INICIAR SESIÓN“กลับกันเถิดเจ้าคะ วันนี้นายหญิงดูแปลกไป”
“นั่นสินะ”
หลี่เหยาหนิงส่ายหน้ากับตัวเอง ก่อนวางมือลงบนอกของตน จังหวะการเต้นของหัวใจยังคงไม่กลับมาเป็นปกติ ความหวาดหวั่น ความตื่นเต้นยังคงอยู่ และสุดท้ายนางยังคงรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เห็นใบหน้าหล่อเหลานั้นอีกสักครา
“ไปเถิด กลับบ้านกันได้แล้ว” กล่าวจบก็เดินนำเสี่ยวสุ่ยเข้าไปในตรอกเล็กๆ เดินทะลุผ่านไปยังถนนซึ่งตรงไปยังบ้านของนาง
ทั้งสองไม่รู้เลยว่าคล้อยหลังไม่นานนัก บุรุษหล่อเหลาบนชั้นสองโรงเตี๊ยมผู้นั้น กลับวิ่งออกมายังจุดที่เขามั่นใจว่าหญิงสาวยืนอยู่ ร่างสูงหมุนกายไปมา กวาดสายตามองหาหญิงสาวคุ้นตา ซึ่งเมื่อครู่เขามั่นใจว่านางกำลังยืนจ้องเขาอยู่
“ซีเฟิง เจ้าเป็นอะไรไป”
เซี่ยซีเฟิงไม่ตอบแต่กลับออกเดินไปบนถนน สายตาของเขามองหาเงาร่างคุ้นตานั้น ราวกับต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของอวิ๋นชาง ไม่อาจดึงเขาออกมาจากความร้อนรน
กระทั่งท่อนแขนถูกกระชากเอาไว้เพราะเขาเกือบจะเดินชนผู้อื่นเข้า “เซี่ยซีเฟิง! เจ้ามีสติหน่อย!”
เสียงตวาดของอวิ๋นชางทำให้ชายหนุ่มชะงัก “ชาง” เขากะพริบตามองสหายด้วยดวงตางุนงง
“เจ้าเป็นอะไรไป มองหาสิ่งใดอยู่หรือ”
“ข้า…ไม่รู้สิ” คิ้วเข้มขมวดมุ่น สายตาอดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ
อวิ๋นชางขมวดคิ้วมองสหายก่อนจะลากอีกฝ่ายกลับเข้าไปในโรงเตี๊ยม “เจ้าเห็นอะไร”
“เหมือนจะเห็นคนรู้จัก”
อวิ๋นชางเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายราวกับมองคนแปลกหน้า “นอกจากข้า เจ้ารู้จักผู้อื่นด้วยหรือ”
คำถามนั้นหาได้เกินจริงไม่ เพราะนอกจากอวิ๋นชางแล้วเขาหาได้ให้ความสำคัญกับผู้อื่นจนนับว่าเป็นคนรู้จักไม่
เซี่ยซีเฟิงแค่นยิ้ม “ช่างเถิด”
กล่าวจบก็เดินขึ้นไปยังชั้นสองเช่นเคย ปล่อยให้อวิ๋นชางมองด้วยสายตางุนงง เขาอดที่จะกวาดสายตาไปรอบๆ ทั้งนี้ก็เพื่อมองหา ‘คนรู้จัก’ ของเซี่ยซีเฟิง
แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเสียงหนัก นี่เป็นครั้งแรกที่เหยียบย่างเข้ามายังเมืองซ่างจิน ดังนั้นเขาและเซี่ยซีเฟิงจะรู้จักผู้ใดเล่า
เมื่อก้าวเข้าไปยังตรอกเล็กๆ ความรู้สึกแรกบอกเซี่ยซีเฟิงว่ามีบางอย่างผิดปกติ สายตาคมกวาดมองไปรอบกาย ก่อนจะหยุดลงยังกำแพงบ้านหลังเล็ก ฟังอวิ๋นชางสอบถามเกี่ยวกับสัญญาเช่าจากท่านป้าหูเขาก็ได้แต่ขมวดคิ้ว
ท่านป้าหูนับเป็นคนกว้างขวางไม่น้อย ไม่เพียงช่วยหาบ้านเช่าราคาสมน้ำสมเนื้อให้เขาและอวิ๋นชาง แต่ยังใจดีหางานให้ทำด้วยเช่นกัน
“ความจริงมีว่างสองหลัง สามห้องนอนกับสองห้องนอน แต่เมื่อวานบ้านที่มีสองห้องนอนเพิ่งจะมีคนย้ายเข้าไปอยู่ หลังนั้นอย่างไรเล่า” ท่านป้าหูชี้มือไปยังบ้านอีกหลัง
แม้บ้านหลังใหญ่กว่าแต่กลับทรุดโทรมกว่าอีกหลังเล็กน้อยทำให้ราคาถูกกว่า แต่ถึงอย่างนั้นอวิ๋นชางก็ดูจะพอใจ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจหันไปมอง บ้านอีกหลังที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม
ผิดกับเซี่ยซีเฟิงที่ความรู้สึกไวเป็นพิเศษ นับจากเดินเข้ามายังตรอกเล็กๆ แห่งนี้ ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง ทำให้เขาไม่อาจวางใจ แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อกวาดสายตามองไปโดยรอบ กลับไม่พบผู้ใดในละแวกนั้นสักคน
“เหตุใดจึงไม่มีคนผ่านทางเลย ท่านมิใช่บอกหรอกหรือว่าตรอกนี้สามารถเดินทะลุไปยังถนนได้ถึงสองสาย” ชายหนุ่มเอ่ยถามทั้งยังจับจ้องท่านป้าหูอย่างพิจารณา
มองกำแพงสูงของคฤหาสน์หลังใหญ่ บ้านสองหลังที่ดูเล็กไปถนัดตา ให้ดูอย่างไรก็ไม่เข้ากับคฤหาสน์หลังใหญ่ที่รายล้อมอยู่สักนิด สายตาคมกวาดมองไปยังที่ดินรกร้างถัดจากบ้านที่เขากำลังจะเช่า ดวงตาคมดุดันหรี่ลงอย่างครุ่นคิด
“เอาเถิดซีเฟิง เมืองซ่างจินแห่งนี้นับเป็นเมืองแห่งการค้าขาย มีบ้านเช่าราคาถูกทั้งยังไปมาสะดวกเช่นนี้นับว่าไม่ง่ายที่จะหาพบ” อวิ๋นชางอ่านทวนสัญญาการบ้าน จากนั้นก็จ่ายเงินให้ท่านป้าหูที่รีบรับไปโดยไม่หันไปสบตากับเซี่ยซีเฟิง
“หากไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อน” ท่านป้าหูกล่าวจบก็รีบเผ่นแนบไปทันที
“ดูก็รู้ว่าผิดปกติ”
“แล้วอย่างไรเล่า” อวิ๋นชางยักไหล่ “มีเจ้าอยู่ด้วยข้าต้องกลัวด้วยหรือ”
เซี่ยซีเฟิงหันกลับไปมองสหายอย่างจนใจ “เจ้าจริงจังหน่อยได้หรือไม่ สัญญาเช่าถึงหนึ่งปีกลับไม่ตรวจสอบสักนิด”
“ทำไมหรือ เจ้ามองเห็นอะไร”
“ตั้งแต่เข้ามาในตรอกนี้ข้ารู้สึกเหมือนถูกจ้องมองอยู่ตลอดเวลา”
“แล้ว…”
“ข้ามองไม่เห็นอะไรเลย”
“แสดงว่าเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์หรือ”
คราวนี้อวิ๋นชางมองไปรอบตัวด้วยความหวาดระแวง เซี่ยซีเฟิงมักมีประสาทสัมผัสอันรวดเร็วกับเรื่องเหล่านี้อย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้นเขาที่สนิทสนมกับอีกฝ่ายมานานจึงไม่สงสัยแม้แต่น้อย
“ช่างเถิด ทางเลือกมีไม่มาก เงินที่สะสมมาก็กำลังจะหมดแล้ว ได้งานที่สำนักคุ้มภัยตระกูลหวัง ไม่เพียงได้รับค่าจ้างสูง แต่ยังอยู่ใกล้ที่พักอีกด้วย”
อวิ๋นชางมองแผ่นหลังของเซี่ยซีเฟิงเดินเข้าไปในบ้าน เขาเองทำได้เพียงเดินตามเข้าไป “ขอโทษเจ้าด้วย”
“เรื่องอะไร” เซี่ยซีเฟิงหันกลับมาเลิกคิ้วมองสหายของตน
“ลำพังตัวเจ้าคนเดียวอาจไม่ต้องลำบากถึงเพียงนี้”
เสียงถอนหายใจดังขึ้น “จะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกแล้วหรือ”
“เอาเถิดข้าไม่พูดแล้ว ไปดูว่าข้างในมีสิ่งใดขาดเหลือบ้าง” พูดจบก็เดินเข้าไปไม่เอ่ยถึงเรื่องดังกล่าวอีก
ความลับของเซี่ยซีเฟิงมีเพียงเขาที่ล่วงรู้ ความลับที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้อยากจะเอ่ยถึง เพราะเมื่อเอ่ยถึงทีไรตัวเขาเองมักจะรู้สึกผิด หากไม่ใช่เพราะต้องคอยดูแลเขา เซี่ยซีเฟิงไหนเลยจะมีสภาพเช่นนี้
หลายปีก่อนเมืองชิงหวงเกิดภัยแล้ง บิดาของอวิ๋นชางป่วยและสิ้นใจในเวลาอันสั้น มารดาของชายหนุ่มเล็งเห็นแล้วว่าไม่อาจรั้งอยู่ที่นั่นต่อไป นางจึงหอบหิ้วบุตรชายคนเดียวเดินทางข้ามหุบเขามายังเมืองจินเฉิง ระหว่างทางได้รับความช่วยเหลือจากบุรุษผู้หนึ่งซึ่งดูอย่างไรก็แปลกประหลาดที่สุด
อวิ๋นชางลอบชำเลืองมองหลี่เหยาหนิง จากนั้นก็ถอนหายใจออกมา “ท่านอย่าเข้าใจซีเฟิงผิด เขาไม่ใช่คนใจร้าย แม้ภายนอกของเขาอาจดูเย็นชา แต่ที่ผ่านมาเขาไม่เคยทำร้ายใครเลย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือภูตผีปีศาจ”“ท่านหาต้องกังวลไม่ ข้าเข้าใจดี หาไม่เมื่อครู่ทุกคนที่อยู่รอบตัวข้าคงไม่อาจรอดพ้น”ได้ยินเช่นนั้นอวิ๋นชางก็ยิ้มกว้าง “ท่านเข้าใจก็ดีแล้ว ข้ายังคงยืนยันว่าหากแม่นางต้องการความช่วยเหลือ บ้านของข้ายินดีต้อนรับเสมอ”“แล้วพวกท่านย้ายมาที่นี่เพื่อ...”“ข้ากับซีเฟิงเพิ่งเข้าทำงานที่ร้านแลกเงินฟู่กุ้ย พรุ่งนี้ก็จะเริ่มทำงานแล้ว ตั้งใจว่าทำงานเก็บเงินสักเล็กน้อยค่อยวางแผนว่าจะทำเช่นไรต่อ แล้วแม่นางเล่า”“ข้าย้ายไปเรื่อยๆ แต่ละเมืองจะไม่เกินสิบหรือยี่สิบปี”“นั่นสินะ”อวิ๋นชางพยักหน้าก่อนมองไปยังบ้านที่อยู่ติดกัน คิ้วเข้มขมวดมุ่นเล็กน้อย จากนั้นก็มองเข้าไปในบ้านเช่าของตน “ข้าไปส่งเจ้าดีกว่า อย่างไรเจ้าก็นับว่าเป็นอิสตรี ดูว่าคนของเจ้ากลับมาแล้วหรือยัง”หญิงสาวเข้าใจในความหมายจึงพยักหน้าแล้วส่งยิ้มให้ในความหวังดีของอีกฝ่าย “ขอบคุณท่านมาก”“ข้าเองก็ไม่ใคร่จะเห็นเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านั้นกับตัวบ่อยนัก ที
แต่ถึงแม้จะคิดเช่นนั้นภูตเหล่านั้นก็หาผิดไม่ พวกเขาเพียงเข้าใกล้เพื่ออาศัยกลิ่นอายของนางเท่านั้น ไม่มีเลยสักครั้งที่พวกเขาจะทำร้ายนาง เช่นนี้นางจะขับไล่ไสส่งพวกเขาไปได้อย่างไรเห็นสีหน้าของหลี่เหยาหนิงเซี่ยซีเฟิงพลันขมวดคิ้ว “ตัดใจไม่ได้หรือ” น้ำเสียงของเขากระด้างขึ้นมาเล็กน้อย“โง่งม คิดว่าพวกเขาจริงใจกับเจ้าเช่นนั้นหรือ อย่าบอกนะว่าเจ้าอยู่รอดปลอดภัยมาได้ โดยที่ไม่มีเรื่องปีศาจไล่ล่า คิดว่าปีศาจเหล่านั้นเข้าถึงตัวเจ้าได้อย่างไรหากไม่ใช่ถูกผู้อื่นชักนำมา”“ท่าน...” หลี่เหยาหนิงเงยหน้ามองเขา “ท่านรู้ได้อย่างไร”“วิถีผู้ล่าไม่จำเป็นต้องออกติดตามด้วยตัวเอง เพียงมีเบาะแสแค่จับเดรัจฉานสักตนมาก็ได้แล้ว คิดว่าภูตผีวิญญาณเหล่านั้นจะยอมตายเพื่อเจ้าทุกตนหรืออย่างไร” เขาแค่นเสียงเรื่องนี้หลี่เหยาหนิงเองก็เถียงไม่ออก เพียงแต่นางไม่อยากจะยอมรับเท่านั้น “แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ช่วยข้าเอาไว้หลายครั้ง อีกอย่างพวกเขาหาได้ทำสิ่งใดผิด ที่ทำเช่นนั้นเพียงเพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตนเอาไว้เท่านั้น”อวิ๋นชางกะพริบตามองท่าทีของสหายก่อนจะมองใบหน้าจนใจของหญิงสาว“อย่าได้ถือสาสหายของข้าคนนี้เลย เขาก็นิสัยเช่นนี
มองดูสายตาคมดุดันที่ลึกล้ำราวกับห้วงทะเลลึก หลี่เหยาหนิงพลันถูกตรึงเอาไว้กับที่ นางไม่รู้ตัวเลยว่าชายหนุ่มได้ลุกขึ้นและก้าวเข้ามาหานาง“ดูเหมือนเจ้าจะรู้ดีเหลือเกิน แล้วเจ้าเล่า”“ข้าทำไม” นางเอ่ยถามเขาด้วยท่าทีเหม่อลอย ราวกับถูกดวงตาคู่นั้นของเขาสะกดเอาไว้“เจ้าเป็นใคร”“นามของข้าตอนนี้คือหลี่เหยาหนิง” นางตอบออกมาเสียงเบาก่อนรีบกะพริบตาอย่างตื่นตระหนก“ที่แท้ก็แม่นางหลี่” เสียงขัดจังหวะของอวิ๋นชางไม่ได้มีผลต่อคนทั้งสองที่ยังคงสบตากันนิ่งหลี่เหยาหนิงขมวดคิ้ว ก่อนบังคับสายตาให้ละไปจากชายหนุ่ม ครู่หนึ่งที่นางเหมือนจะสังเกตเห็นว่าดวงตาของเขามีประกายแดงวาบขึ้น จากนั้นนางก็ไม่อาจควบคุมตัวเอง“เจ้าไม่ใช่มนุษย์”นางสะดุ้งเฮือก “ท่านหมายความว่าอย่างไร”“มนุษย์ไม่ตอบสนองการสะกดจิตของข้า” เขาตอบเสียงเรียบ “ตอบข้ามาเจ้าเป็นใคร”หญิงสาวมุ่นคิ้ว “ข้าบอกท่านไม่ได้เพราะตัวข้าเองก็ไม่รู้” นางถอนหายใจออกมาเซี่ยซีเฟิงมองหญิงสาวนิ่งนาน กระนั้นกลับไม่ได้พยายามคาดคั้นเนื่องจากมองเห็นแววตาหดหู่ของหญิงสาว เขาเองก็พอจะเดาได้ว่านางพูดความจริง“หลายปีมานี้ข้าย้ายจากเมืองหนึ่งไปเมืองหนึ่งโดยมีเหล่าภูตเป็นสหาย
ความรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก แม้ไม่ได้ชัดเจนเช่นในคราแรกที่พบเขายังชั้นสองของโรงเตี๊ยม แต่ถึงอย่างนั้นนางยังคงมั่นใจว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่นางคิดไปเองเพียงแต่...นอกจากนั้นนางนึกอะไรไม่ออกทั้งสิ้น ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จำไม่ได้ว่าเคยพบและรู้จักชายหนุ่มหรือไม่“ความจริงข้าไม่รู้จักท่าน”“หากไม่รู้จักตอนนั้นเหตุใดจึงรีบหลบหน้า” เซี่ยซีเฟิงถามขึ้นทันทีที่นางพูดจบประโยคได้ผลเพราะคำพูดประโยคนั้นของเขาทำให้คิ้วเรียวชะงักทันที“ไม่รู้สิ อาจเพราะมีบางอย่างบอกข้าว่าต้องหนีกระมัง” นางเองก็หาเข้าใจไม่ “ท่าน...มองเห็นพวกเขาใช่หรือไม่ วิญญาณเหล่านั้น เหล่าภูตที่อยู่ข้างกายข้า”“ไม่ใช่เพียงแค่เขา เมื่อครู่ข้าเองก็มองเห็น แม่นางเจ้าเป็นใครกันแน่” อวิ๋นชางเอ่ยถามหญิงสาวเสียงนุ่มเห็นสีหน้าของหญิงสาว บวกกับท่าทีกระตือรือร้นอยากได้คำตอบ ซึ่งแตกต่างจากในคราแรกที่หวาดหวั่นของนาง ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าการกระทำของเซี่ยซีเฟิงหาใช่เรื่องเหลวไหลไม่“ท่านทำอะไรพวกเขา” นางเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล“ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น แต่ไหนแต่ไรมาไม่ว่าภูตผี วิญญาณ หรือปีศาจ หากข้าปรากฏตัวพวกเขาล้วนหวาดกลัวและหายไปจนสิ้น”เ
“เจ้าพูดแบบนี้ทีไรมีปีศาจโผล่มาทุกที ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว พูดเรื่องที่เจ้าเจอแม่นางที่คิดว่ารู้จักดีกว่า ไม่แน่หากเป็นคนที่เจ้ารู้จักจริงๆ นางอาจตอบสิ่งที่เจ้าสงสัยมาตลอดว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน”“วันนั้นข้ามั่นใจว่านางหลบทันทีที่รู้ว่าข้าหันไปมอง”“จริงหรือ” อวิ๋นชางเลิกคิ้ว “หรือว่านางจะรู้จักเจ้าจริงๆ”“อาจใช่…”อีกฝ่ายยังพูดไม่ทันจบประโยค อวิ๋นชางก็ต้องสะดุ้งเฮือก เซี่ยซีเฟิงที่ยืนอยู่ข้างเขา อยู่ๆ ก็เหินกายไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งตามไปทันทีทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไร กระทั่งมองเห็นผู้เป็นสหายคว้าข้อมือของหญิงสาวผู้หนึ่ง...ที่เขาทำได้ก็คืออ้าปากค้างมองด้วยความตื่นตะลึงสตรีผู้นั้นหันกลับมามองเซี่ยซีเฟิงด้วยความตกใจ เขาเองก็ไม่ได้ต่างไปนัก แต่ยังมีเหตุผลอื่นที่ทำให้เขาตกใจมากกว่าการกระทำของสหายเมื่อครู่เขามองเห็นข้างกายหญิงสาวผู้นี้มีคนอยู่สองคน กระนั้นทันทีที่เซี่ยซีเฟิงคว้าหญิงสาวเอาไว้ ร่างของคนที่ยืนอยู่กับนางกลับหายวับไปทันที“เป็นเจ้าเองหรือที่อยู่ในบ้านหลังนี้เมื่อคืน” เซี่ยซีเฟิงดึงหญิงสาวเข้าหาตัว สายตาคมกวาดมองไปรอบๆ จากนั้นคิ้วเข้มก็ขมวดมุ่น“ท่านจะทำอะไร!” หญิงส
หลี่เหยาหนิงงัวเงียลุกจากเตียง เสียงตะโกนด้านนอกทำให้นางสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก กวาดสายตามองเตียงนอนเล็กๆ ที่อยู่ตรงมุมห้อง ภูตวารีไม่ได้นอนอยู่ตรงนั้นแต่กลับไปยืนใกล้ประตู แง้มประตูออกเล็กน้อยจากนั้นก็แอบมองลอดออกไปตามช่อง“มีอะไรหรือ”“นายหญิง” เสี่ยวสุ่ยสะดุ้ง “ข้าน้อยทำท่านตื่นหรือเจ้าคะ”“เปล่า ข้าได้ยินเสียงตะโกน เกิดอะไรขึ้นหรือ”“ความตาย ข้าน้อยได้กลิ่นอายแห่งความตายเจ้าค่ะ”“เอ๋” หลี่เหยาหนิงเดินไปหยุดข้างๆ ภูตวารี เมื่อพยายามมองลอดออกไปแล้วไม่เห็นสิ่งใด มือเล็กจึงผลักประตูออกคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างหน้าสะดุ้งสุดตัวก่อนเอื้อมมือไปจับบานประตูปิดเข้ามาดังเดิม “นายหญิง!”“ไม่เห็นมีอะไรเลย” นอกจากความเงียบคิดได้ดังนั้นหญิงสาวพลันขมวดคิ้ว ชีวิตนางไม่คุ้นเคยกับความเงียบ เพราะไม่ว่าจะเป็นเช้า สาย บ่าย เย็น หรือดึกดื่น เหล่าภูต วิญญาณ หรือแม้กระทั่งบางครั้งยังมีปีศาจตัวน้อยๆ ต่างพยายามหาทางเข้าใกล้นาง ซึ่งนั่นมักจะทำให้เกิดเสียงอยู่ตลอดเวลา หากไม่ใช่เสียงพูดคุยซุบซิบ ก็จะเป็นเสียงการเคลื่อนไหวที่แผ่วเบา ราวกับสายลมพัดผ่านใบหลิว“ข้าจะออกไปดู”“ไม่ได้นะเจ้าคะ!” เสี่ยวสุ่ยคว้าแขนของหลี่







