INICIAR SESIÓN
“นางคือปีศาจ”
“เผานางเลย”
“สตรีผู้นี้ไม่มีวันแก่ นางคือแม่มด”
“เผานาง”
ความร้อนอันแผดเผา ความเจ็บปวดที่แผ่ลามไปทั่วทั้งอณู ความชอกช้ำที่โดนหักหลัง ความหวาดกลัวที่เกาะกุมหัวใจอันบอบช้ำ กระทั่งทุกอย่างเปลี่ยนเป็นความชินชา
ห้วงเวลาหมุนผ่านไปอย่างเชื่องช้า ความทรงจำเริ่มเลือนรางไปพร้อมกับกาลเวลา ร่างกายของนางยังคงเป็นเช่นเดิม หลังจากเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น ในที่สุดทุกอารมณ์ความรู้สึกก็เปลี่ยนเป็นความเฉยชา
นับจากวันที่นางเกือบโดนเผาทั้งเป็น นางก็หลบซ่อนตัวอยู่ในความโดดเดี่ยว ไม่ยอมเปิดใจให้ผู้ใด ไม่ยอมเชื่อใจมนุษย์ที่มีความรัก โลภ โกรธ หลง ที่สำคัญความหวาดกลัวในสิ่งที่พวกเขาไม่อาจควบคุม ก่อให้ในใจของมนุษย์เกิดความโหดเหี้ยมต้องการทำลาย
พวกเขาต้องการเผานางเพราะคิดว่านางเป็นปีศาจเป็นแม่มด ดังนั้นนางจึงให้เหล่าภูตพานางหายวับไปจากกองเพลิง ให้เหล่าภูตหลอกหลอนชาวบ้าน กระทั่งพวกเขาหวาดกลัวและไม่กล้าออกตามหาหรือยุ่งเกี่ยวกับนางอีก
หนึ่งพันปีผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปีนี้นางเริ่มใหม่อีกครั้งด้วยการย้ายมายังเมืองซ่างจิน แคว้นเหลียง ชื่อแซ่ของนางที่ผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพราะไม่อาจใช้ตัวตนเดิมซ้ำๆ
ครั้งนี้นางเลือกที่จะใช้ชื่อที่นางแทบจะลืมเลือนไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อกลับมานึกถึงมัน เหตุการณ์ในอดีตก็หวนกลับมาทำร้ายนางอีกครั้ง
หลี่เหยาหนิง… ชื่อแซ่ของนางนับตั้งแต่จำความได้เมื่อลืมตาตื่นขึ้น
“นายหญิง”
มองดูเสี่ยวสุ่ย ภูตวารีแห่งแม่น้ำซ่างจินคุกเข่าลงตรงหน้า หลี่เหยาหนิงพลันยิ้มออกมา “หลายร้อยปีมานี้เจ้าสบายดีกระมัง”
“ข้าน้อยสบายดีเจ้าค่ะ ดีใจยิ่งนักที่นายหญิงย้ายกลับมาที่นี่”
“จากนี้ก็รบกวนเจ้าด้วย พอจะหาบ้านหลังเล็กๆ ให้ข้าได้หรือไม่”
“ข้าน้อยจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้” พูดจบร่างเล็กก็หายวับไปทันที
หลี่เหยาหนิงนั่งลงยังริมฝั่งแม่น้ำซ่างจิน นางนั่งเหม่อมองผืนน้ำที่ไหลเอื่อยไปอย่างเลื่อนลอย ฝั่งตรงกันข้ามแม่น้ำ เงาร่างเลือนรางของเหล่าภูตน้อยใหญ่กำลังโบกไม้โบกมือให้นางด้วยความเขินอาย นางแย้มยิ้มให้ด้วยความปรานีก่อนโบกมือทักทายกลับ
โชคดีของนางคือเรื่องนี้ ด้วยเพราะร่างกายของนางมีกลิ่นอายแห่งการรักษาและการเยียวยา เหล่าภูตน้อยใหญ่เคยบอกว่าขอเพียงพวกเขาอยู่ใกล้ พวกเขาก็จะรู้สึกสดชื่นและมีความสุข
ภูตเหล่านั้นต่างเรียกนางว่านายหญิง ไม่ว่านางอยู่ที่ใดนางจะได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูล ตรงกันข้ามกันกับมนุษย์ที่นางมักจะอยู่ห่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
หนึ่งนายและสองผู้ติดตามก้าวเข้าไปในบ้านเช่าขนาดกลางซึ่งมีเพียงสองห้องนอน ห้องครัว และส่วนรับแขก ผู้เป็นนายก็คือหลี่เหยาหนิง ซึ่งมาพร้อมกับเสี่ยวสุ่ยและเสี่ยวฉี ภูตวารีและภูตหินซึ่งอาสามาอยู่เป็นเพื่อน
ท่านป้าหูยังคงพูดยาวเหยียดถึงคุณสมบัติของบ้านเช่าที่ร้างไร้คนอาศัยอยู่ อีกทั้งยังพล่ามถึงความปลอดภัยต่างๆ นานา แม้ว่าบ้านหลังนี้จะตั้งอยู่ห่างออกไปจากบ้านหลังอื่น ๆ เนื่องจากบ้านหลังนี้อยู่ในตรอกเล็กและทางเข้าออกค่อนข้างเปลี่ยว
“ข้าตกลงเช่าบ้านหลังนี้”
“เช่นนั้นข้าน้อยจะให้เสี่ยวฉีไปทำสัญญาเช่านะเจ้าคะ”
“แล้วจะย้ายมาอยู่เมื่อไรหรือ ข้าจะได้ให้คนเข้ามาทำความสะอาด”
หลี่เหยาหนิงยิ้มให้ท่านป้าหู “ข้าจะย้ายเข้าทันที”
“อ้อ ได้ๆ ได้เลย เช่นนั้นแม่นาง…”
“ข้าแซ่หลี่”
“แม่นางหลี่ เรื่องค่าเช่า…”
เสี่ยวฉีก้าวเข้ามาขวางท่านป้าหูเอาไว้ เขาส่งถุงเงินให้อีกฝ่ายก่อนผายมือไปยังประตู “จากนี้ข้าจะเป็นคนตกลงกับท่าน ท่านป้าหูเรากลับไปทำสัญญาที่บ้านท่านก็แล้วกัน”
ท่านป้าหูมองทั้งสามด้วยดวงตาสงสัยใคร่รู้ สายตามองตรงไปยังแผ่นหลังอรชรของแม่นางหลี่ รู้สึกชื่นชมใบหน้างดงามทว่าเรียบเฉยเย็นชาต่อทุกสิ่งของแม่นางผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง
ยิ่งในยามที่ก้าวเข้าใกล้นางก็ยิ่งรู้สึกจิตใจปลอดโปร่ง กระทั่งรู้ตัวว่าเสียมารยาทจึงกระแอมออกมาเสียงหนึ่ง มือเหี่ยวย่นยื่นออกไปรับถุงเงินก่อนเอ่ยปากลา
“เช่นนั้นหากแม่นางขาดเหลืออะไร…”
“ขอบคุณท่านป้าหู หากมีสิ่งใดจะให้คนของข้าไปแจ้งท่านทันที”
“เช่นนั้นข้าขอลา”
หลังจากเดินวนดูรอบบ้านหลายรอบ เสี่ยวฉีก็กลับเข้ามาพร้อมกับสัญญาเช่าหนึ่งปี ด้านหลังเขายังมีเงาร่างเลือนรางของภูตที่ยังไม่บรรลุมรรคผล รวมไปถึงเหล่าวิญญาณที่ล้วนได้กลิ่นอายความดีงามที่เปล่งประกายออกมารอบตัวหลี่เหยาหนิง
เสี่ยวสุ่ยตวาดไล่ออกไปคราหนึ่ง หลี่เหยาหนิงก็ได้แต่ส่ายหน้า หญิงสาวเดินออกไปที่หน้าประตูใหญ่ ก่อนถอนหายใจออกมา
“หากมารวมกลุ่มกันมากมายเช่นนี้อาจเกิดปัญหา” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าจะอยู่ที่นี่ระยะหนึ่ง ไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายไม่ว่ากับมนุษย์ ภูต หรือเหล่าวิญญาณ นับจากพรุ่งนี้อนุญาตให้สลับผลัดเปลี่ยนกันมา เมื่อมาแล้วก็อย่ารั้งอยู่นานจนน่าสงสัยเข้าใจหรือไม่”
เสี่ยวสุ่ยถอนหายใจ ก่อนมองหน้าเสี่ยวฉีด้วยความหนักใจ นายหญิงของนางมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ ใจดีจนเกินไป หากเหล่าภูตและวิญญาณมาชุมนุมกันมากมาย แน่นอนว่าย่อมเกิดปัญหา
และปัญหาใหญ่ที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเหล่าปีศาจที่อาจเข้ามาก่อความยุ่งยาก แม้พวกเขาไม่กล้าทำอันตรายนายหญิง แต่ถึงอย่างนั้นแค่มีภูต วิญญาณและเหล่าปีศาจมารวมกลุ่มกันมากขึ้น มนุษย์ย่อมสังเกตเห็นได้ไม่ช้าก็เร็ว
เหล่าภูตน้อยใหญ่อาสามาช่วยทำความสะอาด ทำให้เพียงพริบตาเดียวบ้านหนังเล็กก็น่าอยู่ขึ้นมาก หลี่เหยาหนิงมองไปรอบห้องด้วยสายตาพึงพอใจ
อวิ๋นชางลอบชำเลืองมองหลี่เหยาหนิง จากนั้นก็ถอนหายใจออกมา “ท่านอย่าเข้าใจซีเฟิงผิด เขาไม่ใช่คนใจร้าย แม้ภายนอกของเขาอาจดูเย็นชา แต่ที่ผ่านมาเขาไม่เคยทำร้ายใครเลย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือภูตผีปีศาจ”“ท่านหาต้องกังวลไม่ ข้าเข้าใจดี หาไม่เมื่อครู่ทุกคนที่อยู่รอบตัวข้าคงไม่อาจรอดพ้น”ได้ยินเช่นนั้นอวิ๋นชางก็ยิ้มกว้าง “ท่านเข้าใจก็ดีแล้ว ข้ายังคงยืนยันว่าหากแม่นางต้องการความช่วยเหลือ บ้านของข้ายินดีต้อนรับเสมอ”“แล้วพวกท่านย้ายมาที่นี่เพื่อ...”“ข้ากับซีเฟิงเพิ่งเข้าทำงานที่ร้านแลกเงินฟู่กุ้ย พรุ่งนี้ก็จะเริ่มทำงานแล้ว ตั้งใจว่าทำงานเก็บเงินสักเล็กน้อยค่อยวางแผนว่าจะทำเช่นไรต่อ แล้วแม่นางเล่า”“ข้าย้ายไปเรื่อยๆ แต่ละเมืองจะไม่เกินสิบหรือยี่สิบปี”“นั่นสินะ”อวิ๋นชางพยักหน้าก่อนมองไปยังบ้านที่อยู่ติดกัน คิ้วเข้มขมวดมุ่นเล็กน้อย จากนั้นก็มองเข้าไปในบ้านเช่าของตน “ข้าไปส่งเจ้าดีกว่า อย่างไรเจ้าก็นับว่าเป็นอิสตรี ดูว่าคนของเจ้ากลับมาแล้วหรือยัง”หญิงสาวเข้าใจในความหมายจึงพยักหน้าแล้วส่งยิ้มให้ในความหวังดีของอีกฝ่าย “ขอบคุณท่านมาก”“ข้าเองก็ไม่ใคร่จะเห็นเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านั้นกับตัวบ่อยนัก ที
แต่ถึงแม้จะคิดเช่นนั้นภูตเหล่านั้นก็หาผิดไม่ พวกเขาเพียงเข้าใกล้เพื่ออาศัยกลิ่นอายของนางเท่านั้น ไม่มีเลยสักครั้งที่พวกเขาจะทำร้ายนาง เช่นนี้นางจะขับไล่ไสส่งพวกเขาไปได้อย่างไรเห็นสีหน้าของหลี่เหยาหนิงเซี่ยซีเฟิงพลันขมวดคิ้ว “ตัดใจไม่ได้หรือ” น้ำเสียงของเขากระด้างขึ้นมาเล็กน้อย“โง่งม คิดว่าพวกเขาจริงใจกับเจ้าเช่นนั้นหรือ อย่าบอกนะว่าเจ้าอยู่รอดปลอดภัยมาได้ โดยที่ไม่มีเรื่องปีศาจไล่ล่า คิดว่าปีศาจเหล่านั้นเข้าถึงตัวเจ้าได้อย่างไรหากไม่ใช่ถูกผู้อื่นชักนำมา”“ท่าน...” หลี่เหยาหนิงเงยหน้ามองเขา “ท่านรู้ได้อย่างไร”“วิถีผู้ล่าไม่จำเป็นต้องออกติดตามด้วยตัวเอง เพียงมีเบาะแสแค่จับเดรัจฉานสักตนมาก็ได้แล้ว คิดว่าภูตผีวิญญาณเหล่านั้นจะยอมตายเพื่อเจ้าทุกตนหรืออย่างไร” เขาแค่นเสียงเรื่องนี้หลี่เหยาหนิงเองก็เถียงไม่ออก เพียงแต่นางไม่อยากจะยอมรับเท่านั้น “แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ช่วยข้าเอาไว้หลายครั้ง อีกอย่างพวกเขาหาได้ทำสิ่งใดผิด ที่ทำเช่นนั้นเพียงเพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตนเอาไว้เท่านั้น”อวิ๋นชางกะพริบตามองท่าทีของสหายก่อนจะมองใบหน้าจนใจของหญิงสาว“อย่าได้ถือสาสหายของข้าคนนี้เลย เขาก็นิสัยเช่นนี
มองดูสายตาคมดุดันที่ลึกล้ำราวกับห้วงทะเลลึก หลี่เหยาหนิงพลันถูกตรึงเอาไว้กับที่ นางไม่รู้ตัวเลยว่าชายหนุ่มได้ลุกขึ้นและก้าวเข้ามาหานาง“ดูเหมือนเจ้าจะรู้ดีเหลือเกิน แล้วเจ้าเล่า”“ข้าทำไม” นางเอ่ยถามเขาด้วยท่าทีเหม่อลอย ราวกับถูกดวงตาคู่นั้นของเขาสะกดเอาไว้“เจ้าเป็นใคร”“นามของข้าตอนนี้คือหลี่เหยาหนิง” นางตอบออกมาเสียงเบาก่อนรีบกะพริบตาอย่างตื่นตระหนก“ที่แท้ก็แม่นางหลี่” เสียงขัดจังหวะของอวิ๋นชางไม่ได้มีผลต่อคนทั้งสองที่ยังคงสบตากันนิ่งหลี่เหยาหนิงขมวดคิ้ว ก่อนบังคับสายตาให้ละไปจากชายหนุ่ม ครู่หนึ่งที่นางเหมือนจะสังเกตเห็นว่าดวงตาของเขามีประกายแดงวาบขึ้น จากนั้นนางก็ไม่อาจควบคุมตัวเอง“เจ้าไม่ใช่มนุษย์”นางสะดุ้งเฮือก “ท่านหมายความว่าอย่างไร”“มนุษย์ไม่ตอบสนองการสะกดจิตของข้า” เขาตอบเสียงเรียบ “ตอบข้ามาเจ้าเป็นใคร”หญิงสาวมุ่นคิ้ว “ข้าบอกท่านไม่ได้เพราะตัวข้าเองก็ไม่รู้” นางถอนหายใจออกมาเซี่ยซีเฟิงมองหญิงสาวนิ่งนาน กระนั้นกลับไม่ได้พยายามคาดคั้นเนื่องจากมองเห็นแววตาหดหู่ของหญิงสาว เขาเองก็พอจะเดาได้ว่านางพูดความจริง“หลายปีมานี้ข้าย้ายจากเมืองหนึ่งไปเมืองหนึ่งโดยมีเหล่าภูตเป็นสหาย
ความรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก แม้ไม่ได้ชัดเจนเช่นในคราแรกที่พบเขายังชั้นสองของโรงเตี๊ยม แต่ถึงอย่างนั้นนางยังคงมั่นใจว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่นางคิดไปเองเพียงแต่...นอกจากนั้นนางนึกอะไรไม่ออกทั้งสิ้น ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จำไม่ได้ว่าเคยพบและรู้จักชายหนุ่มหรือไม่“ความจริงข้าไม่รู้จักท่าน”“หากไม่รู้จักตอนนั้นเหตุใดจึงรีบหลบหน้า” เซี่ยซีเฟิงถามขึ้นทันทีที่นางพูดจบประโยคได้ผลเพราะคำพูดประโยคนั้นของเขาทำให้คิ้วเรียวชะงักทันที“ไม่รู้สิ อาจเพราะมีบางอย่างบอกข้าว่าต้องหนีกระมัง” นางเองก็หาเข้าใจไม่ “ท่าน...มองเห็นพวกเขาใช่หรือไม่ วิญญาณเหล่านั้น เหล่าภูตที่อยู่ข้างกายข้า”“ไม่ใช่เพียงแค่เขา เมื่อครู่ข้าเองก็มองเห็น แม่นางเจ้าเป็นใครกันแน่” อวิ๋นชางเอ่ยถามหญิงสาวเสียงนุ่มเห็นสีหน้าของหญิงสาว บวกกับท่าทีกระตือรือร้นอยากได้คำตอบ ซึ่งแตกต่างจากในคราแรกที่หวาดหวั่นของนาง ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าการกระทำของเซี่ยซีเฟิงหาใช่เรื่องเหลวไหลไม่“ท่านทำอะไรพวกเขา” นางเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล“ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น แต่ไหนแต่ไรมาไม่ว่าภูตผี วิญญาณ หรือปีศาจ หากข้าปรากฏตัวพวกเขาล้วนหวาดกลัวและหายไปจนสิ้น”เ
“เจ้าพูดแบบนี้ทีไรมีปีศาจโผล่มาทุกที ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว พูดเรื่องที่เจ้าเจอแม่นางที่คิดว่ารู้จักดีกว่า ไม่แน่หากเป็นคนที่เจ้ารู้จักจริงๆ นางอาจตอบสิ่งที่เจ้าสงสัยมาตลอดว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน”“วันนั้นข้ามั่นใจว่านางหลบทันทีที่รู้ว่าข้าหันไปมอง”“จริงหรือ” อวิ๋นชางเลิกคิ้ว “หรือว่านางจะรู้จักเจ้าจริงๆ”“อาจใช่…”อีกฝ่ายยังพูดไม่ทันจบประโยค อวิ๋นชางก็ต้องสะดุ้งเฮือก เซี่ยซีเฟิงที่ยืนอยู่ข้างเขา อยู่ๆ ก็เหินกายไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งตามไปทันทีทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไร กระทั่งมองเห็นผู้เป็นสหายคว้าข้อมือของหญิงสาวผู้หนึ่ง...ที่เขาทำได้ก็คืออ้าปากค้างมองด้วยความตื่นตะลึงสตรีผู้นั้นหันกลับมามองเซี่ยซีเฟิงด้วยความตกใจ เขาเองก็ไม่ได้ต่างไปนัก แต่ยังมีเหตุผลอื่นที่ทำให้เขาตกใจมากกว่าการกระทำของสหายเมื่อครู่เขามองเห็นข้างกายหญิงสาวผู้นี้มีคนอยู่สองคน กระนั้นทันทีที่เซี่ยซีเฟิงคว้าหญิงสาวเอาไว้ ร่างของคนที่ยืนอยู่กับนางกลับหายวับไปทันที“เป็นเจ้าเองหรือที่อยู่ในบ้านหลังนี้เมื่อคืน” เซี่ยซีเฟิงดึงหญิงสาวเข้าหาตัว สายตาคมกวาดมองไปรอบๆ จากนั้นคิ้วเข้มก็ขมวดมุ่น“ท่านจะทำอะไร!” หญิงส
หลี่เหยาหนิงงัวเงียลุกจากเตียง เสียงตะโกนด้านนอกทำให้นางสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก กวาดสายตามองเตียงนอนเล็กๆ ที่อยู่ตรงมุมห้อง ภูตวารีไม่ได้นอนอยู่ตรงนั้นแต่กลับไปยืนใกล้ประตู แง้มประตูออกเล็กน้อยจากนั้นก็แอบมองลอดออกไปตามช่อง“มีอะไรหรือ”“นายหญิง” เสี่ยวสุ่ยสะดุ้ง “ข้าน้อยทำท่านตื่นหรือเจ้าคะ”“เปล่า ข้าได้ยินเสียงตะโกน เกิดอะไรขึ้นหรือ”“ความตาย ข้าน้อยได้กลิ่นอายแห่งความตายเจ้าค่ะ”“เอ๋” หลี่เหยาหนิงเดินไปหยุดข้างๆ ภูตวารี เมื่อพยายามมองลอดออกไปแล้วไม่เห็นสิ่งใด มือเล็กจึงผลักประตูออกคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างหน้าสะดุ้งสุดตัวก่อนเอื้อมมือไปจับบานประตูปิดเข้ามาดังเดิม “นายหญิง!”“ไม่เห็นมีอะไรเลย” นอกจากความเงียบคิดได้ดังนั้นหญิงสาวพลันขมวดคิ้ว ชีวิตนางไม่คุ้นเคยกับความเงียบ เพราะไม่ว่าจะเป็นเช้า สาย บ่าย เย็น หรือดึกดื่น เหล่าภูต วิญญาณ หรือแม้กระทั่งบางครั้งยังมีปีศาจตัวน้อยๆ ต่างพยายามหาทางเข้าใกล้นาง ซึ่งนั่นมักจะทำให้เกิดเสียงอยู่ตลอดเวลา หากไม่ใช่เสียงพูดคุยซุบซิบ ก็จะเป็นเสียงการเคลื่อนไหวที่แผ่วเบา ราวกับสายลมพัดผ่านใบหลิว“ข้าจะออกไปดู”“ไม่ได้นะเจ้าคะ!” เสี่ยวสุ่ยคว้าแขนของหลี่







