เข้าสู่ระบบหลังชญานิศส่งมอบ Snack box จำนวนสามร้อยกว่ากล่องให้ลูกค้าที่สั่งไปเมื่อวันก่อนในตอนเช้า ร้านของเธอยังคงเปิดขายปกติจนกระทั่งถึงช่วงบ่ายสอง หญิงร่างท้วมสวมเสื้อแขนกุดและกางเกงขายาวสีเดียวกันเดินเข้ามาในร้าน ผมสั้นเข้าทรงทำให้ใบหน้าขาวอวบอิ่มของหล่อนโดดเด่น แต่คงไม่เท่าทองเส้นใหญ่บนคอและข้อมือ
“ที่ดินตรงนี้ขายได้แล้วนะ เธอต้องย้ายออกไปภายในเดือนนี้”
ชญานิศที่กำลังยุ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์อยู่ขมวดคิ้ว ก่อนจะรีบจัดการเครื่องดื่มตรงหน้าและบอกคนอายุมากกว่าเสียงเรียบ
“ออกไปคุยกันข้างนอกเถอะค่ะ” เธอไม่อยากเผลอมีปากเสียงกับเจ้าของที่ต่อหน้าลูกค้า หลายคนอุตส่าห์มาที่นี่เพราะต้องการเสพบรรยากาศดีๆ อารมณ์ดีๆ เธอไม่อยากทำให้ลูกค้าเสียความประทับใจ
ไม่นานเกินอึดใจ ชญานิศก็เดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ และตั้งใจจะพาหญิงสูงวัยออกไปนอกร้าน
นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่เธอกับหล่อนเผชิญหน้ากัน หลังเธอทราบข่าวจากคุณครูประจำชั้นของลูกชายว่าเจ๊กงจะขายที่ดิน
ถึงอย่างนั้นใช่ว่าที่ผ่านมาเธอจะอยู่เฉยๆ เธอพยายามติดต่อหล่อนทุกช่องทางแล้ว แต่ติดต่อไม่ได้ ก่อนต่อมาจะได้ข่าวว่าหล่อนไปเที่ยวต่างประเทศอยู่นาน ไม่มีกำหนดกลับ
“คุยกันตรงนี้แหละ ลูกค้าจะได้รู้ว่าร้านนี้จะปิดแล้ว!” แต่เจ๊กงกลับไม่ยอมเดินตามเธอ หล่อนพูดเสียงดังจนลูกค้าหลายคนสะดุ้งตกใจ หันมามองหล่อนและเธอที่ยืนอยู่ด้านหน้า “รีบย้ายออกไปซะ เดี๋ยวเดือนหน้าเจ้าของใหม่จะเข้ามาพัฒนาพื้นที่ตรงนี้!”
ชญานิศพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่นิ่วหน้าและเถียงอีกฝ่ายกลับด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกัน เธอคลี่ยิ้มหวานและพูดกับหล่อนเสียงละมุนละม่อม
“แต่ดิฉันทำสัญญากับเจ๊ไว้ห้าปี แล้วนี่ก็เพิ่งเข้าปีที่สองเอง เจ๊จะไล่ดิฉันออกไม่ได้นะคะ ดิฉันลงทุนร้านนี้ไปเป็นล้านเลยนะ”
“ก็เรื่องของเธอสิ ใครทำคนนั้นก็รับเองแหละ!”
“รายละเอียดในสัญญาก็มีอยู่ เจ๊จะพูดอย่างนี้ไม่ได้นะคะ”
เจ๊กงพลันนึกถึงสัญญาก่อนจะพูดต่ออย่างไม่ยี่หระ “ก็ตอนนั้นฉันยังขายไม่ออกนี่ แต่ตอนนี้ขายออกแล้ว อะไรก็เปลี่ยนไปได้ทั้งนั้น!”
“แล้วที่เซ็นลงไปในสัญญา นี่เจ๊ไม่ได้ใช้สมองไตร่ตรองก่อนเหรอคะ”
“นี่!...” แต่หล่อนยังไม่พูดจบ เธอก็สวนต่อ
“พี่โจร้านข้างๆ เขาก็ไม่ยอมหรอก” วันก่อนเธอเข้าไปคุยกับเจ้าของร้านชาบูที่เช่าอยู่ติดกัน เขาก็ยืนยันว่าไม่ยอมแน่ๆ เพราะลงทุนที่นี่ไปมากกว่าเธอหลายเท่า
“โอ๊ย เขาจะย้ายออกไปแล้วจ้ะ ช่วยไปอัพเดตใหม่ด้วยนะ” เจ๊กงเบะปากสมเพชเธอที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไร “ถ้าต้องการเงินชดเชยเท่าไรก็บอกมา ฉันจะได้ไปบอกเจ้าของใหม่ให้ ได้ยินว่าเขาพร้อมชดเชยนะ”
“…”
“นี่ จะบอกให้นะว่าถ้าเป็นคนอื่นเขาไม่มาใจดีกันอย่างนี้หรอก โน่น มาอีกทีก็ยกแมคโครมาทุบทีเดียวเลยจ้า ไม่มาคุยด้วยให้เมื่อยตุ้ม แล้วไหนยังจะเงินชดเชยจากเจ้าของใหม่อีก รู้ตัวไหมว่าโชคดีมากแค่ไหน…”
“งั้นสองล้าน พอไหวไหมคะ”
“อะไรนะ!?” เจ๊กงสงสัยว่าเมื่อครู่ตัวเองไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม
“เงินชดเชยสองล้านค่ะ” ชญานิศย้ำด้วยรอยยิ้ม “ถ้าได้ ดิฉันก็จะย้ายออกทันที”
“ใครจะให้เป็นล้าน เกินไปแล้ว!” เจ๊กงโวยวาย “เขาให้เต็มที่ก็แค่สองแสน!”
“ไม่อย่างนั้นดิฉันก็คงต้องอยู่ที่นี่ต่อตามสิทธิ์ค่ะ”
ทั้งน้ำเสียงและท่าทางยียวนนิ่มๆ ของเธอท้าท้ายให้ความอดทนของเจ๊กงแตกเปี๊ยะ หล่อนกระทืบเท้าและชี้หน้าเธออย่างไม่ไว้หน้ากันอีก
“งั้นฉันก็จะขนของออกจากร้านแกออกไปเอง ขนก่อนสิ้นเดือนนี้ด้วย!”
“เจ๊ไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้นะ ไม่อย่างนั้นฉันจะไปแจ้งตำรวจ!” ในเมื่ออีกฝ่ายไม่เกรงใจเธอเลย เธอเองก็หมดความอดทนเหมือนกัน
“แกก็รู้ว่าฉันใหญ่แค่ไหน” เจ๊กงเบะปากเหยียดเธอ
แหมมเจ๊ ใหญ่ขนาดไหนละค้าาาาา เบ่งอยู่ด้ายยย
สองแขกหนุ่มมองหน้ากันก่อนจะหัวเราะ ไม่คิดเลยว่าปพนธีร์ที่เคยเป็นแบดบอย สนุกไปวันๆ กระทั่งเปลี่ยนหมวดเศร้าซึมมาหลายปีจะกลายมาเป็นคนมีชีวิตชีวา สดใส มีความสุขกับการได้ทำบางอย่างให้คนรักขนาดนี้ ดูได้จากประกายตาและรอยยิ้มของมัน “แล้วนี่มึงจะยังไงต่อ จนป่านนี้แล้วยังแยกบ้านกับเขาอีกเหรอ จะมีหวังได้คืนดีกันไหมเนี่ย” สารัชถาม เห็นมันเสียใจมานาน ไม่อยากให้เพื่อนผิดหวังเลย “แยกบ้าน ก็แสดงว่ายังจีบไม่สำเร็จน่ะสิ” อาณัติลูบคางพลางพิจารณา นึกถึงเหตุการณ์หลายปีก่อนที่ไอ้เพื่อนคนนี้ทำไว้กับหญิงสาว “น้องเขาก็ใจแข็งมากเหมือนกันนะ ไอ้พลับถึงขั้นซื้อบ้านมาอยู่ข้างๆ โผล่หน้าไปให้เห็นเช้ายันค่ำ ความสัมพันธ์ก็ยังดูไม่คืบหน้าเลย” “มึงรู้ได้ยังไงว่าไม่คืบหน้า” ปพนธีร์มองเพื่อนตาขวาง “อีกอย่าง กูทำไม่ดีกับเขาไว้เยอะ เขาจะตั้งกำแพงสูง ไม่ให้อภัยง่ายๆ ก็ไม่แปลก” ปพนธีร์รู้สึกจี๊ดใจเมื่อนึกถึงคำพูดชญานิศเมื่อวันก่อน เธอให้เขาเป็นได้แค่พ่อของลูก แต่ไม่ให้โอกาสได้เป็นสามี หรือแม้แต่ศึกษาดูใจกันใหม่เลยสักนิด แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาจะไม่ยอมแพ้ เขาจ
พอเพื่อนๆ หลายคนรู้ว่าปพนธีร์มาอยู่และทำงานที่เชียงรายเป็นหลัก ซ้ำยังรู้อีกว่ามีลูกแล้ว พวกเขาก็ต่างเดินทางมาเยี่ยมทีแรกปพนธีร์กลัวว่าเพื่อนจะมาป่วนจนชญานิศกับลูกรู้สึกรำคาญ แต่หลังจากพวกมันสัญญาว่าจะไม่สร้างความวุ่นวายใดๆ ให้เพื่อนเดือดร้อน เพียงแค่อยากมาเห็นหน้าว่าเขายังมีชีวิตอยู่รึเปล่า ไม่ได้ตายไปแล้วแต่ให้เอไอมาโต้ตอบแทนเหมือนแกล้งมีชีวิต เขาจึงอ่อนใจ ยอมให้พวกมันมาจนได้หนุ่มๆ ขับรถราคาไม่ต่ำกว่ายี่สิบล้านมามาจอดริมรั้วบ้านหลังเล็กๆ ในช่วงสาย ก่อนเดินเข้าไปยังบ้านปูนขนาดสองชั้นที่มีพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร แม้ระยะทางจากกรุงเทพมาเชียงรายจะไกลเกือบพันกิโลเมตร ใช้เวลาไปสิบกว่าชั่วโมงในการเดินทางมา แต่พวกเขาชิล ไม่เหนื่อยเลยสักนิด นั่นเพราะตลอดเส้นทางข้ามจังหวัดถนนค่อนข้างโล่ง ทำให้ขับรถสนุก ไม่ติดขัดเหมือนในกรุงเทพฯ “นี่มึงไม่คิดจะซ่อมอะไรเลยเหรอวะ อยู่สภาพนี้เนี่ยนะ” อาณัติกวาดตามองภายในบ้านสีขาวเรียบ ฝ้าเพดานเปียกชื้น บางจุดมีน้ำไหลลงมา และบ้านทั้งหลังมีเฟอร์นิเจอร์อยู่เพียงไม่กี่ชิ้น ไม่เหมาะสมกับผู้บริหารอาณาจักรหมื่นล้านเลย “จริงๆ ก็ทำไปแล้ว แต่ผู้รับเห
“พี่ขอโทษ…” ตั้งแต่ตอนเราคบกันโดยเธอยังไม่รู้เหตุ เขากับเธอก็ป้องกันมาตลอด แต่ทุกการป้องกันก็ใช่ว่าจะรับรองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ “พี่ไม่ได้ตั้งใจ แต่พี่ไม่อยากให้ใครเข้าใจว่าลูกเกิดจากความผิดพลาด”ชญานิศเงียบฟัง พลางรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้น่าจับไปถ่วงน้ำซะจริง“แล้วเรื่องระหว่างคุณกับพ่อ…มันเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วเหรอ”เมื่อก่อนเขาเคยเล่าให้เธอฟังว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับเขาค่อนข้างย่ำแย่ แต่เธอไม่คิดว่าจะหนักถึงขนาดไล่ไปตาย และทำร้ายร่างกายกันขนาดนี้“อืม มันเป็นอย่างนี้แต่ไหนแต่ไรแล้ว…พ่อไม่เคยรักพี่เลย คงเพราะพี่ไม่ได้เกิดจากผู้หญิงที่เขารักมั้ง”“…”“เชื่อไหม เขายังรักและห่วงเจี๊ยบมากกว่าพี่อีก”“พูดอะไรไร้สาระ” เธอถอนหายใจแล้วส่ายหน้า “พี่พูดจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นเจี๊ยบก็ไม่ควรมาเกี่ยวเรื่องนี้อยู่ดี” ปพนธีร์เกลียดการกระทำในอดีตของตัวเอง “เจี๊ยบเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ควรมาเสียใจและเดือดร้อนเพราะปมปัญหาในใจพี่เลย”“…”“เจี๊ยบต้องเลี้ยงลูก ยืนหยัดอยู่เพียงลำพัง ผู้หญิงที่ไม่มีใครอยู่เคียงข้างเลยนอกจากเพื่อนจะรู้สึกกลัวและทุกข์ทรมานมากแค่ไหน”ชญานิศหวนนึกถึงเรื่องเหล่านั้นก็รู้สึกปว
ชญานิศขับรถมาถึงบ้านภายในเวลาไม่กี่นาที เธอเห็นว่ารถของปพนธีร์จอดอยู่ในบ้านของเขา แต่ที่ผิดแผกไป มีรถหรูอีกคันจอดหน้าบ้านเขาด้วย หญิงสาวแปลกใจ แต่ยังเลือกเก็บความสงสัยไว้แล้วเดินเข้าบ้าน หยิบพานาคอตต้าออกมา ทว่าขณะกำลังปิดฝากระโปรงรถ หญิงสาวได้ยินเสียงดังปัง และเสียงเอ็ดตะโรจากข้างบ้านเธออดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปดู รั้วเหล็กโปร่งเหมือนรั้วบ้านเธอไม่ได้ล็อค ทั้งยังมีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูบ้าน เขาสวมชุดยูนิฟอร์มสีดำคล้ายคนขับรถของผู้บริหารหรือคนรวย แต่เธอยังไม่ทันได้ถาม ก็มีเสียงเล็ดลอดจากในบ้านดังออกมา“แกนี่มันควายรึไง พูดอะไรไปก็ไม่ฟัง ฉันบอกแล้วไงว่าอย่ายุ่งกับหนูเจี๊ยบ ที่ผ่านมาแกยังสะใจไม่พออีกรึไง!”“…”“แกจำไม่ได้เหรอว่าฉันสาปแช่งแกไว้ว่ายังไง”“…”“ถ้าแกผิดสัญญา กลับเข้าไปยุ่งกับหนูเจี๊ยบอีก แกจะต้องตายโหงตายห่า เกิดอุบัติเหตุพิการ…”“พ่อจะให้ผมอยู่เฉยๆ ทั้งที่ผมรู้ว่าลูกเมียอยู่นี่อย่างนั้นเหรอ!”“ลูกที่แกไม่ได้ตั้งใจทำ ตราบาปของเขาอย่างนั้นน่ะเหรอ!”“ผมตั้งใจ!” “!” หัวใจชญานิศกระตุก “ผมรักเธอมาก ผมตั้งใจจะรับผิดชอบเธอ ไม่ได้อยากให้เรื่องทุกอย่างลงเอยแบบนี้สักนิด!”“แก
นับตั้งแต่พี่ชายจากไป แม่ของชญานิศหนีไปอยู่กับชู้ หล่อนก็คอยดูแลและสั่งสอนหลานสาวอยู่เสมอ แม้กระทั่งหลานสาวโดนลูกเลี้ยงของแม่หลอกจนท้องโตและมีเจ้าเคน หล่อนก็ยังให้อภัย มาถึงตอนนี้ชญานิศยังมีอะไรปิดบังหล่อนอีก“อ่ะ เอ่อ น้องเคนก็พูดไปเรื่อยแหละค่ะ ไม่มีอะไรหรอก”กัลยาขมวดคิ้ว ไม่เชื่อสักทีเดียว“แน่ใจนะว่าเราไม่ได้แอบคบหากับใครอยู่”“ไม่มีค่ะ จะมีได้ยังไงล่ะคะ” ชญานิศยิ้ม ตรงข้ามกับในใจที่กระอักกระอ่วน“นี่ ถ้ายังไม่มีใคร อาแนะนำให้ไหม” พอพูดถึงเรื่องนี้ กัลยาก็พอนึกถึงคนดีๆ ที่พอรู้จักและเหมาะสมจะดูแลหลานสาว “อาพอจะรู้จักผู้ชายที่มีหน้าที่การงานดี เป็นหลักเป็นแหล่งอยู่คนหนึ่ง ถึงเขาจะเคยแต่งงานมาแล้ว มีลูกติด แต่นั่นไม่เป็นปัญหาหรอก ถ้านิสัยไปกันได้ ทุกอย่างย่อมไปได้สวยอยู่แล้ว”“ไม่ดีกว่าค่ะ ทุกวันนี้เจี๊ยบก็มีความสุขพอแล้ว เจี๊ยบยังไม่อยากมีใคร”“ไม่ใช่ว่ายังลืมผู้ชายพรรคนั้นไม่ได้หรอกนะ” อาหรี่ตามองจับผิดเธอ“ไม่ใช่สักหน่อยค่ะ” ชญานิศตอบตามจริง ระหว่างเขากับเธอมีเพียงคำว่าพ่อกับแม่เท่านั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษสักหน่อย…หลังกัลยาพูดคุยต่อกับหลานสาวสักครึ่งชั่วโมง ลูกสาวก็ท้วงแม่ว่าได้เ
ทีแรกกัลยาอยากจะเยี่ยมหลานสาวทั้งที่บ้านและร้านเพื่อดูสภาพความเป็นอยู่ของสองแม่ลูก แต่เพราะลูกสาวกับลูกเขยที่มาด้วยมีแพลนไปเที่ยวที่อื่นๆ ในจังหวัดนี้อีกมาก และจะกลับกรุงเทพฯ ภายในวันพรุ่งนี้“ดีนะ ร้านสวยดี” กัลยาเลือกมาเยี่ยมหลานสาวที่ร้าน เพราะหล่อนยังไม่เคยมา ส่วนที่บ้าน หล่อนเคยไปมาแล้วกัลยาเดินสำรวจจนทั่วทุกซอกทุกมุมก่อนจะมานั่งคุยกับชญานิศและหลานชาย ส่วนลูกสาวกับลูกเขยแยกไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง แม่กับหลานรักจะได้คุยกันเป็นการส่วนตัวเดิมทีระหว่างชญานิศกับลูกสาวของอาก็ไม่ได้สนิทกันเท่าไร พอรู้จักกันในฐานะลูกพี่ลูกน้องเท่านั้น มาถึงตอนนี้ยิ่งไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องสานสัมพันธ์ทว่าชญานิศไม่ถือสา เธอให้อริยาดูแล เสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มที่พวกเขาต้องการเต็มที่ “ขอบคุณค่ะ…ความจริงคุณอาไม่น่าเสียเวลาเยี่ยมเจี๊ยบเลย ไปเที่ยวกันต่อเลยก็ได้ เกรงใจน้องกิ๊ฟกับสามี”“แล้วเมื่อไรเธอจะไปหาฉัน ตั้งแต่ย้ายมาอยู่นี่ เธอก็แทบไม่ออกนอกจังหวัดเลยไม่ใช่เหรอ” กัลยาตัดพ้อ มองหลานสาวด้วยแววตาขุ่นหมอง หล่อนเป็นหญิงหม้ายมาตั้งแต่ปีก่อน เพราะสามีเพิ่งจากไปด้วยเส้นเลือดในสมอง นั่นจึงทำให้หล่อนตระหนักถึงเวล







