เข้าสู่ระบบ“เยว่หลัน ย่าจะไม่บังคับเจ้า หากเจ้าไม่อยากแต่ง ต่อให้ต้องเอาชีวิตย่าเข้าแลก ย่าก็...”
“ท่านย่า” ซูเยว่หลันคุกเข่าหันไปหาผู้เฒ่า
“เพราะหลานเป็นคนตระกูลซู หลานจึงยิ่งต้องแต่ง”
ชิงเอ๋อร์มองนางตาค้าง
“คุณหนู!” ซูเยว่หลันก้มหน้าลงช้า ๆ สายตาทอดไปยังโลงศพของบิดาและพี่ชาย
“ท่านพ่อกับพี่ใหญ่เพิ่งจากไป หากหลานยังดื้อดึงขัดราชโองการอีก ตระกูลซูจะยิ่งลำบาก” นางเอ่ยทีละคำ
“ตอนนี้เราไม่มีสิทธิ์เลือกตามใจแล้ว” คำพูดนั้นทำให้แม้แต่ฮูหยินเฒ่าซูก็เงียบงัน เพราะมันเป็นความจริงที่โหดร้ายเกินกว่าจะปฏิเสธ
ชิงเอ๋อร์คุกเข่าลงตรงหน้านาง น้ำตาไหลไม่หยุด
“แต่แม่ทัพหลี่ผู้นั้นข้าได้ยินมาว่ารูปงามก็จริง ทว่าหยิ่งยโสและมีหญิงชมชอบมากมาย เหตุใดคุณหนูของข้าต้อง”
ซูเยว่หลันยกมือแตะศีรษะนางเบา ๆ เป็นเชิงปลอบ
“ก็เพราะเป็นราชโองการ”
“ราชโองการก็ไม่น่ารังแกคนถึงเพียงนี้สิเจ้าคะ”
“ชิงเอ๋อร์”
“เจ้าคะ...”
“ช่วยข้าอีกครั้ง”
สาวใช้คนสนิทเงยหน้าขึ้นทันที
“คุณหนูสั่งมาเถิด” ซูเยว่หลันมองไปยังโลงศพทั้งสอง ก่อนตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“ดูแลท่านแม่และท่านย่าให้ดี” ชิงเอ๋อร์เม้มริมฝีปาก ก่อนพยักหน้าแรง ๆ
“เจ้าค่ะ”
ครู่ต่อมา ฮูหยินเฒ่าซูจึงเอ่ยเสียงแหบพร่า
“เยว่หลัน”
“เจ้าคะ ท่านย่า”
“เจ้าเสียใจหรือไม่” คำถามนั้นทำให้ทั่วทั้งโถงเงียบลงอีกครั้ง ซูเยว่หลันมองควันธูปที่ลอยขึ้นเป็นสายบาง ๆ แล้วตอบโดยไม่ลังเล
“เสียใจเจ้าค่ะ”
ซูฮูหยินหลั่งน้ำตาอีก ชิงเอ๋อร์กำชายแขนเสื้อแน่น แต่ซูเยว่หลันยังพูดต่อ
“เสียใจที่วันนี้ต้องคุกเข่ารับราชโองการ ทั้งที่ควรคุกเข่าไว้ทุกข์ให้ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ให้สมเกียรติกว่านี้”
“เสียใจที่คนในวังเห็นตระกูลซูอ่อนแอ จึงรีบส่งราชโองการมา และเสียใจ...” นางหยุดไปนิดหนึ่ง
“ที่ต่อให้หลานไม่พอใจ ก็ยังต้องยิ้มรับมัน”
ทุกคำราบเรียบ แต่กลับกระแทกใจคนฟังจนเจ็บหนึบ ฮูหยินเฒ่าซูหลับตาลง น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาจากหางตาโดยที่เจ้าตัวไม่ยอมยกมือขึ้นเช็ด
“เจ้าเป็นหลานของย่าจริง ๆ”
ซูเยว่หลันค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ชุดไว้ทุกข์สีขาวของนางสะท้อนแสงเทียนจนดูเย็นเยียบ แต่แผ่นหลังกลับตรงแน่ว ไม่มีท่าทีคล้ายคนกำลังจะพังลงสักนิด
นางหันไปมองโลงศพบิดาและพี่ชายเป็นครั้งสุดท้ายของคืนนี้ ก่อนกล่าวเสียงเบา ทว่าชัดเจนจนทุกคนได้ยิน
“ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป จวนซูจะไว้ทุกข์ตามธรรมเนียม ส่วนเรื่องสมรส...ข้าจะจัดการเอง”
ชิงเอ๋อร์เงยหน้ามองคุณหนูของตนอย่างตาค้าง ซูฮูหยินเองก็ชะงักไป มีเพียงฮูหยินเฒ่าซูที่มองหลานสาวอยู่นาน แล้วพยักหน้าเบา ๆ อย่างคนที่เข้าใจอะไรบางอย่าง
ลมกลางคืนพัดเข้ามาอีกระลอก เปลวเทียนสั่นไหว เงาของซูเยว่หลันทอดยาวบนพื้นหินเย็นเฉียบ ราวกับแม้คืนนี้ทั้งจวนจะเต็มไปด้วยความสูญเสีย แต่เงานั้นกลับยืนหยัดไม่ยอมล้ม นางเพิ่งสูญเสียบิดาและพี่ชายในวันเดียว และในวันเดียวกันนั้นเอง ราชโองการสมรสก็ถูกส่งมาถึงจวนซู ประตูชะตากรรมอีกบานได้เปิดออกแล้วโดยที่ซูเยว่หลันไม่มีสิทธิ์เลือกปิดมัน
หลังราชโองการสมรสมาถึงจวนซู บรรยากาศทั้งจวนก็ยิ่งเงียบงันกว่าเดิม หากก่อนหน้านี้ความเศร้าโศกเป็นเหมือนหมอกหนาหนักที่ปกคลุมเรือนใหญ่ทั้งเรือน
หลังจากนั้นมันกลับกลายเป็นแรงกดทับที่มองไม่เห็นแต่ทำให้ทุกคนหายใจลำบากขึ้นทุกขณะ
โถงใหญ่ยังคงตั้งศพของซูเจิ้นกั๋วและซูจิ้งเฉินไว้อย่างสมเกียรติ ผ้าขาวและแสงเทียนส่องให้เงาของผู้คุกเข่าไว้ทุกข์ทอดยาวไปทั่วพื้นหินเย็นเฉียบ กลิ่นธูปไม่เคยจางหายตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่ต่อให้จวนซูยังอยู่ในช่วงโศกเศร้า งานที่ต้องทำก็ยังมีมากมาย
ตั้งแต่พิธีรับศพ การเชิญพระมาสวด การเตรียมสุสาน ไปจนถึงการรับแขกที่ทยอยมาแสดงความเสียใจ
หลายเรื่องที่แต่ก่อน ซูเจิ้นกั๋วหรือซูจิ้งเฉินจะเป็นผู้ตัดสินใจ บัดนี้กลับตกอยู่ในมือของสตรีเพียงสามคนในจวน ฮูหยินเฒ่าซูประคองจวนด้วยประสบการณ์
ซูฮูหยินผู้เป็นมารดาพยายามฝืนลุกขึ้นมาจัดการเรื่องภายใน
ส่วนซูเยว่หลัน กลับเป็นคนที่รับภาระหนักที่สุดโดยไม่เอ่ยปากบ่นแม้เพียงคำเดียว
ยามเช้าวันที่สามหลังรับศพกลับจวน แสงอ่อนสีเทาส่องลอดผ่านหน้าต่างกระดาษเข้ามาในห้องหนังสือเล็กด้านข้างเรือนหลัก
ซูเยว่หลันนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้แดง มีสมุดบัญชี รายการพิธี และแผ่นรายชื่อแขกวางเรียงอยู่เต็มโต๊ะ ใบหน้างามซีดลงเพราะพักผ่อนไม่พอ แต่แววตากลับนิ่งกว่าทุกวัน
ชิงเอ๋อร์ถือถาดชาเดินเข้ามา เมื่อเห็นกองเอกสารบนโต๊ะก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อีกครั้ง
“คุณหนูเจ้าคะ...” นางวางถาดลงเบา ๆ
“เมื่อคืนท่านแทบไม่ได้นอนเลยนะเจ้าคะ”
ซูเยว่หลันไม่เงยหน้าขึ้น
“หนึ่งยามได้กระมัง”
“หนึ่งยาม” ชิงเอ๋อร์ขึ้นเสียงทันที
“อย่างนั้นจะเรียกว่านอนหรือเจ้าคะ เรียกว่าเผลอหลับยังดูดีมากกว่า!”
ซูเยว่หลันวางพู่กันลงชั่วครู่แล้วมองสาวใช้คนสนิท
“ถ้าเจ้ามัวแต่โวยวาย ข้าจะไม่ได้นอนแม้แต่หนึ่งยาม” ชิงเอ๋อร์อ้าปากค้าง
“คุณหนู ข้าขอโทษเจ้าคะ แต่ข้าเป็นห่วงคุณหนูนี่เจ้าคะ”
“ข้ารู้” ซูเยว่หลันตอบเรียบ
“ข้าจึงยังให้เจ้ายืนอยู่ตรงนี้”
ชิงเอ๋อร์พ่นลมหายใจฟึดฟัด แต่สุดท้ายก็ยื่นถ้วยชาให้นางอย่างอ่อนแรง
“ดื่มก่อนเถิดเจ้าค่ะ ถ้าท่านล้มไปอีกคน ข้าคงต้องแบกทั้งจวนไว้คนเดียว”
ซูเยว่หลันรับถ้วยชาไปจิบเล็กน้อยแล้วตอบนิ่ง ๆ
“อย่างเจ้าแบกได้แต่ปาก”
“แบกดาบได้ด้วยเจ้าค่ะ” ชิงเอ๋อร์รีบแก้
“ถ้าคุณหนูอนุญาต ข้าจะไปฟันคนที่นอกประตูจวนให้หมดเลย”
ซูเยว่หลันเลิกคิ้ว
“คนไหน”
ชิงเอ๋อร์ขยับเข้าใกล้แล้วลดเสียง
“คนพวกนั้นที่มางานศพแต่สายตาเหมือนมาชั่งน้ำหนักว่าจวนซูจะล้มเมื่อไรเจ้าค่ะ ข้าเห็นแล้วคันมือ”
คราวนี้ซูเยว่หลันยอมวางถ้วยชาแล้วมองหน้าสาวใช้ตรง ๆ
“ถ้าเจ้าฟันพวกเขาหมดจริง ๆ ทางการก็มาชั่งน้ำหนักจวนซูเร็วกว่าเดิม”
ชิงเอ๋อร์เม้มปาก
“เช่นนั้นข้าจะฟันแต่คนละเบา ๆ”
“เบาของเจ้า หมายถึงนอนสามเดือนกระมัง”
สาวใช้คนสนิทกะพริบตาปริบ ๆ แล้วหลุดหัวเราะออกมาในที่สุด ห้องเล็ก ๆ ที่อึมครึมอยู่หลายวันจึงคล้ายมีลมเบาพัดผ่าน แต่เพียงไม่นาน บ่าวในเรือนก็เดินเข้ามาคุกเข่ารายงาน
ซูเยว่หลันลงจากรถ ตรวจดูตำแหน่งสุสานใหม่ที่กำลังเตรียมไว้ข้างหลุมของบรรพชนด้วยตนเอง นางถามรายละเอียดเรื่องหินจารึก เรื่องพิธี และเรื่องทหารที่คอยอารักขาอย่างละเอียดจนคนดูแลสุสานไม่กล้าพลาดแม้แต่น้อย ชิงเอ๋อร์ยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล คอยสังเกตทุกทิศทางไม่ห่างกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม เสียงนกยามเย็นค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสน“กลับกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู” ชิงเอ๋อร์เดินเข้ามาใกล้“มืดกว่านี้ทางจะยิ่งเปลี่ยว”ซูเยว่หลันพยักหน้า ก่อนหันกลับไปมองพื้นที่ซึ่งอีกไม่นานจะเป็นที่พำนักนิรันดร์ของบิดาและพี่ชาย นางยืนนิ่งอยู่ชั่วขณะ“ท่านพ่อ...พี่ใหญ่...” เสียงนั้นเบามากจนแทบกลืนไปกับลม“ข้าจะดูแลจวนซูเอง”ชิงเอ๋อร์ที่อยู่ใกล้สุดได้ยินชัด แต่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน นางเพียงยืนเงียบ ให้คุณหนูของตนมีพื้นที่กับความอาลัยตามลำพัง เมื่อขึ้นรถม้าอีกครั้ง ความมืดก็เริ่มปกคลุมทางกลับมากขึ้น ทว่าระหว่างที่รถแล่นผ่านแนวป่าเบื้องล่าง ชิงเอ๋อร์กลับชะงักกะทันหัน“หยุดรถ!”คนขับรถดึงบังเหียนจนม้าสะบัดหัว ซูเยว่หลันเปิดม่านออกเล็กน้อย“มีอะไร”ชิงเอ๋อร์ลงจากรถอย่างรวดเร็ว มือจับ
“คุณหนู ข้างนอกมีคนจากตระกูลโจวและตระกูลหยางมาคารวะศพขอรับ”ซูเยว่หลันพยักหน้า“จัดให้นั่งรอที่โถงหน้า ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”“ขอรับ”เมื่อบ่าวถอยออกไป ชิงเอ๋อร์กลับเบะปากทันที“ตระกูลโจวกับตระกูลหยางหรือเจ้าคะ ข้าว่าพวกเขาไม่ได้มาแค่คารวะศพหรอก”“แน่นอนว่าไม่ใช่” ซูเยว่หลันลุกขึ้นช้า ๆ พลางจัดแขนเสื้อสีไว้ทุกข์ให้เรียบ“คนหนึ่งอยากดูว่าจวนซูยังมีมูลค่าให้คบหาหรือไม่ อีกคนอยากรู้ว่าราชโองการสมรสจะเปลี่ยนฐานะข้าอย่างไร”“เช่นนั้นท่านยังจะออกไปพบอีกหรือเจ้าคะ”“ต้องพบ”“ทำไมเจ้าคะ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าพวกเขามาดูถูก”ซูเยว่หลันหันมามองชิงเอ๋อร์ แววตานิ่งสนิท“ยิ่งพวกเขาอยากเห็นข้าอ่อนแอ ข้ายิ่งต้องไปให้เขาเห็นว่าข้ายังยืนอยู่”ชิงเอ๋อร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าแรง ๆ“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะยืนข้างท่าน แล้วส่งสายตาถลึงใส่พวกเขาเอง”“ไม่ต้อง”“เหตุใดเล่าเจ้าคะ”“เสียแรงเปล่า” ซูเยว่หลันเดินออกจากห้อง“สำหรับคนบางจำพวก แค่ข้ายืนเฉย ๆ เขาก็อึดอัดพอแล้ว”ชิงเอ๋อร์รีบเดินตาม พลางพึมพำเบา ๆ“คุณหนูของข้านี่น่ากลัวจริง ๆ”“เจ้าพูดอะไร”“ข้าชมท่านอยู่เจ้าค่ะ” นางรีบยิ้มประจบเจ้านายสาวในทันทีช่วงสาย
“เยว่หลัน ย่าจะไม่บังคับเจ้า หากเจ้าไม่อยากแต่ง ต่อให้ต้องเอาชีวิตย่าเข้าแลก ย่าก็...”“ท่านย่า” ซูเยว่หลันคุกเข่าหันไปหาผู้เฒ่า“เพราะหลานเป็นคนตระกูลซู หลานจึงยิ่งต้องแต่ง”ชิงเอ๋อร์มองนางตาค้าง“คุณหนู!” ซูเยว่หลันก้มหน้าลงช้า ๆ สายตาทอดไปยังโลงศพของบิดาและพี่ชาย“ท่านพ่อกับพี่ใหญ่เพิ่งจากไป หากหลานยังดื้อดึงขัดราชโองการอีก ตระกูลซูจะยิ่งลำบาก” นางเอ่ยทีละคำ“ตอนนี้เราไม่มีสิทธิ์เลือกตามใจแล้ว” คำพูดนั้นทำให้แม้แต่ฮูหยินเฒ่าซูก็เงียบงัน เพราะมันเป็นความจริงที่โหดร้ายเกินกว่าจะปฏิเสธชิงเอ๋อร์คุกเข่าลงตรงหน้านาง น้ำตาไหลไม่หยุด“แต่แม่ทัพหลี่ผู้นั้นข้าได้ยินมาว่ารูปงามก็จริง ทว่าหยิ่งยโสและมีหญิงชมชอบมากมาย เหตุใดคุณหนูของข้าต้อง”ซูเยว่หลันยกมือแตะศีรษะนางเบา ๆ เป็นเชิงปลอบ“ก็เพราะเป็นราชโองการ”“ราชโองการก็ไม่น่ารังแกคนถึงเพียงนี้สิเจ้าคะ”“ชิงเอ๋อร์”“เจ้าคะ...”“ช่วยข้าอีกครั้ง”สาวใช้คนสนิทเงยหน้าขึ้นทันที“คุณหนูสั่งมาเถิด” ซูเยว่หลันมองไปยังโลงศพทั้งสอง ก่อนตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“ดูแลท่านแม่และท่านย่าให้ดี” ชิงเอ๋อร์เม้มริมฝีปาก ก่อนพยักหน้าแรง ๆ“เจ้าค่ะ”ครู่ต่อมา ฮูหยินเ
คนทั้งจวนรีบทำตามคำสั่ง ซูเยว่หลันช่วยประคองมารดาเข้าไปด้านใน ขณะเดินผ่านธรณีประตู นางเงยหน้ามองป้ายจวนซูที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ ป้ายเดิมจวนเดิม แต่ทุกอย่างกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว คืนนั้น จวนซูเต็มไปด้วยกลิ่นธูป ซูเจิ้นกั๋วและซูจิ้งเฉินถูกตั้งศพในโถงใหญ่ คนของตระกูล ทยอยกันมาคารวะ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมาด้วยความจริงใจ บางคนพูดปลอบ บางคนถอนใจ แต่สายตาที่ลอบมองซูเยว่หลันกลับซ่อนความหมายไว้มากมาย“น่าเสียดายจริง ๆ ตระกูลซูมีเพียงคุณหนูเยว่หลันคนเดียวแล้ว”“จากนี้คงลำบากไม่น้อย...”“หญิงล้วนทั้งจวน จะรับมือไหวหรือ” คำพูดกระซิบกระซาบเล็ดลอดมาตามลม ชิงเอ๋อร์ยืนอยู่ไม่ไกล กัดฟันดังกรอด นางอยากพุ่งเข้าไปตบปากคนเหล่านั้นนัก แต่ซูเยว่หลันส่ายหน้าเบา ๆ“ปล่อยพวกเขา”ชิงเอ๋อร์ก้มหน้าลง“ข้าได้ยินแล้วมันคันมือเจ้าค่ะ”“เจ้าคันมือทั้งวันอยู่แล้ว”สาวใช้คนสนิทเงยหน้าขึ้นทันที“ข้าคันมือเป็นเวลาเจ้าค่ะ ตอนเห็นคนชั่วเท่านั้น”ซูเยว่หลันเกือบยิ้มอีกครั้ง แต่สายตากลับหันไปเห็นมารดานั่งคุกเข่าอยู่หน้าโลงศพด้วยท่าทางเหมือนถูกดูดวิญญาณออกจากร่างแล้ว รอยยิ้มที่ริมฝีปากจึงเลือนหายไปนางเดินเข้าไปนั่งข้างซูฮูหยิน
ลมหนาวพัดแรงเหนือทุ่งรบที่ยังคละคลุ้งด้วยกลิ่นเลือด ธงศึกสีดำปักเอียงอยู่บนผืนดินชุ่มโคลน ม้าศึกไร้เจ้าของเดินวนอย่างสับสน เสียงคร่ำครวญของทหารบาดเจ็บดังแว่วมาจากไกล ๆ แต่เมื่อสายลมพัดผ่าน ทุกเสียงกลับจมหายไปเหลือเพียงความเงียบที่น่าหวาดหวั่นตรงกลางซากความพินาศนั้น ร่างในชุดไว้ทุกข์สีขาวยืนสงบนิ่งราวกับรูปสลักซูเยว่หลันยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ชายผ้าเปื้อนเลือดมากไปกว่าเดิม ดวงตาคู่งามทอดมองกองร่างที่ถูกคลุมด้วยผ้าหยาบสองร่างตรงหน้า โดยไม่กะพริบแม้สักครั้งข้างกายนางคือชิงเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทกัดริมฝีปากแน่นจนซีด มือที่ถือร่มสั่นไม่หยุด นางพยายามยืนให้มั่นคง แต่สุดท้ายก็กลั้นน้ำตาไม่ไหว“คุณหนู...” ชิงเอ๋อร์เสียงเครือ“กลับกันเถิดเจ้าค่ะ หากท่านยังยืนตากลมหนาวอยู่อีก เดี๋ยวจะล้มเอา”ซูเยว่หลันไม่ได้ตอบทันที นางก้าวเข้าไปทีละก้าว คุกเข่าลงช้า ๆ ต่อหน้าร่างทั้งสอง มือเรียวสวยยื่นออกไปเปิดผ้าคลุมออกครึ่งหนึ่งใบหน้าของซูเจิ้นกั๋ว แม่ทัพใหญ่แห่งต้าเซิ่ง ผู้เคยทำให้ศัตรูครั่นคร้าม บัดนี้ซีดเผือดไร้ชีวิต ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ ซูจิ้งเฉินพี่ชายคนเดียวของนาง ผู้เคยหัวเราะเสียงดังและสัญญ







