로그인ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังคุยกันอย่างออกรสอยู่นั้นเสียงโทรศัพท์ของทศกรก็ดังขึ้น
“เอ้า! นี่มันโปรเจกต์ที่ฉันเพิ่งคุยกับ
อริสเลยนะ งานไวเหมือนกันนะเว้ย!”
เสียงหัวเราะของทศกรดังอยู่ปลายสาย
คามินถือโทรศัพท์แนบหู พลางมองออกไปนอกกระจกห้องทำงานของตัวเองด้วยสีหน้าเฉยชา
แต่ประโยคเมื่อครู่กลับทำให้คิ้วเขาขมวดเล็กน้อย
“ใครนะ?” คามินถามเสียงเรียบ “อริส?”
“อริส สิวะ น้องใหม่ในทีมฉัน คนใหม่ เพิ่งย้ายมาไม่นานเอง แต่เก่งนะ ขยัน แล้วก็ดูนิ่งๆ ดี ไม่ก้าวร้าวเหมือนผู้หญิงยุคนี้”
คามินเงียบชื่อมันเหมือนกันเกินไป
“อริส” ไม่ใช่ชื่อที่พบได้บ่อยนัก
ทศกรพูดต่อโดยไม่รู้ว่าเพื่อนสนิทเงียบไปแล้ว
“ฉันว่าเธอน่าจะผ่านอะไรมาเยอะนะ เหมือนคนเคยเจ็บแล้วไม่อยากพูดถึงมันอีก เธอไม่ค่อยเล่าเรื่องตัวเองเลย”
“หน้าตาเป็นยังไง” คามินถามทันที โดยที่แม้แต่ตัวเองยังแปลกใจกับคำถามนั้น
“จะว่าไปก็หน้าหวานๆ ผมยาวตรง ผิวขาว ตัวเล็ก ๆ แต่ไม่แต่งหน้าเลยนะ วันแรกที่เจอกันนึกว่าเป็นเด็กฝึกงานด้วยซ้ำ”
ทศกรหัวเราะเบา ๆ แล้วแซวต่อ “แกสนใจเหรอวะ ฮ่าๆๆ”
“เปล่า แค่ถามเฉย ๆ”
คามินพูดตัดบท ก่อนจะวางสาย
แต่ในใจของเขา
ภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่เคยทำอาหารรอเขา
กลับบ้านทุกคืน
ผู้หญิงที่ร้องไห้ในคืนนั้น
ผู้หญิงที่เขาบอกตัวเองเสมอว่า ‘ไม่รัก’
กลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
บ่ายของวันนี้ที่ห้องประชุมกระจกใสสะอาดสะท้อนแสงไฟสีขาวเย็น
คามินก้าวเข้ามาพร้อมกับทีมผู้บริหารจากฝั่งของเขา แววตาเฉียบขาดเหมือนเคย ท่ามกลางโต๊ะยาวที่มีผู้ร่วมประชุมนั่งรออยู่แล้ว
ทศกรลุกขึ้นทันทีที่เห็นเขา “เฮ้ย คิน แกมาเร็วกว่าที่คิดนะ”
คามินเพียงพยักหน้า แต่แล้วสายตาของเขาก็หยุดชะงักลงทันทีที่มองข้ามไหล่ของทศกรไป
หญิงสาวในชุดสูทสีเทาเรียบ ผมยาวปล่อยตรงดูเรียบร้อย เธอหันหน้ามาทางเขาพอดี
เป็นใบหน้าที่เขาจำได้ไม่เคยลืม
แม้จะไม่มีเครื่องสำอางใด ๆ แต่มันกลับดูนิ่ง เรียบเฉย และห่างไกลเหลือเกิน
อริสรา
เธอชะงักเล็กน้อย
ดวงตาสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะรีบเบือนหน้าลงมองเอกสารในมือราวกับเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้า
คามินยืนนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับโลกหมุนช้าลง
เธอไม่พูดอะไร
ไม่มีแววตาโกรธเกลียด
ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มมีเพียง “ความว่างเปล่า” ที่เจ็บกว่าอะไรทั้งสิ้น
“อริส คนที่ฉันบอกนายไง คนเก่งที่เพิ่งเข้าทีม” ทศหันไปพูดยิ้ม ๆ พร้อมกับแนะนำ “นี่คามิน เจ้าของบริษัทธันยากร ที่เราจะร่วมดีลกัน”
อริสรายิ้มสุภาพและลุกขึ้นยกมือไหว้ตามมารยาท “สวัสดีค่ะ”
ไม่มีน้ำเสียงสั่นไหว
มีเพียงความเย็นชาและเป็นทางการอย่างถึงที่สุด
คามินรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างแน่นขึ้นในอก แต่เขาก็พยักหน้าเพียงเบา ๆ
“สวัสดีครับคุณอริสรา”
หลายวันต่อมาที่ห้องประชุมชั้นสิบสองของบริษัท ทศกร กรุ๊ป
ตกแต่งเรียบหรูด้วยกระจกใสบานใหญ่ที่เปิดให้เห็นทิวทัศน์ของเมืองหลวงในยามสาย
แสงอ่อนลอดผ่านม่านบาง ๆ ให้บรรยากาศดูสว่างแต่ไม่จ้าเกินไป
อริสรานั่งอยู่ด้านข้างของทศกร ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบพอดีตัว กางเกงผ้าทรงตรงที่ดูสุภาพแต่ไม่ขาดสไตล์
ผมยาวถูกมัดรวบไว้หลวม ๆ สีหน้าของเธอสงบนิ่ง มือเรียวจัดแฟ้มเอกสารอย่างเป็นระเบียบ
เธอไม่รู้เลยว่าประตูห้องประชุมที่กำลังเปิดออก จะนำใครบางคนเข้ามาเขย่าความสงบนั้นอีกครั้ง
“ขอโทษที่มาช้านะครับ รถติดนิดหน่อย”
เสียงทุ้มของชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ
อริสราเงยหน้าขึ้นมองชั่ววินาที แล้วหลบตาแทบในทันที
คามิน คุณอีกแล้วเหรอ
เขาสวมสูทเข้ารูปสีเทาเข้ม ท่าทางนิ่งขรึม สีหน้าเรียบแต่ในแววตาเต็มไปด้วยความตะลึงเมื่อเห็นเธออยู่ในห้องประชุมนี้
“ริสา?”
เสียงนั้นดังแผ่วในลำคอของเขา ไม่มีใครได้ยิน
แต่เขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดเจน
“คุณคามินครับ นี่คุณอริสราทีมวางกลยุทธ์ที่ผมไว้ใจที่สุด” ทศแนะนำอย่างเป็นทางการอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“อริสรา นี่คุณคามิน ตัวแทนจาก ที่จะมาร่วมโปรเจกต์ใหม่”
อริสรายกยิ้มเล็กน้อย เพียงเล็กน้อยจนดูเหมือนไม่ใช่รอยยิ้มด้วยซ้ำ แล้วพยักหน้ารับ
อย่างเป็นทางการ
“ยินดีที่ได้ร่วมงานค่ะ”
คามินไม่ตอบทันที
เขาเพียงแค่ จ้องมองเธอ
จ้องมองแบบที่เขาไม่เคยรู้เลยว่าการขาดเธอไปมันทำให้ห้องว่างเปล่าแค่ไหน
มือของเขากำเอกสารแน่นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาที่เคยเฉยชาเริ่มสะท้อนบางอย่างที่อริสราไม่อยากรู้ ไม่อยากรับรู้
เธอไม่ได้หลบตาแต่เธอก็ไม่มองเขาอีกเลย
เวลาผ่านไปในระหว่างการประชุม คามินเอาแต่หันไปมองเธอเป็นระยะ ขณะที่เธอจดข้อมูล พูดเสนอความคิดเห็น
และถกเถียงอย่างเฉียบคมโดยไม่แม้แต่จะเผลอเรียกชื่อเขาด้วยความเคยชิน
เธอไม่ได้หวั่นไหวอีกต่อไปแล้ว
และนั่นแหละ
คือสิ่งที่บีบรัดในอกของเขาได้มากที่สุด
เสียงเก้าอี้ที่ถูกเลื่อนกลับเข้าที่ดังเป็นจังหวะ ก่อนเสียงพูดคุยเบาๆ ของผู้บริหารและทีมงานจะค่อยๆ ซาลงหลังการประชุมจบลง
คามิยังนั่งอยู่ที่เดิม ร่างสูงของเขานิ่งสงบแต่สายตากลับกวาดมองหาร่างบางที่ลุกออกจากที่นั่งอย่างรวดเร็ว
เธอรวบเอกสาร ใส่มันลงในกระเป๋าแฟ้มอย่างคล่องแคล่ว แล้วเดินตรงไปที่ประตูโดยไม่หันหลังกลับมามองเขาเลยแม้แต่น้อย
“ริสา”
เสียงของเขาเอ่ยตามหลังเบา ๆ แต่หนักแน่นพอให้เธอได้ยิน
แสงแดดยามสายส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้องนั่งเล่นของบ้านที่ทั้งสองเคยอาศัยอยู่ด้วยกันเสียงหัวเราะแผ่วเบาแทรกมากับกลิ่นกาแฟสด อริสรากำลังจัดเรียงเอกสารลงในกระเป๋าทำงานส่วนคามินกำลังผูกเนกไทพลางหันมามองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน“พร้อมหรือยังครับคุณภรรยา”เขาถามยิ้ม ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้อริสราหันมาค้อนเล็ก ๆ แต่แววตาเธอสว่างกว่าเมื่อก่อนมากนัก“คุณนี่พูดแบบนี้ทุกเช้าเลยนะ”“ฉันยังไม่อยากเชื่อเลย ว่าเราจะได้ไปทำงานด้วยกันอีกครั้ง” เขาว่าเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือมารับกระเป๋าจากเธอเหมือนทุกเช้า “คราวนี้ฉันจะไม่ทำพลาดอีก”อริสรานิ่งไปเพียงครู่ ก่อนจะยิ้มอย่างสงบ“ถ้าคุณทำพลาดอีก ฉันก็จะลาออกไปเปิดร้านกาแฟจริง ๆ คราวนี้”“งั้นฉันจะซื้อร้านให้เลย จะได้ตามไปดูทุกวัน” เขาหัวเราะเบา ๆ ขณะเปิดประตูให้เธอเมื่อมาถึงบริษัทเสียงซุบซิบแว่วขึ้นตั้งแต่หน้าลิฟต์ สายตาของพนักงานหลายคนมองมาทางทั้งคู่ที่เดินเคียงข้างกันเข้ามาอริสราก้าวเดินด้วยความมั่นใจ แต่อบ
เช้าวันอาทิตย์ บ้านทั้งหลังเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกร้อง และกลิ่นหอมจาง ๆของกาแฟลอยออกมาจากห้องครัวคามินยืนอยู่หน้าหม้อซุป มือจับทัพพีอย่างเก้ ๆ กัง ๆเขาพยายามเปิดสูตรจากมือถือ แล้วตักน้ำซุปชิมด้วยสีหน้าไม่มั่นใจ"มันจืดไปไหมวะหรือใส่ซีอิ๊วขาวอีกนิด"เขาหันไปหยิบขวดซีอิ๊วอย่างระวัง มือไม่นิ่งนัก แต่แววตาจริงจังบนโต๊ะ มีไข่เจียวที่ดูจะไหม้ไปนิดหนึ่ง กับข้าวผัดที่ยังไม่คลุกทั่วดีนักแต่ทั้งหมดนั้นเขาทำด้วยตัวเองเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นด้านหลัง ก่อนที่อริสราจะเดินเข้ามาในชุดอยู่บ้านเรียบง่ายผมเธอยังยุ่งนิด ๆ จากการเพิ่งตื่น แต่แววตาสดใสขึ้นเมื่อเห็นภาพตรงหน้า“คะ…คุณทำอะไรอยู่” เธอถามขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตาคามินหันขวับไปมองเธอหน้าเขาเปื้อนคราบแป้งนิดหน่อย ผ้ากันเปื้อนที่ป้าจิตรเย็บให้เอียงไปด้านข้าง“ก็ลองทำอาหารให้เธอดูบ้าง เธอทำให้ฉันตั้งหลายปี” เขายิ้มเขิน ๆ “ถึงรสชาติจะสู้ไม่ได้ แต่ฉันอยากลอง”อริสราหัวเราะออกมานิด ๆ อย่างกลั้นไม่อยู่ เธอเด
คอนโดของอริสราเงียบสงบยามเช้า ดวงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าต่างกระจกใส ทำให้ทุกอย่างในห้องดูนุ่มนวลและอบอุ่นเธอและคามินนั่งอยู่ที่โต๊ะกาแฟ ท่ามกลางการพูดคุยสบายๆเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เธอกับเขาแยกทางกัน และการกลับมาของอริสราในชีวิตเขาคามินยิ้มบาง ๆ ในขณะที่เธอเอ่ยถามถึงงานและชีวิตส่วนตัวของเขาพวกเขาทั้งคู่รู้สึกเหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่ แม้จะยังไม่มั่นใจว่าจะไปได้ไกลแค่ไหนแต่ในวันนี้ มันก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจพองโตอีกครั้งเสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำลายความเงียบที่ทั้งสองสร้างขึ้นมา"ใครนะ" อริสราถามเสียงเบา ก่อนจะเดินไปเปิดประตูทันทีที่เปิดประตูออกไป แอมมี่ก็ยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างหน้า สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่เห็นเพื่อนรักของเธอและคามินในห้องของเพื่อนสาว"เฮ้ย! ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช้ไหม คุณคามินมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ" แอมมี่พูดแล้วหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นเขานั่งอยู่ในห้องคามินลุกขึ้นยืนและมองไปที่แอมมี่นิ่งๆ ก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบ "สวัสดีครับแอมมี่"อริส
ทศกรมองเพื่อนรักนิ่ง ๆ ก่อนจะวางแก้วลงแล้วพิงพนักเก้าอี้ เอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย"มึงรู้ไหม คิน ตอนที่มึงเสียเธอไปครั้งแรก กูไม่เห็นมึงเป็นคนมีชีวิตเลย"คามินหลบตา ไม่ตอบ"แต่ตอนนี้กูกลับมาเห็นมึงในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เหมือนคนที่รู้แล้วว่าควรจะรักษาอะไรไว้ให้ดีที่สุด"ทศกรยกคิ้วยิ้มจาง ๆ"ถ้ามึงแน่ใจขนาดนี้ มึงก็แค่อย่าเดินกลับไปแบบเดิมอีก"คามินหัวเราะเบา ๆ สายตาเศร้าแต่ก็อบอุ่นขึ้น"พูดเหมือนจะง่าย""ง่ายสิ ถ้ามึงรักเขาจริง"คามินมองเพื่อนนิ่งไปพักหนึ่ง แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดหน้าจอ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกยาว"กูขอไปคอนโดเธอคืนนี้"ทศกรเบิกตากว้าง"ไปทำอะไร?!" น้ำเสียงตกใจแต่เต็มไปด้วยแววล้อเลียนคามินส่ายหน้าเบา ๆ"แค่นอน ไม่ได้คิดอะไรหรอก แค่นอนไม่หลับ อยากอยู่ใกล้เธอ ได้ยินเสียงเธอเดิน…หรือแม้แต่เสียงเธอบ่นเรื่องงาน กูก็หลับลงแล้ว"ทศกรยิ้มแล้วพยักหน้าเบา ๆ"ถ้ามึงยังซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเองได้แบบนี้กูว่า ไม่ช้าเขาก็จะกลับไปอยู่ตรงนั้นของมึงอีกครั้งแน่ ๆ"
อริสรานิ่งไป ดวงตาเธอแดงชื้น แต่มีรอยยิ้มตรงมุมปากอย่างอดไม่ได้เธอยื่นมือไปแตะนิ้วของเขาเบาๆก่อนจะบอกเสียงนุ่ม“ถ้าคุณตั้งใจจะใส่มันจริงๆ คราวนี้ก็อย่าถอดมันอีกนะคะ”เขายิ้มและพยักหน้าไม่ต้องพูดคำไหนเพิ่มเติมอีกเพราะในค่ำเย็นแสนธรรมดานั้นคนสองคนได้กลับมาใส่หัวใจให้กันอีกครั้งแล้วจริงๆเช้าวันจันทร์ บรรยากาศในสำนักงานดูคึกคักกว่าปกติเล็กน้อยเพราะเป็นต้นสัปดาห์ หลายคนเร่งจัดการเอกสาร เตรียมประชุมหรือทบทวนแผนงานกันตามหน้าที่แต่ทันทีที่ประตูห้องผู้บริหารเลื่อนเปิดออก พร้อมกับร่างสูงในสูทสีเข้มของ"คุณคามิน" เดินผ่านทางเดินกระจกยาวไปยังห้องประชุมใหญ่เสียงกระซิบกระซาบก็ค่อยๆ ดังขึ้น“เอ๊ะคุณคามินใส่แหวนเหรอ?”“ไม่เคยเห็นเลยนะ ก่อนหน้านี้มือโล่งตลอด”“แหวนแต่งงานรึเปล่า”“หรือบอสเราแต่งงานแล้ว”พนักงานสาวหลายคนเหลือบมองทันทีที่เขายกมือขึ้นผลักประตูห้องประชุมริมนิ้วนางข้างซ้ายของเขามีแหวนวงเรียบวางแนบแน่น
คามินพยักหน้าเบาๆ เขารู้ดีว่าทุกก้าวของเขาต่อจากนี้ไม่มีโอกาสให้เดินพลาดอีกแล้วไม่ใช่แค่เพราะเธอคือคนสำคัญแต่เพราะครั้งนี้หัวใจของเขาต้อง “พูดแทนทุกอย่าง” ให้ได้ชัดที่สุดเย็นวันนั้นหลังจากเลิกงาน เสียงเครื่องยนต์เงียบลงหน้ารั้วบ้านหลังใหญ่บ้านของแม่เขาอริสราหันมองคามินทันที เมื่อเห็นว่ารถไม่ได้มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารหรือบ้านอย่างเช่นทุกวัน“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไมคะ”“มื้อเย็นวันนี้แม่คงคิดถึงเราสองคน แม่คิดถึงเธอนะริสา”“คุณคามิน” น้ำเสียงของเธอแผ่วลง ราวกับใจสั่น“แม่ไม่รู้หรอก ฉันไม่ได้บอกล่วงหน้า เพราะอยากให้เป็นเซอร์ไพรส์” เขายิ้มนิดๆ ก่อนจะหันมาเปิดประตูรถให้เธอ“คุณจะบ้าเหรอคะ!”“ริสา” เขาเรียกชื่อเธออย่างจริงจัง“แม่คิดถึงคุณมากนะ”คำพูดนั้นทำให้เธอเงียบลงเธอไม่กล้าบอกตัวเองว่าใจอ่อนหรือหวั่นไหวกันแน่แต่สุดท้ายเธอก็ยอมก้าวลงจากรถไปพร้อมกับเขาประตูบ้านถูกผลักเปิดด้วยเสียงร่าเ
แสงแดดยามเช้าแทรกผ่านผ้าม่านสีอ่อน ทาบทอลงบนเตียงอย่างแผ่วเบาอริสราค่อย ๆ ขยับตัว รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แนบอยู่ข้างกายเธอลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ สติค่อย ๆ กลับมาพร้อมกับภาพเมื่อคืนที่ผุดขึ้นมาในใจทีละฉาก ทีละคำ ทีละสัมผัสและแล้วสายตาของเธอก็สบเข้ากับใบหน้าที่คุ้นเคย
เสียงโห่ร้องสนุกสนานดังขึ้นในทันทีกติกาง่าย ๆทุกคนหยิบกระดาษคำถามจากกล่องตรงกลาง ใครที่ถูกถามต้องตอบตรง ๆหรือดื่มให้หมดแก้ว หากใครโดนถามโดยตรง...ห้ามปฏิเสธกระดาษใบหนึ่งถูกหยิบขึ้น“คุณคามินครับ! คำถามคือ‘ตอนนี้คุณกำลังแอบชอบใครอยู่หรือเปล่า?’ ”บรรยากาศ
เขานั่งนิ่งกับของเหล่านั้นราวกับกลัวว่าหากลุกไปทุกอย่างจะหายไปพร้อมความทรงจำคืนนี้ คามินไม่ได้อยู่กับความเงียบอย่างเดียวแต่เขาอยู่กับความรู้สึกผิด กับความคิดถึง และความรักที่เขาเพิ่งรู้ว่ามีมาตลอดสองวันต่อมาทศกรเดินเข้าห้องทำงานของคามินด้วยสีหน้าประหล
ฝีเท้าของเธอชะงักไปครู่เดียวแต่มันก็แค่เสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นจากนั้นเธอก็เดินต่อคามินลุกจากที่นั่งแทบจะในทันที “ริสา เดี๋ยว”เขาก้าวเร็ว ๆ ตามเธอออกไปจนทันหน้าลิฟต์ที่ยังไม่เปิด ร่างบางยืนนิ่งตรงนั้น ไม่แม้แต่จะหันกลับมา“เราต้องคุยกัน&rd







