Masuk“คุณหนู ข้างนอกมีคนจากตระกูลโจวและตระกูลหยางมาคารวะศพขอรับ”
ซูเยว่หลันพยักหน้า
“จัดให้นั่งรอที่โถงหน้า ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
“ขอรับ”
เมื่อบ่าวถอยออกไป ชิงเอ๋อร์กลับเบะปากทันที
“ตระกูลโจวกับตระกูลหยางหรือเจ้าคะ ข้าว่าพวกเขาไม่ได้มาแค่คารวะศพหรอก”
“แน่นอนว่าไม่ใช่” ซูเยว่หลันลุกขึ้นช้า ๆ พลางจัดแขนเสื้อสีไว้ทุกข์ให้เรียบ
“คนหนึ่งอยากดูว่าจวนซูยังมีมูลค่าให้คบหาหรือไม่ อีกคนอยากรู้ว่าราชโองการสมรสจะเปลี่ยนฐานะข้าอย่างไร”
“เช่นนั้นท่านยังจะออกไปพบอีกหรือเจ้าคะ”
“ต้องพบ”
“ทำไมเจ้าคะ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าพวกเขามาดูถูก”
ซูเยว่หลันหันมามองชิงเอ๋อร์ แววตานิ่งสนิท
“ยิ่งพวกเขาอยากเห็นข้าอ่อนแอ ข้ายิ่งต้องไปให้เขาเห็นว่าข้ายังยืนอยู่”
ชิงเอ๋อร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าแรง ๆ
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะยืนข้างท่าน แล้วส่งสายตาถลึงใส่พวกเขาเอง”
“ไม่ต้อง”
“เหตุใดเล่าเจ้าคะ”
“เสียแรงเปล่า” ซูเยว่หลันเดินออกจากห้อง
“สำหรับคนบางจำพวก แค่ข้ายืนเฉย ๆ เขาก็อึดอัดพอแล้ว”
ชิงเอ๋อร์รีบเดินตาม พลางพึมพำเบา ๆ
“คุณหนูของข้านี่น่ากลัวจริง ๆ”
“เจ้าพูดอะไร”
“ข้าชมท่านอยู่เจ้าค่ะ” นางรีบยิ้มประจบเจ้านายสาวในทันที
ช่วงสายผ่านไปอย่างเชื่องช้า แขกที่มาคารวะศพพูดจาไว้ทุกข์อย่างเหมาะสม แต่คำปลอบเหล่านั้นหลายคำกลับซ่อนปลายแหลมไว้ชัดเจน
“คุณหนูซูช่างน่าสงสารนัก เพิ่งเสียท่านแม่ทัพกับคุณชายไปพร้อมกัน แล้วยังต้องเตรียมแต่งงานอีก”
“ต่อไปมีจวนแม่ทัพหลี่หนุนหลัง ฮูหยินซูคงสบายใจขึ้นไม่น้อย”
“สตรีอย่างท่าน แม้บ้านเดิมจะล้ม แต่หากมีสามีดี ก็ยังถือว่ามีวาสนา” ทุกประโยคฟังเหมือนปลอบ แต่ทุกประโยคก็ล้วนตอกย้ำว่าจวนซูไม่มีเสาหลักอีกแล้ว
ซูเยว่หลันรับคำด้วยสีหน้าสุขุม ไม่เถียง ไม่แสดงอารมณ์ จนเมื่อบุตรสะใภ้ตระกูลหยางคนหนึ่งยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยขึ้นต่อหน้าหลายคน
“ถึงอย่างไรคุณหนูซูก็ยังโชคดีกว่าสตรีมากมายนัก อย่างน้อยก็ได้แต่งกับแม่ทัพรูปงามที่ผู้คนหมายปองกันทั้งเมือง หากเป็นข้า ต่อให้ไว้ทุกข์หนักเพียงใด ก็คงถือว่าเป็นข่าวมงคล” สิ้นคำนั้น โถงรับแขกก็เงียบลงนิดหนึ่ง เพราะคำว่า “ข่าวมงคล” ฟังอย่างไรก็ไม่เหมาะจะเอ่ยในเรือนศพ
ชิงเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านหลังซูเยว่หลัน กำมือแน่นจนเส้นเอ็นขึ้นชัด แต่ซูเยว่หลันเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ แล้ววางลงดังเดิม ก่อนเอ่ยเรียบ ๆ
“ฮูหยินหยางพูดถูก”
อีกฝ่ายคลี่ยิ้มกว้างขึ้นนิดหนึ่ง ซูเยว่หลันจึงกล่าวต่ออย่างสงบ
“เรื่องมงคลเช่นนี้ หากท่านชอบนัก ข้ายินดีอธิษฐานให้บุตรสาวท่านได้พบเจอบ้างในวันตั้งศพคนในครอบครัว” คนทั้งห้องแข็งค้างทันที ฮูหยินหยางหน้าชา
“เจ้า!”
ชิงเอ๋อร์รีบก้มหน้าลง แต่ไหล่กลับสั่นน้อย ๆ ด้วยความกลั้นหัวเราะแทบไม่ไหว
ซูเยว่หลันยังคงสีหน้าเดิม
“ข้าพูดผิดหรือ หากท่านเห็นว่าเป็นข่าวมงคล ก็ควรแบ่งวาสนานี้ให้คนใกล้ตัวด้วยจึงจะถูก”
ฮูหยินหยางหน้าเขียวสลับแดง รีบลุกขึ้นด้วยสีหน้าแข็งทื่อ
“วันนี้...เห็นทีข้าคงรบกวนมากไปแล้ว”
“เชิญตามสบาย” ซูเยว่หลันตอบ
เมื่อคนกลุ่มนั้นจากไป ชิงเอ๋อร์ก็รีบพุ่งเข้ามาทันที
“คุณหนู!” นางกดเสียงต่ำแต่แววตาเป็นประกาย
“เมื่อครู่ท่านพูดได้สะใจยิ่งนัก!”
ซูเยว่หลันรับถ้วยชาจากนางใหม่อีกครั้ง
“ข้าเพียงตอบตามคำพูดนาง”
“แต่คำตอบนั้นทำเอาฮูหยินหยางหน้าเบี้ยวเชียวเจ้าค่ะ”
“ถ้านางไม่เอ่ยคำที่ไม่ควรเอ่ยก่อน ข้าก็ไม่จำเป็นต้องสอนมารยาทให้นาง”
ชิงเอ๋อร์ยิ้มกว้าง
“สมแล้วที่เป็นคุณหนูของข้า” ซูเยว่หลันเหลือบมอง
“เจ้าพูดเหมือนกำลังชมม้าศึก”
“ถ้าท่านเป็นม้าศึกจริง ข้าก็จะเป็นคนถือแส้ให้เจ้าค่ะ”
“ข้าว่าเจ้าคงเป็นคนวิ่งไล่กัดคนข้างทางมากกว่า”
ชิงเอ๋อร์ทำหน้ามุ่ยทันที
“คุณหนู!” แม้จะเป็นเพียงบทสนทนาสั้น ๆ แต่ก็ทำให้ความอึมครึมในอกของซูเยว่หลันคลายลงเล็กน้อย กระนั้นงานใหญ่ยังไม่จบ ยามบ่าย ซูเยว่หลันต้องออกไปดูสุสานตระกูลซูนอกเมืองด้วยตนเอง เพราะแม้ฮูหยินเฒ่าซูจะยืนยันให้คนของจวนจัดการได้ แต่นางกลับไม่วางใจ หากเป็นเรื่องของบิดาและพี่ชาย นางอยากเห็นทุกอย่างด้วยตา
ทางไปสุสานอยู่เชิงเขาด้านตะวันตก ต้องผ่านถนนหินเก่าและแนวป่าเบญจพรรณที่คนสัญจรไม่มากนัก
รถม้าคันเล็กของจวนซูเคลื่อนตัวออกจากเมืองในยามบ่ายคล้อย ท้องฟ้าเหนือยอดเขาถูกเมฆสีเทากลืนกินทีละน้อย ลมเย็นพัดใบไม้แห้งปลิวผ่านหน้าต่าง
ภายในรถม้า ซูเยว่หลันนั่งอ่านรายชื่อของที่ต้องใช้ในพิธีฝัง ส่วนชิงเอ๋อร์นั่งตรงข้าม คอยชำเลืองออกไปนอกม่านเป็นระยะ
“คุณหนู” ชิงเอ๋อร์ลดเสียง
“ข้ารู้สึกเหมือนมีคนตามมาเจ้าค่ะ”
ซูเยว่หลันไม่เงยหน้า
“เจ้าคิดว่าตามมาจากในเมืองหรือเพิ่งเริ่มตาม”
“น่าจะตั้งแต่ออกจากประตูเมืองเจ้าค่ะ แต่ไม่แน่ชัด ข้าเห็นเงาอยู่สองครั้ง”
ซูเยว่หลันวางแผ่นรายชื่อลงอย่างสงบ
“แล้วเจ้าคิดว่าเป็นคนของตระกูลใด”
“ถ้าให้เดา คงมีได้หลายพวก” ชิงเอ๋อร์ทำหน้าเบ้
“พวกอยากประจบ พวกอยากจับผิด หรือพวกอยากรู้ว่าคุณหนูจะล้มเมื่อไร”
“เช่นนั้นก็ปล่อยให้ตาม”
“ท่านไม่กลัวหรือเจ้าคะ”
“กลัวแล้วเขาจะเลิกตามหรือ”
ชิงเอ๋อร์นิ่งไป ก่อนพยักหน้า
“ไม่เลิกเจ้าค่ะ”
“เพราะฉะนั้นเก็บแรงไว้ดีกว่า”
ชิงเอ๋อร์ถอนหายใจ
“บางครั้งข้าก็ไม่รู้ว่าท่านใจแข็งหรือใจเย็นกันแน่”
ซูเยว่หลันตอบโดยไม่คิด
“ถ้าข้าใจไม่แข็ง ป่านนี้เจ้าคงร้องไห้ท่วมเมืองไปแล้ว”
สาวใช้คนสนิทเม้มปาก
“ท่านชอบว่าเรื่องข้าร้องไห้เหลือเกิน”
“ก็เจ้าเกือบร้องทุกชั่วยามจริง”
“ข้าร้องเฉพาะตอนเศร้า ตอนโกรธ ตอนหิว ตอนง่วง”
ซูเยว่หลันยกมือห้าม
“พอเถิด ข้าเข้าใจแล้วว่าเจ้าร้องได้ตลอดเวลา”
ชิงเอ๋อร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนอดหัวเราะเองไม่ได้ รถม้าเคลื่อนต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงเชิงเขา สุสานตระกูลซูตั้งอยู่ในพื้นที่เงียบสงบ มีต้นสนสูงเรียงตัวอยู่สองข้างทาง บรรยากาศวังเวงแต่สงบ
ซูเยว่หลันลงจากรถ ตรวจดูตำแหน่งสุสานใหม่ที่กำลังเตรียมไว้ข้างหลุมของบรรพชนด้วยตนเอง นางถามรายละเอียดเรื่องหินจารึก เรื่องพิธี และเรื่องทหารที่คอยอารักขาอย่างละเอียดจนคนดูแลสุสานไม่กล้าพลาดแม้แต่น้อย ชิงเอ๋อร์ยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล คอยสังเกตทุกทิศทางไม่ห่างกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม เสียงนกยามเย็นค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสน“กลับกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู” ชิงเอ๋อร์เดินเข้ามาใกล้“มืดกว่านี้ทางจะยิ่งเปลี่ยว”ซูเยว่หลันพยักหน้า ก่อนหันกลับไปมองพื้นที่ซึ่งอีกไม่นานจะเป็นที่พำนักนิรันดร์ของบิดาและพี่ชาย นางยืนนิ่งอยู่ชั่วขณะ“ท่านพ่อ...พี่ใหญ่...” เสียงนั้นเบามากจนแทบกลืนไปกับลม“ข้าจะดูแลจวนซูเอง”ชิงเอ๋อร์ที่อยู่ใกล้สุดได้ยินชัด แต่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน นางเพียงยืนเงียบ ให้คุณหนูของตนมีพื้นที่กับความอาลัยตามลำพัง เมื่อขึ้นรถม้าอีกครั้ง ความมืดก็เริ่มปกคลุมทางกลับมากขึ้น ทว่าระหว่างที่รถแล่นผ่านแนวป่าเบื้องล่าง ชิงเอ๋อร์กลับชะงักกะทันหัน“หยุดรถ!”คนขับรถดึงบังเหียนจนม้าสะบัดหัว ซูเยว่หลันเปิดม่านออกเล็กน้อย“มีอะไร”ชิงเอ๋อร์ลงจากรถอย่างรวดเร็ว มือจับ
“คุณหนู ข้างนอกมีคนจากตระกูลโจวและตระกูลหยางมาคารวะศพขอรับ”ซูเยว่หลันพยักหน้า“จัดให้นั่งรอที่โถงหน้า ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”“ขอรับ”เมื่อบ่าวถอยออกไป ชิงเอ๋อร์กลับเบะปากทันที“ตระกูลโจวกับตระกูลหยางหรือเจ้าคะ ข้าว่าพวกเขาไม่ได้มาแค่คารวะศพหรอก”“แน่นอนว่าไม่ใช่” ซูเยว่หลันลุกขึ้นช้า ๆ พลางจัดแขนเสื้อสีไว้ทุกข์ให้เรียบ“คนหนึ่งอยากดูว่าจวนซูยังมีมูลค่าให้คบหาหรือไม่ อีกคนอยากรู้ว่าราชโองการสมรสจะเปลี่ยนฐานะข้าอย่างไร”“เช่นนั้นท่านยังจะออกไปพบอีกหรือเจ้าคะ”“ต้องพบ”“ทำไมเจ้าคะ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าพวกเขามาดูถูก”ซูเยว่หลันหันมามองชิงเอ๋อร์ แววตานิ่งสนิท“ยิ่งพวกเขาอยากเห็นข้าอ่อนแอ ข้ายิ่งต้องไปให้เขาเห็นว่าข้ายังยืนอยู่”ชิงเอ๋อร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าแรง ๆ“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะยืนข้างท่าน แล้วส่งสายตาถลึงใส่พวกเขาเอง”“ไม่ต้อง”“เหตุใดเล่าเจ้าคะ”“เสียแรงเปล่า” ซูเยว่หลันเดินออกจากห้อง“สำหรับคนบางจำพวก แค่ข้ายืนเฉย ๆ เขาก็อึดอัดพอแล้ว”ชิงเอ๋อร์รีบเดินตาม พลางพึมพำเบา ๆ“คุณหนูของข้านี่น่ากลัวจริง ๆ”“เจ้าพูดอะไร”“ข้าชมท่านอยู่เจ้าค่ะ” นางรีบยิ้มประจบเจ้านายสาวในทันทีช่วงสาย
“เยว่หลัน ย่าจะไม่บังคับเจ้า หากเจ้าไม่อยากแต่ง ต่อให้ต้องเอาชีวิตย่าเข้าแลก ย่าก็...”“ท่านย่า” ซูเยว่หลันคุกเข่าหันไปหาผู้เฒ่า“เพราะหลานเป็นคนตระกูลซู หลานจึงยิ่งต้องแต่ง”ชิงเอ๋อร์มองนางตาค้าง“คุณหนู!” ซูเยว่หลันก้มหน้าลงช้า ๆ สายตาทอดไปยังโลงศพของบิดาและพี่ชาย“ท่านพ่อกับพี่ใหญ่เพิ่งจากไป หากหลานยังดื้อดึงขัดราชโองการอีก ตระกูลซูจะยิ่งลำบาก” นางเอ่ยทีละคำ“ตอนนี้เราไม่มีสิทธิ์เลือกตามใจแล้ว” คำพูดนั้นทำให้แม้แต่ฮูหยินเฒ่าซูก็เงียบงัน เพราะมันเป็นความจริงที่โหดร้ายเกินกว่าจะปฏิเสธชิงเอ๋อร์คุกเข่าลงตรงหน้านาง น้ำตาไหลไม่หยุด“แต่แม่ทัพหลี่ผู้นั้นข้าได้ยินมาว่ารูปงามก็จริง ทว่าหยิ่งยโสและมีหญิงชมชอบมากมาย เหตุใดคุณหนูของข้าต้อง”ซูเยว่หลันยกมือแตะศีรษะนางเบา ๆ เป็นเชิงปลอบ“ก็เพราะเป็นราชโองการ”“ราชโองการก็ไม่น่ารังแกคนถึงเพียงนี้สิเจ้าคะ”“ชิงเอ๋อร์”“เจ้าคะ...”“ช่วยข้าอีกครั้ง”สาวใช้คนสนิทเงยหน้าขึ้นทันที“คุณหนูสั่งมาเถิด” ซูเยว่หลันมองไปยังโลงศพทั้งสอง ก่อนตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“ดูแลท่านแม่และท่านย่าให้ดี” ชิงเอ๋อร์เม้มริมฝีปาก ก่อนพยักหน้าแรง ๆ“เจ้าค่ะ”ครู่ต่อมา ฮูหยินเ
คนทั้งจวนรีบทำตามคำสั่ง ซูเยว่หลันช่วยประคองมารดาเข้าไปด้านใน ขณะเดินผ่านธรณีประตู นางเงยหน้ามองป้ายจวนซูที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ ป้ายเดิมจวนเดิม แต่ทุกอย่างกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว คืนนั้น จวนซูเต็มไปด้วยกลิ่นธูป ซูเจิ้นกั๋วและซูจิ้งเฉินถูกตั้งศพในโถงใหญ่ คนของตระกูล ทยอยกันมาคารวะ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมาด้วยความจริงใจ บางคนพูดปลอบ บางคนถอนใจ แต่สายตาที่ลอบมองซูเยว่หลันกลับซ่อนความหมายไว้มากมาย“น่าเสียดายจริง ๆ ตระกูลซูมีเพียงคุณหนูเยว่หลันคนเดียวแล้ว”“จากนี้คงลำบากไม่น้อย...”“หญิงล้วนทั้งจวน จะรับมือไหวหรือ” คำพูดกระซิบกระซาบเล็ดลอดมาตามลม ชิงเอ๋อร์ยืนอยู่ไม่ไกล กัดฟันดังกรอด นางอยากพุ่งเข้าไปตบปากคนเหล่านั้นนัก แต่ซูเยว่หลันส่ายหน้าเบา ๆ“ปล่อยพวกเขา”ชิงเอ๋อร์ก้มหน้าลง“ข้าได้ยินแล้วมันคันมือเจ้าค่ะ”“เจ้าคันมือทั้งวันอยู่แล้ว”สาวใช้คนสนิทเงยหน้าขึ้นทันที“ข้าคันมือเป็นเวลาเจ้าค่ะ ตอนเห็นคนชั่วเท่านั้น”ซูเยว่หลันเกือบยิ้มอีกครั้ง แต่สายตากลับหันไปเห็นมารดานั่งคุกเข่าอยู่หน้าโลงศพด้วยท่าทางเหมือนถูกดูดวิญญาณออกจากร่างแล้ว รอยยิ้มที่ริมฝีปากจึงเลือนหายไปนางเดินเข้าไปนั่งข้างซูฮูหยิน
ลมหนาวพัดแรงเหนือทุ่งรบที่ยังคละคลุ้งด้วยกลิ่นเลือด ธงศึกสีดำปักเอียงอยู่บนผืนดินชุ่มโคลน ม้าศึกไร้เจ้าของเดินวนอย่างสับสน เสียงคร่ำครวญของทหารบาดเจ็บดังแว่วมาจากไกล ๆ แต่เมื่อสายลมพัดผ่าน ทุกเสียงกลับจมหายไปเหลือเพียงความเงียบที่น่าหวาดหวั่นตรงกลางซากความพินาศนั้น ร่างในชุดไว้ทุกข์สีขาวยืนสงบนิ่งราวกับรูปสลักซูเยว่หลันยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ชายผ้าเปื้อนเลือดมากไปกว่าเดิม ดวงตาคู่งามทอดมองกองร่างที่ถูกคลุมด้วยผ้าหยาบสองร่างตรงหน้า โดยไม่กะพริบแม้สักครั้งข้างกายนางคือชิงเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทกัดริมฝีปากแน่นจนซีด มือที่ถือร่มสั่นไม่หยุด นางพยายามยืนให้มั่นคง แต่สุดท้ายก็กลั้นน้ำตาไม่ไหว“คุณหนู...” ชิงเอ๋อร์เสียงเครือ“กลับกันเถิดเจ้าค่ะ หากท่านยังยืนตากลมหนาวอยู่อีก เดี๋ยวจะล้มเอา”ซูเยว่หลันไม่ได้ตอบทันที นางก้าวเข้าไปทีละก้าว คุกเข่าลงช้า ๆ ต่อหน้าร่างทั้งสอง มือเรียวสวยยื่นออกไปเปิดผ้าคลุมออกครึ่งหนึ่งใบหน้าของซูเจิ้นกั๋ว แม่ทัพใหญ่แห่งต้าเซิ่ง ผู้เคยทำให้ศัตรูครั่นคร้าม บัดนี้ซีดเผือดไร้ชีวิต ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ ซูจิ้งเฉินพี่ชายคนเดียวของนาง ผู้เคยหัวเราะเสียงดังและสัญญ







