LOGIN“นายหญิง” เสี่ยวสุ่ยเดินเข้ามาพร้อมกับแพรพรรณงดงามถึงห้าพับ หลี่เหยาหนิงเลิกคิ้วมองเป็นเชิงถาม “ภูตบุปผาแวะมาเจ้าค่ะ พวกนางบอกว่าเป็นของขวัญให้ท่าน”
“งดงามเหลือเกิน งดงามเกินไป” หญิงสาวมุ่นคิ้วน้อยๆ
“ข้าน้อยบอกพวกนางแล้วเจ้าค่ะ แต่พวกนางบอกว่าท่านอยู่ที่นี่ต้องใช้เงิน มนุษย์เหล่านั้นช่างสงสัย ข้าเองก็เห็นด้วยดังนั้นจึงรับเอาไว้”
หญิงสาวพยักหน้าช้าๆ “เช่นนั้นนำไปขายที่ร้านแพรพรรณ อย่างไรเสียพวกเราก็ต้องทำตัวให้เป็นปกติ ข้าอาจ…” นางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนมองแพรพรรณจากภูตบุปผา “เช่นนั้นปักผ้าเป็นอย่างไร เรื่องนี้ข้าค่อนข้างถนัด”
“นายหญิง” เสี่ยวฉีเดินเข้ามาพร้อมกับตะกร้าผัก
“คราวนี้ได้อะไรมาอีกเล่า” หลี่เหยาหนิงหัวเราะออกมาเสียงเบา
นางชินเสียแล้วจึงไม่ได้ทักท้วงอะไร อย่างน้อยเหล่าภูตตัวน้อยๆ ที่ชอบหาของมากำนัลก็ยังรู้จักความพอดี พวกเขาสรรหาของที่นางจำเป็นต้องใช้จริงๆ ทั้งยังให้มาอย่างละน้อย เพียงเพื่อให้ได้ ‘บังเอิญ’ ผ่านมา
ในยามที่เดินทางเพียงลำพัง นางไม่เพียงได้รับการคุ้มครองเท่านั้น แต่หลี่เหยาหนิงยังได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากเหล่าวิญญาณ ที่สำคัญไปกว่านั้นบางครั้งนางถึงกับได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าที่
ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าหญิงสาวคือ มนุษย์ ภูตผีวิญญาณ ปีศาจ หรือแม้กระทั่งเทพเซียน
ที่นางตระหนักคือนับพันปีมานี้ แม้นางมีความรู้สึกเจ็บปวด รัก โลภ โกรธ หลง ดังเช่นมนุษย์ แต่นางกลับไม่มีวันแก่ ไม่ตาย และไม่อาจดับสูญ
‘ในเมื่อคนผู้นั้นให้รอ ท่านก็รอต่อไปเถิด’
นั่นคือประโยคที่เฮย-ไป๋อู๋ฉาง[1]บอก หลังจากท่านเจ้าที่ทนคำรบเร้าของนางไม่ไหว จนร้อนไปถึงยมทูตทั้งสองต้องมาพบนาง
‘ข้าเป็นใครหรือเจ้าคะ เหตุใดจึงไม่อาจตาย ไม่อาจดับสูญ’
นางถามเพราะครั้งหนึ่งนางเคยลองพยายามแล้ว ตอนที่นางหมดอาลัยตายอยาก เพราะรู้สึกเหมือนนางคือปีศาจที่ไม่เหมือนผู้ใด
‘ท่านจะได้คำตอบเมื่อคนผู้นั้นมาถึง’
นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้นางก็ยังไม่ได้คำตอบใด อีกทั้งไม่ว่าจะทำเช่นไรยมทูตทั้งสองก็ไม่มาปรากฏตัวให้นางเห็นอีกเลย
ความครึกครื้นของเมืองซ่างจิน ต่างจากเมืองก่อนที่หลี่เหยาหนิงไปเยือน นางกวาดสายตามองผู้คนมากมายที่เดินจับจ่ายของสดในตลาด เสียงจอแจของพ่อค้าแม่ค้า รวมไปถึงเสียงตะโกนขายสินค้า ทำให้บรรยากาศคึกคักขึ้นมาก
“นายหญิง” เสี่ยวสุ่ยเดินกลับมาหลังจากนำผ้าแพรพรรณผืนหนึ่งเข้าไปขายในร้านซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ใบหน้าบึ้งตึงบ่งบอกว่ากำลังไม่พอใจบางอย่าง
“อย่าโกรธอีกเลย”
“ความจริงผ้าผืนนั้นต้องได้ราคาสองเท่าที่ท่านเรียก”
“มากขนาดนั้นอาจโดนสงสัย ให้พวกเขาคิดว่าเราโง่งมแล้วไม่ติดใจอะไร ยังดีกว่าให้พวกเขาเกิดความละโมบแล้วคิดอยากครอบครองมากกว่าเดิม”
“แต่ข้าบอกไปแล้วว่าไม่มีอีก”
“ดีแล้ว”
“เช่นนั้นเรากลับกันดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ได้” หลี่เหยาหนิงลุกขึ้นยืน จากนั้นก็แย้มยิ้มเมื่อเห็นใบหน้าของเสี่ยวสุ่ยที่ไม่ดีขึ้น “แวะซื้อซาลาเปาไส้ผักกลับไปด้วยดีหรือไม่”
“ได้เจ้าค่ะ”
“ยังมีขนมร้านนั้นด้วย”
“เจ้าค่ะ”
“หรือว่าจะกินเนื้อผัด”
เสี่ยวสุ่ยชะงักทันที จากนั้นก็หันขวับกลับไปมองผู้เป็นนายที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ท่านจะกินเนื้อหรือเจ้าคะ” เอ่ยถามเสียงสูงด้วยความประหลาดใจ
“ข้าเพียงล้อเจ้าเล่น อย่าอารมณ์เสียอีกเลย”
เสี่ยวสุ่ยถอนหายใจก่อนมองใบหน้ายิ้มแย้มของหลี่เหยาหนิง นางรู้ว่าผู้เป็นนายไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิด ดังนั้นจึงออกจะตกใจอยู่บ้างจริงๆ “เช่นนั้นซื้อซาลาเปากับขนมไปฝากอาฉีด้วยนะเจ้าคะ วันนี้ข้าได้ผักสดกับเต้าหู้มา ยังมีเห็ดหอมด้วย”
หลี่เหยาหนิงพยักหน้าก่อนเดินเคียงกันไปตามท้องถนน มองดูบรรยากาศของตลาดยามเช้า หญิงสาวรู้สึกรื่นรมย์ยิ่งนัก เมื่อเงยหน้ามองสองฟากฝั่งของท้องถนน ร้านค้าต่างๆ หอสุรา โรงเตี๊ยมหรือแม้กระทั่งเพิงขายอาหารเริ่มมีคนเข้าไปนั่งประปราย
“ที่นี่คึกคักยิ่ง”
“เจ้าค่ะ แต่เราสมควรกลับได้แล้ว”
เสี่ยวสุ่ยไม่ชอบใจเลยที่เห็นผู้คนเริ่มหันมาสนใจผู้เป็นนาย แม้หลี่เหยาหนิงไม่ได้งดงามราวล้ำเลิศ แต่ใบหน้านวลเนียนกลับเปล่งประกายดึงดูดผู้คน
ยิ่งบวกกับท่วงท่าการวางตัวที่ดูสุภาพอ่อนโยน นางก็ยิ่งทำให้ผู้ที่กวาดสายตาผ่านมา อดไม่ได้ที่จะรั้งสายตากลับ บรรยากาศที่ลอยวนอยู่รอบกายอรชร เป็นความอบอุ่น ความสบายตาสบายใจอย่างน่าประหลาด ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็อยากจะเข้าใกล้หญิงสาวให้มากขึ้นๆ
รอยยิ้มของหลี่เหยาหนิงกว้างขึ้น เมื่อสายตาคู่งามมองเห็นถังหูลู่ เสี่ยวสุ่ยอมยิ้มก่อนพยักหน้าแล้วพาหญิงสาวไปซื้อคนละไม้
“อร่อย” หลี่เหยาหนิงหัวเราะเสียงเบา
กัดไปได้คำหนึ่งก็ชะงัก เพราะในตอนที่เงยหน้าขึ้นนั้น เงาร่างของคนที่ยืนอยู่บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมดึงดูดสายตาของนางทันที ใบหน้าหล่อเหลาเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ในขณะที่หลี่เหยาหนิงไม่อาจละสายตาไปจากเขา
ร่างสูงอยู่ในชุดสีน้ำเงินเข้มทั้งตัว ผมยาวถูกรวบมัดสูงขึ้นยึดเอาไว้ด้วยปิ่นเรียบๆ กระนั้นเขากลับน่ามองกว่าบุรุษใดๆ ที่กำลังยืนสนทนาอยู่รอบตัว
ยืนจ้องอยู่นานเท่าไรหลี่เหยาหนิงไม่อาจรู้ กระทั่งดูเหมือนชายหนุ่มจะรู้ตัวว่าตกเป็นเป้าสายตาจึงก้มหน้าลง กวาดสายตาคมกริบมายังทิศทางที่นางยืนอยู่
ความเจ็บปวดสายหนึ่งพุ่งเข้าจู่โจมลำคอ ลมหายใจของหญิงสาวเริ่มติดขัด ไม่อาจหายใจได้ดังเช่นคนปกติ นางอ้าปากสูดลมเข้าแต่ผลยังคงเป็นเช่นเดิม ใบหน้าดุดันน่าหวาดกลัว ทับซ้อนกับบุรุษซึ่งกำลังหันมามองนางช้าๆ
ถังหูลู่ในมือหล่นตุบลงบนพื้น หลี่เหยาหนิงสะท้านวาบรีบหมุนตัวไปอีกด้าน เสี่ยวสุ่ยมองหญิงสาวด้วยใบหน้างุนงง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองยังทิศทางที่ผู้เป็นนายยืนจ้องเมื่อครู่ นางก็ได้สบตากับดวงตาคมปลาบดุดันของชายหนุ่มร่างสูง ซึ่งกำลังขมวดคิ้วจ้องมองลงมาเช่นกัน
“นายหญิง”
“กลับบ้านเร็วเข้า” หัวใจของนางเต้นรัวจนน่าหวาดหวั่น แผ่นหลังเย็นวาบราวกับรับรู้ว่าบุรุษผู้นั้นยังคงจดจ้องมายังนาง
“เขา…ท่านรู้จักเขาหรือเจ้าคะ”
คำถามนั้นทำให้หลี่เหยาหนิงชะงัก นางกะพริบตามองภูตวารีด้วยความงุนงง พร้อมกับหมุนกายกลับไปเงยหน้าขึ้นมองยังจุดเดิม แต่บุรุษผู้นั้นกลับหายตัวไปแล้ว
“อา” น่าเสียดายยิ่ง
[1] ยมทูตขาวดำ
หลี่เหยาหนิงเดินไปข้างหน้าหลายก้าว มองดูภาพอันคุ้นเคยและผูกพัน แม้ว่าตัวนางไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่นานนัก แต่นางยังคงรู้สึกว่าแดนอสูรแห่งนี้จึงจะเป็นบ้านของนางอย่างแท้จริงมองดูอวิ๋นชางที่มองไปรอบกายด้วยดวงตาสงสัยใคร่รู้ นางและเซี่ยซีเฟิงก็สบตากัน ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไรอวิ๋นชางจึงจะสามารถฟื้นคืนความทรงจำ เซี่ยซีเฟิงเคยบอกนางว่าเขาละทิ้งความทรงจำทั้งหมดของตัวเอง เพราะเขาไม่อยากจดจำความเจ็บปวด เขาอยากทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้นางและเซี่ยซีเฟิงได้ลงเอยกันกระนั้นนางกลับรู้สึกว่าเขาอยากลืมความทรงจำอันเจ็บปวด ซึ่งตัวเขาไม่ได้รับความรักจากหลิงเซียงเหยาผู้เป็นพี่สาวนางมากกว่า“ปล่อยเขาไปเถิด บางทีนี่อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว” เซี่ยซีเฟิงกระซิบบอกนาง“ซีเฟิง ข้าอยากไปดูให้ทั่ว”น้ำเสียงร่าเริ่งของอวิ๋นชาง ทำให้หลี่เหยาหนิงและเซี่ยซีเฟิงยิ้มออกมา“ได้สิ”“หลังมื้อเช้านะเจ้าคะ”“พี่สะใภ้มีเนื้อตุ๋นหรือไม่”“ย่อมมีแน่นอน”“เช่นนั้นข้าจะกิน!”หลี่เหยาหนิงเงยหน้าขึ้นสบตากับเซี่ยซีเฟิง ชายหนุ่มเองก็รั้งนางเข้าสู่อ้อมแขน เพื่อให้นางก้าวเดินไปพร้อมกับเขา“หนิงเอ๋อร์ ไม่สิ เหยาเอ๋อร์”หญิงสาวหัว
“ท่านแม่” เสี่ยวลี่หอบเอากล่องลงรักใบหนึ่งมาให้มารดา “ท่านน้าทั้งสองฝากไว้ให้ท่านพ่อกับท่านแม่เจ้าค่ะ”เมื่อเปิดออกดูสองสามีภรรยาก็ต้องร่ำไห้ ในกล่องนั้นมีโฉนดร้านบะหมี่ รวมไปถึงตั๋วเงินถึงห้าพันตำลึงพร้อมกับจดหมายสั่งเสีย แม้จะประหลาดใจที่เกิดเรื่องกะทันหัน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่สอบสวนแล้วว่าไม่ใช่การวางเพลิง ดังนั้นทุกอย่างจึงตกเป็นของสองสามีภรรยาอย่างถูกต้องทันทีที่ลืมตาขึ้นอวิ๋นชางก็ต้องหลับตาลงอีกครั้ง แสงสว่างจ้าทำให้เขาที่รู้สึกเหมือนนอนหลับไปนานต้องใช้เวลาปรับตัว ความคิดอันว่างเปล่า บวกกับร่างกายที่คล้ายเบาหวิว ทำให้เขาถอนหายใจออกมาเล็กน้อย“ซีเฟิง พี่สะใภ้” เขาพึมพำเสียงเบากับตัวเองในใจได้แต่สงสัยว่าเป็นเวลาเท่าไรแล้ว เขาตื่นสายหรือไม่ และวันนี้เขาไปทำงานที่ร้านแลกเงินฟู่กุ้ยสายแล้วหรือยังเมื่อปรับสภาพตัวเองอยู่นาน ในที่สุดเขาก็สามารถลุกขึ้นนั่งได้อย่างมั่นคง แต่เมื่อมองเห็นห้องหรูหรา พร้อมกับด้านนอกที่มีสภาพแตกต่างจากบ้านเช่าในตรอกแคบๆ โดยสิ้นเชิง ชายหนุ่มก็พลันตื่นตระหนก“ซีเฟิง! พี่สะใภ้!”ร่างสูงกระโดดลงมาจากเตียง ก่อนจะวิ่งออกมาจากห้องในทันที กระทั่งมองเห็นเซี่ยซีเฟิงยืน
เซี่ยซีเฟิงถอนใจออกมาคราหนึ่ง “ที่นี่ไม่ได้” เขาตอบผู้เป็นสหายออกมาคราวนี้ทั้งหลี่เหยาหนิงและอวิ๋นชางต่างก็มองเขาด้วยดวงตาประหลาดใจ ทว่าชายหนุ่มกลับมองไปยังเสี่ยวลี่ที่วิ่งออกไป เนื่องจากบิดาและมารดาของนางเดินออกมาตามพอดี“บุตรของอสูรจะอยู่ในครรภ์นานกว่ามนุษย์ อีกทั้งที่นี่คือโลกมนุษย์ อากาศและสภาพแวดล้อมไม่อาจให้กำเนิดอสูรตนใดได้ ยิ่งเป็นบุตรของจ้าวอสูรด้วยแล้วยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้”“แล้วหากเป็นแดนอสูรเล่า” อวิ๋นชางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้“แน่นอนว่าย่อมได้”“แย่จริง”“อะไรที่ว่าแย่” เซี่ยซีเฟิงเลิกคิ้วมองสหาย“ข้าก็อายุปูนนี้แล้ว จะตามเจ้าไปแดนอสูรได้อย่างไร” เขาเอ่ยเสียงเศร้า หลี่เหยาหนิงเลิกคิ้วมองอวิ๋นชาง ก่อนจะเหลือบมองไปมองผู้เป็นสามี“ท่านยังไม่ได้บอกเขาหรือว่าเรากำลังรอเขาอยู่ หาไม่ท่านจะยังรั้งอยู่ที่โลกมนุษย์ด้วยเหตุผลใด” นางกระซิบถามเซี่ยซีเฟิงเสียงเบา“ยังบอกไม่ได้ ต้องให้เฮย-ไป๋อู๋ฉางรับตัวไปยังยมโลกก่อน”“อ้อ” นางพยักหน้าก่อนมองแผ่นหลังอวิ๋นชางที่เดินกลับเข้าไปในบ้าน “เขาดูผิดหวังมาก”เซี่ยซีเฟิงเองก็ยังไม่ละสายตาไปจากอวิ๋นชาง “เจ้าเขียนจดหมายยกทุกอย่างให้บิดามารดาของเสี
บ้านหลังเล็กสองห้องนอนที่อยู่บนเนินเขา ในยามนี้บุรุษผมขาวกำลังนั่งเหม่อมองไปเบื้องหน้า ภาพใบเฟิงที่กำลังร่วงหล่นปลิวไปตามสายลม ทำให้เขาเศร้าใจ แต่ในความเศร้านั้นยังคงทำให้เขามีรอยยิ้มเงาร่างของชายหนุ่มและหญิงสาวซึ่งกำลังเดินเคียงข้างกันขึ้นเขา ยิ่งทำให้รอยยิ้มบนใบหน้ากว้างขึ้นอีก“ชาง ออกมานั่งทำไมตรงนี้คนเดียว นี่ก็เย็นย่ำแล้ว” หลี่เหยาหนิงเลิกคิ้วมองเขา“ออกมารอเจ้าสองคน” ชายชราค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ก่อนจะมองไปยังชายหนุ่มที่เดินตามหญิงสาวมา ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววไม่พอใจเล็กน้อย “ร่างกายของเจ้าเพิ่งจะดีขึ้น เหตุใดยังออกมานั่งตากลม” “ข้าดีขึ้นแล้ว นอนจนเบื่อ วันนี้ไม่ได้ไปช่วยเจ้าสองคน เหนื่อยหรือไม่”นับตั้งแต่ย้ายมายังเมืองซื่อซาน พวกเขาทั้งสามก็ไม่ได้ย้ายไปไหนอีกเลย เนื่องจากสุขภาพของอวิ๋นชางที่ไม่ใคร่จะดีนัก ปีนี้เขาจะอายุครบหกสิบ ดังนั้นเซี่ยซีเฟิงจึงเสนอให้รั้งอยู่ที่เมืองซื่อซาน แทนที่จะเดินทางไปเรื่อยๆ เช่นหลายปีที่ผ่านมานอกเมืองซื่อซานสงบสุขไร้ความวุ่นวาย เขาเองก็เห็นด้วยที่จะอยู่นานหน่อย บวกกับมีร้านบะหมี่ที่เพิ่งประกาศขายกิจการ หลี่เหยาหนิงที่มีฝีมือในการทำบะหมี่จึงตัดสินใจซื้อ
เซี่ยซีเฟิงกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน จุมพิตไปบนเรือนผมแผ่วเบา ปลอบประโลมนางด้วยความอ่อนโยน “ทั้งหมดเป็นความผิดข้าเอง ข้าสมควรปกป้องเจ้าให้ดีกว่านี้”หลี่เหยาหนิงหัวใจอ่อนยวบ นางซบใบหน้าเข้ากับอกแกร่ง พึ่งพิงหัวใจอันเหนื่อยล้าและโดดเดี่ยวกว่าพันปี ทิ้งความเข้มแข็งที่นางมั่นใจว่าตลอดหลายปีมานี้นางยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเองเอาไว้ที่เขา“ข้าตั้งใจใช้พลังทั้งหมดส่งเจ้าและชางมายังโลกมนุษย์ เพราะรู้ว่าพวกเจ้าถูกหลอกใช้”“แต่คุณชายอวิ๋นชางเป็นมนุษย์”“นั่นเพราะเขาสละพลังชีวิตของตัวเองให้ข้า ข้าใช้พลังทั้งหมดเพื่อเจ้า เขาใช้พลังทั้งหมดส่งข้ากลับมา ดังนั้นข้าจึงยังคงเป็นจ้าวอสูรคนเดิมที่มีกลิ่นอายแห่งความตาย”“ท่าน...ท่านตั้งใจส่งข้ามากับเขา แล้วท่านเล่า...ท่านบอกให้ข้ารอ ส่งข้ามายังโลกมนุษย์เพื่อรอ หากอวิ๋นชางไม่ได้ใช้พลังของเขา ท่าน...”“แม้จะใช้เวลานานอีกนิด แต่ข้าจะกลับมา ข้ารู้ว่าเจ้าต้องรอข้า มั่นใจในตัวเจ้าเต็มที่ ข้ารักเจ้าที่เจ้าเป็นเช่นนี้”นางถึงกับพูดไม่ออก แต่เมื่อนึกย้อนกลับไปในยามที่นางกับเขาพบหลิงเซียงเหยา เขาเองก็ปกป้องนางทุกวิถีทาง แม้ว่าจะยังจดจำสิ่งใดไม่ได้“หากรู้ว่าทำเช่นนี้แล้ว
“เมื่อก่อนเล่า”“เมื่อก่อนข้าแซ่หลิง นามเยี่ยเหยา”“เหยาเอ๋อร์สินะ” ชายหนุ่มเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง “เหยาเอ๋อร์ข้าขอถามเจ้า”“ข้ารอฟังอยู่ ข้าสัญญาว่าจะตอบท่านตามตรงไม่โกหกแม้แต่น้อย”“ข้าขอถามว่าเจ้าคนที่มีดวงตาที่ไม่อาจโกหก เจ้าคนที่ดวงตาสื่อถึงความอ่อนโยน เจ้าคนที่จิตใจมีแต่ความดีงาม เจ้าคนนี้ที่อยู่ในอ้อมกอดข้าคนนี้หรือจะเคยทำร้ายข้า” พูดจบก็จุมพิตลงไปยังริมฝีปากอิ่ม เขาผละออกก่อนจะสบตากับนางที่ยังคงมีท่าทีไม่อยากเชื่อ“ข้าพูดจริง ข้า...”“เช่นนั้นเพราะเหตุใดเจ้าจึงลงมือ”“นั่นเพราะ...” นางกะพริบตามองเขา พยายามเรียบเรียงเรื่องราว ก่อนจะเห็นแววตาคมฉายร่องรอยแห่งความขบขัน“เห็นหรือไม่ เจ้าบอกไม่ได้ หรือหากไม่ใช่อย่างที่ข้าคิด เจ้าคงถูกหลอกใช้กระมัง”หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย พร้อมกับเบิกตามองหน้ามองเขา “ท่าน...”เซี่ยซีเฟิงหัวเราะเสียงเบา “ข้าเดาถูกจริงๆ ด้วย ตอนแรกยังลังเล แต่ตอนนี้มั่นใจแล้วว่าเจ้าคงถูกหลอกใช้จริงๆ”ได้ยินดังนั้นนางพลันเม้มปากแน่น ก่อนมองค้อนเขา“เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าทุกอย่างที่เจ้าคิด เจ้าเผลอแสดงออกมาทางแววตาทั้งหมด ยิ่งในยามที่เจ้าตื่นตระหนก เช่นเมื่อครู่ที่ข้าลองคาดเดา
“ขะ...เข้ามาสิ”หญิงสาวกระแอมด้วยความขัดเขิน ห้องที่อยู่ในสภาพเรียบร้อย อีกทั้งเสื้อผ้าที่นางสวมใส่เป็นชุดใหม่ ดังนั้นนางจึงมั่นใจว่าเหล่าอสูรแห่งพฤกษาคงล่วงรู้แล้วว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกลิ่นหอมละมุนอบอวลไปทั่ว ในทันทีที่อสูรแห่งพฤกษาทั้งสามก้าวเข้ามาในห้อง หนึ่งในสองคนถือแพรพรรณอันงดงามเข้ามา แต
กระนั้นความเจ็บปวดที่ค่อยๆ จางหาย หลงเหลือเอาไว้เพียงความหลงใหล ทำให้หลายครั้งหญิงสาวเป็นฝ่ายร้องขอเขาด้วยตัวเอง นางขยับกายตามมือใหญ่ที่คอยเอาแต่จะบงการ แอ่นเรือนร่างขึ้นในยามที่เขาขยับไหวรุนแรงมือน้อยที่เอาแต่คอยผลักไสห้ามปราม จนแล้วจนเล่ากลับเป็นฝ่ายเหนี่ยวรั้งเขาไม่ให้ผละจาก ความอ่อนโยนที่มาพร้
นอกหน้าต่างเรือนรุ่งสางจากห้องของหลิงเยี่ยเหยา หญิงสาวเพ่งมองฝ่าความมืดไปยังเรือนติดกัน เพราะนั่นคือเรือนของจ้าวอสูร หน้าต่างห้องนอนที่ถูกเปิดอยู่นั้น มีเงาของร่างสูงยืนอยู่เช่นกันหญิงสาวสะดุ้งเมื่อรับรู้ว่าอีกฝ่ายเองก็ยืนอยู่ที่หน้าต่าง ที่สำคัญดูเหมือนเขาจะกำลังมองตรงมายังทิศทางที่นางกำลังยืนอยู
“เพราะดีนี่เจ้าคะ แต่หลิงเยี่ยเหยายังคงเหมาะกับท่านมากกว่า”“จริงหรือ แต่เหตุใดข้าจึงชอบนามหลี่เหยาหนิงยิ่งนัก” หลิงเยี่ยเหยาหัวเราะ พร้อมกับเดินตามสาวใช้ออกไปจากใต้ต้นเฟิงซึ่งเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง“เจ้าว่าท่านพ่อจะยอมพาข้าไปยังแดนอสูรด้วยหรือไม่ ข้าอยากพบพี่ใหญ่” หลิงเยี่ยเหยาถอนหายใจออกมาเสียงหนึ







