مشاركة

บทที่ 2 สายลับ (1)

last update تاريخ النشر: 2026-05-19 10:21:21

“ลากตัวออกมา!” เสียงทุ้มตวาดดัง

ซูเมิ่งหลานและเสี่ยวเป้ยสะดุ้งโหยง หญิงสาวรีบคลานออกมาจากที่ซ่อน ดาบปลายแหลมจ่อไปยังลำคอระหงเดี๋ยวนั้น

“พูดมา เจ้าเป็นใคร”

ซูเมิ่งหลานตัวสั่นสะท้าน ตั้งแต่เป็นประชากรของที่นี่ นางก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ของแม่ทัพหนุ่มผู้หนึ่ง สมญานามของเขาก็คือพญายมเซี่ยแห่งเป่ยเปียน 

ว่ากันว่าเขารักษากำแพงบ้านกำแพงเมืองที่ชายแดนเหนือตั้งแต่วัยเยาว์ ดาบจ้านลู่ของเขาไม่ทันเห็นเงาก็สามารถเด็ดหัวศัตรูอย่างไร้สุ้มเสียง

หากใครตกเป็นผู้ต้องสงสัยของเขาแทบไม่มีโอกาสแก้ตัว บางทีแค่เผลอกะพริบตาศีรษะก็อาจหลุดจากบ่าได้ทุกเมื่อ 

ไม่รู้ว่าแม่ทัพที่ปรากฏเบื้องหน้าของซูเมิ่งหลานในยามนี้จะใช่เขาหรือไม่

หากเป็นเขาจริง เช่นนั้นก็นับว่านางดวงกุดเสียแล้ว เกรงว่าชีวิตที่สวรรค์อุตส่าห์มอบให้ครานี้อาจต้องจบสิ้น

“คุณชาย อย่าทำพี่หญิงของข้าเลย พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านไร้ชื่อ บังเอิญผ่านมาทางนี้เท่านั้น” เสี่ยวเป้ยรีบเอ่ย

คบเพลิงในมือองครักษ์ยู่หลงยื่นมาตรงหน้า เขากวาดสายตามองร่างมอมแมมของคนทั้งสอง จากนั้นหันไปรายงาน

“ท่านแม่ทัพ เป็นแม่นางน้อยผู้หนึ่งกับเด็กน้อยราวสิบขวบขอรับ”

ชายหนุ่มพลิกร่างลงจากม้า ทุกฝีเท้าของเขาเบาหวิวดั่งลอยได้ ซูเมิ่งหลานไม่กล้าสบตาของเขา นางเพียงโอบกอดเสี่ยวเป้ยไว้แน่น

เจ้าของร่างสูงยอบกายลงแช่มช้า เขาใช้ด้ามดาบอันเย็นเยียบช้อนปลายคางโค้งมนขึ้นมา 

“เจ้า…เป็นใคร?”

ซูเมิ่งหลานเผลอประสานสายตากับเขาปราดหนึ่ง เพียงพริบตาก็ถูกความเย็นยะเยือกเข้ามาแทนที่

“ข้า…มีนามว่าซูเมิ่งหลาน อพยพมาจากหมู่บ้านเหอพ่าน เราสองคนพี่น้องกำลังจะเดินทางไปขอความช่วยเหลือที่เมืองจินหลิงเจ้าค่ะ”

ชายหนุ่มแค่นเสียง “สายลับที่เป็นสตรีข้าเจอมามาก ใช้เด็กเป็นโล่ก็เห็นมาเยอะ หากเจ้าอพยพจริงไฉนจึงมีเพียงสองคนพี่น้อง”

ซูเมิ่งหลานแทบอยากกระโดดกัดหูเขานัก หากเขาเป็นพวกขุนนางกังฉิน [1] ที่ชอบจับแพะเพื่อสร้างผลงาน มิใช่ว่านางกับเสี่ยวเป้ยกำลังจะกลายเป็นเครื่องมือให้เขาหรือ

‘แย่แล้ว น้ำเสียงและท่าทางของแม่ทัพคนนี้คงจะไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ด้วยสิ’

“พูดมา! เจ้าเป็นคนของใคร”

ซูเมิ่งหลานกลืนน้ำลายอึกใหญ่ นางรีบคว้าเด็กน้อยข้างกายมากอดไว้แน่น หญิงสาวข่มความกลัวเอาไว้ จากนั้นมือที่ถูกร่างเล็กบดบังก็ล้วงเข้าไปในล่วมยาที่พาดติดไหล่แช่มช้า ทว่าการเคลื่อนไหวของนางหาได้รอดพ้นจากสายตามัจจุราช เขาใช้ด้ามดาบตวัดไปที่มือเรียวอย่างไม่ลังเล

“โอ๊ย!”

“คิดเล่นตุกติกหรือ” นัยน์ตาคมกริบจ้องเขม็ง

ซูเมิ่งหลานโบกมือละล้าละลัง “เปล่านะเจ้าคะ ข้าเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาจริง ๆ เราไม่ได้ร่วมเดินทางกับผู้อพยพคนอื่นเพราะไม่ชอบความวุ่นวายเท่านั้น”

“พี่หญิงของข้าพูดเรื่องจริง เหตุใดท่านจะต้องตีนางด้วย รู้หรือไม่ว่ามือของนางมีค่ามากเพียงใด”

ซูเมิ่งหลานตะครุบปิดปากเสี่ยวเป้ยไว้เดี๋ยวนั้น นางไม่รู้ว่าแม่ทัพคนนี้มาดีหรือร้าย ต่อให้เขาและนางอยู่แคว้นเดียวกันก็ใช่จะวางใจได้ ดังนั้นนางต้องซ่อนความสามารถเอาไว้ก่อนจนกว่าจะถึงเวลาใช้งานจริง

คิ้วเข้มกระตุกหนึ่งฝั่ง “มือของนางมีค่ามากเลยหรือ”

“ท่านแม่ทัพ น้องชายของข้าก็พูดไปอย่างนั้น เพราะพวกเรามีกันแค่สองคน ข้ามักจะใช้มือเย็บปักถักร้อยเพื่อหาเงินแลกข้าว เขาจึงเพ้อเจ้อไปชั่วขณะ ขอท่านแม่ทัพโปรดอย่าถือสา”

“ได้”

ชายหนุ่มผละออกไป เขาลุกยืนเต็มความสูง 

ซูเมิ่งหลานผ่อนหายใจด้วยความโล่งอก

นัยน์ตาคมเข้มปรายมองเล็กน้อย ริมฝีปากของเขาขยับ “พาตัวกลับไปที่ค่าย ข้าจะสอบสวนด้วยตัวเอง”

“หา…” นัยน์ตาดอกท้อเบิกกว้าง เสียงใสโพล่ง “ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ ข้าและน้องชายบริสุทธิ์ใจ พวกเราแค่บังเอิญผ่านมาเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังท่านแต่อย่างใด”

ชายหนุ่มไม่สนเสียงเอะอะของหญิงสาว เขาเดินตรงไปข้างหน้าอย่างไม่แยแส จากนั้นพลิกร่างและควบม้าทะยานออกไปด้วยความรวดเร็ว

ซูเมิ่งหลานหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก สุดท้ายนางและเสี่ยวเป้ยก็ถูกองครักษ์ของเขาพาตัวกลับมายังค่ายทหาร

“พี่หญิงซู! ไม่นะ ปล่อยข้า ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ อย่าพาพี่หญิงของข้าไป” เสี่ยวเป้ยร้องไห้เอ็ดตะโรเมื่อเขาถูกจับแยกไปคนละฝั่งกับซูเมิ่งหลาน

ซูเมิ่งหลานรู้ดีว่าชะตานี้ไม่อาจหลีกพ้น คนโบราณถืออำนาจบุรุษและขุนนางเป็นใหญ่ นางต่อต้านไปก็ไร้ประโยชน์

“เสี่ยวเป้ยเด็กดี เจ้าเชื่อฟัง อย่าดิ้นให้เหนื่อย ท่านแม่ทัพเป็นผู้พิทักษ์บ้านเมือง ปกป้องราษฎร เขาย่อมมีเหตุผล พี่สาวสัญญาจะปลอดภัยมาพบเจ้า”

“ฮื่อ…พี่หญิงซู ท่านสัญญากับข้าแล้วนะ ท่านห้ามตาย หากท่านตายข้าก็จะตายไปด้วย”

“ได้ ๆ ไม่ต้องร้องแล้ว ไปกับเขาเถอะเด็กดี แล้วพี่สาวจะไปหาเจ้า”

“ก็ได้ขอรับ”

เสี่ยวเป้ยยอมเดินคอตกตามทหารนายหนึ่งไป ส่วนซูเมิ่งหลานถูกจับแขนทั้งสองข้างแขวนไว้บนเสาไม้

ช่างโชคไม่ดีจริง ๆ ที่นางบังเอิญปะทะเข้ากับพญายมผู้นี้ ไม่ทันไต่สวนให้ดีก็จับนางมัดเสียแล้ว

“ท่านแม่ทัพ”

เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเป็นระยะ ทหารเฝ้าประตูต่างให้ความเคารพเมื่อเขาเดินผ่าน

ตะเกียงทั้งหมดถูกจุดขึ้นจนสว่าง ม่านตาของซูเมิ่งหลานหดเล็ก ครั้นสามารถปรับดวงตาให้เข้ากับแสงสว่างที่เกิดขึ้น นางจึงมองเห็นอีกฝ่ายถนัดตา

‘นี่หรือแม่ทัพ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาขาวสะอาด ไม่สิ นี่เขาเรียกขาวซีดต่างหาก แต่ก็ยังหล่อมากอยู่ดี ตลอดร่างองอาจผึ่งผาย อายุคงเท่าข้าในโลกก่อนกระมัง ไม่น่าเชื่ออายุเท่านี้ได้เป็นแม่ทัพแล้ว แต่สีหน้านี่…เขาป่วยหรือเปล่านะ’ 

“ท่านแม่ทัพ ตรวจด้านในล่วมยาของนางแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นสมุนไพร ยังมีกำยานหลับใหล แล้วก็ผงคันอยู่ด้วยขอรับ”

ชายหนุ่มหน้ากระตุก “มีเท่านี้หรือ”

“ขอรับ”

เขาโบกมือหนึ่งครั้ง ทหารทั้งหมดก็กรูไปด้านนอกโดยพร้อมเพรียง ร่างสูงสาวเท้าเข้ามาใกล้หญิงสาว ใบหน้าเปื้อนปอนของซูเมิ่งหลานทำให้นางกลายเป็นหญิงอัปลักษณ์ในสายตาเขา

“ใครส่งเจ้ามา”

ซูเมิ่งหลานถอนหายใจระอิดระอา “ข้าเป็นชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น ท่านให้ข้าพูดอีกกี่ครั้งคำตอบก็ยังเหมือนเดิมเจ้าค่ะ”

“ชาวบ้านหรือ หากเป็นชาวบ้านเหตุใดจึงรู้วิชาแพทย์ ไม่เพียงเท่านั้น เจ้ายังโผล่มาได้จังหวะที่ข้าล่าตัวสายลับ หรือว่าเจ้า…เป็นสายลับของแคว้นตงเสีย”

“ท่านแม่ทัพผู้หล่อเหลาองอาจ ท่านมองสารรูปของข้าให้ดี เอวบางร่างเล็ก ผอมแห้งใช่หรือไม่ ข้าเกิดและโตที่หมู่บ้านเหอพ่านแคว้นจงเจียน จะเป็นคนของแคว้นตงเสียได้อย่างไรเจ้าคะ”

“โกหก!”

‘เอ๊ะ หมอนี่เป็นพวกที่ชอบฆ่าผิดตัวได้ แต่ไม่ยอมปล่อยศัตรูไปอย่างนั้นหรือ แย่แล้ว ๆ เฮ้อ ข้าจะทำเช่นไรกับคนดื้อด้านเช่นนี้’

มือหยาบระคายสัมผัสเครื่องทรมานแต่ละชิ้นแช่มช้า ซูเมิ่งหลานกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ นางกำลังจะถูกเขาทารุณกรรมแล้ว 

คนหัวโบราณไร้เหตุผล!

“ถ้าเจ้าไม่พูด เช่นนั้นก็ชิ้นนี้เหมาะกับเจ้าที่สุด” ชายหนุ่มคว้าเข็มขนาดเล็กขึ้นมา เอ่ยต่อด้วยใบหน้าเย็นยะเยือก “เจ้าเองก็รู้วิชาแพทย์ คงรู้ดีว่าเข็มแม้เล็กแต่ก็ทรงพลัง สามารถใช้รักษา แต่ก็ใช้ฆ่าคนได้เช่นเดียวกัน”

ซูเมิ่งหลานเม้มปากจนเป็นเส้นตรง เหตุใดนางจะไม่รู้ ในเมื่อก่อนบังเอิญมาพบพญายมเช่นเขา นางก็เพิ่งใช้เข็มสังหารคนตายไปหมาด ๆ

“ท่านคิดจะทำอะไร”

“เจ้าลองทายดูสิ”

เชิงอรรถ

^"ขุนนางกังฉิน" คือ คำที่ใช้เรียกขุนนางชั่วหรือผู้ใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง เอาเปรียบประชาชน และทรยศต่อแผ่นดิน เป็นคำศัพท์ที่มาจากภาษาจีน (เจียนเฉิน - 奸臣) ซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า "ตงฉิน" (ขุนนางซื่อสัตย์จงรักภักดี) อย่างสิ้นเชิง

^สะพานไน่เหอ (奈何桥) หรือ "สะพานแห่งความไร้ทางเลือก" เป็นสะพานข้ามภพตามความเชื่อของจีนโบราณและศาสนาพุทธนิกายมหายาน โดยเป็นจุดสุดท้ายที่วิญญาณของผู้ล่วงลับทุกคนต้องเดินข้ามก่อนจะไปเกิดใหม่

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • หมอหญิงเปลี่ยนภพสยบใจแม่ทัพ   ตอนพิเศษ สิ่งล้ำค่ากว่ารางวัลที่หนึ่ง

    ในที่สุดซูเมิ่งหลานก็ได้ใช้ชีวิตบนกองเงินกองทองสมดังใจ ใครจะคิดว่าที่จริงเซี่ยเวยก็คือลูกชายของ CEO โรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ ซ้ำยังมีเกือบร้อยสาขาทั่วทั้งประเทศจีน ทว่าการสืบทอดกิจการจากครอบครัวของเขาไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างเซี่ยเวยล้วนพยายามมาด้วยความสามารถของตัวเองทั้งสิ้นซูเมิ่งหลานยังคงนึกถึงเรื่องราวชีวิตจากนิยายเรื่องนั้นเสมอ ไม่ว่าจะโลกนิยายหรือโลกใบนี้ เซี่ยเวยก็ยังคงเป็นเซี่ยเวยคนที่เธอรัก ความมุ่งมั่นทะเยอทะยานเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าแม่ทัพเซี่ยคนนั้นไม่ได้จากเธอไปไหน เขาอยู่ตรงหน้าของเธอเสมอ เพียงแค่เปลี่ยนผันภพชาติและยุคสมัยใหม่เท่านั้นมือเรียวเทแป้งเค้กเนื้อละเอียดลงในแม่พิมพ์รูปหัวใจก่อนจะนำไปใส่ยังไมโครเวฟ วันนี้เป็นปีแรกของวันครบรอบแต่งงาน ซูเมิ่งหลานจึงตั้งใจอยากทำเค้กเพื่อเซอร์ไพรส์เขา เดิมวันนี้ควรเป็นวันหยุด แต่เซี่ยเวยถูกเรียกตัวไปเพราะมีงานด่วนเข้ามาแทรก ถึงเป็นอย่างนั้นซูเมิ่งหลานก็เข้าใจเขาชีวิตของหมอจะเอาเวลาที่ไหนมาหยุดพักผ่อน ชีวิตผู้คนสำคัญที่สุด เธอเองก็เป็นหมอจึงเข้าใจสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ที่สุดปิ๊งป่อง…ซูเม

  • หมอหญิงเปลี่ยนภพสยบใจแม่ทัพ   บทที่ 47 ฝันฝ่าทุกข์เข็ญร่วมเป็นร่วมตาย (จบ)

    “ไม่นะ ท่านอย่าทิ้งข้าไป!”เปลือกตาที่ปิดสนิทมานานปรือขึ้นด้วยความรวดเร็ว ทว่ากลับต้องปิดฉับลงอีกครั้งเมื่อแสงที่ส่องลงมากระทบเข้าม่านตาจนรู้สึกแสบซูเมิ่งหลานค่อย ๆ กลอกดวงตาท่ามกลางความมืดมิด นอกจากเสียงหายใจที่กำลังเต้นระรัวถี่กลับมีเสียงฝีเท้าไม่หนักไม่เบาเดินใกล้เข้ามา“รู้สึกตัวแล้วเหรอ”เสียงทุ้มที่ดังแนบหูเล็ก ทำให้ตาที่ปิดสนิทค่อย ๆ ปรือขึ้นเล็กน้อย‘เสียงของเขาใช่หรือไม่ ปวดหัวจัง’ซูเมิ่งหลานขยับเปลือกตาเพื่อให้สามารถปรับเข้ากับแสงของบรรยากาศ ภาพตรงหน้าไม่ชัดเจนนัก แต่ก็พอเดาออกว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วยสีขาวโพลน‘หรือคราวนี้เราจะตายไปแล้วจริง ๆ ครั้งก่อนดีใจเป็นเหตุให้หัวใจวาย มาครั้งนี้ก็เสียใจจนหัวใจวายหรือ’ซูเมิ่งหลานตัดพ้อ นึกไม่ถึงว่าตนนั้นช่างอาภัพนัก“ไม่ต้องรีบ หลับมานานก็เลยไม่ชินกับแสง”ซูเมิ่งหลานชะงัก ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยท่าทีลังเล “ครั้งนี้ฉันตายแล้วจริง ๆ ใช่ไหม”เสียงทุ้มหัวเราะอยู่ในลำคอ “ยัง คุณยังไม่ตาย”ซูเมิ่งหลานกะพริบตาอีกสองสามหนก็รู้สึกว่ามองทุกอย่างได้ชัด

  • หมอหญิงเปลี่ยนภพสยบใจแม่ทัพ   บทที่ 46 หวังว่าจะได้พบกับเจ้าอีกครั้ง (2)

    สุ่ยตัวตัวกระโจนลงจากหลังม้าแล้วปรี่เข้าไปประคองซูเมิ่งหลานออกมา“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”ซูเมิ่งหลานส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไร แต่ตอนนี้เขา…” หญิงสาวเหลียวมองไปยังลานประลองอันดุเดือด แววตาของนางระริกไหวด้วยความเป็นกังวล“พี่หญิงเมิ่งหลานท่านต้องเชื่อใจท่านพี่เซี่ยนะเจ้าคะ ข้าเชื่อว่าเขาต้องเอาชนะได้แน่” สุ่ยตัวตัวปลอบ“ข้าเชื่อใจเขา แต่เจียงสวินอ๋องผู้นั้นดูกระบวนท่าของเขาออกทั้งหมด ข้ากลัวว่า…”สุ่ยตัวตัวรีบตะครุบปาก “ข้าเคยเห็นท่านพี่เซี่ยออกรบมามาก เขาต้องชนะแน่นอน”ซูเมิ่งหลานพยักหน้าหงึกหงัก แต่ก็มิอาจคลายความกังวลได้อยู่ดีการประลองกระบี่ผ่านไปนับร้อยกระบวนท่า แม้ร่างกายของเซี่ยเวยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทว่าเขากลับไม่มีอาการเหนื่อยล้าเผยออกมาให้เห็น“เจ้าเก่งมากศิษย์รัก”เซี่ยเวยตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ น้ำเสียงและแววตาของเจียงสวินอ๋องกำลังกระตุ้นความทรงจำบางอย่างของเขา ทันทีที่คมของกระบี่ประสานกันอีกครั้ง เซี่ยเวยก็ถึงกับตกตะลึง“ท่านคืออาจารย์ของข้าอย่างนั้นหรือ”“ศิษย์รัก ที่แท้สายตาของเจ้าก็มิได้มีปัญหา”

  • หมอหญิงเปลี่ยนภพสยบใจแม่ทัพ   บทที่ 46 หวังว่าจะได้พบกับเจ้าอีกครั้ง (1)

    ร่างสูงทะยานไปยืนที่เบื้องหน้าเหล่าชายฉกรรจ์นับสิบ ดาบจ้านลู่ในมือชี้เข้าหาศัตรูด้วยความดุดัน“ใครอยากไปเกิดใหม่คนแรกก็เข้ามา”ใบหน้าหล่อเหลายังคงสงบนิ่ง ทว่าน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กล่าวออกมากลับทำให้ผู้คนขนลุกเกรียวเสียวแปลบไปทั่วสันหลังชายร่างกำยำพร้อมใจกันถอยกรูด เขามองตากันหลุกหลิก แต่แล้วก็มีเสียงของคนผู้หนึ่งโพล่ง“โจรกบฏตระกูลเซี่ย ข้าไม่กลัวเจ้าหรอก เจ้ามันก็แค่ตัวคนเดียว เก่งกาจอย่างไรก็คงมิอาจล้มพวกข้าได้หมดกระมัง วันนี้ข้าขอสู้กับเจ้าจนตัวตาย”เซี่ยเวยเลิกคิ้วหนึ่งฝั่ง “โจรกบฎตระกูลเซี่ย?”“เจ้ายังมาทำไขสือ เป็นเพราะบิดาของเจ้าทรยศ พวกเราและเหล่าพี่น้องจึงต้องอยู่กันอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ น่าเสียดาย แม้เจ้าถูกทรมานแต่เกิดก็ยังไม่ตายเสียที วันนี้ไม่ว่าชื่อเสียงบรรดาศักดิ์ เจ้าต้องคืนแก่พวกเราทั้งหมด”เซี่ยเวยปรายตามองเหล่าชายร่างสูงทีละคน ก่อนจะหยุดสายตาลงบนร่างของเซี่ยเจิง“ท่านลุง แสร้งเป็นเทพพรางเป็นผีมานานท่านไม่เบื่อบ้างหรือ”เซี่ยเจิงหน้ากระตุก ทว่าชั่วพริบตาเขาก็หัวเราะเสียงสะท้าน จากปลิงแก่อืดอาดงุ่นง่าน ก็แปลงโ

  • หมอหญิงเปลี่ยนภพสยบใจแม่ทัพ   บทที่ 45 จังหวะชุลมุน

    ณ โถงรับรอง จวนแม่ทัพ“สตรีผู้นี้เป็นปีศาจ นางเป็นต้นเหตุที่ทำให้หลานชายของข้าล้มป่วย”นักพรตวัยกลางคนกวาดตามองซูเมิ่งหลานตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เขาเอ่ย “บนร่างของนางมีกลิ่นอายวิญญาณชั่วร้าย ต้องจัดทำพิธีชำระบาป”ซูเมิ่งหลานแค่นเสียง นางคิดไว้ไม่มีผิด ปลิงแก่ผู้นี้กำลังจ้างวานนักพรตจอมปลอมมาเล่นปาหี่ ว่าก็ว่าเถิด ถึงแม้ซูเมิ่งหลานเป็นวิญญาณจากต่างยุค แต่นางก็มิใช่วิญญาณชั่วร้ายอีกอย่างนางเป็นหมอจากยุคสองพันเชียว หมอที่สร้างคุณประโยชน์มากมาย ไม่มองนางเป็นจิตวิญญาณแห่งเซียนก็ช่าง แต่ไฉนต้องมาสาดโคลนว่านางคือวิญญาณแห่งความชั่วร้ายด้วย ข้อกล่าวหาเช่นนี้ซูเมิ่งหลานรับไม่ได้“ข้าว่าก่อนชำระบาปให้แก่ตัวข้า มิสู้นักพรตหัวใสเช่นพวกท่านลองผลัดกันส่องเงาตนบนศีรษะอีกฝ่ายดูก่อนดีหรือไม่ บางทีอาจจะเห็นตราบาปประทับอยู่ก็ได้” ซูเมิ่งหลานลอยหน้าเอ่ยยู่หลงและจางเหว่ยที่ยืนดูไม่ห่างต่างขำพรืด คำพูดของซูเมิ่งหลานแม้ไม่ได้ต่อว่าด่าทอ แต่กลับแสบสันจนคนฟังยังรู้สึกคันไปทั้งตัวเซี่ยเจิงตัวสั่นเทา “ปากดีจริง ๆ คอยดูเถอะวิญญาณปีศาจชั่ว ข้าจะขับไล่ออกไปให้ห

  • หมอหญิงเปลี่ยนภพสยบใจแม่ทัพ   บทที่ 44 หลงทางฝัน

    เซี่ยเวยหมดสติเพราะพิษกำเริบไปถึงครึ่งเดือน ซูเมิ่งหลานก็พยายามทำทุกทางตามที่ตำราบอกเพื่อถอนพิษให้กับเขา หากแต่วิธีการที่ระบุไว้นั้นทั้งซับซ้อนและชวนปวดหัวตำราเล่มแรกที่นางกับเซี่ยเวยพบในตอนแรกระบุคำว่าเสพสมทุกข์สุข หลอมรวมหยินหยาง ความหมายของมันไม่เท่ากับเขาต้องทำเรื่องอย่างว่าหรือ ในตอนนั้นซูเมิ่งหลานลำบากใจมากไม่รู้ควรช่วยเขาอย่างไร วิธีการกำกวมเช่นนี้แม้แต่ตำราพิสดารยังช่วยไม่ได้อีกอย่างนางก็ไม่มั่นใจว่านี่นับเป็นการถอนรากถอนโคนพิษบุปผาเลือนรักได้จริงหรือไม่ อาจมีใครอุตริคิดเล่นพิเรนทร์เพื่อใช้ปั่นหัวคนที่ถูกพิษอยู่ก็เป็นได้ เผลอ ๆ ยิ่งตื่นเต้นมากเข้าก็ยิ่งกระตุ้นพิษข้างในหัวใจให้กำเริบหนักไม่นานหลังจากถูลี่อ๋องนำตำราอีกเล่มมามอบให้นาง ซูเมิ่งหลานก็ราวกับพบแสงที่เจิดจรัสวางอยู่ตรงหน้า วิธีการแรกนางจึงตัดทิ้งโดยไม่ลังเลอันที่จริงยามนี้ซูเมิ่งหลานไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้าแทรกเรื่องชวนปวดหัวของเขาก็ได้ นางสามารถปัดก้นหนีแล้วไปใช้ชีวิตบนกองเงินกองทองได้ตามอำเภอใจ ถึงอย่างไรทุกอย่างก็บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจแล้วเพียงแต่ไม่ทราบเมื่อใดที่นางเองก็เพิ

  • หมอหญิงเปลี่ยนภพสยบใจแม่ทัพ   บทที่ 5 เนรคุณกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว! (2)

    จางเหว่ยและยู่หลงวิ่งพรวดเข้ามา“นี่เกิดอะไรขึ้น เหตุใดไปนอนกันตรงนั้น” ยู่หลงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจางเหว่ยสติหลุดไปแล้ว“ยืนบื้ออะไร มาลากแม่ทัพของพวกท่านออกไปจากตัวข้าก่อน”องครักษ์ทั้งสองได้สติ เขารุดเข้ามาเพื่อช่วยพยุงร่างเซี่ยเวย แต่แล้วก็ต่างต้องชักมือกลับเพราะคว

  • หมอหญิงเปลี่ยนภพสยบใจแม่ทัพ   บทที่ 5 เนรคุณกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว! (1)

    ซูเมิ่งหลานจมลงไปใต้อ่างจนมิดหัว ทั้งยังโดนบุรุษร่างกำยำหล่นทับซ้ำจนนางแทบกลืนน้ำขาดอากาศตายเซี่ยเวยตกใจหน้าเปลี่ยนสี เขารีบดึงคนใต้ร่างขึ้นมา แต่ทว่าไม่ทันระวัง ศีรษะของนางจึงกระแทกปลายคางของเขาจนฟันกระทบเลือดกบปากความเจ็บแปลบเหนือศีรษะถูกลืม ซูเมิ่งหลานเร่งสูดลมหายใจเข้าเต

  • หมอหญิงเปลี่ยนภพสยบใจแม่ทัพ   บทที่ 4 หมอเทวดา (2)

    ซูเมิ่งหลานถูกชายหนุ่มดันกายออกจนเซล้มลง เพราะสัญชาตญาณความเป็นหมอในยุคปัจจุบันทำให้นางเองก็ลืมตัวไปชั่วขณะ การรักษาไหนเลยจะแบ่งแยกชายหญิง มีเรือนร่างใดบ้างที่นางไม่เคยเห็น แม้จะเห็นอวัยวะส่วนลับนางก็ยังคิดว่านั่นเป็นเรื่องปกติ“ท่านแม่ทัพ บอกดี ๆ ก็ได้นี่เจ้าคะ เหตุใดต้องผลักข้าด้วย” ซูเม

  • หมอหญิงเปลี่ยนภพสยบใจแม่ทัพ   บทที่ 4 หมอเทวดา (1)

    “ท่านแม่ทัพ ให้คนเตรียมน้ำอุ่นเข้ามาเจ้าค่ะ”“ได้”ไม่นานก็มีคนนำถาดน้ำอุ่นเข้ามาตามคำสั่ง ซูเมิ่งหลานกุมขมับ เป็นเพราะนางไม่ชัดเจนเอง“ไม่ใช่เช่นนี้ ข้าหมายถึงน้ำอุ่นทั้งอ่างเจ้าค่ะ”เซี่ยเวยตวัดตามองเข้ม “เจ้าจะรักษาไม่ใช่หรือ เหตุใดต้องเตรียมอ่างน้ำอุ่น ชายแดนห่างไก

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status