เข้าสู่ระบบคนทั้งจวนรีบทำตามคำสั่ง ซูเยว่หลันช่วยประคองมารดาเข้าไปด้านใน ขณะเดินผ่านธรณีประตู นางเงยหน้ามองป้ายจวนซูที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ ป้ายเดิมจวนเดิม แต่ทุกอย่างกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
คืนนั้น จวนซูเต็มไปด้วยกลิ่นธูป ซูเจิ้นกั๋วและซูจิ้งเฉินถูกตั้งศพในโถงใหญ่ คนของตระกูล ทยอยกันมาคารวะ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมาด้วยความจริงใจ บางคนพูดปลอบ บางคนถอนใจ แต่สายตาที่ลอบมองซูเยว่หลันกลับซ่อนความหมายไว้มากมาย
“น่าเสียดายจริง ๆ ตระกูลซูมีเพียงคุณหนูเยว่หลันคนเดียวแล้ว”
“จากนี้คงลำบากไม่น้อย...”
“หญิงล้วนทั้งจวน จะรับมือไหวหรือ” คำพูดกระซิบกระซาบเล็ดลอดมาตามลม ชิงเอ๋อร์ยืนอยู่ไม่ไกล กัดฟันดังกรอด นางอยากพุ่งเข้าไปตบปากคนเหล่านั้นนัก แต่ซูเยว่หลันส่ายหน้าเบา ๆ
“ปล่อยพวกเขา”
ชิงเอ๋อร์ก้มหน้าลง
“ข้าได้ยินแล้วมันคันมือเจ้าค่ะ”
“เจ้าคันมือทั้งวันอยู่แล้ว”
สาวใช้คนสนิทเงยหน้าขึ้นทันที
“ข้าคันมือเป็นเวลาเจ้าค่ะ ตอนเห็นคนชั่วเท่านั้น”
ซูเยว่หลันเกือบยิ้มอีกครั้ง แต่สายตากลับหันไปเห็นมารดานั่งคุกเข่าอยู่หน้าโลงศพด้วยท่าทางเหมือนถูกดูดวิญญาณออกจากร่างแล้ว รอยยิ้มที่ริมฝีปากจึงเลือนหายไป
นางเดินเข้าไปนั่งข้างซูฮูหยิน คุกเข่าลงพร้อมกันโดยไม่พูดอะไร ผ่านไปครู่หนึ่ง ซูฮูหยินจึงเอ่ยแผ่วเบา
“เยว่หลัน แม่ไร้ประโยชน์เหลือเกิน”
“ท่านแม่อย่าพูดเช่นนั้น”
“พ่อเจ้าอยู่ชายแดนก็มีเสาหลัก พี่ชายเจ้าอยู่จวนซูก็มีคนสืบทอด แต่ตอนนี้...” ซูฮูหยินเสียงสั่น
“ตอนนี้เหลือเพียงพวกเรา”
ซูเยว่หลันมองควันธูปที่ลอยขึ้นเหนือโลงศพ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท
“เหลือเพียงพวกเรา ก็ใช่ว่าจะยืนไม่ได้”
ซูฮูหยินหันมามองบุตรสาวคล้ายอยากพูดอะไรอีก แต่ฮูหยินเฒ่าซูเดินเข้ามาก่อน ผู้เฒ่านั่งลงฝั่งตรงข้าม หลับตาอยู่ชั่วอึดใจก่อนกล่าวว่า
“เยว่หลัน พรุ่งนี้คนในวังคงส่งคนมาถามเรื่องศพ”
“หลานทราบเจ้าค่ะ”
“ช่วงนี้เจ้าต้องระวังคำพูดทุกคำ ก้าวทุกก้าว” ผู้เฒ่าซูเปิดตาขึ้นช้า ๆ
“เวลาจวนหนึ่งอ่อนแอ คนที่อยากเหยียบซ้ำจะมีมากกว่าคนที่อยากช่วย” ซูเยว่หลันรับคำอย่างสงบ
“หลานจะจำไว้”
ฮูหยินเฒ่าซูจ้องหลานสาวอยู่พักหนึ่ง แววตาแข็งกร้าวอ่อนลงนิดเดียว
“เจ้าเหมือนพ่อเจ้ามากกว่าแม่เสียอีก” ซูฮูหยินน้ำตาไหลอีกครั้งเมื่อเอ่ยถึงสามี
ซูเยว่หลันจึงยื่นมือไปกุมมือมารดาเอาไว้ ขณะเดียวกันชิงเอ๋อร์ก็ย่องมานั่งเงียบ ๆ ด้านหลังนางอย่างรู้หน้าที่ ไม่พูดแทรกแม้แต่คำเดียว ภายในโถงใหญ่จมอยู่ในความเงียบงัน กระทั่งบ่าวเฝ้าประตูวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา แล้วคุกเข่าลงเสียงดัง
“ฮูหยินเฒ่า! ฮูหยิน! คุณหนู!” เขาหอบหายใจ
“มีคนจากวังมาขอรับ!” ทุกคนชะงัก ชิงเอ๋อร์ขมวดคิ้วก่อนใคร
“ดึกป่านนี้?” ฮูหยินเฒ่าซูจับไม้เท้าแน่นขึ้น
“ผู้ใดมา”
บ่าวผู้นั้นก้มหน้าลง
“เป็น...เป็นขันทีหลวงเจ้าค่ะ และ...มีราชโองการมาด้วย” คำว่า “ราชโองการ” ทำให้ทั้งโถงแข็งค้างไปครู่หนึ่ง
ซูฮูหยินหน้าซีด
“ในเวลาเช่นนี้ เหตุใดจึงมีราชโองการ...”
ชิงเอ๋อร์สบถในลำคอเบา ๆ อย่างลืมตัว
“ไม่มีเรื่องดีแน่”
ซูเยว่หลันลุกขึ้นช้า ๆ ชายแขนเสื้อสีขาวของนางไหวตามแรงลม ดวงตาคู่งามไม่มีความหวาดหวั่น มีเพียงความเย็นสงบ
“เชิญเข้ามาเถิด”
ไม่นานนัก ขันทีหลวงในชุดสีเข้มก็เดินนำคนของวังเข้ามาในโถงใหญ่ มือถือม้วนผ้าไหมเหลืองอร่าม รัศมีของวังหลวงในค่ำคืนแห่งการไว้ทุกข์ช่างดูแปลกแยกและเย็นชา ทุกคนในจวนซูคุกเข่าลงตามธรรมเนียม
ซูเยว่หลันคุกเข่าหน้าแถว ถัดไปคือฮูหยินเฒ่าซู ซูฮูหยิน และเหล่าบ่าวไพร่
ขันทีหลวงกวาดตามองรอบโถงอย่างรวดเร็ว สายตาหยุดที่โลงศพทั้งสองเพียงแวบหนึ่ง ก่อนคลี่ราชโองการออกแล้วประกาศเสียงสูง
“รับสั่งจากฮ่องเต้” ลมกลางคืนพัดเข้ามาในโถงใหญ่ เปลวเทียนไหววูบ
“บุตรสาวแม่ทัพซู ซูเยว่หลัน เป็นสตรีเพียบพร้อม กิริยางดงาม สมควรเป็นคู่ครองขุนนางฝ่ายบู๊ บัดนี้แม่ทัพหนุ่มหลี่เจิ้ง มีความดีความชอบ สมควรได้รับพระมหากรุณา จึงมีพระราชโองการประทานสมรส ให้ซูเยว่หลันเข้าพิธีแต่งงานกับหลี่เจิ้งในหนึ่งเดือนนับจากนี้ ห้ามขัดราชโองการ” เสียงประกาศยังดังต่อไป
แต่ซูฮูหยินกลับหน้าขาวราวกระดาษ นางแทบทรุดกับพื้น ชิงเอ๋อร์เองก็ตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ส่วนฮูหยินเฒ่าซูกำไม้เท้าแน่นจนสั่น
ซูเยว่หลันก้มศีรษะรับราชโองการโดยไม่ขยับแม้แต่น้อย ในวินาทีนั้น ไม่มีใครรู้ว่านางกำลังกัดฟันแน่นเพียงใด บิดาและพี่ชายยังนอนอยู่ในโถงศพ กลิ่นธูปยังไม่ทันจาง แต่ราชโองการสมรสกลับมาถึงแล้ว
ขันทีหลวงม้วนผ้าไหมกลับก่อนเอ่ยเสียงอ่อนลงนิดหนึ่ง
“คุณหนูซู รับราชโองการเถิด”
ทั่วทั้งโถงเงียบกริบ ซูฮูหยินเงยหน้าขึ้นอย่างลนลาน
“ใต้เท้า! สามีและบุตรชายของข้าเพิ่ง”
“ท่านแม่” ซูเยว่หลันเอ่ยขัดเบา ๆ แต่เด็ดขาด
ซูฮูหยินหันมามองบุตรสาว น้ำตาเอ่อเต็มดวงตา
“เยว่หลัน...”
ชิงเอ๋อร์เองก็รีบกระซิบเสียงสั่น
“คุณหนู เรา...เราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ”
ซูเยว่หลันเงยหน้าขึ้นมองราชโองการในมือขันที ดวงตาของนางสงบนิ่งเสียจนคนจากวังยังต้องชะงัก
นางประคองตัวก้มศีรษะลงช้า ๆ แล้วกล่าวชัดถ้อยชัดคำ
“หม่อมฉัน ซูเยว่หลัน...รับราชโองการ”
ชิงเอ๋อร์สะอึกเฮือก ซูฮูหยินน้ำตาไหลพราก ฮูหยินเฒ่าซูหลับตาลงแน่น
ขันทีหลวงถอนหายใจคล้ายโล่งอก ก่อนส่งราชโองการให้นางแล้วกล่าวตามพิธี
“ขอคุณหนูเตรียมตัวให้พร้อม อีกหนึ่งเดือนจะมีคนจากจวนแม่ทัพมาหารือเรื่องพิธี” เมื่อคนของวังจากไปแล้ว โถงใหญ่ยังคงเงียบจนได้ยินเพียงเสียงเทียนลั่นเปรี๊ยะ
คนแรกที่ทนไม่ไหวคือชิงเอ๋อร์ นางแทบพุ่งขึ้นยืน
“พวกเขาทำกันเกินไปแล้ว! นายท่านกับคุณชายเพิ่งกลับมาแท้ ๆ ยังจะรีบจับคุณหนูแต่งออกอีกหรือ!”
“ชิงเอ๋อร์” ฮูหยินเฒ่าซูเรียกเสียงเข้ม
สาวใช้คนสนิทเม้มปากแน่น แต่ยังโกรธจนตาแดง ซูฮูหยินยกมือกุมอก
“เยว่หลัน แม่จะเข้าวัง แม่จะไปขอร้อง...”
“ไม่มีประโยชน์เจ้าค่ะ” ซูเยว่หลันตอบอย่างสงบ
“แต่”
“ราชโองการออกแล้ว” นางหันมามองมารดา
“ท่านแม่รู้ดีว่าหากขัด มีเพียงตระกูลซูทั้งจวนที่จะรับโทษ” ซูฮูหยินนิ่งไป นางย่อมรู้กฎข้อนี้ดี ฮูหยินเฒ่าซูค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แววตาชรานั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดลึกซึ้ง
ซูเยว่หลันลงจากรถ ตรวจดูตำแหน่งสุสานใหม่ที่กำลังเตรียมไว้ข้างหลุมของบรรพชนด้วยตนเอง นางถามรายละเอียดเรื่องหินจารึก เรื่องพิธี และเรื่องทหารที่คอยอารักขาอย่างละเอียดจนคนดูแลสุสานไม่กล้าพลาดแม้แต่น้อย ชิงเอ๋อร์ยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล คอยสังเกตทุกทิศทางไม่ห่างกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม เสียงนกยามเย็นค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสน“กลับกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู” ชิงเอ๋อร์เดินเข้ามาใกล้“มืดกว่านี้ทางจะยิ่งเปลี่ยว”ซูเยว่หลันพยักหน้า ก่อนหันกลับไปมองพื้นที่ซึ่งอีกไม่นานจะเป็นที่พำนักนิรันดร์ของบิดาและพี่ชาย นางยืนนิ่งอยู่ชั่วขณะ“ท่านพ่อ...พี่ใหญ่...” เสียงนั้นเบามากจนแทบกลืนไปกับลม“ข้าจะดูแลจวนซูเอง”ชิงเอ๋อร์ที่อยู่ใกล้สุดได้ยินชัด แต่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน นางเพียงยืนเงียบ ให้คุณหนูของตนมีพื้นที่กับความอาลัยตามลำพัง เมื่อขึ้นรถม้าอีกครั้ง ความมืดก็เริ่มปกคลุมทางกลับมากขึ้น ทว่าระหว่างที่รถแล่นผ่านแนวป่าเบื้องล่าง ชิงเอ๋อร์กลับชะงักกะทันหัน“หยุดรถ!”คนขับรถดึงบังเหียนจนม้าสะบัดหัว ซูเยว่หลันเปิดม่านออกเล็กน้อย“มีอะไร”ชิงเอ๋อร์ลงจากรถอย่างรวดเร็ว มือจับ
“คุณหนู ข้างนอกมีคนจากตระกูลโจวและตระกูลหยางมาคารวะศพขอรับ”ซูเยว่หลันพยักหน้า“จัดให้นั่งรอที่โถงหน้า ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”“ขอรับ”เมื่อบ่าวถอยออกไป ชิงเอ๋อร์กลับเบะปากทันที“ตระกูลโจวกับตระกูลหยางหรือเจ้าคะ ข้าว่าพวกเขาไม่ได้มาแค่คารวะศพหรอก”“แน่นอนว่าไม่ใช่” ซูเยว่หลันลุกขึ้นช้า ๆ พลางจัดแขนเสื้อสีไว้ทุกข์ให้เรียบ“คนหนึ่งอยากดูว่าจวนซูยังมีมูลค่าให้คบหาหรือไม่ อีกคนอยากรู้ว่าราชโองการสมรสจะเปลี่ยนฐานะข้าอย่างไร”“เช่นนั้นท่านยังจะออกไปพบอีกหรือเจ้าคะ”“ต้องพบ”“ทำไมเจ้าคะ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าพวกเขามาดูถูก”ซูเยว่หลันหันมามองชิงเอ๋อร์ แววตานิ่งสนิท“ยิ่งพวกเขาอยากเห็นข้าอ่อนแอ ข้ายิ่งต้องไปให้เขาเห็นว่าข้ายังยืนอยู่”ชิงเอ๋อร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าแรง ๆ“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะยืนข้างท่าน แล้วส่งสายตาถลึงใส่พวกเขาเอง”“ไม่ต้อง”“เหตุใดเล่าเจ้าคะ”“เสียแรงเปล่า” ซูเยว่หลันเดินออกจากห้อง“สำหรับคนบางจำพวก แค่ข้ายืนเฉย ๆ เขาก็อึดอัดพอแล้ว”ชิงเอ๋อร์รีบเดินตาม พลางพึมพำเบา ๆ“คุณหนูของข้านี่น่ากลัวจริง ๆ”“เจ้าพูดอะไร”“ข้าชมท่านอยู่เจ้าค่ะ” นางรีบยิ้มประจบเจ้านายสาวในทันทีช่วงสาย
“เยว่หลัน ย่าจะไม่บังคับเจ้า หากเจ้าไม่อยากแต่ง ต่อให้ต้องเอาชีวิตย่าเข้าแลก ย่าก็...”“ท่านย่า” ซูเยว่หลันคุกเข่าหันไปหาผู้เฒ่า“เพราะหลานเป็นคนตระกูลซู หลานจึงยิ่งต้องแต่ง”ชิงเอ๋อร์มองนางตาค้าง“คุณหนู!” ซูเยว่หลันก้มหน้าลงช้า ๆ สายตาทอดไปยังโลงศพของบิดาและพี่ชาย“ท่านพ่อกับพี่ใหญ่เพิ่งจากไป หากหลานยังดื้อดึงขัดราชโองการอีก ตระกูลซูจะยิ่งลำบาก” นางเอ่ยทีละคำ“ตอนนี้เราไม่มีสิทธิ์เลือกตามใจแล้ว” คำพูดนั้นทำให้แม้แต่ฮูหยินเฒ่าซูก็เงียบงัน เพราะมันเป็นความจริงที่โหดร้ายเกินกว่าจะปฏิเสธชิงเอ๋อร์คุกเข่าลงตรงหน้านาง น้ำตาไหลไม่หยุด“แต่แม่ทัพหลี่ผู้นั้นข้าได้ยินมาว่ารูปงามก็จริง ทว่าหยิ่งยโสและมีหญิงชมชอบมากมาย เหตุใดคุณหนูของข้าต้อง”ซูเยว่หลันยกมือแตะศีรษะนางเบา ๆ เป็นเชิงปลอบ“ก็เพราะเป็นราชโองการ”“ราชโองการก็ไม่น่ารังแกคนถึงเพียงนี้สิเจ้าคะ”“ชิงเอ๋อร์”“เจ้าคะ...”“ช่วยข้าอีกครั้ง”สาวใช้คนสนิทเงยหน้าขึ้นทันที“คุณหนูสั่งมาเถิด” ซูเยว่หลันมองไปยังโลงศพทั้งสอง ก่อนตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“ดูแลท่านแม่และท่านย่าให้ดี” ชิงเอ๋อร์เม้มริมฝีปาก ก่อนพยักหน้าแรง ๆ“เจ้าค่ะ”ครู่ต่อมา ฮูหยินเ
คนทั้งจวนรีบทำตามคำสั่ง ซูเยว่หลันช่วยประคองมารดาเข้าไปด้านใน ขณะเดินผ่านธรณีประตู นางเงยหน้ามองป้ายจวนซูที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ ป้ายเดิมจวนเดิม แต่ทุกอย่างกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว คืนนั้น จวนซูเต็มไปด้วยกลิ่นธูป ซูเจิ้นกั๋วและซูจิ้งเฉินถูกตั้งศพในโถงใหญ่ คนของตระกูล ทยอยกันมาคารวะ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมาด้วยความจริงใจ บางคนพูดปลอบ บางคนถอนใจ แต่สายตาที่ลอบมองซูเยว่หลันกลับซ่อนความหมายไว้มากมาย“น่าเสียดายจริง ๆ ตระกูลซูมีเพียงคุณหนูเยว่หลันคนเดียวแล้ว”“จากนี้คงลำบากไม่น้อย...”“หญิงล้วนทั้งจวน จะรับมือไหวหรือ” คำพูดกระซิบกระซาบเล็ดลอดมาตามลม ชิงเอ๋อร์ยืนอยู่ไม่ไกล กัดฟันดังกรอด นางอยากพุ่งเข้าไปตบปากคนเหล่านั้นนัก แต่ซูเยว่หลันส่ายหน้าเบา ๆ“ปล่อยพวกเขา”ชิงเอ๋อร์ก้มหน้าลง“ข้าได้ยินแล้วมันคันมือเจ้าค่ะ”“เจ้าคันมือทั้งวันอยู่แล้ว”สาวใช้คนสนิทเงยหน้าขึ้นทันที“ข้าคันมือเป็นเวลาเจ้าค่ะ ตอนเห็นคนชั่วเท่านั้น”ซูเยว่หลันเกือบยิ้มอีกครั้ง แต่สายตากลับหันไปเห็นมารดานั่งคุกเข่าอยู่หน้าโลงศพด้วยท่าทางเหมือนถูกดูดวิญญาณออกจากร่างแล้ว รอยยิ้มที่ริมฝีปากจึงเลือนหายไปนางเดินเข้าไปนั่งข้างซูฮูหยิน
ลมหนาวพัดแรงเหนือทุ่งรบที่ยังคละคลุ้งด้วยกลิ่นเลือด ธงศึกสีดำปักเอียงอยู่บนผืนดินชุ่มโคลน ม้าศึกไร้เจ้าของเดินวนอย่างสับสน เสียงคร่ำครวญของทหารบาดเจ็บดังแว่วมาจากไกล ๆ แต่เมื่อสายลมพัดผ่าน ทุกเสียงกลับจมหายไปเหลือเพียงความเงียบที่น่าหวาดหวั่นตรงกลางซากความพินาศนั้น ร่างในชุดไว้ทุกข์สีขาวยืนสงบนิ่งราวกับรูปสลักซูเยว่หลันยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ชายผ้าเปื้อนเลือดมากไปกว่าเดิม ดวงตาคู่งามทอดมองกองร่างที่ถูกคลุมด้วยผ้าหยาบสองร่างตรงหน้า โดยไม่กะพริบแม้สักครั้งข้างกายนางคือชิงเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทกัดริมฝีปากแน่นจนซีด มือที่ถือร่มสั่นไม่หยุด นางพยายามยืนให้มั่นคง แต่สุดท้ายก็กลั้นน้ำตาไม่ไหว“คุณหนู...” ชิงเอ๋อร์เสียงเครือ“กลับกันเถิดเจ้าค่ะ หากท่านยังยืนตากลมหนาวอยู่อีก เดี๋ยวจะล้มเอา”ซูเยว่หลันไม่ได้ตอบทันที นางก้าวเข้าไปทีละก้าว คุกเข่าลงช้า ๆ ต่อหน้าร่างทั้งสอง มือเรียวสวยยื่นออกไปเปิดผ้าคลุมออกครึ่งหนึ่งใบหน้าของซูเจิ้นกั๋ว แม่ทัพใหญ่แห่งต้าเซิ่ง ผู้เคยทำให้ศัตรูครั่นคร้าม บัดนี้ซีดเผือดไร้ชีวิต ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ ซูจิ้งเฉินพี่ชายคนเดียวของนาง ผู้เคยหัวเราะเสียงดังและสัญญ







![ต้าหวางอย่ามารักข้าเลย [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)