LOGINเธอลาออกจากบริษัทเรียบร้อยแล้วเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน
พร้อมยื่นใบลาออกที่มีลายเซ็นสวยงามด้วยมือตัวเอง และกล่าวคำว่า
"ขอบคุณสำหรับทุกอย่างค่ะ" เธอยิ้มให้กับHR ของบริษัทพร้อมกับเดินหันหลังจากมา
เธอเลือกแล้วว่าจะไม่อยู่ในที่เดิม ๆ
ที่ที่ไม่มีใครเห็นคุณค่าของหัวใจ
วันนี้อริสราสวมชุดเดรสผ้าฝ้ายสีขาวเรียบ เดินลงไปซื้อกาแฟที่ร้านข้างคอนโด
เธอถือแก้วขึ้นมาจิบเบา ๆ พลางมองท้องฟ้าที่สว่างสดใสอย่างแปลกตา
เธอคิดว่าไม่เคยมองฟ้าแบบนี้เลย ตลอดสามปีที่ผ่านมา
มันเหมือนใจเธอถูกปลดปล่อยออกจากพันธนาการที่มองไม่เห็น
โทรศัพท์มีข้อความจากแอมมี่
แอมมี่:
"เช้านี้เป็นไงบ้างยัยแม่ม่ายหมาดๆ
อริสราหลุดยิ้ม เธอพิมพ์ตอบ
อริสรา:
"เหมือนตื่นมาแล้วหนักหัวมาก แต่โล่งใจ โล่งกระเป๋า แต่รู้สึกว่าตัวเองยังมีค่ากับชีวิตนี้อยู่ "
แอมมี่ไม่ตอบกลับทันที แต่กดโทรมาแทน
"แกจะเอายังไงต่อ ไปทำงานใหม่เลยมั้ย หรือพักก่อน?"
“ขอพักก่อนนะมี้ไม่ได้อยากทำอะไรเลยตอนนี้ แค่อยากอยู่เฉย ๆ”
เสียงปลายสายเงียบไปครู่ ก่อนจะพูดเบา ๆ
“อริส แกเก่งมากแล้ว รู้ไหม”
อริสรายิ้มออก ทั้งที่น้ำตาก็ไหลออกมาเงียบ ๆ
ไม่ใช่เพราะเสียใจแต่เป็นน้ำตาที่แสนเบาสบายของคนที่พาตัวเองเดินออกมาจากที่ที่เจ็บเกินไป
วันนี้ เธอจะไม่เป็นแค่ “ผู้หญิงของใครคนหนึ่ง” อีกต่อไป
วันนี้เธอเริ่มต้นใหม่ เป็น “อริสรา” เป็นตัวของตัวเอง
หลังจากที่เธอหยุดพักไปเกือบเดือน อริสราถือแฟ้มประวัติเดินขึ้นลิฟต์ของตึกสำนักงานบริษัทออกแบบภายในชื่อดังแห่งหนึ่งย่านอโศก
เธอแต่งกายเรียบง่าย เสื้อเชิ้ตสีอ่อนกับกระโปรงทรงเอ ผูกผมไว้หลวม ๆ ดูสุภาพแบบมืออาชีพ
เธอรู้มาจากแอมมี่ว่าบริษัทนี้เพิ่งขยายทีม ต้องการคนช่วยดูแลฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งตรงกับประสบการณ์ที่เธอเคยทำ
ประตูบานกระจกเปิดออกพร้อมเสียงต้อนรับจากพนักงานสาว
“มาสมัครงานใช่ไหมคะ เชิญด้านในเลยค่ะ คุณทศกรกำลังรอสัมภาษณ์อยู่ค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ” อริสราตอบพร้อมยิ้มเล็กน้อย เธอเดินตามเข้าไปด้วยหัวใจที่เต้นตึง ๆ หลังไม่ได้เข้าสัมภาษณ์งานมาหลายปี
ประตูห้องประชุมถูกเปิดออก
ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตแขนพับลวก ๆ นั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร
“เชิญนั่งครับ คุณอริสราใช่ไหม?”
“ค่ะ”
“ผมชื่อทศกร เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของบริษัทนี้เอง วันนี้พอดีผมว่างเลยมาสัมภาษณ์เองเลย ไม่ต้องเกร็งนะครับ”
อริสราพยักหน้ารับ แม้จะรู้สึกแปลก ๆ เล็กน้อย
ทศกรเป็นผู้ชายบุคลิกอบอุ่น พูดจาตรง ๆ ไม่ทางการมากนัก
เขาถามถึงประวัติการทำงานของเธอในช่วงที่ผ่านมา และดูท่าจะชอบใจในความสุภาพเรียบร้อยของเธอ
“เห็นคุณเคยดูแลงานลูกค้า ดูจัดการเก่งนะครับ ถ้ามาร่วมงานกันจริง ๆ ผมน่าจะสบายไปเยอะเลย”
“ขอบคุณนะคะ” อริสราตอบอย่างถ่อมตัว
ทศกรอมยิ้ม ขณะเปิดแฟ้มดูเอกสารต่อ “แล้วทำไมถึงลาออกจากที่เดิมล่ะครับ?”
เธอหยุดนิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนตอบด้วยเสียงนิ่ง “แค่อยากเรียนรู้งานที่อื่นดูบ้างค่ะ”
ทศกรพยักหน้าโดยไม่ซักต่อ เขามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกบางอย่าง…
เธอมีแววตาที่เคยผ่านอะไรบางอย่างมา แววตาแบบที่คนเข้มแข็งมักมีเสมอ
“โอเคครับ เดี๋ยวผมคุยกับทีมอีกที แล้วจะให้ HR ติดต่อกลับนะครับ”
“ขอบคุณมากค่ะ” อริสราก้มหัวให้เล็กน้อยก่อนลุกขึ้น เธอเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทีสงบเรียบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากประตูปิดลง
เสียงเครื่องปรินเตอร์ดังเป็นจังหวะในเช้าวันจันทร์
อริสรากำลังจัดเอกสารบนโต๊ะทำงานใหม่ของเธอ โต๊ะริมหน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นวิวตึกสูงตัดกับท้องฟ้าใส ๆ
บรรยากาศบริษัทใหม่อบอุ่นกว่าที่เธอคิดไว้ ผู้คนไม่วางฟอร์ม ไม่แข่งขันกันแบบที่เธอเคยชิน ทีมงานเป็นกันเอง และ “คุณทศกร”
ผู้บริหารที่คอยดูแลฝ่ายเธอโดยตรงก็ไม่ได้ถือตัวเลยแม้แต่น้อย
“คุณอริส ครับ เรียกแบบนี้ได้ไหม?ครับ”
เสียงของเขาดังขึ้นจากข้างหลัง อริสราหันไปพร้อมรอยยิ้มบาง
“ได้ค่ะ เรียกยังไงก็ได้เลย”
ทศกรเดินมายืนข้างโต๊ะเธอในมือมีแก้วกาแฟเย็นสองแก้ว
“วันนี้อากาศร้อน ผมเลยซื้อเผื่อ พอดีเห็นคุณชอบกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลวันก่อน”
เธอเลิกคิ้วขึ้นนิด ๆ ด้วยความแปลกใจ
“จำได้ด้วยเหรอคะ”
“จำได้สิครับ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทำให้เรารู้จักกันมากขึ้นไม่ใช่เหรอ?” เขาตอบด้วยรอยยิ้มที่ทำให้เธอหลบสายตาอย่างเลี่ยงไม่ได้
เธอรับแก้วมาก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “ขอบคุณนะคะ”
ตลอดทั้งวัน อริสราได้เรียนรู้งานใหม่ คุยกับลูกค้า และได้รับคำชมจากหัวหน้าทีม เธอรู้สึกได้ถึงความมั่นใจที่เริ่มกลับมาอย่างช้าๆ
เหมือนคนที่เคยหล่นจากความมั่นใจ กำลังกลับมายืนได้อีกครั้ง
ตอนบ่าย ทศกรแวะมาคุยเรื่องโปรเจกต์ลูกค้ารายใหญ่ที่เธอต้องประสานงานด้วย
แต่บทสนทนาเรื่องงานกลับแถไปถึงเรื่องส่วนตัวโดยไม่รู้ตัว
“ถ้าไม่ได้คุณอริสเข้ามาช่วยนะ ผมอาจโดนลูกค้าฟาดหัวแล้วก็ได้” ทศกรพูดติดตลก
เธอหัวเราะน้อย ๆ “พูดซะเว่อร์เลยค่ะ ยังไม่ทันถึงขั้นนั้นหรอก”
“แต่ผมพูดจริงนะ ตั้งแต่คุณมาทีมดูนิ่งขึ้นเยอะเลย”
“บางที คนที่ผ่านอะไรมาเยอะ ก็คงนิ่งได้ง่ายกว่าคนอื่นมั้งคะ”
อริสราพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แววตานั้นเศร้าจนทศกรรู้สึกได้
เขาไม่ถามต่อ แต่แค่พูดเบา ๆ
“ถ้าวันไหนคุณอยากเล่า ผมฟังได้นะ”
เธอมองหน้าเขา เงียบไปชั่วขณะ ก่อนยิ้มจาง ๆ แล้วพยักหน้า
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์แปลก ๆ ระหว่างพวกเขา
ไม่ใช่ความหวือหวา
ไม่ใช่แรงดึงดูดทันทีที่สบตา
แต่เป็นความเข้าอกเข้าใจจากคนที่ “ผ่านบางอย่างในชีวิต” เหมือนกัน
แสงแดดยามสายส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้องนั่งเล่นของบ้านที่ทั้งสองเคยอาศัยอยู่ด้วยกันเสียงหัวเราะแผ่วเบาแทรกมากับกลิ่นกาแฟสด อริสรากำลังจัดเรียงเอกสารลงในกระเป๋าทำงานส่วนคามินกำลังผูกเนกไทพลางหันมามองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน“พร้อมหรือยังครับคุณภรรยา”เขาถามยิ้ม ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้อริสราหันมาค้อนเล็ก ๆ แต่แววตาเธอสว่างกว่าเมื่อก่อนมากนัก“คุณนี่พูดแบบนี้ทุกเช้าเลยนะ”“ฉันยังไม่อยากเชื่อเลย ว่าเราจะได้ไปทำงานด้วยกันอีกครั้ง” เขาว่าเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือมารับกระเป๋าจากเธอเหมือนทุกเช้า “คราวนี้ฉันจะไม่ทำพลาดอีก”อริสรานิ่งไปเพียงครู่ ก่อนจะยิ้มอย่างสงบ“ถ้าคุณทำพลาดอีก ฉันก็จะลาออกไปเปิดร้านกาแฟจริง ๆ คราวนี้”“งั้นฉันจะซื้อร้านให้เลย จะได้ตามไปดูทุกวัน” เขาหัวเราะเบา ๆ ขณะเปิดประตูให้เธอเมื่อมาถึงบริษัทเสียงซุบซิบแว่วขึ้นตั้งแต่หน้าลิฟต์ สายตาของพนักงานหลายคนมองมาทางทั้งคู่ที่เดินเคียงข้างกันเข้ามาอริสราก้าวเดินด้วยความมั่นใจ แต่อบ
เช้าวันอาทิตย์ บ้านทั้งหลังเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกร้อง และกลิ่นหอมจาง ๆของกาแฟลอยออกมาจากห้องครัวคามินยืนอยู่หน้าหม้อซุป มือจับทัพพีอย่างเก้ ๆ กัง ๆเขาพยายามเปิดสูตรจากมือถือ แล้วตักน้ำซุปชิมด้วยสีหน้าไม่มั่นใจ"มันจืดไปไหมวะหรือใส่ซีอิ๊วขาวอีกนิด"เขาหันไปหยิบขวดซีอิ๊วอย่างระวัง มือไม่นิ่งนัก แต่แววตาจริงจังบนโต๊ะ มีไข่เจียวที่ดูจะไหม้ไปนิดหนึ่ง กับข้าวผัดที่ยังไม่คลุกทั่วดีนักแต่ทั้งหมดนั้นเขาทำด้วยตัวเองเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นด้านหลัง ก่อนที่อริสราจะเดินเข้ามาในชุดอยู่บ้านเรียบง่ายผมเธอยังยุ่งนิด ๆ จากการเพิ่งตื่น แต่แววตาสดใสขึ้นเมื่อเห็นภาพตรงหน้า“คะ…คุณทำอะไรอยู่” เธอถามขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตาคามินหันขวับไปมองเธอหน้าเขาเปื้อนคราบแป้งนิดหน่อย ผ้ากันเปื้อนที่ป้าจิตรเย็บให้เอียงไปด้านข้าง“ก็ลองทำอาหารให้เธอดูบ้าง เธอทำให้ฉันตั้งหลายปี” เขายิ้มเขิน ๆ “ถึงรสชาติจะสู้ไม่ได้ แต่ฉันอยากลอง”อริสราหัวเราะออกมานิด ๆ อย่างกลั้นไม่อยู่ เธอเด
คอนโดของอริสราเงียบสงบยามเช้า ดวงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าต่างกระจกใส ทำให้ทุกอย่างในห้องดูนุ่มนวลและอบอุ่นเธอและคามินนั่งอยู่ที่โต๊ะกาแฟ ท่ามกลางการพูดคุยสบายๆเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เธอกับเขาแยกทางกัน และการกลับมาของอริสราในชีวิตเขาคามินยิ้มบาง ๆ ในขณะที่เธอเอ่ยถามถึงงานและชีวิตส่วนตัวของเขาพวกเขาทั้งคู่รู้สึกเหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่ แม้จะยังไม่มั่นใจว่าจะไปได้ไกลแค่ไหนแต่ในวันนี้ มันก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจพองโตอีกครั้งเสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำลายความเงียบที่ทั้งสองสร้างขึ้นมา"ใครนะ" อริสราถามเสียงเบา ก่อนจะเดินไปเปิดประตูทันทีที่เปิดประตูออกไป แอมมี่ก็ยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างหน้า สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่เห็นเพื่อนรักของเธอและคามินในห้องของเพื่อนสาว"เฮ้ย! ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช้ไหม คุณคามินมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ" แอมมี่พูดแล้วหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นเขานั่งอยู่ในห้องคามินลุกขึ้นยืนและมองไปที่แอมมี่นิ่งๆ ก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบ "สวัสดีครับแอมมี่"อริส
ทศกรมองเพื่อนรักนิ่ง ๆ ก่อนจะวางแก้วลงแล้วพิงพนักเก้าอี้ เอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย"มึงรู้ไหม คิน ตอนที่มึงเสียเธอไปครั้งแรก กูไม่เห็นมึงเป็นคนมีชีวิตเลย"คามินหลบตา ไม่ตอบ"แต่ตอนนี้กูกลับมาเห็นมึงในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เหมือนคนที่รู้แล้วว่าควรจะรักษาอะไรไว้ให้ดีที่สุด"ทศกรยกคิ้วยิ้มจาง ๆ"ถ้ามึงแน่ใจขนาดนี้ มึงก็แค่อย่าเดินกลับไปแบบเดิมอีก"คามินหัวเราะเบา ๆ สายตาเศร้าแต่ก็อบอุ่นขึ้น"พูดเหมือนจะง่าย""ง่ายสิ ถ้ามึงรักเขาจริง"คามินมองเพื่อนนิ่งไปพักหนึ่ง แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดหน้าจอ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกยาว"กูขอไปคอนโดเธอคืนนี้"ทศกรเบิกตากว้าง"ไปทำอะไร?!" น้ำเสียงตกใจแต่เต็มไปด้วยแววล้อเลียนคามินส่ายหน้าเบา ๆ"แค่นอน ไม่ได้คิดอะไรหรอก แค่นอนไม่หลับ อยากอยู่ใกล้เธอ ได้ยินเสียงเธอเดิน…หรือแม้แต่เสียงเธอบ่นเรื่องงาน กูก็หลับลงแล้ว"ทศกรยิ้มแล้วพยักหน้าเบา ๆ"ถ้ามึงยังซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเองได้แบบนี้กูว่า ไม่ช้าเขาก็จะกลับไปอยู่ตรงนั้นของมึงอีกครั้งแน่ ๆ"
อริสรานิ่งไป ดวงตาเธอแดงชื้น แต่มีรอยยิ้มตรงมุมปากอย่างอดไม่ได้เธอยื่นมือไปแตะนิ้วของเขาเบาๆก่อนจะบอกเสียงนุ่ม“ถ้าคุณตั้งใจจะใส่มันจริงๆ คราวนี้ก็อย่าถอดมันอีกนะคะ”เขายิ้มและพยักหน้าไม่ต้องพูดคำไหนเพิ่มเติมอีกเพราะในค่ำเย็นแสนธรรมดานั้นคนสองคนได้กลับมาใส่หัวใจให้กันอีกครั้งแล้วจริงๆเช้าวันจันทร์ บรรยากาศในสำนักงานดูคึกคักกว่าปกติเล็กน้อยเพราะเป็นต้นสัปดาห์ หลายคนเร่งจัดการเอกสาร เตรียมประชุมหรือทบทวนแผนงานกันตามหน้าที่แต่ทันทีที่ประตูห้องผู้บริหารเลื่อนเปิดออก พร้อมกับร่างสูงในสูทสีเข้มของ"คุณคามิน" เดินผ่านทางเดินกระจกยาวไปยังห้องประชุมใหญ่เสียงกระซิบกระซาบก็ค่อยๆ ดังขึ้น“เอ๊ะคุณคามินใส่แหวนเหรอ?”“ไม่เคยเห็นเลยนะ ก่อนหน้านี้มือโล่งตลอด”“แหวนแต่งงานรึเปล่า”“หรือบอสเราแต่งงานแล้ว”พนักงานสาวหลายคนเหลือบมองทันทีที่เขายกมือขึ้นผลักประตูห้องประชุมริมนิ้วนางข้างซ้ายของเขามีแหวนวงเรียบวางแนบแน่น
คามินพยักหน้าเบาๆ เขารู้ดีว่าทุกก้าวของเขาต่อจากนี้ไม่มีโอกาสให้เดินพลาดอีกแล้วไม่ใช่แค่เพราะเธอคือคนสำคัญแต่เพราะครั้งนี้หัวใจของเขาต้อง “พูดแทนทุกอย่าง” ให้ได้ชัดที่สุดเย็นวันนั้นหลังจากเลิกงาน เสียงเครื่องยนต์เงียบลงหน้ารั้วบ้านหลังใหญ่บ้านของแม่เขาอริสราหันมองคามินทันที เมื่อเห็นว่ารถไม่ได้มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารหรือบ้านอย่างเช่นทุกวัน“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไมคะ”“มื้อเย็นวันนี้แม่คงคิดถึงเราสองคน แม่คิดถึงเธอนะริสา”“คุณคามิน” น้ำเสียงของเธอแผ่วลง ราวกับใจสั่น“แม่ไม่รู้หรอก ฉันไม่ได้บอกล่วงหน้า เพราะอยากให้เป็นเซอร์ไพรส์” เขายิ้มนิดๆ ก่อนจะหันมาเปิดประตูรถให้เธอ“คุณจะบ้าเหรอคะ!”“ริสา” เขาเรียกชื่อเธออย่างจริงจัง“แม่คิดถึงคุณมากนะ”คำพูดนั้นทำให้เธอเงียบลงเธอไม่กล้าบอกตัวเองว่าใจอ่อนหรือหวั่นไหวกันแน่แต่สุดท้ายเธอก็ยอมก้าวลงจากรถไปพร้อมกับเขาประตูบ้านถูกผลักเปิดด้วยเสียงร่าเ
เสียงโห่ร้องสนุกสนานดังขึ้นในทันทีกติกาง่าย ๆทุกคนหยิบกระดาษคำถามจากกล่องตรงกลาง ใครที่ถูกถามต้องตอบตรง ๆหรือดื่มให้หมดแก้ว หากใครโดนถามโดยตรง...ห้ามปฏิเสธกระดาษใบหนึ่งถูกหยิบขึ้น“คุณคามินครับ! คำถามคือ‘ตอนนี้คุณกำลังแอบชอบใครอยู่หรือเปล่า?’ ”บรรยากาศ
ฝีเท้าของเธอชะงักไปครู่เดียวแต่มันก็แค่เสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นจากนั้นเธอก็เดินต่อคามินลุกจากที่นั่งแทบจะในทันที “ริสา เดี๋ยว”เขาก้าวเร็ว ๆ ตามเธอออกไปจนทันหน้าลิฟต์ที่ยังไม่เปิด ร่างบางยืนนิ่งตรงนั้น ไม่แม้แต่จะหันกลับมา“เราต้องคุยกัน&rd
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังคุยกันอย่างออกรสอยู่นั้นเสียงโทรศัพท์ของทศกรก็ดังขึ้น“เอ้า! นี่มันโปรเจกต์ที่ฉันเพิ่งคุยกับอริสเลยนะ งานไวเหมือนกันนะเว้ย!”เสียงหัวเราะของทศกรดังอยู่ปลายสายคามินถือโทรศัพท์แนบหู พลางมองออกไปนอกกระจกห้องทำงานของตัวเองด้วยสีหน้าเฉยชา
เธอหันหลังเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองปล่อยให้คามินยืนอยู่กับความรู้สึกผิดที่ลึกกว่าเคยเขาเพิ่งได้เห็น ความเจ็บที่เขาเคยทำเป็นมองไม่เห็นเสียงเพลงจากด้านในยังคงดังอยู่ แต่สำหรับอริสราแล้ว มันเงียบราวกับทั้งโลกดับไปแล้วเธอเดินออกมาจากบาร์อย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะหยุดยืนอ







