Se connecter“แล้วท่านชื่ออะไร”
“เรียกข้าว่าหย่วนหมิง”
“แซ่หย่วน ชื่อหมิงหรือ”
“แซ่จาง ชื่อหย่วนหมิง”
“ฉันชื่อ…เอ่อไม่ใช่สิ ข้าชื่ออวี้หลัน แซ่ไป๋”
“แซ่ไป๋หรือ” เสวียนหมิงเลิกคิ้ว “เจ้าเป็นอะไรกันกับไป๋ซู่จิ่น”
“ท่านรู้จักท่านน้าด้วยหรือ เขาเป็นน้องชายของพ่อข้าเอง”
“เจ้าคือบุตรสาวของไป๋จินเป่าหรือ” คราวนี้น้ำเสียงเขาสูงขึ้นกว่าตอนที่เอ่ยถึงไป๋ซู่จิ่นจนรู้สึกได้
“ใช่ ทำไมหรือ” ไป๋อวี้หลันเงยหน้ามองเขาอย่างรอคอยคำตอบ เสวียนหมิงยืนจ้องหน้านางนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ทว่าก็ไม่ได้ตอบอะไรออกมา กระทั่งไป๋ซู่ซินเดินเข้ามาหา
ไป๋อวี้หลันกับเสี่ยวจี๋เอ๋อหันไปมองพวกนางเพียงครู่เดียว พอหันกลับมาก็พบว่าเสวียนหมิงหายไปจากตรงนั้นแล้ว เสี่ยวจี๋เอ๋อเองก็ตกอกตกใจที่เขาหายวับไปทันทีเช่นนี้
“ใครหรือเจ้าคะคุณหนู ท่านรู้จักเขาได้ยังไง ท่าทางเขาน่ากลัวออกใบหน้า เขามีหน้ากากประหลาดๆ นั่นด้วย” เสี่ยวจี๋เอ๋อทำท่าขนลุก
“นั่นสิอวี้เอ๋อ คล้ายกับพวกเจ้ารู้จักกันเลย”
“ข้าไม่ได้รู้จักเขาหรอก แต่เหมือนจะเคยเจอเขา”
“อวี้เอ๋อเจ้าบาดเจ็บหรือ” ไป๋ซู่ซินอุทานขึ้น
“นิดหน่อยเอง ใส่ยาแล้วด้วย”
“รีบกลับเถิด แผลลึกขนาดนั้นต้องให้ท่านหมอดูอาการ” ดังนั้นไป๋อวี้หลันก็โดนไป๋ซู่ซินลากกลับคฤหาสน์ไป๋ โดยไม่ได้ติดใจเรื่องบุรุษแปลกหน้าคนนั้นอีก
ในตอนที่ทั้งสี่คนเดินจากไปนั้น เสวียนหมิงก็เดินออกมาจากประตูโรงเตี้ยมมั่งมี ด้านหลังของเขาคือถังหานเยวี่ยที่เมื่อครู่เป็นคนซัดมีดบินออกมา
“ท่านจ้าววังรู้จักกับเด็กสาวคนนั้นหรือเจ้าคะ”
“ไม่เชิง”
“นางคือคนของตระกูลไป๋ ทั้งยังเป็นบุตรสาวของไป๋จินเป่า หากเราใช้นาง...”
“อย่ายุ่งกับนาง” เสียงเย็นๆ ของเสวียนหมิงดังขึ้น ทำเอาถังหานเยวี่ยสะดุ้งทั้งที่ยังพูดไม่จบประโยค
“เรื่องของนางข้าจะจัดการเอง” เสวียนหมิงเอ่ยเท่านั้นก็หมุนตัวกลับเข้าไปด้านในโรงเตี๊ยมมั่งมี
“แล้วเรื่ององุ่นอัคคีเล่าเจ้าคะ”
“หนึ่งอยู่ที่ลั่วฉีเยี่ยน หนึ่งยังไม่แน่ แต่เรื่องนี้ข้ามั่นใจว่าตระกูลลั่วไม่ได้ลงมือขโมยแน่ๆ ลำพังลั่วฉีเยี่ยนไม่มีทางเข้าไปถึงด้านในวังเมฆาอัคคีแน่ ทั้งยังไม่มีทางเข้าไปถึงต้นองุ่นอัคคี ผู้ที่ลงมือจะต้องมีวรยุทธ์สูงกว่าลั่วฉีเยี่ยน”
“หรือว่าจะเป็นไป๋จินเป่า หากเป็นไป๋จินเป่าจริง เช่นนั้นองุ่นอัคคีอีกลูกก็น่าจะอยู่ที่เขา”
“อาจจะเป็นเขา แต่เรื่องนี้ต้องสืบให้แน่ชัด เจ้ากลับเมืองหลวงไปก่อน บอกคนของเราไปสืบมาให้ได้ว่าตลอดทั้งเดือนมานี้ไป๋จินเป่าอยู่ที่ใดและทำอะไรบ้าง”
“เจ้าค่ะ แล้วท่านเจ้าจะไม่กลับไปพร้อมกับข้าหรือเจ้าคะ” ถังหานเยวี่ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะลำพังจะทวงองุ่นอัคคีคืนจากลั่วฉีเยี่ยนนั้น สำหรับเสวียนหมิงนับว่าง่ายยิ่งกว่าง่าย
“เจ้ากลับไปก่อน บอกพวกเขาว่าข้ายังมีเรื่องที่ต้องทำ กำชับจินเหิงว่าให้เลื่อนการชุมนุมพรรคออกไปก่อน”
“แต่ว่าท่านจ้าววัง...”
ถังหานเยวี่ยยังไม่ทันได้เอ่ยค้าน เสวียนหมิงก็หายตัวไปแล้ว นางจึงได้แต่ถอนหายใจ การชุมนุมพรรคครั้งนี้เป็นการนำผู้นำของหอข่าวจากสาขาต่างๆ มารายงานความเป็นไป ทั้งยังเป็นการพบปะแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างพรรค กว่าจะจัดการเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เหล่าผู้อาวุโสของพรรคต้องเสียแรงไปไม่ใช่น้อย แต่เสวียนหมิงกลับเลื่อนแล้วเลื่อนอีกมาร่วมเดือนแล้ว
แม้ถังหานเยวี่ยจะเข้าใจ เพราะหากมีการชุมนุมพรรคครั้งใดท่านจ้าววังก็ต้องรับหญิงสาว หรือบุตรสาวของหัวหน้าสาขาต่างๆ ที่พวกเขายัดเยียดส่งเข้ามาในหอหลังของพรรค ซึ่งตอนนี้หอหลังจ้าววังเมฆาอัคคี แทบจะเติมเต็มจนไม่มีที่ว่างแล้ว ทว่าการที่เขาให้นางกลับไปแจ้งเรื่องการเลื่อนงานชุมนุมออกไป ไม่เท่ากับส่งนางขึ้นเขียงให้เหล่าผู้อาวุโสของพรรคเชือดหรอกหรือ
นางให้สงสัยจริงๆ ว่าอดีตผู้คุมกฎขวา รับมือกับเหล่าผู้อาวุโสหัวแข็งพวกนั้นได้อย่างไรตั้งหลายปี ทั้งยังสงสัยด้วยว่าทำไมเสวียนหมิงจึงไม่เลือกฮูหยินจ้าววังเสียที
หลังจากที่เสวียนหมิงแยกตัวออกมาจากถังหานเยวี่ย ก็ตรงไปยังคฤหาสน์ตระกูลลั่วทันที เมื่อสองเดือนที่แล้วองุ่นอัคคีเพิ่งจะออกผลมาสามลูกในรอบสามปีนั้น เขามอบให้เหยียนหว่านเอ๋อผู้เป็นอาของเขา เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของนางหนึ่งลูก และในระหว่างที่เขาไปส่งผู้เป็นอาที่หุบเขามังกรหลับนั้นเอง องุ่นอัคคีสองลูกที่เหลือกลับหายไปจากต้น
เมื่อหลายวันก่อนหอข่าวของเขาแจ้งมาว่าโรงเตี้ยมมั่งมีแห่งนี้เปิดการประมูลองุ่นอัคคีขึ้นมาลับๆ ทั้งยังเชิญเฉพาะชาวยุทธ์ที่มีกำลังทรัพย์ ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับวังเมฆาอัคคี มาเข้าร่วมการประมูล
หอข่าวของวังเมฆาอัคคีรายงานมาว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับไป๋จินเป่าและลั่วฉีเยี่ยน
ฉากหน้าของตระกูลลั่วเปิดกิจการโรงเตี๊ยมมั่งมี และหอมงคลมั่งมี ทว่าเบื้องหลังพวกเขาคือพรรควายุที่ปากบอกว่าตนคือฝ่ายธรรมะ ทว่าการประพฤติตนของคนในพรรคกลับตรงกันข้าม
ลั่วฉีกั๋วบิดาของลั่วฉีเยี่ยน ซึ่งเป็นผู้นำพรรควายุนั้น เสวียนหมิงรู้จักกับเขาดี ที่ผ่านมาทั้งสองพรรคก็ติดต่อค้าขายกันมาตลอด หอข่าวของวังเมฆาอัคคีนั้น ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าล้ำเลิศเพียงใด เพราะพวกเขาสามารถสืบหาร่องรอยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคน เรื่องราว หรือสิ่งของทั้งยังใช้ระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น แต่ราคาค่างวดที่จะต้องจ่ายก็ต้องสูงตามประสิทธิภาพ และความยากง่ายของงานด้วย
เสวียนหมิงพบว่าลั่วฉีเยี่ยนไม่ได้กลับมาที่ตระกูลลั่ว ทั้งยังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จ้าววังหนุ่มสงสัยว่าลั่วฉีเยี่ยนอาจจะระแคะระคายเรื่องการมาถึงเมืองเลี่ยอู่ของเขา จึงได้หลอกให้จางหยุนจงนำองุ่นอัคคีของปลอมมายังโรงเตี๊ยมมั่งมี ส่วนตัวเองกลับหายตัวไปอย่างลึกลับ ทั้งที่เป็นคนจัดงานประมูลครั้งนี้ขึ้นมา
เขาไม่ได้บอกจิรวรรณว่าทั้งสองใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกันและสุนิสาก็พูดคล่องปร๋อ งานนี้ทั้งพี่สาวของเขากับน้องสาวของจิรวรรณชนะใสๆ เลยทีเดียว“วรรณครับผมมารับ กลับไปกับผมนะ ผมจะมาตกลงขอหมั้นคุณกับคุณน้า ผมไม่ได้เร่งรัดนะครับ แต่ผมคิดว่าผมไม่ได้ชอบคุณอย่างเดียวซะแล้ว ผมคิดว่าผมรักคุณ และผมเองก็คิดว่าคุณน่าจะชอบผมบ้าง…หรือเปล่า”“มะ หมั้นหรือคะ” หญิงสาวมองเขาคล้ายไม่อยากจะเชื่อ“คือ ผมข้ามขั้นตอนไปหรือเปล่า ผมหมายถึง เอ่อ...” เพราะรู้ว่าตนเองทำอะไรรวบรัด จางหย่วนหมิงจึงพูดไม่ถูก“หมิง” จิรวรรณเรียกชื่อเขาเบาๆ “คุณกำลังตื่นเต้นอยู่หรือคะ” จิรวรรณมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อของเขาแล้วยิ้มออกมา แม้จะเขินอาย ทว่าเมื่อมองเห็นความลนลานของเขา หญิงสาวกลับคิดว่าเขาน่ารักจริงๆ“ผม...” เขามองใบหน้ายิ้มแย้มของจิรวรรณแล้วนิ่งไปเล็กน้อย รอยยิ้มอ่อนโยนเผยออกมา หลังจากที่เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “วรรณ ผมรักคุณ แต่งงานกับผมนะครับ” ครั้งนี้เขาเอ่ยออกมาชัดถ้อยชัดคำ“ค่ะ” หลังจากมองหน้าเขาแล้วเงียบไปครู่ใหญ่ จิรวรรณก็ยิ้มสดใสให้เขาจางหย่วนหมิงรีบก้มลงไปค้นกระเป๋าเสื้อโค้ทอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะล้วงแหวนเพชร
“ผมไม่มีความลับ”บรรยากาศการฟาดฟันกันด้วยถ้อยคำระหว่างเขากับพี่สาว ทำให้จิรวรรณเห็นอีกด้านของเขา เพราะแม้ว่าทั้งสองดูจะประชดกันไปมาด้วยคำพูด ทว่ามันก็แสดงออกมาชัดเจนว่าทั้งสองคนรักและสนิทสนมกันมากแค่ไหนตลอดมื้ออาหารจิรวรรณรู้สึกเพลิดเพลินมาก เพราะจางเยวี่ยหลิงเอาแต่ชวนพูดโน่นคุยนี่อยู่ตลอดเวลา ผิดกับจางหย่วนหมิงที่ดูอารมณ์ไม่ดีกระทั่งจบมื้ออาหารลง“ต้องขอโทษด้วยนะครับที่พี่สาวของผมเสียมารยาท ถึงจะดูเขาเป็นคนพูดมากและไม่ค่อยสนใจในมารยาทเท่าไร แต่เขาก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายนะครับ” จางหย่วนหมิงเอ่ยขึ้น ในตอนที่ทั้งสองกำลังเดินมายังที่จอดรถที่อยู่ด้านหน้าโรงแรม“ฉันรู้ค่ะ ที่จริงคุณไม่ต้องขอโทษก็ได้ ฉันสนุกมากเลยที่ได้พบพี่เยวี่ยหลิงวันนี้” จิรวรรณตอบด้วยรอยยิ้ม ทั้งยังก้าวเข้าไปนั่งบนรถเมื่อเขาเปิดประตูให้ ทั้งสองเข้าไปนั่งในรถทว่าจางหย่วนหมิงกลับนึกขึ้นมาได้ว่าหญิงสาวมีเรื่องอยากจะถามเขา“วรรณมีเรื่องจะถามผมไม่ใช่เหรอครับ”“เอ๋ อ้อ ตอนนี้ไม่ต้องแล้วละค่ะ ไม่สงสัยแล้ว”หญิงสาวยิ้มสดใสเมื่อคิดถึงเรื่องที่เธอเข้าใจผิดจางเยวี่ยหลิง รอยยิ้มนั้นทำให้จางหย่วนหมิงนิ่งไป เขายื่นมือออกมาแตะแก้มของห
“คุณแม่ให้ป้าจิ้งไปตามวรรณหรือคะ”“จ้ะ แม่มีเรื่องจะถามหน่อย”“เรื่องอะไรหรือคะ” “เรื่องลูกกับหมอจาง” “เอ๋” “ลูกชอบเขาหรือเปล่า” “เอ่อ” “เขาโทรมาหาแม่วันนี้ ทั้งยังขออนุญาตพาลูกออกไปกินข้าวนอกบ้าน ลูกจะว่ายังไง” “เขาว่าอย่างนั้นหรือคะ” จิรวรรณขมวดคิ้ว เพราะเมื่อเช้าเขาเองก็โทรหาตน แต่ไม่เห็นจะบอกเลยว่าจะพาไปข้างนอก“เขาบอกแม่ว่าเขาชอบลูกทั้งยังจริงใจกับลูก ดังนั้นจึงขออนุญาตไปมาหาสู่ ทั้งยังอยากจะพาลูกออกไปข้างนอกบ้าง ลูกเองก็โตจนป่านนี้แล้วเขายังจะขออนุญาตแม่อีก แม่ก็ว่าเขาเป็นคนดี เห็นเขาโทรหาลูกแม่บ่อยๆ แม่ก็รู้ว่าเขาชอบพอในตัวลูก แต่ยังไงแม่ก็อยากจะให้ลูกตัดสินใจเอง”“ค่ะ” ใบหน้ายุ่งยากของจิรวรรณทำให้อัญชลียิ้มออกมา “มีอะไรก็ถามเขาไปตรงๆ สิลูก” “เอ๋” จิรวรรณสะดุ้งคล้ายเด็กถูกจับได้ว่าทำความผิด “ลูกสงสัยไม่ใช่เหรอว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร เย็นนี้ออกไปพบเขาก็ถามเขาเสียสิจะได้รู้ความจริง” อัญชลียิ้มอย่างอ่อนโยน นางหรือจะไม่รู้ว่าจิรวรรณยังติดใจภาพที่เห็
“ขอโทษค่ะ” จิรวรรณหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ก่อนที่จะดันตัวเองออกไปจากเขา หญิงสาวพบว่าเขาใช้เพียงแขนข้างเดียวก็โอบรัดร่างของตนเอาไว้ได้แล้ว“นี่ครับ” เขายื่นช่อดอกทิวลิบให้หญิงสาว“ขอบคุณค่ะ”ในขณะที่คนทั้งสองกำลังยืนสนทนากันอยู่นั้น ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่ามีสายตาสองคู่กำลังแอบสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ อัญชลีกับหยูจิ้งที่ยืนแอบอยู่มุมห้องก็ส่ายหน้าช้าๆ อย่างขัดใจ“โธ่ลูกสาวฉัน เขามาหาถึงบ้าน แทนที่จะไว้ตัวกลับพุ่งเข้าหาเขาซะนี่” อัญชลีกระซิบเสียงเบา“คุณหมอจางดูท่าจะชอบคุณหนูมากนะเจ้าคะ” หยูจิ้งกระซิบเสียงเบาเพราะเกรงว่าจางหย่วนหมิงและจิรวรรณจะได้ยิน“ยังไม่รู้หรอกต้องดูกันไปก่อน แต่การที่เขารับปากทันทีที่เอ่ยชวนนี่ก็มีความเป็นไปได้อยู่” อัญชลีเอ่ยสองวันก่อนนางได้พบจางหย่วนหมิงโดยบังเอิญในตอนที่กำลังเดินซื้อของกับหยูจิ้ง นางขอโทษขอโพยเขาที่บุตรสาวเสียมารยาทในวันที่ออกมาจากโรงพยาบาลในตอนที่จะแยกจากกัน เขาคล้ายจะเอ่ยถามอะไร แต่ก็ยับยั้งเอาไว้ อัญชลีจึงคิดที่จะเปิดโอกาสให้เขาเสียหน่อย จึงลองชวนเขามาทานอาหารที่คฤหาสน์ตระกูลไป๋ไม่คาดว่าเขาจะรับปากทันที คล้ายกับกลัวว่านางจะเปลี่ยนใจ จนกระทั่งวันนี
“อ้อ เหรอคะ” อัญชลีครุ่นคิดว่า ‘เขาว่างขนาดนั้นเลยหรือ’ ก่อนมองใบหน้าแดงก่ำของบุตรสาว แล้วหันกลับมามองใบหน้ายิ้มแย้มของหมอหนุ่มนี่ตนพลาดอะไรไปหรือเปล่า ทำไมบรรยากาศภายในห้องของบุตรสาวจึงแปลกพิกล“ถ้าคุณน้ากลับมาแล้วผมต้องขอตัวก่อนนะครับ” จางหย่วนหมิงเอ่ยอย่างสุภาพแล้วก้าวเดินออกไปจากห้องนับจากวันนั้นจิรวรรณก็พบว่าเขาบังเอิญเดินผ่านเข้ามาทักทายด้วยบ่อยๆ เขาเข้ากับอัญชลีได้เป็นอย่างดี ท่าทางใจดีของเขา ทำให้พยาบาลหลายคนตกหลุมรักเขาได้อย่างง่ายดายและนั่นยิ่งทำให้จิรวรรณระมัดระวัง ไม่ให้ตัวเองพาตัวพาใจไปใกล้เขาเกินความจำเป็น เพราะไม่อยากจะเข้าใจผิดว่าความใจดีที่เขามีให้ตนนั้น แตกต่างจากคนอื่นๆ“กำไลหยกนั่นสวยดีนะครับ”“ค่ะ ฉันได้มาโดยบังเอิญที่พิพิธภัณฑ์ แต่พอสวมแล้วถอดไม่ออกเลยได้แต่ปล่อยเอาไว้อย่างนี้” หญิงสาวเล่าเฉพาะสิ่งที่เล่าได้“ตระกูลของผมก็มีกำไลแบบนี้นะครับ แต่หายไปนานมากแล้ว”“เอ๋ อย่างนั้นกำไลนี้อาจจะเป็นของคุณหรือเปล่าคะ” จิรวรรณยกมือทั้งสองข้างขึ้นและยื่นไปหาเขา กำไลหยกสีเขียวแวววาวที่อยู่บนข้อมือของหญิงสาวส่องประกายวาววับ“มันจะเป็นของผมไปได้อย่างไรครับ ในเมื่อมันอยู่ที่ข
ในขณะเดียวกันนั้นจางหย่วนหมิง แพทย์หนุ่มผู้หล่อเหลาที่เพิ่งจะเดินออกมาจากห้องของคนไข้ก็สูดหายใจเข้าลึก เขาหันหลังพิงกำแพงด้วยใบหน้าแตกตื่น เหงื่อเย็นๆ ผุดออกมาบนหน้าผาก หัวใจที่เต้นรัวแรงทำให้เขาต้องหยุดก้าวเดินไปชั่วครู่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเป็นแบบนี้ ครั้งแรกมันเกิดขึ้นตอนที่เขาพบหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ แต่ครั้งนี้คล้ายรุนแรงกว่า เพราะใบหน้าของหญิงสาวที่จ้องเขม็งมา ทำให้เขาแทบจะระงับอาการตื่นเต้นไม่อยู่เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่ว่าจะกับหญิงสาวคนไหน แต่กับเธอคนนี้เขาถึงกับทำตัวไม่ถูก ไม่กล้าสบตา เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมายังเขาเป็นอย่างที่คิดเขาแทบจะยื่นมือออกไป อยากลูบไล้สัมผัสแก้มเนียนใสนั้นอย่างอดใจไม่อยู่ทันทีที่สบตาของเธอก่อนหน้านี้เขาเป็นแพทย์ประจำอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อเมริกา แต่เมื่อทราบข่าวจากคนของตระกูลจางว่าหากำไลหยกประจำตระกูลที่สูญหายไปพบแล้ว เขาก็รีบบินมาที่จีนทันทีก่อนตายบิดาของเขาสั่งเสียเอาไว้ว่าต้องหากำไลหยกของย่าทวดที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยให้พบ แต่เขาไม่เคยเห็นกำไลนั้นมาก่อน แม้ว่าจะมีภาพถ่ายของย่าทวดที่สวมกำไลนั้นแต่ก็เป็นเรื่องยากอย
ประตูห้องเปิดออกมาช้าๆ ร่างสูงที่ก้าวออกมาจากห้องทำให้อินอินเงยหน้าขึ้นทันควัน เด็กสาวมองใบหน้าหล่อเหลาที่แฝงเอาไว้ด้วยรังสีของความโกรธเกรี้ยวแล้วได้แต่ขนลุกเสวียนหมิงกำลังโกรธ เขากำลังโกรธมากด้วย“ทะ...ท่านจ้าววัง” อินอินเรียกเขาเสียงแผ่ว“เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนนาง ข้าจะออกไปสักครู่ หากนางตื่นรีบให
ระหว่างนั้นเองที่มีสาวใช้นางหนึ่งแอบมาเห็นเหตุการณ์ เด็กสาวรีบวิ่งหลบออกมา เพื่อขอความช่วยเหลือทันที ซึ่งระหว่างทางนางก็ชนโครมเข้ากับร่างสูงที่เพิ่งจะกลับเข้าวังเมฆาอัคคีมาด้วยความร้อนใจ“เจ้ารีบร้อนไปไหนรึ” เสวียนหมิงขมวดคิ้ว“ท่านจ้าววัง แย่แล้วเจ้าค่ะ แย่แล้ว”“มีเรื่องอะไร”“ท่านหญิงลู่จับแม่นา
“หมิง” ไป๋อวี้หลันเรียกเขาเสียงเบา นางก้าวมาข้างหน้าก้าวหนึ่งทว่าสือเจี้ยนหาวรั้งเขาเอาไว้“เจ้าอย่าอยู่ตรงนี้เลย กลับเข้าหอสูงไปเถิด” เป็นเฟิงชิงที่เดินออกมาจากประตูลับด้านข้างหอสาส์น พวกเขาติดตามร่องรอยถังจิวไปจนพบว่าเขาหลบซ่อนตัวอยู่ด้านล่างหุบผาอัคคีมาโดยตลอด และเฟิงชิงคือผู้ที่ค้นพบเส้นทางลับท
หลังจากอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้น จนทำให้จิรวรรณกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราและตื่นขึ้นมาหลังจากผ่านไปเกือบเดือน แม้ว่าแพทย์เจ้าของไข้จะลงความเห็นไปแล้วว่าหญิงสาวจะไม่มีวันตื่นขึ้นมา แต่เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เหล่าแพทย์ต่างก็ไม่สามารถอธิบายได้ เพราะนอกเหนือจากบาดแผลภายนอกแล้ว จิรวรรณแทบจะเป็นปกติทุกอย่าง







