Share

บทที่ 9

Author: อุดมสมบูรณ์
อาหารมังสวิรัติที่เชฟเตรียมมาอย่างพิถีพิถันตลอดทั้งเช้า ถูกอาหารที่อยู่ตรงหน้านี้กลบจนมิด!

ซูหย่าซินและตั๋วตั่วที่ต้องกินอาหารมังสวิรัติตามกู้สือซวี่มาสองวันเต็มถึงกับจ้องอาหารตรงหน้าอย่างไม่วางตา

ซูหย่าซินกลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างเห็นได้ชัด ส่วนตั๋วตั่วนั้นแทบจะน้ำลายไหลออกมาอยู่แล้ว

มีเพียงกู้สือซวี่เท่านั้นที่เอ่ยเสียงเย็นชาขึ้นว่า “ใครอนุญาตให้คุณเอาของพวกนี้เข้ามาในบ้าน”

ฉันยิ้มเยาะ พลางย้อนถามกลับว่า “บ้านหลังนี้คุณซื้อหลังจากเราแต่งงานกัน งั้นก็นับเป็นสินสมรสร่วมของสามีภรรยาไม่ใช่หรือ ในเมื่อฉันมีสิทธิ์ครึ่งหนึ่งของบ้านหลังนี้ แล้วทำไมฉันจะกินอาหารที่ตัวเองอยากกินในบ้านของตัวเองไม่ได้ล่ะ!”

จากนั้นฉันเดินตรงไปที่ตู้ไวน์อย่างไม่ยี่หระ หยิบไวน์แดงราคาแพงลิบที่เขาประมูลมาได้เมื่อปีก่อนออกมาหนึ่งขวด ก่อนรินใส่แก้วตัวเอง

ภายใต้สายตาเย็นเยียบราวกับจะฆ่าคนของกู้สือซวี่ ฉันกลับนั่งลงอย่างสบายอารมณ์ ค่อย ๆ ใช้มีดกับส้อมหั่นสเต๊กเนื้ออย่างประณีต

ฉันกินสเต๊กเนื้อหนึ่งคำ พลางจิบไวน์แดงตามอีกหนึ่งอึก

อ้า...อร่อยจริงๆ เลย!

เมื่อไร้ซึ่งชีวิตแต่งงาน ทันใดนั้นฉันก็รู้สึกเหมือนได้ทุกอย่างกลับคืนมาอีกครั้ง

แต่กู้สือซวี่ก็ไม่ใช่คนนิสัยดีนัก เขาไม่เคยยอมให้ใครมากระตุกหนวดเสือได้ง่าย ๆ

เขาหันไปสั่งบอดี้การ์ดว่า “เอาของพวกนี้ของเธอไปทิ้งให้หมด”

ทันทีที่เขาพูดจบ ตั๋วตั่วที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับยื่นมือไปดึงชายเสื้อของเขาเบา ๆ พลางพูดด้วยท่าทางน่าสงสารว่า “คุณพ่อขา หนู...หนูก็อยากกินสเต๊กเนื้อเหมือนกันค่ะ...”

เด็กน้อยกลืนน้ำลายอยู่หลายอึก ดวงตาสดใสพร้อมกะพริบปริบ ๆ พลางถามขึ้นว่า “ทำไมพวกเราถึงกินเนื้อนุ่มๆ ไม่ได้ล่ะคะ”

กู้สือซวี่ถูกถามจนชะงักไปพักใหญ่ และไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

เพราะหากจะให้อธิบายเรื่องการปฏิบัติธรรมกับเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ก็ไม่มีทางที่เด็กจะเข้าใจอยู่ดี

ซูหย่าซินรีบพูดเพื่อเอาใจกู้สือซวี่ขึ้นว่า “ตั๋วตั่ว คุณพ่อหวังดีกับพวกเรานะ” การกินมังสวิรัติส่งผลดีต่อสุขภาพ คนที่กินเนื้อทุกวันต่างหากที่เสี่ยงจะเป็นโรคสารพัด”

ฉันยังคงดื่มด่ำกับรสชาติของอาหาร พลางพยักหน้าแล้วพูดขึ้นว่า “อืม งั้นก็ยกความทุกข์ทั้งหมดให้ฉันคนเดียวก็พอ ส่วนพวกคุณก็มีความสุขกับสุขภาพที่ดีต่อไปเถอะ”

จากนั้น ฉันมองใบหน้าบึ้งตึงของกู้สือซวี่ ก่อนจะยิ้มเยาะที่มุมปากและพูดขึ้นว่า “หรือว่าพอเห็นฉันกินของพวกนี้ต่อหน้า คุณก็เริ่มอยากกินขึ้นมาบ้างแล้ว รีบร้อนจะให้คนเอาอาหารของฉันไปทิ้งขนาดนี้... ทำไมล่ะ ประธานกู้กลัวว่าจะห้ามใจตัวเองไม่อยู่แล้วเผลอผิดศีลเข้าอย่างนั้นหรือ

กู้สือซวี่มองฉันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกินอาหารมังสวิรัติของตัวเองต่อไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย และไม่ได้สั่งให้บอดี้การ์ดเอาอาหารของฉันไปทิ้งอีก

ซูหย่าซินกับลูกสาวของเธอจำต้องกัดฟันกินอาหารมังสวิรัติตามเขาต่อไป แต่สายตากลับแอบเหลือบมองอาหารของฉันอยู่หลายครั้ง

นี่คงเป็นมื้ออาหารที่ทำให้ฉันมีความสุขที่สุดในรอบหลายปี

หลังจากกินจนอิ่มหนำใจแล้ว พิซซ่าที่ซื้อมายังเหลืออยู่ทั้งถาด แทบไม่ได้แตะเลยด้วยซ้ำ

ตั๋วตั่วเม้มปากพลางจ้องพิซซ่าของฉันตาเป็นประกาย ความคิดในใจของเธอชัดเจนเสียจนไม่ต้องเดา

แม้ว่าเด็กจะเป็นผู้บริสุทธิ์ก็เถอะ แต่ถ้าบังเอิญเธอกินของที่ฉันซื้อแล้วท้องเสียหรืออาเจียนขึ้นมา กู้สือซวี่จะไม่หาว่าฉันวางแผนทำร้ายลูกสาวเขาอีกหรือ

ดังนั้นภายใต้แววตาคาดหวังของเด็กน้อย ฉันจึงเรียกป้าหลิวเข้ามาแล้วพูดขึ้นว่า “อาหารพวกนี้เอาไปให้สุนัขจรจัดในหมู่บ้านกินเถอะ”

เมื่อฉันพูดจบแววตาเปี่ยมความหวังของตั๋วตั่วก็ดับวูบลงในทันที

ไม่รู้ว่าฉันเข้าใจผิดไปเองหรือเปล่า แต่ดูเหมือนแม้แต่ซูหย่าซินเองก็แอบผิดหวังอยู่ไม่น้อย

แน่นอนอยู่แล้วว่าเพราะช่วงนี้ข้างนอกเต็มไปด้วยนักข่าวและปาปารัสซี่ที่คอยตามทำข่าวเกี่ยวกับเธอ ผู้หญิงคนนั้นจึงไม่กล้าออกจากคฤหาสน์

นั่นหมายความว่าเธอจะต้องกินอาหารมังสวิรัติตามกู้สือซวี่ต่อไป

คงไม่ใช่ว่าสองแม่ลูกนั้นกำลังหมายตาอาหารเหลือของฉันอยู่นะ

ความคิดนี้เกือบทำให้ฉันหลุดหัวเราะออกมา

ฉันหยิบกระดาษทิชชูขึ้นแล้วค่อย ๆ เช็ดปากอย่างสบายอารมณ์

ตอนลุกจากโต๊ะ ฉันกวาดตามองอาหารมังสวิรัติที่วางเต็มโต๊ะ พลางหันไปพูดกับซูหย่าซินว่า “ต่อไป ชีวิตดีๆ แบบนี้ฉันยกให้เธอทั้งหมดก็แล้วกัน มีความสุขให้เต็มที่ล่ะ เข้าใจไหม”

แต่ถ้าฉันรู้ว่าเหตุการณ์เล็ก ๆ ในตอนเที่ยงวันนี้ จะทำให้ต้องแบกรับผลลัพธ์อันแสนสาหัสเช่นนี้ บางทีฉันคงไม่มีวันทำแบบนั้นเป็นอันขาด!

……

ตอนบ่ายฉันออกไปเยี่ยมคุณแม่ที่โรงพยาบาล

นับตั้งแต่ที่แม่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และตกอยู่ในอาการโคม่าตั้งแต่ตอนที่ฉันอายุห้าขวบ แม่ก็รักษาตัวอยู่ที่นี่มาโดยตลอด

แม่ยังนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยเช่นเคย ในขณะที่คุณหมอก็ยังคงพูดประโยคเดิมว่า โอกาสที่แม่จะฟื้นขึ้นมานั้นมีน้อยมาก

การที่ยังรักษาสัญญาณชีพเอาไว้ได้แบบนี้ ก็นับว่าโชคดีมาก ๆ แล้ว

แม้จะเป็นเช่นนั้น ฉันก็ยังนั่งลงข้างเตียงและเล่าเรื่องราวมากมายให้แม่ฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตแต่งงานของฉันกับกู้สือซวี่ หรือเรื่องที่ฉันแสร้งทำเป็นเข้มแข็งและไม่แยแส ทั้งที่ความเป็นจริงฉันเองก็สับสนและหวาดกลัวกับอนาคตไม่ต่างกัน

ช่วงเย็นฉันได้รับโทรศัพท์จากป้าหลิว “คุณนาย เกิดเรื่องแล้วค่ะ! คุณรีบกลับมาด่วนเลยนะคะ!”

น้ำเสียงของป้าฟังดูเหมือนโลกกำลังจะถล่มลงมา ฉันซักถามอยู่หลายครั้ง แต่ป้ากลับพูดอ้ำอึ้ง ไม่ยอมบอกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่

ลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่างทำให้ฉันรีบคว้ากระเป๋าแล้วมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ตระกูลกู้ทันที

ทันทีที่ก้าวเข้าประตูบ้าน ฉันก็ได้ยินเสียงป้าหลิวกับซูหย่าซินโต้เถียงกันดังมาแต่ไกล

ป้าหลิวพูดขึ้นว่า “วางเครื่องดูดฝุ่นลงเดี๋ยวนี้นะคะ รอให้คุณนายกลับมาจัดการ คุณทำแบบนี้มันเกินไปแล้วนะ!”

“เธอไม่เห็นหรือว่าพื้นสกปรกไปหมดแล้ว?” “ไม่เก็บกวาดให้สะอาดมันใช้ได้ที่ไหนกัน”

น้ำเสียงของซูหย่าซินแฝงไปด้วยการข่มขู่กลาย ๆ “ป้านี่จงรักภักดีต่อเยี่ยเจาเจาจริง ๆ เลยนะ แต่อย่าลืมสิ ใครเป็นคนจ่ายเงินเดือนให้ป้า ถ้าพี่สือซวี่กลับมาแล้วเห็นสภาพบ้านเละเทะแบบนี้ เขาจะพอใจหรือ” ฉันรีบเดินเข้าไปในห้องรับแขกทันที

เศษเถ้าสีเทาขาวกระจายเกลื่อนอยู่บนพื้นไม้ ราวกับหิมะที่ตกลงมาผิดที่ผิดเวลา

กล่องอัฐิไม้จันทน์แดงที่เก็บไออุ่นสุดท้ายของลูกสาวฉันเอาไว้กระจายอยู่เต็มพื้น ฝากล่องอัฐิแตกเป็นรอยแยกอย่างน่าใจหาย ราวกับว่าลูกรักของฉันกำลังร้องไห้อย่างเงียบงัน

ตรงนอกหน้าต่าง ความมืดของราตรีเริ่มแผ่ปกคลุม กลืนกินแสงสว่างสุดท้ายของวันจนหมดสิ้น

ร่างกายที่แข็งค้างของฉันค่อย ๆ เดินเข้าไปทีละก้าว ก่อนจะย่อตัวลง แล้วใช้ปลายนิ้วแตะลงบนผงเถ้ากระดูกที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นอย่างแผ่วเบา

เศษเถ้ากระดูกเล็ก ๆ เหล่านั้นราวกับยังคงกักเก็บร้อนระอุไว้ จนฉันรีบดึงมือกลับในทันที ราวกับว่าลูกของฉันกำลังร้องไห้อย่างเจ็บปวดและถามฉันว่า ทำไมแม่ถึงปกป้องหนูไม่ได้ ราวกับเธอกำลังบอกฉันว่า เธอเจ็บเหลือเกิน

ในขณะนั้นเสียงของซูหย่าซินก็ดังขึ้นที่ข้างหูของฉัน “ขอโทษด้วยนะคะ คุณเยี่ย วันนี้ตอนเที่ยงตั๋วตั่วเห็นคุณทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เลยเข้าใจผิดคิดว่าคุณซ่อนของกินไว้ในห้อง ตอนบ่ายเธอเลยแอบเข้าไปในห้องของคุณตอนที่ฉันไม่ทันระวัง คิดว่ากล่องใบนั้นใส่ของกินอยู่เลยหยิบออกมา แต่ไม่คิดว่าพอมาถึงห้องรับแขกเธอดันสะดุดล้มเข้า ก็เลย...”

วินาทีต่อมา ฉันลุกขึ้นกระชากคอเสื้อเธออย่างแรง ก่อนตบหน้าเธอฉาดใหญ่อย่างไม่ยั้งมือ

“โอ้ย!”

ซูหย่าซินกรีดร้องลั่น ก่อนจะพยายามดิ้นสุดกำลัง “เยี่ยเจาเจา ปล่อยฉันนะ ถ้าพี่สือซวี่รู้เรื่องนี้เข้า เขาไม่ปล่อยคุณไว้แน่!”

แต่เธอกลับประเมินพลังของแม่คนหนึ่งในยามสิ้นหวังต่ำเกินไป

ฉันอยากจะฆ่าเธอด้วยซ้ำ!

ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย ฉันได้ยินเสียงของกู้สือซวี่ดังขึ้น

“เยี่ยเจาเจา คุณทำบ้าอะไร ยังไม่รีบปล่อยมืออีก!”

ซูหย่าซินราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิตมาโปรด แสร้งร้องไห้พลางตะโกนว่า “พี่สือซวี่ ช่วยฉันด้วยค่ะ!”

แต่ไม่คิดเลยว่าขณะที่กู้สือซวี่กำลังจะเข้ามาดึงตัวฉัน ป้าหลิวกลับเข้ามาขวางหน้าเขาไว้

ป้าคงกลัวว่าซูหย่าซินจะบิดเบือนความจริงกลับดำเป็นขาว และกลัวว่าฉันจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ดังนั้นป้าหลิวจึงยืนกรานขวางกู้สือซวี่เอาไว้

เมื่อกู้สือซวี่มองตามทิศทางปลายนิ้วที่ป้าหลิวชี้ไปแล้วเห็นเถ้ากระดูกที่กระจัดกระจายเต็มพื้น เขาก็ชะงักงันไปทันที

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หลังฉันขอหย่า สามีเย็นชาก็เลิกเก๊ก   บทที่ 156

    พอกู้อี้หานได้ยินคุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่นพูดแบบนั้น นัยน์ตาของเขาก็เป็นประกายสว่างวาบขึ้นมาทันที เอ่ยว่า "คุณย่าเสิ่นครับ ก่อนหน้านี้ผมเคยไปขอร้องพี่เหยียนโจวแล้ว แต่เขาบอกว่างานยุ่งมาก ไม่ยอมสนใจผมเลย คุณย่าจะสั่งให้เขามาช่วยจัดการเรื่องนี้ได้จริง ๆ เหรอครับ?""แน่นอนสิ!"พอคุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่นพูดถึงหลานชาย แววตาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ "คำพูดของย่า ยังพอมีน้ำหนักในใจของเหยียนโจวอยู่บ้างแหละน่า"พวกเราพูดคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับ คุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่นก็เอ่ยเตือนสติฉัน "จริงสิ เจาเจา หนูไปลองตรวจสอบดูที่สำนักงานเขตดูก็ได้นะ ตามหลักแล้ว ที่นั่นน่าจะมีบันทึกประวัติการจดทะเบียนสมรสระหว่างแม่ของหนูกับซูจ้งผิงอยู่ ไม่ว่าแม่ของซูหย่าซินจะพล่ามอะไรยังไง หล่อนนั่นแหละที่ต้องเป็นมือที่สามแน่ ๆ ลำดับก่อนหลังของการจดทะเบียนสมรส เป็นหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุดอยู่แล้ว"……เมื่อได้รับคำชี้แนะจากคุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่น เช้าวันรุ่งขึ้นฉันจึงรีบเดินทางไปที่สำนักงานเขตทันทีในตอนนั้น คุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่นยังอุตส่าห์ใช้เส้นสายคนรู้จัก ช่วยฝากฝังให้เจ้าหน้าที่คนหนึ่งมาช่วยฉันสืบค้นข้อมูลการจดทะ

  • หลังฉันขอหย่า สามีเย็นชาก็เลิกเก๊ก   บทที่ 155

    พอเล่ามาถึงตรงนี้ คุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่นก็น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม ฝ่ามือเหี่ยวย่นเอื้อมไปลูบไล้เส้นผมของแม่ฉันบนเตียงคนไข้อย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังมองดูลูกในไส้ของตนเองแม้ว่าในใจของฉันจะเจ็บปวดรวดร้าวไม่แพ้กัน แต่ก็กลัวว่าคนแก่อายุมากขนาดนี้หากมีอารมณ์สะเทือนใจรุนแรงเกินไปจะไม่ดีต่อสุขภาพ ฉันจึงคอยเอ่ยปลอบประโลมท่านอยู่นานรอจนกระทั่งอารมณ์ของท่านค่อย ๆ สงบลง ฉันจึงเอ่ยถามขึ้น "ถ้าอย่างนั้น ตอนที่คุณนายใหญ่ไปร่วมงานแต่งงานของแม่หนูในตอนนั้น พอจะมีรูปถ่ายหรืออะไรเก็บไว้บ้างไหมคะ?"ถ้าหากมีภาพถ่ายหรือการ์ดเชิญอะไรทำนองนั้นเป็นหลักฐาน ก็จะสามารถพิสูจน์ได้ทันทีว่าซูจ้งผิงกำลังโกหกคำโต!คุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่นส่ายหน้าช้า ๆ พลางเอ่ย "ตอนนั้นแม้ว่าฉันจะได้รับการ์ดเชิญงานแต่งงานจากแม่ของหนูจริง ๆ แต่ช่วงเวลานั้นลูกชายของฉัน หรือก็คือพ่อของเหยียนโจว ดันมาเสียชีวิตกะทันหันจากอุบัติเหตุพอดี งานมงคลกับงานอัปมงคลมันประดังประเดเข้ามาพร้อมกัน ฉันก็เลยจำต้องเลือกไปจัดงานศพให้ลูกชายของฉันก่อน""ขอโทษด้วยนะคะคุณนายใหญ่ หนู... หนูไม่ทราบเรื่องมาก่อนเลย..."ฉันรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างจับใจ ที่เผลอไปสะกิดโดน

  • หลังฉันขอหย่า สามีเย็นชาก็เลิกเก๊ก   บทที่ 154

    ……เช้าวันรุ่งขึ้น กู้อี้หานก็เดินทางมาที่โรงพยาบาลฉันนึกถึงคำขอร้องของเซี่ยเสี่ยวฉินขึ้นมาได้ จึงแสร้งทำสีหน้าเย็นชาแล้วเอ่ยว่า "ต่อไปเรื่องของฉันนายไม่ต้องมายุ่งอีกแล้วนะ ความสัมพันธ์ของพวกเราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น"กู้อี้หานหัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ย "แม่ฉันไปหาเธอมาใช่ไหมล่ะ?""เปล่าสักหน่อย"ฉันทำหน้านิ่งไร้อารมณ์ ไม่อยากให้เขาจับพิรุธได้กู้อี้หานล้วงกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง ทำท่าทีกวน ๆ ตามแบบฉบับ "โอเค ในเมื่อเธอพูดแบบนี้ งั้นฉันไปจริง ๆ ละนะ! อุตส่าห์ไปตามหาคนที่จะมาช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้แม่ของเธอได้แล้วแท้ ๆ ในเมื่อเธอไม่ต้องการ งั้นฉันก็คงไม่ต้องเอาหน้าอุ่น ๆ ไปแนบก้นเย็นชาของใครแล้วล่ะ"พูดจบ เขาก็ทำท่าจะหมุนตัวเดินออกไปจริง ๆฉันรีบร้องเรียกทันควัน "เดี๋ยวก่อน! เมื่อกี้ว่าไงนะ?"ในจังหวะนั้นเอง ซ่งจินรั่วก็ประคองคุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่นเดินเข้ามาในห้องฉันมองดูทั้งสองคนด้วยความตกตะลึง "คุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่น?""โถ่เอ๋ย ทำไมตาถึงได้บวมช้ำขนาดนี้ล่ะเนี่ย?"คุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่นมองฉันด้วยความสงสารและเอ็นดู "ไม่กี่วันมานี้ ลำบากหนูจริง ๆ เลยนะลูก ไหนจะต้องคอยดูแลแม่ แล

  • หลังฉันขอหย่า สามีเย็นชาก็เลิกเก๊ก   บทที่ 153

    หัวใจของฉันดิ่งวูบลงอย่างรุนแรงคำก่นด่าสาปแช่งและข้อกล่าวหาในโลกออนไลน์เหล่านั้นทำได้เพียงจุดประกายความโกรธแค้นในใจฉัน แต่สำหรับกู้สือซวี่แล้ว เขากลับแทรกซึมเข้ามาในชีวิตของฉันได้ทุกซอกทุกมุมและทุกครั้งที่เขาปรากฏตัวขึ้น ก็เหมือนกับการลงมีดกรีดแทงซ้ำลงบนแผลเดิมของฉันอย่างเลือดเย็นตัวเขาเองไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาช่วยฉัน ซ้ำร้ายยังคอยขัดขวางไม่ยอมให้คนอื่นเข้ามาช่วยฉันอีกด้วยเซี่ยเสี่ยวฉินเอ่ยต่อ "ตอนนั้น พ่อของอี้หานหย่าร้างกับแม่สามีของหนู เขายอมสละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง กว่าที่เขาจะผ่านความยากลำบากขวากหนามมาได้มากมายขนาดนี้ จนสามารถกลับมายืนหยัดในแวดวงธุรกิจได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง สิ่งที่เขาจะหลงเหลือไว้ให้อี้หานได้ ก็มีเพียงแค่สิ่งที่มีอยู่ในมือตอนนี้เท่านั้น น้ากลัวมากจริง ๆ ว่าอี้หานเด็กคนนี้จะไม่รู้ประสีประสา ไม่รู้หนักรู้เบา จนเผลอไปล่วงเกินทำให้สือซวี่ขุ่นเคืองเข้า""หนูเข้าใจแล้วค่ะ น้าฉิน"ฉันพยักหน้ารับ พร้อมกับเอ่ยคำสัญญาเพื่อให้เธอวางใจ "หนูจะคุยกับทั้งกู้สือซวี่และกู้อี้หานให้ชัดเจนเองค่ะ คุณน้าวางใจเถอะนะคะ"……หลังจากเซี่ยเสี่ยวฉินกลับไปได้ไม่นาน กู้สือซวี่ก็เดินทา

  • หลังฉันขอหย่า สามีเย็นชาก็เลิกเก๊ก   บทที่ 152

    ซูจ้งผิงคิดว่าฉันใจอ่อนลงแล้ว แววตาของเขาจึงเป็นประกายสว่างวาบขึ้นมาทันทีเพื่อดึงให้เขายอมร่วมมือ ฉันจึงจงใจแสร้งพูดออกไป "ที่คุณบอกว่าคุณเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดฉัน มันเป็นแค่คำพูดลอย ๆ ไม่มีหลักฐาน เว้นเสียแต่ว่าพวกเราจะไปตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอหาความสัมพันธ์พ่อลูกกัน ถ้าผลตรวจออกมาพิสูจน์ได้ว่าพวกเราเป็นพ่อลูกแท้ ๆ กันจริง ฉันพ่อจจะลองเก็บข้อเสนอของคุณไปพิจารณาดู ยังไงเสียเลือดก็ข้นกว่าน้ำ ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะบีบคุณให้ต้องจนมุมจนถึงทางตันหรอกค่ะ"ความดีอกดีใจฉายชัดบนใบหน้าของซูจ้งผิงอย่างปิดไม่มิด เขาดูมั่นใจในตัวเองมากพลางเอ่ย "เจาเจา ด้วยอายุของลูก ลูกต้องเป็นลูกของพ่อแน่นอน ไม่ผิดแน่ ๆ แต่ไปตรวจดูสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน แบบนี้ลูกจะได้กลับคืนสู่ตระกูลได้อย่างถูกต้องเสียที""ถ้าอย่างนั้นตอนนี้พวกเราก็ไปเจาะเลือดกันเถอะค่ะ รู้สึกว่าโรงพยาบาลแห่งนี้จะมีศูนย์ตรวจดีเอ็นเออยู่พอดี"ซูจ้งผิงไม่ได้คัดค้านใด ๆด้วยเหตุนี้ ฉันจึงพาเขาไปเจาะเลือดด้วยกันเจ้าหน้าที่ศูนย์ตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอแจ้งกับพวกเราว่า ช่วงนี้มีคนมาใช้บริการตรวจประเภทนี้เป็นจำนวนมาก ทางศูนย์ไม่มีบริการด่วน จึงรับรองได้เพียงว่า

  • หลังฉันขอหย่า สามีเย็นชาก็เลิกเก๊ก   บทที่ 151

    ฉันหลงคิดไปว่า อย่างน้อยเขาก็คงจะมีความเป็นลูกผู้ชาย กล้าหาญพอที่จะก้าวออกมายอมรับและชี้แจงความผิดพลาดที่ตนเองเคยก่อไว้ในอดีตแต่ฉันคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าคำตอบที่เขาให้กับฉันกลับกลายเป็นว่า "พ่อจะจัดการวางแผนส่งตัวลูกกับแม่ไปอยู่ต่างประเทศนะ พ่อได้ยินมาว่าตอนนั้นลูกเรียนจบปริญญาตรีก็แต่งงานเลย การไม่ได้ต่อปริญญาโทคงเป็นเรื่องน่าเสียดาย ถ้าอย่างนั้นลูกก็ไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศซะ พ่อจะช่วยติดต่ออาจารย์ให้ เรื่องค่าใช้จ่ายพ่อจัดการเองทั้งหมด ส่วนเรื่องแม่ของลูก พ่อเองก็ติดต่อหาโรงพยาบาลรองรับไว้ให้เรียบร้อยแล้ว""เหอะ! ศาสตราจารย์ซู เดิมทีฉันนึกว่าคุณจะแตกต่างจากภรรยาและลูก ๆ ของคุณ แต่ดูตอนนี้สิ คุณกับพวกเขาก็แค่น้ำเน่าในคูเดียวกันนั่นแหละ! ไร้ยางพ่อยและเจ้าเล่ห์ปลิ้นปล้อนไม่ต่างกันเลยสักนิด!"ฉันแค่นหัวเราะเยาะออกมา จ้องมองคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแท้ ๆ ของตัวเองด้วยสายตาผิดหวังอย่างถึงที่สุดซูจ้งผิงรีบละล่ำละลักแก้ตัว "ลูกเข้าใจผิดไปแล้วนะ พ่ออยากจะชดเชยให้พวกลูกจริง ๆ""การชดเชยของคุณ คือการทำให้ฉันกับแม่กลายเป็นหนูท่อที่ต้องหนีเตลิดไปซ่อนตัวอยู่ต่างประเทศงั้นเหรอคะ? ทำแบบนั้นมันก็

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status