LOGIN“นายหญิง” เสี่ยวสุ่ยเดินเข้ามาพร้อมกับแพรพรรณงดงามถึงห้าพับ หลี่เหยาหนิงเลิกคิ้วมองเป็นเชิงถาม “ภูตบุปผาแวะมาเจ้าค่ะ พวกนางบอกว่าเป็นของขวัญให้ท่าน”
“งดงามเหลือเกิน งดงามเกินไป” หญิงสาวมุ่นคิ้วน้อยๆ
“ข้าน้อยบอกพวกนางแล้วเจ้าค่ะ แต่พวกนางบอกว่าท่านอยู่ที่นี่ต้องใช้เงิน มนุษย์เหล่านั้นช่างสงสัย ข้าเองก็เห็นด้วยดังนั้นจึงรับเอาไว้”
หญิงสาวพยักหน้าช้าๆ “เช่นนั้นนำไปขายที่ร้านแพรพรรณ อย่างไรเสียพวกเราก็ต้องทำตัวให้เป็นปกติ ข้าอาจ…” นางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนมองแพรพรรณจากภูตบุปผา “เช่นนั้นปักผ้าเป็นอย่างไร เรื่องนี้ข้าค่อนข้างถนัด”
“นายหญิง” เสี่ยวฉีเดินเข้ามาพร้อมกับตะกร้าผัก
“คราวนี้ได้อะไรมาอีกเล่า” หลี่เหยาหนิงหัวเราะออกมาเสียงเบา
นางชินเสียแล้วจึงไม่ได้ทักท้วงอะไร อย่างน้อยเหล่าภูตตัวน้อยๆ ที่ชอบหาของมากำนัลก็ยังรู้จักความพอดี พวกเขาสรรหาของที่นางจำเป็นต้องใช้จริงๆ ทั้งยังให้มาอย่างละน้อย เพียงเพื่อให้ได้ ‘บังเอิญ’ ผ่านมา
ในยามที่เดินทางเพียงลำพัง นางไม่เพียงได้รับการคุ้มครองเท่านั้น แต่หลี่เหยาหนิงยังได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากเหล่าวิญญาณ ที่สำคัญไปกว่านั้นบางครั้งนางถึงกับได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าที่
ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าหญิงสาวคือ มนุษย์ ภูตผีวิญญาณ ปีศาจ หรือแม้กระทั่งเทพเซียน
ที่นางตระหนักคือนับพันปีมานี้ แม้นางมีความรู้สึกเจ็บปวด รัก โลภ โกรธ หลง ดังเช่นมนุษย์ แต่นางกลับไม่มีวันแก่ ไม่ตาย และไม่อาจดับสูญ
‘ในเมื่อคนผู้นั้นให้รอ ท่านก็รอต่อไปเถิด’
นั่นคือประโยคที่เฮย-ไป๋อู๋ฉาง[1]บอก หลังจากท่านเจ้าที่ทนคำรบเร้าของนางไม่ไหว จนร้อนไปถึงยมทูตทั้งสองต้องมาพบนาง
‘ข้าเป็นใครหรือเจ้าคะ เหตุใดจึงไม่อาจตาย ไม่อาจดับสูญ’
นางถามเพราะครั้งหนึ่งนางเคยลองพยายามแล้ว ตอนที่นางหมดอาลัยตายอยาก เพราะรู้สึกเหมือนนางคือปีศาจที่ไม่เหมือนผู้ใด
‘ท่านจะได้คำตอบเมื่อคนผู้นั้นมาถึง’
นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้นางก็ยังไม่ได้คำตอบใด อีกทั้งไม่ว่าจะทำเช่นไรยมทูตทั้งสองก็ไม่มาปรากฏตัวให้นางเห็นอีกเลย
ความครึกครื้นของเมืองซ่างจิน ต่างจากเมืองก่อนที่หลี่เหยาหนิงไปเยือน นางกวาดสายตามองผู้คนมากมายที่เดินจับจ่ายของสดในตลาด เสียงจอแจของพ่อค้าแม่ค้า รวมไปถึงเสียงตะโกนขายสินค้า ทำให้บรรยากาศคึกคักขึ้นมาก
“นายหญิง” เสี่ยวสุ่ยเดินกลับมาหลังจากนำผ้าแพรพรรณผืนหนึ่งเข้าไปขายในร้านซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ใบหน้าบึ้งตึงบ่งบอกว่ากำลังไม่พอใจบางอย่าง
“อย่าโกรธอีกเลย”
“ความจริงผ้าผืนนั้นต้องได้ราคาสองเท่าที่ท่านเรียก”
“มากขนาดนั้นอาจโดนสงสัย ให้พวกเขาคิดว่าเราโง่งมแล้วไม่ติดใจอะไร ยังดีกว่าให้พวกเขาเกิดความละโมบแล้วคิดอยากครอบครองมากกว่าเดิม”
“แต่ข้าบอกไปแล้วว่าไม่มีอีก”
“ดีแล้ว”
“เช่นนั้นเรากลับกันดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ได้” หลี่เหยาหนิงลุกขึ้นยืน จากนั้นก็แย้มยิ้มเมื่อเห็นใบหน้าของเสี่ยวสุ่ยที่ไม่ดีขึ้น “แวะซื้อซาลาเปาไส้ผักกลับไปด้วยดีหรือไม่”
“ได้เจ้าค่ะ”
“ยังมีขนมร้านนั้นด้วย”
“เจ้าค่ะ”
“หรือว่าจะกินเนื้อผัด”
เสี่ยวสุ่ยชะงักทันที จากนั้นก็หันขวับกลับไปมองผู้เป็นนายที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ท่านจะกินเนื้อหรือเจ้าคะ” เอ่ยถามเสียงสูงด้วยความประหลาดใจ
“ข้าเพียงล้อเจ้าเล่น อย่าอารมณ์เสียอีกเลย”
เสี่ยวสุ่ยถอนหายใจก่อนมองใบหน้ายิ้มแย้มของหลี่เหยาหนิง นางรู้ว่าผู้เป็นนายไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิด ดังนั้นจึงออกจะตกใจอยู่บ้างจริงๆ “เช่นนั้นซื้อซาลาเปากับขนมไปฝากอาฉีด้วยนะเจ้าคะ วันนี้ข้าได้ผักสดกับเต้าหู้มา ยังมีเห็ดหอมด้วย”
หลี่เหยาหนิงพยักหน้าก่อนเดินเคียงกันไปตามท้องถนน มองดูบรรยากาศของตลาดยามเช้า หญิงสาวรู้สึกรื่นรมย์ยิ่งนัก เมื่อเงยหน้ามองสองฟากฝั่งของท้องถนน ร้านค้าต่างๆ หอสุรา โรงเตี๊ยมหรือแม้กระทั่งเพิงขายอาหารเริ่มมีคนเข้าไปนั่งประปราย
“ที่นี่คึกคักยิ่ง”
“เจ้าค่ะ แต่เราสมควรกลับได้แล้ว”
เสี่ยวสุ่ยไม่ชอบใจเลยที่เห็นผู้คนเริ่มหันมาสนใจผู้เป็นนาย แม้หลี่เหยาหนิงไม่ได้งดงามราวล้ำเลิศ แต่ใบหน้านวลเนียนกลับเปล่งประกายดึงดูดผู้คน
ยิ่งบวกกับท่วงท่าการวางตัวที่ดูสุภาพอ่อนโยน นางก็ยิ่งทำให้ผู้ที่กวาดสายตาผ่านมา อดไม่ได้ที่จะรั้งสายตากลับ บรรยากาศที่ลอยวนอยู่รอบกายอรชร เป็นความอบอุ่น ความสบายตาสบายใจอย่างน่าประหลาด ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็อยากจะเข้าใกล้หญิงสาวให้มากขึ้นๆ
รอยยิ้มของหลี่เหยาหนิงกว้างขึ้น เมื่อสายตาคู่งามมองเห็นถังหูลู่ เสี่ยวสุ่ยอมยิ้มก่อนพยักหน้าแล้วพาหญิงสาวไปซื้อคนละไม้
“อร่อย” หลี่เหยาหนิงหัวเราะเสียงเบา
กัดไปได้คำหนึ่งก็ชะงัก เพราะในตอนที่เงยหน้าขึ้นนั้น เงาร่างของคนที่ยืนอยู่บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมดึงดูดสายตาของนางทันที ใบหน้าหล่อเหลาเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ในขณะที่หลี่เหยาหนิงไม่อาจละสายตาไปจากเขา
ร่างสูงอยู่ในชุดสีน้ำเงินเข้มทั้งตัว ผมยาวถูกรวบมัดสูงขึ้นยึดเอาไว้ด้วยปิ่นเรียบๆ กระนั้นเขากลับน่ามองกว่าบุรุษใดๆ ที่กำลังยืนสนทนาอยู่รอบตัว
ยืนจ้องอยู่นานเท่าไรหลี่เหยาหนิงไม่อาจรู้ กระทั่งดูเหมือนชายหนุ่มจะรู้ตัวว่าตกเป็นเป้าสายตาจึงก้มหน้าลง กวาดสายตาคมกริบมายังทิศทางที่นางยืนอยู่
ความเจ็บปวดสายหนึ่งพุ่งเข้าจู่โจมลำคอ ลมหายใจของหญิงสาวเริ่มติดขัด ไม่อาจหายใจได้ดังเช่นคนปกติ นางอ้าปากสูดลมเข้าแต่ผลยังคงเป็นเช่นเดิม ใบหน้าดุดันน่าหวาดกลัว ทับซ้อนกับบุรุษซึ่งกำลังหันมามองนางช้าๆ
ถังหูลู่ในมือหล่นตุบลงบนพื้น หลี่เหยาหนิงสะท้านวาบรีบหมุนตัวไปอีกด้าน เสี่ยวสุ่ยมองหญิงสาวด้วยใบหน้างุนงง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองยังทิศทางที่ผู้เป็นนายยืนจ้องเมื่อครู่ นางก็ได้สบตากับดวงตาคมปลาบดุดันของชายหนุ่มร่างสูง ซึ่งกำลังขมวดคิ้วจ้องมองลงมาเช่นกัน
“นายหญิง”
“กลับบ้านเร็วเข้า” หัวใจของนางเต้นรัวจนน่าหวาดหวั่น แผ่นหลังเย็นวาบราวกับรับรู้ว่าบุรุษผู้นั้นยังคงจดจ้องมายังนาง
“เขา…ท่านรู้จักเขาหรือเจ้าคะ”
คำถามนั้นทำให้หลี่เหยาหนิงชะงัก นางกะพริบตามองภูตวารีด้วยความงุนงง พร้อมกับหมุนกายกลับไปเงยหน้าขึ้นมองยังจุดเดิม แต่บุรุษผู้นั้นกลับหายตัวไปแล้ว
“อา” น่าเสียดายยิ่ง
[1] ยมทูตขาวดำ
อวิ๋นชางลอบชำเลืองมองหลี่เหยาหนิง จากนั้นก็ถอนหายใจออกมา “ท่านอย่าเข้าใจซีเฟิงผิด เขาไม่ใช่คนใจร้าย แม้ภายนอกของเขาอาจดูเย็นชา แต่ที่ผ่านมาเขาไม่เคยทำร้ายใครเลย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือภูตผีปีศาจ”“ท่านหาต้องกังวลไม่ ข้าเข้าใจดี หาไม่เมื่อครู่ทุกคนที่อยู่รอบตัวข้าคงไม่อาจรอดพ้น”ได้ยินเช่นนั้นอวิ๋นชางก็ยิ้มกว้าง “ท่านเข้าใจก็ดีแล้ว ข้ายังคงยืนยันว่าหากแม่นางต้องการความช่วยเหลือ บ้านของข้ายินดีต้อนรับเสมอ”“แล้วพวกท่านย้ายมาที่นี่เพื่อ...”“ข้ากับซีเฟิงเพิ่งเข้าทำงานที่ร้านแลกเงินฟู่กุ้ย พรุ่งนี้ก็จะเริ่มทำงานแล้ว ตั้งใจว่าทำงานเก็บเงินสักเล็กน้อยค่อยวางแผนว่าจะทำเช่นไรต่อ แล้วแม่นางเล่า”“ข้าย้ายไปเรื่อยๆ แต่ละเมืองจะไม่เกินสิบหรือยี่สิบปี”“นั่นสินะ”อวิ๋นชางพยักหน้าก่อนมองไปยังบ้านที่อยู่ติดกัน คิ้วเข้มขมวดมุ่นเล็กน้อย จากนั้นก็มองเข้าไปในบ้านเช่าของตน “ข้าไปส่งเจ้าดีกว่า อย่างไรเจ้าก็นับว่าเป็นอิสตรี ดูว่าคนของเจ้ากลับมาแล้วหรือยัง”หญิงสาวเข้าใจในความหมายจึงพยักหน้าแล้วส่งยิ้มให้ในความหวังดีของอีกฝ่าย “ขอบคุณท่านมาก”“ข้าเองก็ไม่ใคร่จะเห็นเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านั้นกับตัวบ่อยนัก ที
แต่ถึงแม้จะคิดเช่นนั้นภูตเหล่านั้นก็หาผิดไม่ พวกเขาเพียงเข้าใกล้เพื่ออาศัยกลิ่นอายของนางเท่านั้น ไม่มีเลยสักครั้งที่พวกเขาจะทำร้ายนาง เช่นนี้นางจะขับไล่ไสส่งพวกเขาไปได้อย่างไรเห็นสีหน้าของหลี่เหยาหนิงเซี่ยซีเฟิงพลันขมวดคิ้ว “ตัดใจไม่ได้หรือ” น้ำเสียงของเขากระด้างขึ้นมาเล็กน้อย“โง่งม คิดว่าพวกเขาจริงใจกับเจ้าเช่นนั้นหรือ อย่าบอกนะว่าเจ้าอยู่รอดปลอดภัยมาได้ โดยที่ไม่มีเรื่องปีศาจไล่ล่า คิดว่าปีศาจเหล่านั้นเข้าถึงตัวเจ้าได้อย่างไรหากไม่ใช่ถูกผู้อื่นชักนำมา”“ท่าน...” หลี่เหยาหนิงเงยหน้ามองเขา “ท่านรู้ได้อย่างไร”“วิถีผู้ล่าไม่จำเป็นต้องออกติดตามด้วยตัวเอง เพียงมีเบาะแสแค่จับเดรัจฉานสักตนมาก็ได้แล้ว คิดว่าภูตผีวิญญาณเหล่านั้นจะยอมตายเพื่อเจ้าทุกตนหรืออย่างไร” เขาแค่นเสียงเรื่องนี้หลี่เหยาหนิงเองก็เถียงไม่ออก เพียงแต่นางไม่อยากจะยอมรับเท่านั้น “แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ช่วยข้าเอาไว้หลายครั้ง อีกอย่างพวกเขาหาได้ทำสิ่งใดผิด ที่ทำเช่นนั้นเพียงเพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตนเอาไว้เท่านั้น”อวิ๋นชางกะพริบตามองท่าทีของสหายก่อนจะมองใบหน้าจนใจของหญิงสาว“อย่าได้ถือสาสหายของข้าคนนี้เลย เขาก็นิสัยเช่นนี
มองดูสายตาคมดุดันที่ลึกล้ำราวกับห้วงทะเลลึก หลี่เหยาหนิงพลันถูกตรึงเอาไว้กับที่ นางไม่รู้ตัวเลยว่าชายหนุ่มได้ลุกขึ้นและก้าวเข้ามาหานาง“ดูเหมือนเจ้าจะรู้ดีเหลือเกิน แล้วเจ้าเล่า”“ข้าทำไม” นางเอ่ยถามเขาด้วยท่าทีเหม่อลอย ราวกับถูกดวงตาคู่นั้นของเขาสะกดเอาไว้“เจ้าเป็นใคร”“นามของข้าตอนนี้คือหลี่เหยาหนิง” นางตอบออกมาเสียงเบาก่อนรีบกะพริบตาอย่างตื่นตระหนก“ที่แท้ก็แม่นางหลี่” เสียงขัดจังหวะของอวิ๋นชางไม่ได้มีผลต่อคนทั้งสองที่ยังคงสบตากันนิ่งหลี่เหยาหนิงขมวดคิ้ว ก่อนบังคับสายตาให้ละไปจากชายหนุ่ม ครู่หนึ่งที่นางเหมือนจะสังเกตเห็นว่าดวงตาของเขามีประกายแดงวาบขึ้น จากนั้นนางก็ไม่อาจควบคุมตัวเอง“เจ้าไม่ใช่มนุษย์”นางสะดุ้งเฮือก “ท่านหมายความว่าอย่างไร”“มนุษย์ไม่ตอบสนองการสะกดจิตของข้า” เขาตอบเสียงเรียบ “ตอบข้ามาเจ้าเป็นใคร”หญิงสาวมุ่นคิ้ว “ข้าบอกท่านไม่ได้เพราะตัวข้าเองก็ไม่รู้” นางถอนหายใจออกมาเซี่ยซีเฟิงมองหญิงสาวนิ่งนาน กระนั้นกลับไม่ได้พยายามคาดคั้นเนื่องจากมองเห็นแววตาหดหู่ของหญิงสาว เขาเองก็พอจะเดาได้ว่านางพูดความจริง“หลายปีมานี้ข้าย้ายจากเมืองหนึ่งไปเมืองหนึ่งโดยมีเหล่าภูตเป็นสหาย
ความรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก แม้ไม่ได้ชัดเจนเช่นในคราแรกที่พบเขายังชั้นสองของโรงเตี๊ยม แต่ถึงอย่างนั้นนางยังคงมั่นใจว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่นางคิดไปเองเพียงแต่...นอกจากนั้นนางนึกอะไรไม่ออกทั้งสิ้น ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จำไม่ได้ว่าเคยพบและรู้จักชายหนุ่มหรือไม่“ความจริงข้าไม่รู้จักท่าน”“หากไม่รู้จักตอนนั้นเหตุใดจึงรีบหลบหน้า” เซี่ยซีเฟิงถามขึ้นทันทีที่นางพูดจบประโยคได้ผลเพราะคำพูดประโยคนั้นของเขาทำให้คิ้วเรียวชะงักทันที“ไม่รู้สิ อาจเพราะมีบางอย่างบอกข้าว่าต้องหนีกระมัง” นางเองก็หาเข้าใจไม่ “ท่าน...มองเห็นพวกเขาใช่หรือไม่ วิญญาณเหล่านั้น เหล่าภูตที่อยู่ข้างกายข้า”“ไม่ใช่เพียงแค่เขา เมื่อครู่ข้าเองก็มองเห็น แม่นางเจ้าเป็นใครกันแน่” อวิ๋นชางเอ่ยถามหญิงสาวเสียงนุ่มเห็นสีหน้าของหญิงสาว บวกกับท่าทีกระตือรือร้นอยากได้คำตอบ ซึ่งแตกต่างจากในคราแรกที่หวาดหวั่นของนาง ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าการกระทำของเซี่ยซีเฟิงหาใช่เรื่องเหลวไหลไม่“ท่านทำอะไรพวกเขา” นางเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล“ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น แต่ไหนแต่ไรมาไม่ว่าภูตผี วิญญาณ หรือปีศาจ หากข้าปรากฏตัวพวกเขาล้วนหวาดกลัวและหายไปจนสิ้น”เ
“เจ้าพูดแบบนี้ทีไรมีปีศาจโผล่มาทุกที ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว พูดเรื่องที่เจ้าเจอแม่นางที่คิดว่ารู้จักดีกว่า ไม่แน่หากเป็นคนที่เจ้ารู้จักจริงๆ นางอาจตอบสิ่งที่เจ้าสงสัยมาตลอดว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน”“วันนั้นข้ามั่นใจว่านางหลบทันทีที่รู้ว่าข้าหันไปมอง”“จริงหรือ” อวิ๋นชางเลิกคิ้ว “หรือว่านางจะรู้จักเจ้าจริงๆ”“อาจใช่…”อีกฝ่ายยังพูดไม่ทันจบประโยค อวิ๋นชางก็ต้องสะดุ้งเฮือก เซี่ยซีเฟิงที่ยืนอยู่ข้างเขา อยู่ๆ ก็เหินกายไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งตามไปทันทีทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไร กระทั่งมองเห็นผู้เป็นสหายคว้าข้อมือของหญิงสาวผู้หนึ่ง...ที่เขาทำได้ก็คืออ้าปากค้างมองด้วยความตื่นตะลึงสตรีผู้นั้นหันกลับมามองเซี่ยซีเฟิงด้วยความตกใจ เขาเองก็ไม่ได้ต่างไปนัก แต่ยังมีเหตุผลอื่นที่ทำให้เขาตกใจมากกว่าการกระทำของสหายเมื่อครู่เขามองเห็นข้างกายหญิงสาวผู้นี้มีคนอยู่สองคน กระนั้นทันทีที่เซี่ยซีเฟิงคว้าหญิงสาวเอาไว้ ร่างของคนที่ยืนอยู่กับนางกลับหายวับไปทันที“เป็นเจ้าเองหรือที่อยู่ในบ้านหลังนี้เมื่อคืน” เซี่ยซีเฟิงดึงหญิงสาวเข้าหาตัว สายตาคมกวาดมองไปรอบๆ จากนั้นคิ้วเข้มก็ขมวดมุ่น“ท่านจะทำอะไร!” หญิงส
หลี่เหยาหนิงงัวเงียลุกจากเตียง เสียงตะโกนด้านนอกทำให้นางสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก กวาดสายตามองเตียงนอนเล็กๆ ที่อยู่ตรงมุมห้อง ภูตวารีไม่ได้นอนอยู่ตรงนั้นแต่กลับไปยืนใกล้ประตู แง้มประตูออกเล็กน้อยจากนั้นก็แอบมองลอดออกไปตามช่อง“มีอะไรหรือ”“นายหญิง” เสี่ยวสุ่ยสะดุ้ง “ข้าน้อยทำท่านตื่นหรือเจ้าคะ”“เปล่า ข้าได้ยินเสียงตะโกน เกิดอะไรขึ้นหรือ”“ความตาย ข้าน้อยได้กลิ่นอายแห่งความตายเจ้าค่ะ”“เอ๋” หลี่เหยาหนิงเดินไปหยุดข้างๆ ภูตวารี เมื่อพยายามมองลอดออกไปแล้วไม่เห็นสิ่งใด มือเล็กจึงผลักประตูออกคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างหน้าสะดุ้งสุดตัวก่อนเอื้อมมือไปจับบานประตูปิดเข้ามาดังเดิม “นายหญิง!”“ไม่เห็นมีอะไรเลย” นอกจากความเงียบคิดได้ดังนั้นหญิงสาวพลันขมวดคิ้ว ชีวิตนางไม่คุ้นเคยกับความเงียบ เพราะไม่ว่าจะเป็นเช้า สาย บ่าย เย็น หรือดึกดื่น เหล่าภูต วิญญาณ หรือแม้กระทั่งบางครั้งยังมีปีศาจตัวน้อยๆ ต่างพยายามหาทางเข้าใกล้นาง ซึ่งนั่นมักจะทำให้เกิดเสียงอยู่ตลอดเวลา หากไม่ใช่เสียงพูดคุยซุบซิบ ก็จะเป็นเสียงการเคลื่อนไหวที่แผ่วเบา ราวกับสายลมพัดผ่านใบหลิว“ข้าจะออกไปดู”“ไม่ได้นะเจ้าคะ!” เสี่ยวสุ่ยคว้าแขนของหลี่







