร่วมเดินทางกับผู้อพยพคนอื่นเพราะไม่ชอบความวุ่นวายเท่านั้น”
“พี่หญิงของข้าพูดเรื่องจริง เหตุใดท่านจะต้องตีนางด้วย รู้หรือไม่ว่ามือของนางมีค่ามากเพียงใด”
ซูเมิ่งหลานตะครุบปิดปากเสี่ยวเป้ยไว้เดี๋ยวนั้น นางไม่รู้ว่าแม่ทัพคนนี้มาดีหรือร้าย ต่อให้เขาและนางอยู่แคว้นเดียวกันก็ใช่จะวางใจได้ ดังนั้นนางต้องซ่อนความสามารถเอาไว้ก่อนจนกว่าจะถึงเวลาใช้งานจริง
คิ้วเข้มกระตุกหนึ่งฝั่ง “มือของนางมีค่ามากเลยหรือ”
“ท่านแม่ทัพ น้องชายของข้าก็พูดไปอย่างนั้น เพราะพวกเรามีกันแค่สองคน ข้ามักจะใช้มือเย็บปักถักร้อยเพื่อหาเงินแลกข้าว เขาจึงเพ้อเจ้อไปชั่วขณะ ขอท่านแม่ทัพโปรดอย่าถือสา”
“ได้”
ชายหนุ่มผละออกไป เขาลุกยืนเต็มความสูง
ซูเมิ่งหลานผ่อนหายใจด้วยความโล่งอก
นัยน์ตาคมเข้มปรายมองเล็กน้อย ริมฝีปากของเขาขยับ “พาตัวกลับไปที่ค่าย ข้าจะสอบสวนด้วยตัวเอง”
“หา…” นัยน์ตาดอกท้อเบิกกว้าง เสียงใสโพล่ง “ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ ข้าและน้องชายบริสุทธิ์ใจ พวกเราแค่บังเอิญผ่านมาเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังท่านแต่อย่างใด”
ชายหนุ่มไม่สนเสียงเอะอะของหญิงสาว เขาเดินตรงไปข้างหน้าอย่างไม่แยแส จากนั้นพลิกร่างและควบม้าทะยานออกไปด้วยความรวดเร็ว
ซูเมิ่งหลานหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก สุดท้ายนางและเสี่ยวเป้ยก็ถูกองครักษ์ของเขาพาตัวกลับมายังค่ายทหาร
“พี่หญิงซู! ไม่นะ ปล่อยข้า ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ อย่าพาพี่หญิงของข้าไป” เสี่ยวเป้ยร้องไห้เอ็ดตะโรเมื่อเขาถูกจับแยกไปคนละฝั่งกับซูเมิ่งหลาน
ซูเมิ่งหลานรู้ดีว่าชะตานี้ไม่อาจหลีกพ้น คนโบราณถืออำนาจบุรุษและขุนนางเป็นใหญ่ นางต่อต้านไปก็ไร้ประโยชน์
“เสี่ยวเป้ยเด็กดี เจ้าเชื่อฟัง อย่าดิ้นให้เหนื่อย ท่านแม่ทัพเป็นผู้พิทักษ์บ้านเมือง ปกป้องราษฎร เขาย่อมมีเหตุผล พี่สาวสัญญาจะปลอดภัยมาพบเจ้า”
“ฮื่อ…พี่หญิงซู ท่านสัญญากับข้าแล้วนะ ท่านห้ามตาย หากท่านตายข้าก็จะตายไปด้วย”
“ได้ ๆ ไม่ต้องร้องแล้ว ไปกับเขาเถอะเด็กดี แล้วพี่สาวจะไปหาเจ้า”
“ก็ได้ขอรับ”
เสี่ยวเป้ยยอมเดินคอตกตามทหารนายหนึ่งไป ส่วนซูเมิ่งหลานถูกจับแขนทั้งสองข้างแขวนไว้บนเสาไม้
ช่างโชคไม่ดีจริง ๆ ที่นางบังเอิญปะทะเข้ากับพญายมผู้นี้ ไม่ทันไต่สวนให้ดีก็จับนางมัดเสียแล้ว
“ท่านแม่ทัพ”
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเป็นระยะ ทหารเฝ้าประตูต่างให้ความเคารพเมื่อเขาเดินผ่าน
ตะเกียงทั้งหมดถูกจุดขึ้นจนสว่าง ม่านตาของซูเมิ่งหลานหดเล็ก ครั้นสามารถปรับดวงตาให้เข้ากับแสงสว่างที่เกิดขึ้น นางจึงมองเห็นอีกฝ่ายถนัดตา
‘นี่หรือแม่ทัพ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาขาวสะอาด ไม่สิ นี่เขาเรียกขาวซีดต่างหาก แต่ก็ยังหล่อมากอยู่ดี ตลอดร่างองอาจผึ่งผาย อายุคงเท่าข้าในโลกก่อนกระมัง ไม่น่าเชื่ออายุเท่านี้ได้เป็นแม่ทัพแล้ว แต่สีหน้านี่…เขาป่วยหรือเปล่านะ’
“ท่านแม่ทัพ ตรวจด้านในล่วมยาของนางแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นสมุนไพร ยังมีกำยานหลับใหล แล้วก็ผงคันอยู่ด้วยขอรับ”
ชายหนุ่มหน้ากระตุก “มีเท่านี้หรือ”
“ขอรับ”
เขาโบกมือหนึ่งครั้ง ทหารทั้งหมดก็กรูไปด้านนอกโดยพร้อมเพรียง ร่างสูงสาวเท้าเข้ามาใกล้หญิงสาว ใบหน้าเปื้อนปอนของซูเมิ่งหลานทำให้นางกลายเป็นหญิงอัปลักษณ์ในสายตาเขา
“ใครส่งเจ้ามา”
ซูเมิ่งหลานถอนหายใจระอิดระอา “ข้าเป็นชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น ท่านให้ข้าพูดอีกกี่ครั้งคำตอบก็ยังเหมือนเดิมเจ้าค่ะ”
“ชาวบ้านหรือ หากเป็นชาวบ้านเหตุใดจึงรู้วิชาแพทย์ ไม่เพียงเท่านั้น เจ้ายังโผล่มาได้จังหวะที่ข้าล่าตัวสายลับ หรือว่าเจ้า…เป็นสายลับของแคว้นตงเสีย”
“ท่านแม่ทัพผู้หล่อเหลาองอาจ ท่านมองสารรูปของข้าให้ดี เอวบางร่างเล็ก ผอมแห้งใช่หรือไม่ ข้าเกิดและโตที่หมู่บ้านเหอพ่านแคว้นจงเจียน จะเป็นคนของแคว้นตงเสียได้อย่างไรเจ้าคะ”
“โกหก!”
‘เอ๊ะ หมอนี่เป็นพวกที่ชอบฆ่าผิดตัวได้ แต่ไม่ยอมปล่อยศัตรูไปอย่างนั้นหรือ แย่แล้ว ๆ เฮ้อ ข้าจะทำเช่นไรกับคนดื้อด้านเช่นนี้’
มือหยาบระคายสัมผัสเครื่องทรมานแต่ละชิ้นแช่มช้า ซูเมิ่งหลานกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ นางกำลังจะถูกเขาทารุณกรรมแล้ว
คนหัวโบราณไร้เหตุผล!
“ถ้าเจ้าไม่พูด เช่นนั้นก็ชิ้นนี้เหมาะกับเจ้าที่สุด” ชายหนุ่มคว้าเข็มขนาดเล็กขึ้นมา เอ่ยต่อด้วยใบหน้าเย็นยะเยือก “เจ้าเองก็รู้วิชาแพทย์ คงรู้ดีว่าเข็มแม้เล็กแต่ก็ทรงพลัง สามารถใช้รักษา แต่ก็ใช้ฆ่าคนได้เช่นเดียวกัน”
ซูเมิ่งหลานเม้มปากจนเป็นเส้นตรง เหตุใดนางจะไม่รู้ ในเมื่อก่อนบังเอิญมาพบพญายมเช่นเขา นางก็เพิ่งใช้เข็มสังหารคนตายไปหมาด ๆ
“ท่านคิดจะทำอะไร”
“เจ้าลองทายดูสิ”
^"ขุนนางกังฉิน" คือ คำที่ใช้เรียกขุนนางชั่วหรือผู้ใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง เอาเปรียบประชาชน และทรยศต่อแผ่นดิน เป็นคำศัพท์ที่มาจากภาษาจีน (เจียนเฉิน - 奸臣) ซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า "ตงฉิน" (ขุนนางซื่อสัตย์จงรักภักดี) อย่างสิ้นเชิง
^สะพานไน่เหอ (奈何桥) หรือ "สะพานแห่งความไร้ทางเลือก" เป็นสะพานข้ามภพตามความเชื่อของจีนโบราณและศาสนาพุทธนิกายมหายาน โดยเป็นจุดสุดท้ายที่วิญญาณของผู้ล่วงลับทุกคนต้องเดินข้ามก่อนจะไปเกิดใหม่
ในที่สุดซูเมิ่งหลานก็ได้ใช้ชีวิตบนกองเงินกองทองสมดังใจ ใครจะคิดว่าที่จริงเซี่ยเวยก็คือลูกชายของ CEO โรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ ซ้ำยังมีเกือบร้อยสาขาทั่วทั้งประเทศจีน ทว่าการสืบทอดกิจการจากครอบครัวของเขาไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างเซี่ยเวยล้วนพยายามมาด้วยความสามารถของตัวเองทั้งสิ้นซูเมิ่งหลานยังคงนึกถึงเรื่องราวชีวิตจากนิยายเรื่องนั้นเสมอ ไม่ว่าจะโลกนิยายหรือโลกใบนี้ เซี่ยเวยก็ยังคงเป็นเซี่ยเวยคนที่เธอรัก ความมุ่งมั่นทะเยอทะยานเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าแม่ทัพเซี่ยคนนั้นไม่ได้จากเธอไปไหน เขาอยู่ตรงหน้าของเธอเสมอ เพียงแค่เปลี่ยนผันภพชาติและยุคสมัยใหม่เท่านั้นมือเรียวเทแป้งเค้กเนื้อละเอียดลงในแม่พิมพ์รูปหัวใจก่อนจะนำไปใส่ยังไมโครเวฟ วันนี้เป็นปีแรกของวันครบรอบแต่งงาน ซูเมิ่งหลานจึงตั้งใจอยากทำเค้กเพื่อเซอร์ไพรส์เขา เดิมวันนี้ควรเป็นวันหยุด แต่เซี่ยเวยถูกเรียกตัวไปเพราะมีงานด่วนเข้ามาแทรก ถึงเป็นอย่างนั้นซูเมิ่งหลานก็เข้าใจเขาชีวิตของหมอจะเอาเวลาที่ไหนมาหยุดพักผ่อน ชีวิตผู้คนสำคัญที่สุด เธอเองก็เป็นหมอจึงเข้าใจสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ที่สุดปิ๊งป่อง…ซูเม
“ไม่นะ ท่านอย่าทิ้งข้าไป!”เปลือกตาที่ปิดสนิทมานานปรือขึ้นด้วยความรวดเร็ว ทว่ากลับต้องปิดฉับลงอีกครั้งเมื่อแสงที่ส่องลงมากระทบเข้าม่านตาจนรู้สึกแสบซูเมิ่งหลานค่อย ๆ กลอกดวงตาท่ามกลางความมืดมิด นอกจากเสียงหายใจที่กำลังเต้นระรัวถี่กลับมีเสียงฝีเท้าไม่หนักไม่เบาเดินใกล้เข้ามา“รู้สึกตัวแล้วเหรอ”เสียงทุ้มที่ดังแนบหูเล็ก ทำให้ตาที่ปิดสนิทค่อย ๆ ปรือขึ้นเล็กน้อย‘เสียงของเขาใช่หรือไม่ ปวดหัวจัง’ซูเมิ่งหลานขยับเปลือกตาเพื่อให้สามารถปรับเข้ากับแสงของบรรยากาศ ภาพตรงหน้าไม่ชัดเจนนัก แต่ก็พอเดาออกว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วยสีขาวโพลน‘หรือคราวนี้เราจะตายไปแล้วจริง ๆ ครั้งก่อนดีใจเป็นเหตุให้หัวใจวาย มาครั้งนี้ก็เสียใจจนหัวใจวายหรือ’ซูเมิ่งหลานตัดพ้อ นึกไม่ถึงว่าตนนั้นช่างอาภัพนัก“ไม่ต้องรีบ หลับมานานก็เลยไม่ชินกับแสง”ซูเมิ่งหลานชะงัก ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยท่าทีลังเล “ครั้งนี้ฉันตายแล้วจริง ๆ ใช่ไหม”เสียงทุ้มหัวเราะอยู่ในลำคอ “ยัง คุณยังไม่ตาย”ซูเมิ่งหลานกะพริบตาอีกสองสามหนก็รู้สึกว่ามองทุกอย่างได้ชัด
สุ่ยตัวตัวกระโจนลงจากหลังม้าแล้วปรี่เข้าไปประคองซูเมิ่งหลานออกมา“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”ซูเมิ่งหลานส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไร แต่ตอนนี้เขา…” หญิงสาวเหลียวมองไปยังลานประลองอันดุเดือด แววตาของนางระริกไหวด้วยความเป็นกังวล“พี่หญิงเมิ่งหลานท่านต้องเชื่อใจท่านพี่เซี่ยนะเจ้าคะ ข้าเชื่อว่าเขาต้องเอาชนะได้แน่” สุ่ยตัวตัวปลอบ“ข้าเชื่อใจเขา แต่เจียงสวินอ๋องผู้นั้นดูกระบวนท่าของเขาออกทั้งหมด ข้ากลัวว่า…”สุ่ยตัวตัวรีบตะครุบปาก “ข้าเคยเห็นท่านพี่เซี่ยออกรบมามาก เขาต้องชนะแน่นอน”ซูเมิ่งหลานพยักหน้าหงึกหงัก แต่ก็มิอาจคลายความกังวลได้อยู่ดีการประลองกระบี่ผ่านไปนับร้อยกระบวนท่า แม้ร่างกายของเซี่ยเวยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทว่าเขากลับไม่มีอาการเหนื่อยล้าเผยออกมาให้เห็น“เจ้าเก่งมากศิษย์รัก”เซี่ยเวยตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ น้ำเสียงและแววตาของเจียงสวินอ๋องกำลังกระตุ้นความทรงจำบางอย่างของเขา ทันทีที่คมของกระบี่ประสานกันอีกครั้ง เซี่ยเวยก็ถึงกับตกตะลึง“ท่านคืออาจารย์ของข้าอย่างนั้นหรือ”“ศิษย์รัก ที่แท้สายตาของเจ้าก็มิได้มีปัญหา”
ร่างสูงทะยานไปยืนที่เบื้องหน้าเหล่าชายฉกรรจ์นับสิบ ดาบจ้านลู่ในมือชี้เข้าหาศัตรูด้วยความดุดัน“ใครอยากไปเกิดใหม่คนแรกก็เข้ามา”ใบหน้าหล่อเหลายังคงสงบนิ่ง ทว่าน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กล่าวออกมากลับทำให้ผู้คนขนลุกเกรียวเสียวแปลบไปทั่วสันหลังชายร่างกำยำพร้อมใจกันถอยกรูด เขามองตากันหลุกหลิก แต่แล้วก็มีเสียงของคนผู้หนึ่งโพล่ง“โจรกบฏตระกูลเซี่ย ข้าไม่กลัวเจ้าหรอก เจ้ามันก็แค่ตัวคนเดียว เก่งกาจอย่างไรก็คงมิอาจล้มพวกข้าได้หมดกระมัง วันนี้ข้าขอสู้กับเจ้าจนตัวตาย”เซี่ยเวยเลิกคิ้วหนึ่งฝั่ง “โจรกบฎตระกูลเซี่ย?”“เจ้ายังมาทำไขสือ เป็นเพราะบิดาของเจ้าทรยศ พวกเราและเหล่าพี่น้องจึงต้องอยู่กันอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ น่าเสียดาย แม้เจ้าถูกทรมานแต่เกิดก็ยังไม่ตายเสียที วันนี้ไม่ว่าชื่อเสียงบรรดาศักดิ์ เจ้าต้องคืนแก่พวกเราทั้งหมด”เซี่ยเวยปรายตามองเหล่าชายร่างสูงทีละคน ก่อนจะหยุดสายตาลงบนร่างของเซี่ยเจิง“ท่านลุง แสร้งเป็นเทพพรางเป็นผีมานานท่านไม่เบื่อบ้างหรือ”เซี่ยเจิงหน้ากระตุก ทว่าชั่วพริบตาเขาก็หัวเราะเสียงสะท้าน จากปลิงแก่อืดอาดงุ่นง่าน ก็แปลงโ
ณ โถงรับรอง จวนแม่ทัพ“สตรีผู้นี้เป็นปีศาจ นางเป็นต้นเหตุที่ทำให้หลานชายของข้าล้มป่วย”นักพรตวัยกลางคนกวาดตามองซูเมิ่งหลานตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เขาเอ่ย “บนร่างของนางมีกลิ่นอายวิญญาณชั่วร้าย ต้องจัดทำพิธีชำระบาป”ซูเมิ่งหลานแค่นเสียง นางคิดไว้ไม่มีผิด ปลิงแก่ผู้นี้กำลังจ้างวานนักพรตจอมปลอมมาเล่นปาหี่ ว่าก็ว่าเถิด ถึงแม้ซูเมิ่งหลานเป็นวิญญาณจากต่างยุค แต่นางก็มิใช่วิญญาณชั่วร้ายอีกอย่างนางเป็นหมอจากยุคสองพันเชียว หมอที่สร้างคุณประโยชน์มากมาย ไม่มองนางเป็นจิตวิญญาณแห่งเซียนก็ช่าง แต่ไฉนต้องมาสาดโคลนว่านางคือวิญญาณแห่งความชั่วร้ายด้วย ข้อกล่าวหาเช่นนี้ซูเมิ่งหลานรับไม่ได้“ข้าว่าก่อนชำระบาปให้แก่ตัวข้า มิสู้นักพรตหัวใสเช่นพวกท่านลองผลัดกันส่องเงาตนบนศีรษะอีกฝ่ายดูก่อนดีหรือไม่ บางทีอาจจะเห็นตราบาปประทับอยู่ก็ได้” ซูเมิ่งหลานลอยหน้าเอ่ยยู่หลงและจางเหว่ยที่ยืนดูไม่ห่างต่างขำพรืด คำพูดของซูเมิ่งหลานแม้ไม่ได้ต่อว่าด่าทอ แต่กลับแสบสันจนคนฟังยังรู้สึกคันไปทั้งตัวเซี่ยเจิงตัวสั่นเทา “ปากดีจริง ๆ คอยดูเถอะวิญญาณปีศาจชั่ว ข้าจะขับไล่ออกไปให้ห
เซี่ยเวยหมดสติเพราะพิษกำเริบไปถึงครึ่งเดือน ซูเมิ่งหลานก็พยายามทำทุกทางตามที่ตำราบอกเพื่อถอนพิษให้กับเขา หากแต่วิธีการที่ระบุไว้นั้นทั้งซับซ้อนและชวนปวดหัวตำราเล่มแรกที่นางกับเซี่ยเวยพบในตอนแรกระบุคำว่าเสพสมทุกข์สุข หลอมรวมหยินหยาง ความหมายของมันไม่เท่ากับเขาต้องทำเรื่องอย่างว่าหรือ ในตอนนั้นซูเมิ่งหลานลำบากใจมากไม่รู้ควรช่วยเขาอย่างไร วิธีการกำกวมเช่นนี้แม้แต่ตำราพิสดารยังช่วยไม่ได้อีกอย่างนางก็ไม่มั่นใจว่านี่นับเป็นการถอนรากถอนโคนพิษบุปผาเลือนรักได้จริงหรือไม่ อาจมีใครอุตริคิดเล่นพิเรนทร์เพื่อใช้ปั่นหัวคนที่ถูกพิษอยู่ก็เป็นได้ เผลอ ๆ ยิ่งตื่นเต้นมากเข้าก็ยิ่งกระตุ้นพิษข้างในหัวใจให้กำเริบหนักไม่นานหลังจากถูลี่อ๋องนำตำราอีกเล่มมามอบให้นาง ซูเมิ่งหลานก็ราวกับพบแสงที่เจิดจรัสวางอยู่ตรงหน้า วิธีการแรกนางจึงตัดทิ้งโดยไม่ลังเลอันที่จริงยามนี้ซูเมิ่งหลานไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้าแทรกเรื่องชวนปวดหัวของเขาก็ได้ นางสามารถปัดก้นหนีแล้วไปใช้ชีวิตบนกองเงินกองทองได้ตามอำเภอใจ ถึงอย่างไรทุกอย่างก็บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจแล้วเพียงแต่ไม่ทราบเมื่อใดที่นางเองก็เพิ
จางเหว่ยและยู่หลงวิ่งพรวดเข้ามา“นี่เกิดอะไรขึ้น เหตุใดไปนอนกันตรงนั้น” ยู่หลงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจางเหว่ยสติหลุดไปแล้ว“ยืนบื้ออะไร มาลากแม่ทัพของพวกท่านออกไปจากตัวข้าก่อน”องครักษ์ทั้งสองได้สติ เขารุดเข้ามาเพื่อช่วยพยุงร่างเซี่ยเวย แต่แล้วก็ต่างต้องชักมือกลับเพราะคว
ซูเมิ่งหลานจมลงไปใต้อ่างจนมิดหัว ทั้งยังโดนบุรุษร่างกำยำหล่นทับซ้ำจนนางแทบกลืนน้ำขาดอากาศตายเซี่ยเวยตกใจหน้าเปลี่ยนสี เขารีบดึงคนใต้ร่างขึ้นมา แต่ทว่าไม่ทันระวัง ศีรษะของนางจึงกระแทกปลายคางของเขาจนฟันกระทบเลือดกบปากความเจ็บแปลบเหนือศีรษะถูกลืม ซูเมิ่งหลานเร่งสูดลมหายใจเข้าเต
ซูเมิ่งหลานถูกชายหนุ่มดันกายออกจนเซล้มลง เพราะสัญชาตญาณความเป็นหมอในยุคปัจจุบันทำให้นางเองก็ลืมตัวไปชั่วขณะ การรักษาไหนเลยจะแบ่งแยกชายหญิง มีเรือนร่างใดบ้างที่นางไม่เคยเห็น แม้จะเห็นอวัยวะส่วนลับนางก็ยังคิดว่านั่นเป็นเรื่องปกติ“ท่านแม่ทัพ บอกดี ๆ ก็ได้นี่เจ้าคะ เหตุใดต้องผลักข้าด้วย” ซูเม
“ท่านแม่ทัพ ให้คนเตรียมน้ำอุ่นเข้ามาเจ้าค่ะ”“ได้”ไม่นานก็มีคนนำถาดน้ำอุ่นเข้ามาตามคำสั่ง ซูเมิ่งหลานกุมขมับ เป็นเพราะนางไม่ชัดเจนเอง“ไม่ใช่เช่นนี้ ข้าหมายถึงน้ำอุ่นทั้งอ่างเจ้าค่ะ”เซี่ยเวยตวัดตามองเข้ม “เจ้าจะรักษาไม่ใช่หรือ เหตุใดต้องเตรียมอ่างน้ำอุ่น ชายแดนห่างไก







