Se connecterซูเยว่หลันลงจากรถ ตรวจดูตำแหน่งสุสานใหม่ที่กำลังเตรียมไว้ข้างหลุมของบรรพชนด้วยตนเอง นางถามรายละเอียดเรื่องหินจารึก เรื่องพิธี และเรื่องทหารที่คอยอารักขาอย่างละเอียดจนคนดูแลสุสานไม่กล้าพลาดแม้แต่น้อย ชิงเอ๋อร์ยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล คอยสังเกตทุกทิศทางไม่ห่าง
กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม เสียงนกยามเย็นค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสน
“กลับกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู” ชิงเอ๋อร์เดินเข้ามาใกล้
“มืดกว่านี้ทางจะยิ่งเปลี่ยว”
ซูเยว่หลันพยักหน้า ก่อนหันกลับไปมองพื้นที่ซึ่งอีกไม่นานจะเป็นที่พำนักนิรันดร์ของบิดาและพี่ชาย นางยืนนิ่งอยู่ชั่วขณะ
“ท่านพ่อ...พี่ใหญ่...” เสียงนั้นเบามากจนแทบกลืนไปกับลม
“ข้าจะดูแลจวนซูเอง”
ชิงเอ๋อร์ที่อยู่ใกล้สุดได้ยินชัด แต่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน นางเพียงยืนเงียบ ให้คุณหนูของตนมีพื้นที่กับความอาลัยตามลำพัง เมื่อขึ้นรถม้าอีกครั้ง ความมืดก็เริ่มปกคลุมทางกลับมากขึ้น ทว่าระหว่างที่รถแล่นผ่านแนวป่าเบื้องล่าง ชิงเอ๋อร์กลับชะงักกะทันหัน
“หยุดรถ!”
คนขับรถดึงบังเหียนจนม้าสะบัดหัว ซูเยว่หลันเปิดม่านออกเล็กน้อย
“มีอะไร”
ชิงเอ๋อร์ลงจากรถอย่างรวดเร็ว มือจับด้ามกระบี่สั้นที่พกไว้ใต้เสื้อคลุม ดวงตากวาดมองไปทางพุ่มไม้ด้านซ้ายของถนนดิน
“มีคนเจ้าค่ะ”
ทันทีที่สิ้นคำ ลมก็พัดกิ่งไม้ให้ไหวแรง เงาร่างหนึ่งล้มพิงโคนต้นไม้ใต้เงามืด หากไม่สังเกตให้ดีแทบมองไม่เห็น ชิงเอ๋อร์ขมวดคิ้ว
“ออกมา!”
ไม่มีเสียงตอบ นางจึงเดินเข้าไปอีกสองก้าว ก่อนเอากระบี่ดันกิ่งไม้แยกออก แล้วก็ต้องชะงัก
ใต้เงาต้นไม้ใหญ่ มีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งกึ่งล้มอยู่กับพื้น เสื้อสีเข้มชุ่มเลือดบริเวณสีข้างและไหล่ ใบหน้าคมคายซีดเผือดแต่ยังดูสูงศักดิ์ผิดจากคนธรรมดา แม้จะอยู่ในสภาพใกล้หมดสติ ทว่ามือข้างหนึ่งยังจับด้ามดาบแน่นราวพร้อมจะฟันคนที่เข้าใกล้ได้ทุกเมื่อ
ชิงเอ๋อร์หรี่ตา
“บุรุษ”
ซูเยว่หลันลงจากรถแล้วเดินเข้ามาใกล้ เมื่อเห็นสภาพอีกฝ่ายก็นิ่งไปเล็กน้อย
ชิงเอ๋อร์รีบขวางหน้า
“คุณหนู ระวังเจ้าค่ะ คนผู้นี้ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า”
ชายหนุ่มผู้นั้นค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาลึกคมนั้นเย็นวาบแม้กำลังบาดเจ็บหนัก สายตากวาดผ่านชิงเอ๋อร์มาหยุดที่ซูเยว่หลันชั่วครู่
เพียงชั่วครู่เดียว เขาก็จดจำใบหน้าอันงดงามของนางได้
ส่วนซูเยว่หลันเองก็รู้ทันทีว่าชายผู้นี้ไม่ใช่โจรข้างทางแน่ เพราะท่วงท่านิ่งจัด ดวงตาคมเกินคนธรรมดา และแม้จะเสียเลือดมากเพียงนี้ เขาก็ยังไม่ส่งเสียงขอความช่วยเหลือแม้แต่คำเดียว
ชิงเอ๋อร์ลดเสียงลง
“คุณหนู เราปล่อยเขาไว้เถิดเจ้าค่ะ เรื่องลอบทำร้ายเช่นนี้มักพาเภทภัยมา”
ซูเยว่หลันก้มลงมองคราบเลือดบนพื้นและรอยเท้าหลายรอยที่ลบเลือนไปตามดินชื้น
“มีคนตามล่าเขามา”
“ยิ่งต้องรีบไปเจ้าค่ะ”
ซูเยว่หลันหันมองชิงเอ๋อร์
“ถ้าคนพวกนั้นย้อนกลับมาแล้วพบเรากับเขา พวกมันยิ่งไม่ปล่อยเรา”
ชิงเอ๋อร์อึ้ง
“เอ่อ...จริงเจ้าค่ะ”
“เพราะฉะนั้นมีทางเดียว”
“เจ้าค่ะ?”
“ช่วยเขาให้เร็วที่สุด แล้วพาออกไปจากตรงนี้”
ชิงเอ๋อร์ทำหน้าแทบร้องไห้
“คุณหนู เหตุใดทุกครั้งที่ท่านบอกว่ามีทางเดียว ทางนั้นมักเหนื่อยที่สุดเสมอ”
ซูเยว่หลันตอบเรียบ
“เพราะถ้าง่าย ข้าคงใช้เจ้าไปตั้งแต่แรกแล้ว”
ชิงเอ๋อร์อ้าปากค้าง ก่อนพึมพำเบา ๆ
“คุณหนูของข้านี่ใจร้ายจริง...” แต่ถึงปากจะบ่น นางก็รีบคุกเข่าลงตรวจดูรอบ ๆ ทันที
ซูเยว่หลันนั่งลงข้างชายแปลกหน้าโดยไม่ลังเล เมื่อเห็นเลือดไหลไม่หยุดจากแผลตรงสีข้างก็นิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนฉีกชายผ้าด้านในแขนเสื้อตนเองออกเป็นแถบ
ชิงเอ๋อร์ตกใจ
“คุณหนู! นั่นชุดไว้ทุกข์นะเจ้าคะ”
“เสื้อผ้าซักใหม่ได้” ซูเยว่หลันตอบ
“แต่ถ้าคนตายแล้วซักไม่ได้”
ชิงเอ๋อร์เงียบกริบไปทันที ชายหนุ่มมองสตรีตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ แม้พิษไข้และเสียเลือดจะทำให้สติพร่าเลือน แต่เขายังเห็นชัดว่ามือนางมั่นคงกว่าหมอสนามหลายคนเสียอีก
ซูเยว่หลันห้ามเลือดอย่างรวดเร็ว ก่อนกล่าวโดยไม่เงยหน้า
“ถ้าไม่อยากตาย ก็อย่าขยับ”
ชายหนุ่มแค่นยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก
“เจ้าช่วยคนด้วยน้ำเสียงเช่นนี้หรือ”
ซูเยว่หลันมือไม่หยุด
“คนใกล้ตายมักเลือกฟังเนื้อหา ไม่เลือกฟังน้ำเสียง” คำตอบนั้นทำให้แม้แต่ชิงเอ๋อร์ยังหันมองคุณหนูของตนตาโต ส่วนชายแปลกหน้ากลับหลุดหัวเราะแผ่ว ๆ ซึ่งเกือบทำให้เลือดซึมออกมาอีก
ซูเยว่หลันเงยหน้าขึ้นมองทันที
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าขยับ”
ชายหนุ่มจึงเลิกหัวเราะอย่างว่าง่าย แต่ดวงตากลับมีแววบางอย่างที่ต่างไปจากก่อนหน้า
ชิงเอ๋อร์ก้มลงเก็บดาบของเขาขึ้นมาดูพลางขมวดคิ้ว
“ดาบนี้ไม่ธรรมดา...คุณหนู คนผู้นี้มีที่มาน่าสงสัยจริง ๆ”
ซูเยว่หลันเหลือบมองเพียงครั้งเดียวก็รู้ว่าชิงเอ๋อร์พูดไม่ผิด แต่ก็เพียงตอบว่า
“ยิ่งมีที่มาไม่ธรรมดา ยิ่งตายตรงนี้ไม่ได้”
“เหตุใดเจ้าคะ”
“ถ้าเขาตายตรงนี้ คนที่ไล่ฆ่าเขาอาจย้อนมาปิดปากพยานอย่างเรา”
ชิงเอ๋อร์นิ่งไปสองอึดใจ ก่อนพึมพำ
“เมื่อครู่ข้าคิดว่าคุณหนูใจดี ที่แท้ท่านยังคิดไกลถึงขั้นนี้แล้ว”
ซูเยว่หลันผูกผ้าพันแผลแน่นขึ้น ก่อนตอบเรียบ ๆ
“ข้าไม่ใจดี ข้าเพียงไม่อยากโง่”
ชายแปลกหน้าจ้องหน้านางอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายได้ยินถ้อยคำนี้แล้วน่าสนใจยิ่งนัก
เมื่อพันแผลชั่วคราวเสร็จ ซูเยว่หลันจึงถาม
“เดินไหวหรือไม่”
ชายหนุ่มนิ่งไปนิดหนึ่ง เหมือนประเมินร่างกายตนเอง ก่อนตอบ
“หากบอกว่าไหว เจ้าจะเชื่อหรือ”
“ไม่เชื่อ” คำตอบทันควันทำให้ชิงเอ๋อร์ต้องหันหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้ม
ชายหนุ่มเองก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เช่นนั้นเจ้าจะถามทำไม”
“ถามเพื่อยืนยันว่าเจ้าดื้อพอจะทำให้เราเหนื่อยแค่ไหน”
คราวนี้ชิงเอ๋อร์หลุดหัวเราะออกมาจริง ๆ
“สมแล้วเจ้าค่ะ”
ซูเยว่หลันลงจากรถ ตรวจดูตำแหน่งสุสานใหม่ที่กำลังเตรียมไว้ข้างหลุมของบรรพชนด้วยตนเอง นางถามรายละเอียดเรื่องหินจารึก เรื่องพิธี และเรื่องทหารที่คอยอารักขาอย่างละเอียดจนคนดูแลสุสานไม่กล้าพลาดแม้แต่น้อย ชิงเอ๋อร์ยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล คอยสังเกตทุกทิศทางไม่ห่างกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม เสียงนกยามเย็นค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสน“กลับกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู” ชิงเอ๋อร์เดินเข้ามาใกล้“มืดกว่านี้ทางจะยิ่งเปลี่ยว”ซูเยว่หลันพยักหน้า ก่อนหันกลับไปมองพื้นที่ซึ่งอีกไม่นานจะเป็นที่พำนักนิรันดร์ของบิดาและพี่ชาย นางยืนนิ่งอยู่ชั่วขณะ“ท่านพ่อ...พี่ใหญ่...” เสียงนั้นเบามากจนแทบกลืนไปกับลม“ข้าจะดูแลจวนซูเอง”ชิงเอ๋อร์ที่อยู่ใกล้สุดได้ยินชัด แต่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน นางเพียงยืนเงียบ ให้คุณหนูของตนมีพื้นที่กับความอาลัยตามลำพัง เมื่อขึ้นรถม้าอีกครั้ง ความมืดก็เริ่มปกคลุมทางกลับมากขึ้น ทว่าระหว่างที่รถแล่นผ่านแนวป่าเบื้องล่าง ชิงเอ๋อร์กลับชะงักกะทันหัน“หยุดรถ!”คนขับรถดึงบังเหียนจนม้าสะบัดหัว ซูเยว่หลันเปิดม่านออกเล็กน้อย“มีอะไร”ชิงเอ๋อร์ลงจากรถอย่างรวดเร็ว มือจับ
“คุณหนู ข้างนอกมีคนจากตระกูลโจวและตระกูลหยางมาคารวะศพขอรับ”ซูเยว่หลันพยักหน้า“จัดให้นั่งรอที่โถงหน้า ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”“ขอรับ”เมื่อบ่าวถอยออกไป ชิงเอ๋อร์กลับเบะปากทันที“ตระกูลโจวกับตระกูลหยางหรือเจ้าคะ ข้าว่าพวกเขาไม่ได้มาแค่คารวะศพหรอก”“แน่นอนว่าไม่ใช่” ซูเยว่หลันลุกขึ้นช้า ๆ พลางจัดแขนเสื้อสีไว้ทุกข์ให้เรียบ“คนหนึ่งอยากดูว่าจวนซูยังมีมูลค่าให้คบหาหรือไม่ อีกคนอยากรู้ว่าราชโองการสมรสจะเปลี่ยนฐานะข้าอย่างไร”“เช่นนั้นท่านยังจะออกไปพบอีกหรือเจ้าคะ”“ต้องพบ”“ทำไมเจ้าคะ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าพวกเขามาดูถูก”ซูเยว่หลันหันมามองชิงเอ๋อร์ แววตานิ่งสนิท“ยิ่งพวกเขาอยากเห็นข้าอ่อนแอ ข้ายิ่งต้องไปให้เขาเห็นว่าข้ายังยืนอยู่”ชิงเอ๋อร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าแรง ๆ“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะยืนข้างท่าน แล้วส่งสายตาถลึงใส่พวกเขาเอง”“ไม่ต้อง”“เหตุใดเล่าเจ้าคะ”“เสียแรงเปล่า” ซูเยว่หลันเดินออกจากห้อง“สำหรับคนบางจำพวก แค่ข้ายืนเฉย ๆ เขาก็อึดอัดพอแล้ว”ชิงเอ๋อร์รีบเดินตาม พลางพึมพำเบา ๆ“คุณหนูของข้านี่น่ากลัวจริง ๆ”“เจ้าพูดอะไร”“ข้าชมท่านอยู่เจ้าค่ะ” นางรีบยิ้มประจบเจ้านายสาวในทันทีช่วงสาย
“เยว่หลัน ย่าจะไม่บังคับเจ้า หากเจ้าไม่อยากแต่ง ต่อให้ต้องเอาชีวิตย่าเข้าแลก ย่าก็...”“ท่านย่า” ซูเยว่หลันคุกเข่าหันไปหาผู้เฒ่า“เพราะหลานเป็นคนตระกูลซู หลานจึงยิ่งต้องแต่ง”ชิงเอ๋อร์มองนางตาค้าง“คุณหนู!” ซูเยว่หลันก้มหน้าลงช้า ๆ สายตาทอดไปยังโลงศพของบิดาและพี่ชาย“ท่านพ่อกับพี่ใหญ่เพิ่งจากไป หากหลานยังดื้อดึงขัดราชโองการอีก ตระกูลซูจะยิ่งลำบาก” นางเอ่ยทีละคำ“ตอนนี้เราไม่มีสิทธิ์เลือกตามใจแล้ว” คำพูดนั้นทำให้แม้แต่ฮูหยินเฒ่าซูก็เงียบงัน เพราะมันเป็นความจริงที่โหดร้ายเกินกว่าจะปฏิเสธชิงเอ๋อร์คุกเข่าลงตรงหน้านาง น้ำตาไหลไม่หยุด“แต่แม่ทัพหลี่ผู้นั้นข้าได้ยินมาว่ารูปงามก็จริง ทว่าหยิ่งยโสและมีหญิงชมชอบมากมาย เหตุใดคุณหนูของข้าต้อง”ซูเยว่หลันยกมือแตะศีรษะนางเบา ๆ เป็นเชิงปลอบ“ก็เพราะเป็นราชโองการ”“ราชโองการก็ไม่น่ารังแกคนถึงเพียงนี้สิเจ้าคะ”“ชิงเอ๋อร์”“เจ้าคะ...”“ช่วยข้าอีกครั้ง”สาวใช้คนสนิทเงยหน้าขึ้นทันที“คุณหนูสั่งมาเถิด” ซูเยว่หลันมองไปยังโลงศพทั้งสอง ก่อนตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“ดูแลท่านแม่และท่านย่าให้ดี” ชิงเอ๋อร์เม้มริมฝีปาก ก่อนพยักหน้าแรง ๆ“เจ้าค่ะ”ครู่ต่อมา ฮูหยินเ
คนทั้งจวนรีบทำตามคำสั่ง ซูเยว่หลันช่วยประคองมารดาเข้าไปด้านใน ขณะเดินผ่านธรณีประตู นางเงยหน้ามองป้ายจวนซูที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ ป้ายเดิมจวนเดิม แต่ทุกอย่างกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว คืนนั้น จวนซูเต็มไปด้วยกลิ่นธูป ซูเจิ้นกั๋วและซูจิ้งเฉินถูกตั้งศพในโถงใหญ่ คนของตระกูล ทยอยกันมาคารวะ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมาด้วยความจริงใจ บางคนพูดปลอบ บางคนถอนใจ แต่สายตาที่ลอบมองซูเยว่หลันกลับซ่อนความหมายไว้มากมาย“น่าเสียดายจริง ๆ ตระกูลซูมีเพียงคุณหนูเยว่หลันคนเดียวแล้ว”“จากนี้คงลำบากไม่น้อย...”“หญิงล้วนทั้งจวน จะรับมือไหวหรือ” คำพูดกระซิบกระซาบเล็ดลอดมาตามลม ชิงเอ๋อร์ยืนอยู่ไม่ไกล กัดฟันดังกรอด นางอยากพุ่งเข้าไปตบปากคนเหล่านั้นนัก แต่ซูเยว่หลันส่ายหน้าเบา ๆ“ปล่อยพวกเขา”ชิงเอ๋อร์ก้มหน้าลง“ข้าได้ยินแล้วมันคันมือเจ้าค่ะ”“เจ้าคันมือทั้งวันอยู่แล้ว”สาวใช้คนสนิทเงยหน้าขึ้นทันที“ข้าคันมือเป็นเวลาเจ้าค่ะ ตอนเห็นคนชั่วเท่านั้น”ซูเยว่หลันเกือบยิ้มอีกครั้ง แต่สายตากลับหันไปเห็นมารดานั่งคุกเข่าอยู่หน้าโลงศพด้วยท่าทางเหมือนถูกดูดวิญญาณออกจากร่างแล้ว รอยยิ้มที่ริมฝีปากจึงเลือนหายไปนางเดินเข้าไปนั่งข้างซูฮูหยิน
ลมหนาวพัดแรงเหนือทุ่งรบที่ยังคละคลุ้งด้วยกลิ่นเลือด ธงศึกสีดำปักเอียงอยู่บนผืนดินชุ่มโคลน ม้าศึกไร้เจ้าของเดินวนอย่างสับสน เสียงคร่ำครวญของทหารบาดเจ็บดังแว่วมาจากไกล ๆ แต่เมื่อสายลมพัดผ่าน ทุกเสียงกลับจมหายไปเหลือเพียงความเงียบที่น่าหวาดหวั่นตรงกลางซากความพินาศนั้น ร่างในชุดไว้ทุกข์สีขาวยืนสงบนิ่งราวกับรูปสลักซูเยว่หลันยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ชายผ้าเปื้อนเลือดมากไปกว่าเดิม ดวงตาคู่งามทอดมองกองร่างที่ถูกคลุมด้วยผ้าหยาบสองร่างตรงหน้า โดยไม่กะพริบแม้สักครั้งข้างกายนางคือชิงเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทกัดริมฝีปากแน่นจนซีด มือที่ถือร่มสั่นไม่หยุด นางพยายามยืนให้มั่นคง แต่สุดท้ายก็กลั้นน้ำตาไม่ไหว“คุณหนู...” ชิงเอ๋อร์เสียงเครือ“กลับกันเถิดเจ้าค่ะ หากท่านยังยืนตากลมหนาวอยู่อีก เดี๋ยวจะล้มเอา”ซูเยว่หลันไม่ได้ตอบทันที นางก้าวเข้าไปทีละก้าว คุกเข่าลงช้า ๆ ต่อหน้าร่างทั้งสอง มือเรียวสวยยื่นออกไปเปิดผ้าคลุมออกครึ่งหนึ่งใบหน้าของซูเจิ้นกั๋ว แม่ทัพใหญ่แห่งต้าเซิ่ง ผู้เคยทำให้ศัตรูครั่นคร้าม บัดนี้ซีดเผือดไร้ชีวิต ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ ซูจิ้งเฉินพี่ชายคนเดียวของนาง ผู้เคยหัวเราะเสียงดังและสัญญ







