ANMELDENเมิ่งเถียนซีคิดว่าตนเองต้องจบชีวิตลงที่ใต้หุบเขาอู่ไถไปแล้ว แต่เมื่อนางรู้สึกตัวฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้งจึงพบว่าตัวนางได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งแห่งแคว้นจื่อหยวนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนฉิงอัน ตามที่สาวใช้ทั้งสองคนพูดอธิบายให้นางฟัง จึงคิดสรุปได้ว่าดินแดนฉิงอันแห่งนี้เป็นดินแดนที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน อีกทั้งนางยังได้กลายมาเป็นคุณหนูสี่แห่งจวนแม่ทัพสกุลเมิ่งไปเสียแล้ว
“ในที่สุดคุณหนูสี่ก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาได้เสียที หลังจากที่คุณหนูสี่นอนหลับพักผ่อนไปในช่วงบ่ายของเมื่อวาน ก็หลับยาวนานมาจนถึงยามสายของวันนี้ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้พวกบ่าวรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมากเลยเจ้าค่ะ” ไฉ่เฉินผู้เป็นสาวใช้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงโล่งใจ “ใช่แล้วเจ้าค่ะ บ่าวและไฉ่เสียนกำลังพูดคุยปรึกษากันอยู่เลยเจ้าค่ะ ถ้าหากว่าอีกสองชั่วยามคุณหนูสี่ยังไม่รู้สึกตัวตื่น บ่าวจะไปตามคุณชายใหญ่ให้มาตรวจสุขภาพของคุณหนูสี่ใหม่อีกครั้งเจ้าค่ะ” ไฉ่เสียนผู้เป็นสาวใช้อีกคนพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เพราะในที่สุดคุณหนูสี่ของพวกนางก็รู้สึกตัวตื่นเสียที เมิ่งเถียนซีมองดูสาวใช้ทั้งสองคนด้วยแววตามึนงงเล็กน้อย และคิดทบทวนเรื่องราวที่นางได้รับรู้มาจากเมื่อหลายวันก่อนรวมมาถึงการสนทนากันในช่วงบ่ายของเมื่อวานอีกรอบก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างแหบแห้งว่า “เจ้าคือไฉ่เฉิน ส่วนเจ้าคือไฉ่เสียน” สาวใช้ที่มีนามว่า “ไฉ่เฉิน” มีสีหน้าดีใจมากจนแสดงออกบนสีหน้าอย่างชัดเจนแล้วพูดว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ในที่สุดคุณหนูสี่ก็เริ่มจดจำพวกบ่าวได้แล้ว ว่าใครเป็นใคร ว่าแต่ความทรงจำของคุณหนูในอดีตเริ่มกลับคืนมาบ้างหรือยังเจ้าคะ” “ไม่! ข้ายังไม่มีความทรงจำใดในอดีตอยู่ในหัวแม้แต่เรื่องเดียว ในยามนี้ข้าจดจำได้แค่เรื่องราวที่พวกเจ้าเคยเอ่ยเล่าให้ข้าฟังเท่านั้น แต่ทว่า…” เมิ่งเถียนซีขยับตัวเพื่อจะลุกขึ้นนั่ง แต่แล้วนางจึงรับรู้ได้ว่าร่างกายของตนอ่อนแอจนลุกขึ้นมานั่งด้วยตนเองไม่ได้ “คุณหนูอยากจะลุกขึ้นนั่งน่าจะเรียกบ่าวให้มาช่วยนะเจ้าคะ คุณหนูป่วยหนักมานานเกือบหนึ่งเดือน ร่างกายจึงไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้เจ้าค่ะ ดังนั้นถ้าหากอยากลุกขึ้นนั่งเรียกบ่าวมาช่วยจะดีกว่า ก่อนหน้านี้บ่าวอุ่นน้ำแกงรอคุณหนูมาโดยตลอด ให้บ่าวช่วยประคองคุณหนูเอาไว้เพื่อจะได้นั่งดื่มน้ำแกงได้อย่างสะดวกดีไหมเจ้าคะ” “ดี” เมิ่งเถียนซีส่งเสียงตอบในลำคอ และทำตัวอ่อนเหลวยินยอมทำให้สาวใช้ทั้งสองคนช่วยปรนนิบัตินางแต่โดยดี เมื่อได้ดื่มน้ำแกงอุ่นลงท้อง เมิ่งเถียนซีจึงรู้สึกว่าร่างกายของนางคล้ายจะมีเรี่ยวแรงเพิ่มมากขึ้น แต่ทว่าเมื่อนางลองรวบรวมพลังปราณตรงจุดตันเถียน นางกลับรู้สึกว่าพลังปราณที่เคยแข็งแกร่งของนางพลันจางหายสลายไปจนหมด ทั้งๆ ที่ในยามที่นางอยู่ในสำนักชิงเสวียนแห่งดินแดนเทียนคง นางฝึกฝนตนจนอยู่ในระดับขั้นจินตัน มีเม็ดพลังทองคำอยู่ที่จุดตันเถียนแล้ว ซึ่งเรื่องที่นางไร้พลังลมปราณไม่ได้ทำให้นางรู้สึกแตกตื่นใจได้เท่ากับการที่นางได้รับรู้ว่า ในยามนี้นางคือคุณหนูสี่สกุลเมิ่ง ผู้ที่มีนามว่าเมิ่งเถียนซีเหมือนกับชื่อเดิมของนางในดินแดนเทียนคง บิดาของนางคือเมิ่งอันหวาย ท่านแม่ทัพตระกูลเมิ่งแห่งแคว้นจื่อหยวน มารดาของนางคือสวีเยี่ยนหลัน ฮูหยินตระกูลเมิ่ง และแคว้นจื่อหยวนแห่งนี้ยังอยู่ในดินแดนฉิงอัน ที่เมิ่งเถียนซีไม่เคยได้ยินชื่อดินแดนแห่งนี้มาก่อน ในยามที่สาวใช้ยกอ่างล้างหน้ามาให้นาง เมิ่งเถียนซีก้มมองดูใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยในเงาน้ำแล้วก็ต้องถอนหายใจ ถึงแม้ความทรงจำเดิมของตนยังคงอยู่ แต่นางไม่มีความทรงจำของคุณหนูสี่เมิ่งเถียนซีแม้แต่น้อย รูปลักษณ์ภายนอกของคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งก็ไม่มีส่วนใดที่เหมือนกับนาง เงาที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำทำให้นางมองเห็นใบหน้าซูบตอบจนมองโหนกแก้มสูงได้อย่างชัดเจน ริมฝีปากเล็กแห้งแตกเป็นขุย จมูกโด่งเรียวเล็กมีปลายเชิดรั้นขึ้นอย่างคนที่มีนิสัยค่อนข้างดื้อรั้น เมิ่งเถียนซีแอบคิดว่า มีแค่สิ่งเดียวที่ดูคล้ายตัวนางคนเดิมอยู่บ้างก็คือดวงตากลมโตที่มีแพรขนตาดกหนาปกคลุม ทว่าดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มคู่นี้ดูกระจ่างใสผิดแปลกกับดวงตาสีดำสนิทของเมิ่งเถียนซีคนเดิมอย่างลี้ลับ ตามที่เมิ่งเถียนซีฟังสองสาวใช้เอ่ยเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้นางฟังก็คือ คุณหนูสี่เมิ่งเถียนซีเป็นเด็กสาวที่มีอายุสิบสี่ปีกำลังจะครบสิบห้าปีในเดือนหน้า วัยเด็กของคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งมีสุขภาพร่างกายอ่อนแอเจ็บป่วยบ่อย ดังนั้นคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งจึงถูกส่งตัวไปให้ท่านตาและท่านยายของนางเลี้ยงดูที่อยู่ที่เมืองติ้ง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปทางทิศใต้เกือบพันลี้ คุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งผู้นี้มีพี่ชายร่วมมารดาอีกสองคนคือคุณชายใหญ่เมิ่งเซวียนอี้และคุณชายรองเมิ่งจื่อซวาน มีพี่สาวต่างมารดาที่กำเนิดมาจากอนุหลินเจียวฝางคือคุณหนูสามเมิ่งซูเหวิน เมื่อคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งมีอายุใกล้จะถึงสิบห้าปีซึ่งเป็นวัยที่ต้องจัดพิธีปักปิ่นได้แล้ว นางจึงถูกส่งตัวเดินทางกลับมาเมืองหลวง แต่ทว่าระหว่างทางคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งช่างโชคร้ายยิ่งนัก ที่ต้องพบเจอกลุ่มโจรภูเขาดักปล้นระหว่างทาง สาวใช้คนสนิทที่ติดตามนางมาจากเมืองติ้งถูกโจรสังหารทิ้งจนหมด ส่วนตัวนางรอดพ้นเคราะห์ร้ายครั้งนี้มาได้ เนื่องจากซานอ๋องผู้เป็นคู่หมั้นของนางได้เดินทางไปช่วยเหลือนางจากโจรภูเขาได้ทันเวลาพอดี เมื่อซานอ๋องพาคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งมาส่งที่จวนตระกูลเมิ่ง ร่างกายของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิต ซานอ๋องบอกกับทุกคนว่าสาวใช้แปดนางของคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องคุณหนูสี่อย่างสุดกำลัง สุดท้ายสาวใช้หนึ่งคนที่มีชีวิตเหลือรอดก็ทนพิษบาดแผลที่ได้รับไม่ไหว จึงเสียชีวิตในระหว่างการเดินทางเข้าเมืองหลวง คุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งรู้สึกตกจะเสียขวัญจนเจ็บป่วย และต้องเสียใจมากที่สุดเป็นเพราะสาวใช้คนที่เหลือรอดคนสุดท้ายสิ้นใจในอ้อมแขนของนาง คุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งจึงทุกข์ใจจนไม่ยอมกินไม่ยอมดื่มและป่วยจนถึงขั้นหมดสติแบบนั้น ไฉ่เฉินและไฉ่เสียน คือสาวใช้ที่ฮูหยินตระกูลเมิ่งเพิ่งจะมอบให้แก่บุตรสาวคนเล็กเอาไว้ใช้สอย สาวใช้ทั้งสองคนนี้ดูแลปรนนิบัติเมิ่งเถียนซีได้อย่างรอบคอบ เมื่อนางฟื้นคืนสติขึ้นมาสาวใช้ทั้งสองคนต่างช่วยพูดปลอบใจนางและเล่าถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้เมิ่งเถียนซีฟังอย่างละเอียด ในวันนี้เมิ่งเถียนซีมีแรงลุกขึ้นมานั่งอยู่บนเตียงได้นานกว่าวันอื่นๆ ที่ผ่านมา นางนั่งคิดคำนวณถึงสถานการณ์ปัจจุบันของตนเองอย่างละเอียด ก่อนที่จะตัดสินใจเอ่ยถามหาถึงสิ่งของสำคัญของตนอีกครั้ง ในวันนี้เมิ่งเถียนซีรู้สึกดีขึ้นมากกว่าทุกวัน นางจึงคิดถึงสิ่งของสำคัญที่ตนเองกำเอาไว้แน่นในยามที่ร่วงหล่นมาจากหน้าผาอู่ไถได้ “หยกโลหิตที่ข้าพกติดตัวมาตลอดได้สูญหายไป ข้าอยากจะรู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะตามหาหยกโลหิตของข้ากลับคืนมาได้” “พวกบ่าวรู้มาว่าซานอ๋องได้คืนสิ่งของล้ำค่าที่คุณหนูสี่พกติดตัวมาด้วยให้แก่ฮูหยินจนครบหมดแล้วเจ้าค่ะ หยกโลหิตที่คุณหนูสี่พูดถึง อาจจะอยู่ที่ฮูหยินก็ได้นะเจ้าคะ” “ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็ช่วยไปตามเมิ่งฮูหยินให้มาพบข้าสักหน่อยเถิด ข้าอยากจะรู้ว่าหยกโลหิตอยู่ที่เมิ่งฮูหยินหรือไม่” “ถึงคุณหนูไม่บอก บ่าวก็ได้ส่งคนไปแจ้งข่าวให้แก่ฮูหยินแล้วเจ้าค่ะ ว่าคุณหนูตื่นแล้ว อีกสักครู่ฮูหยินน่าจะเดินมาที่เรือนรับอรุณแห่งนี้เจ้าค่ะ รวมไปถึงคุณชายใหญ่ด้วย” ไฉ่เฉินเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ส่วนไฉ่เสียนกำลังช่วยหวีผมให้นางเพื่อทำผมทรงใหม่อย่างตั้งใจก็อดที่จะเอ่ยเตือนคุณหนูของตนไม่ได้ว่า “คุณหนูสี่เจ้าคะ เมิ่งฮูหยินคือมารดาผู้ให้กำเนิดคุณหนูสี่นะเจ้าคะ เหตุใดคุณหนูสี่จึงพูดถึงฮูหยินด้วยน้ำเสียงห่างเหินเช่นนั้นละเจ้าคะ” เมิ่งเถียนซีนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยตอบว่า “ความทรงจำทุกเรื่องของข้าจางหายไปหมดแล้ว ทุกคนจึงเป็นเหมือนคนแปลกหน้าสำหรับข้า แต่เอาเถิดข้าจะพยายามปรับตัวเพื่อไม่ให้ทุกคนรู้สึกอึดอัดใจ” เมื่อมาอยู่ในสถานที่แปลกใหม่เมิ่งเถียนซีจึงมีความคิดว่าตนเองควรจะพยายามปรับตัวเสียใหม่ เพื่อที่จะไม่ได้แปลกแยกและแตกต่างจากคนอื่น จนต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยวเหมือนชีวิตเดิมในอดีตของนางอีกต่อไป…องค์รัชทายาทจะต้องไปเรียนรู้งานของราชสำนักกับฮ่องเต้หยางตี๋ซึ่งฝ่าบาทจะต้องออกว่าราชการในยามเช้าที่ท้องพระโรงทุกวัน ดังนั้นหยางเฟิ่งเจี๋ยจะต้องเดินทางออกจากจวนซานอ๋องที่ในยามนี้กลายเป็นจวนรัชทายาทไปแล้วตั้งแต่เช้ามืด ความจริงแล้วองค์รัชทายาทและพระชายาขององค์รัชทายาทจะต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่พระตำหนักบูรพาในวังหลวง แต่หยางเฟิ่งเจี๋ยใช้ข้ออ้างว่ากลัวความผิดพลาดของนางกำนัลฝ่ายในจนทำให้ส่งผลร้ายต่อการตั้งครรภ์ของพระชายา เมื่อสองปีที่แล้วเคยมีเหตุร้ายเกิดขึ้นต่อการตั้งครรภ์ของอดีตพระชายาอี้อ๋องมาก่อน ดังนั้นฝ่าบาทที่ทรงอยากจะได้อุ้มหลานเหมือนคนในวัยเดียวกันแล้ว พระองค์จึงยอมพระราชอนุญาตให้องค์รัชทายาทและพระชายาขององค์รัชทายาทพักอยู่ในจวนที่อยู่นอกวังหลวงต่อไป เมิ่งเถียนซีบำรุงครรภ์อยู่ที่เรือนจันทร์ส่อง ในระหว่างวันมักจะมีแขกมาเยี่ยมเยือนอยู่เป็นประจำ แน่นอนว่าผู้ที่มาเยี่ยมพระชายาองค์รัชทายาทแทบทุกวันย่อมจะหนีไม่พ้นผู้เป็นมารดาและพี่สะใภ้ใหญ่ของนาง สวีเยี่ยนหลันและกู้ฉิงโหรว ในบางวันก็อาจจะมีเมิ่งซูเหวินและหลานชายคนแรกของนางเซี่ยหวายเยี่ยนมาเยือนที่เรือนจันทร์ส่องด้วย ในวันนี้ก็เช่นกันเมื่
เมิ่งเถียนซีเดินทางไปจัดงานเลี้ยงฉลองครบรอบวันเกิดปีที่สิบเจ็ดของตนเองที่เมืองจิ่วโจว เพราะพี่ชายรองของนางเมิ่งจื่อซวายมารับตำแหน่งนายกองของกองทัพตระกูลเมิ่งที่เมืองจิ่วโจวในเดือนสามพอดี การฉลองวันเกิดถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายมีการตั้งโต๊ะเลี้ยงอาหาร มีการดื่มสุราสังสรรค์กันอย่างรื่นเริงสนุกสนาน เมิ่งเถียนซีมีความสุขมากที่ได้พบหน้ากับเมิ่งจื่อซวายอีกครั้ง สองพี่น้องจึงประลองฝีมือกันส่งท้าย“ไม่เจอเพียงหนึ่งปี พลังปราณของเจ้าเลื่อนระดับไปอีกขั้นแล้ว” เมิ่งจื่อซวานพูดด้วยน้ำเสียงท้อแท้หลังจากที่เขาประลองฝีมือพ่ายแพ้ให้แก่ผู้เป็นน้องสาว“ข้าย้ายมาอยู่ที่เมืองซีโจวนอกจากชอบปลูกพืชสมุนไพรแล้วก็หมั่นขยันฝึกซ้อมฝีมือแทบจะทุกวัน จึงเป็นธรรมดาที่ฝีมือของข้าจะรุดหน้าอย่างรวดเร็วแบบนี้ พี่รองอย่าทำสีหน้าหดหู่ใจแบบนี้สิเจ้าคะ พวกเราสองพี่น้องได้มาพบหน้ากันใหม่อีกครั้งข้าย่อมจะมีของขวัญพบหน้ามอบให้แก่พี่ชาย รับรองว่าของขวัญสิ่งนี้จะทำให้พี่รองมีฝีมือก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเช่นกัน” เมิ่งเถียนซีอมยิ้มแล้วจึงยื่นขวดยาที่ด้านในมียาฟื้นฟูพลังปราณชั้นดีสิบกว่าเม็ดมอบให้แก่เมิ่งจื่อซวาน“ยานี้…เป็นยาอะไร” เม
เมืองซีโจวมีทิวทัศน์สวยงามน่าอยู่อาศัยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะทิวทัศน์บริเวณจวนซานอ๋องมีต้นสนสูงใหญ่ถูกปลูกเอาไว้ล้อมรอบ ยังมีทิวป่าไผ่อยู่ทางด้านข้างของจวน ส่วนทางด้านหลังจวนยังมีสวนต้นท้อที่ชาวบ้านมาช่วยกันปลูกทิ้งเอาไว้บนเนินเขาแห่งนี้ ทำให้กลายเป็นสวนป่าที่สามารถมาหาเก็บผักและผลลูกท้อนำไปเป็นอาหารที่กินได้อากาศภายในเมืองซีโจวอบอุ่นเป็นอย่างมาก เมิ่งเถียนซีจึงผลัดเปลี่ยนมาสวมใส่ชุดฤดูร้อนเพื่อความเบาสบายตัวแล้วจึงเดินสำรวจเรือนแต่ละหลังภายในจวนซานอ๋องโดยมีเหล่าสาวใช้เดินตามมาทางด้านหลัง เรือนแต่ละหลังไม่ได้ถูกสร้างให้ประสานกัน มีถนนที่ปูด้วยแผ่นหินถูกสร้างเป็นเส้นทางไปยังเรือนหลังอื่นทำให้การเดินไปยังเรือนต่างๆ แสนจะสะดวกสะอาดไร้สิ่งกีดขวางอวี๋เหนียงสาวใช้ของที่นี่มีอายุมากแล้ว แต่นางยังคงเดินได้อย่างคล่องแคล่วนางแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อหยาบที่สะอาดมีกิริยาท่าทางสุภาพเรียบร้อย ระหว่างที่ทุกคนเดินไปสำรวจเรือนแต่ละหลังอวี๋เหนียงพูดบรรยายเกี่ยวกับเรือนทุกหลังให้เมิ่งเถียนซีฟังอย่างละเอียด“เรือนที่พักของท่านอ๋องและพระชายาถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ท่านอ๋องทรงตั้งชื่อเรือนว่าเรือนรับอรุณเพคะ”
การเดินทางไปเมืองซีโจวถ้าหากขี่ม้าเร็วจะใช้เวลาในการเดินทางประมาณเจ็ดวันหรือแปดวัน แต่เมื่อเป็นขบวนรถม้าขนาดใหญ่ที่ขนสัมภาระมากมายและยังมีผู้คนร่วมเดินทางเป็นจำนวนมาก การเดินทางจึงใช้เวลานานขึ้นใช้เวลาในการเดินทางนานครึ่งเดือนเป็นอย่างน้อยตลอดการเดินทางหยางเฟิ่งเจี๋ยและเมิ่งเถียนซีไม่ได้พบกับความยากลำบากแม้แต่น้อย เพราะเขาและนางสลับกันเข้าไปพักผ่อนอยู่ในห้วงมิติพิเศษของหยกโลหิต จึงมีเวลาให้ใช้เหลือเฟือไม่ต้องรีบ พวกเขาได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ได้ฝึกฝนตนเองโดยไร้คนรบกวน ได้นอนแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่อย่างสบายใจ โดยมีอีกคนนั่งเฝ้าในรถม้าอยู่ด้านนอก ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นคนที่นั่งอยู่ในรถม้าจะรีบเข้ามาตามคนในห้วงมิติพิเศษของหยกโลหิตในทันทีดังนั้นตลอดการเดินทางทั้งหยางเฟิ่งเจี๋ยและเมิ่งเถียนซีจึงดูสดชื่นมีชีวิตชีวามากกว่าผู้อื่นที่ร่วมออกเดินทางมาด้วยกัน ภายในรถม้าคันหรูหราจะมีหยางเฟิ่งเจี๋ยนั่งอยู่กับเมิ่งเถียนซีเพียงสองคน เพื่อที่จะได้สะดวกในการหลบเข้าไปในห้วงมิติพิเศษได้ง่าย ยามค่ำคืนคนทั้งคู่มักจะนอนอยู่ในรถม้าคันใหญ่ร่วมกัน ส่วนคนอื่นๆ ก็มักจะค้างคืนอยู่ภายในรถม้าของตนเอง เพราะห
ความโปรดปรานที่มากเกินไปของฮ่องเต้หยางตี๋ย่อมจะไม่ส่งผลดีต่อคนที่ได้รับสักเท่าไหร่นัก พระชายาเอกฉินซูเซียวในอี้อ๋องช่วยพิสูจน์ในเรื่องนี้ได้ เพราะก่อนหน้านี้ฮ่องเต้หยางตี๋ทรงแสดงความตื่นเต้นและดีพระทัยที่กำลังจะมีหลานชายหรือหลานสาวคนแรกอย่างเปิดเผย เมื่อทรงรู้ข่าวว่าพระชายาฉินซูเซียวตั้งครรภ์แล้ว ฝ่าบาทก็ทรงรีบส่งของขวัญมากมายไปพระราชทานให้แก่หลานชายหรือหลานสาวที่ยังไม่ถือกำเนิดยังจวนอี้อ๋องเป็นจำนวนมาก แต่สุดท้ายแล้วครรภ์นี้พระชายาฉินซูเซียวก็รักษาเอาไว้ไม่ได้ มิหนำซ้ำท่านหมอหลวงหลายคนยังเอ่ยคำวินิจฉัยว่าในอนาคตพระชายาเอกฉินซูเซียวมีโอกาสน้อยมากที่จะตั้งครรภ์ใหม่ได้อีกครั้งเมิ่งเถียนซีรับฟังข่าวนี้ด้วยความรู้สึกสงสารฉินซูเซียวอยู่บ้าง แต่เมื่อหยางเฟิ่งเจี๋ยเอ่ยเตือนนางว่า “พระชายาเอกของอี้อ๋องคนนี้เดิมทีก็ไม่ใช่สตรีที่แสนดีอยู่แล้ว เสด็จพี่ใหญ่ของเรามีพระชายารองและอนุตั้งหลายคน แต่ผ่านมานานหลายปียังไม่มีสตรีคนใดในจวนอี้อ๋องที่ตั้งครรภ์เลยสักคนเดียว เราคิดว่าพระชายาเอกฉินซูเซียวผู้นั้นคงจะลงแรงไปกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย”“แต่ในเมื่อนางตั้งครรภ์ใหม่ได้ยากแบบนี้ ในอนาคตข้างหน้า นางคงจะต
งานมงคลของเมิ่งเซวียนอี้จบลงไปได้เพียงสองสัปดาห์ต่อมาก็จะเป็นวันส่งท้ายปีเก่าเตรียมงานฉลองต้อนรับปีใหม่ ในปีใหม่นี้เมิ่งเถียนซีมีฐานะเป็นนายหญิงของจวนซานอ๋องแล้ว นางจึงต้องจัดเตรียมงานฉลองคืนข้ามปีให้แก่จวนซานอ๋อง เพื่อให้พวกบ่าวและสาวใช้ที่อยู่ในจวนได้เฉลิมฉลองในเทศกาลมงคลร่วมกัน“…ท่านพ่อบ้านใหญ่บอกกับข้าว่าปีก่อนๆ ท่านอ๋องแค่แจกถุงเงินถุงทองมอบรางวัลพิเศษให้แก่พวกบ่าวและสาวใช้เท่านั้น ไม่ได้มีการจัดโต๊ะเลี้ยงอาหารและจ้างมหรสพมาทำการแสดงภายในจวนเพคะ” ไฉ่เสียนก้มหน้ารายงานความคืบหน้าของการจัดเตรียมงานและเล่าเรื่องที่จวนซานอ๋องเคยจัดงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ให้เมิ่งเถียนซีฟังอย่างละเอียด“เทศกาลเฉลิมฉลองแบบนี้จะปล่อยให้ทุกคนภายในจวนต้องผ่านคืนข้ามปีไปอย่างเงียบเหงาโดยไม่มีการเลี้ยงเฉลิมฉลองได้อย่างไร การแสดงมหรสพจะไม่มีก็ช่างเถิดแต่อย่างน้อยภายในจวนก็ควรจะมีเสียงเพลงมาบรรเลงเพื่อสร้างบรรยากาศรื่นเริง อาหารมงคลควรจะมีการจัดโต๊ะเลี้ยงอาหารสักเก้าชนิด ควรจะมีอาหารประเภทเนื้อเห็ดเป็ดไก่ อาหารที่ทำมาจากเนื้อหมูและเนื้อปลา รวมไปถึงอาหารที่มีผักใบเขียวเพื่อแก้เลี่ยนอีกด้วย ของหวานย่อมจะต้องมีขนมแป
เมิ่งเถียนซีกินอาหารมื้อเช้าอิ่มพอดี นางจึงส่งสัญญาณบอกให้ไฉ่เสียนเก็บสำรับอาหาร และขยับเสื้อผ้าให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมตัวพบกับเมิ่งฮูหยินสวีเยี่ยนหลันกับคุณหนูสามเมิ่งซูเหวินก่อนหน้านี้เมิ่งเถียนซีได้พบกับมารดาผู้ให้กำเนิดของร่างนี้อยู่หลายครั้ง แต่นางใช้คำอ้างที่ว่าความทรงจำในอดีตหายไปจนหมด จึงจ
เมิ่งเถียนซียอมรับการปรนนิบัติจากสาวใช้จำนวนหนึ่งด้วยความรู้สึกเริ่มคุ้นชิน เหล่าสาวใช้พวกนี้ช่วยกันอุ้มนางไปทำธุระส่วนตัวจนเสร็จเรียบร้อยเป็นอย่างดี และช่วยกันอาบน้ำผลัดเปลี่ยนชุดใหม่ให้แก่นางอย่างคล่องแคล่วรวดเร็วเป็นอย่างยิ่งในชีวิตเก่าเมิ่งเถียนซีต้องทำทุกอย่างด้วยตนเองมาโดยตลอดไม่เคยมีสาวใช้ม
หยางเฟิ่งเจี๋ย มีตำแหน่งซานอ๋องแห่งแคว้นจื่อหยวน เขาเป็นองค์ชายสามผู้มีรูปโฉมหล่อเหลาของราชสกุลหยาง ทว่าซานอ๋องมีอุปนิสัยเย็นชาและโหดเหี้ยมจนไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้ ซานอ๋องเช่นเขานับว่าเป็นผู้ที่มีพลังปราณระดับห้าขั้นฮวาเสิ่น ปราณกับดวงจิตเริ่มหลอมรวมเป็นหนึ่ง จึงทำให้ภายในแคว้นจื่อหยวนหาคู่ต่อสู้ที
เมิ่งเถียนซีเป็นผู้ฝึกฝนตนในดินแดนเทียนคง นางคืออัจฉริยะน้อยที่มีพลังวิญญาณอันแข็งแกร่ง และได้เข้าสำนักไปเป็นลูกศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวของท่านปรมาจารย์ม่อไป๋ผู้เป็นเจ้าสำนักชิงเสวียน การได้เป็นศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวของท่านปรมาจารย์ทำให้นางได้ดื่มกินยาวิเศษและยาอายุวัฒนะเป็นจำนวนมาก จึงทำให้นางฝึกฝ







